เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็จะสิ้นปีอีกแล้ว ใครที่รู้ตัวว่ายังคงทำงานงกๆ ต่อเนื่องมาทั้งปี ถึงเวลาแล้วแหล่ะที่แกควรจะพัก มองหาทริปดี๊ด๊าเพื่อตัวเอง และวันนี้เราก็มีหนึ่งทริปเด็ดที่เหมาะกับปลายปีนี้มาแนะนำ ณ ดรีมเดสติเนชั่นของนักเดินทางจากทั่วโลก เพื่อปรนเปรอตัวเองให้สาสมกับความหนักหน่วงที่ผ่านพ้นมา และแทนการขอบคุณตัวเอง ด้วยการวางทุกภาระ วางทุกความห่วงให้ผ่านไป แล้วมุ่งหน้าสู่หาดทรายสวยใสกับเหล่าฝูงปลาที่จะมารุมล้อม พร้อมการต้อนรับที่เหนือระดับจนต้องขอยกนิ้วให้ จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก มัลดีฟส์ เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดียที่ความเพลียจะมาพร้อมความสุข จะสนุกเลิศหรูอลังการยิ่งกว่าดาวล้านดวงขนาดไหน เลื่อนตามลงมาเสพได้เลยจ้าาาาา

ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นทริปใกล้หรือไกล เข้าป่า เดินน้ำตกหรือลงทะเล สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการเตรียมเสื้อผ้าที่ชิคคูลให้ดูเหมาะกับทุกสถานการณ์ ทริปนี้เราเลยเลือกเสื้อผ้าจาก Uniqlo ไปใส่ เพราะมั่นใจทั้งดีไซน์การออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ รวมถึงเนื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ แถมยังมีไอเท็มเด็ดดวงอย่างเสื้อ AIRism ที่ใส่แล้วเย็นสบายกับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มาพร้อมผิวสัมผัสเรียบลื่น อ่อนนุ่มเหมือนปุยฝ้าย น้ำหนักเบ๊าเบา ไม่กินพื้นที่ในกระเป๋า แถมยังระบายอากาศได้ดีอีกด้วย ไปมัลดีฟส์ครั้งนี้เราก็จะลืมเรื่องเหงื่อไหลไคลย้อย ตัวเหนียวเหนอะหนะไปได้เลย อารมณ์ก็จะเดินเล่นสวยๆ บนชายหาดเปลี่ยนท่าโพสต์แบบเผลอๆ ถ่ายรูปไปได้เรื่อยๆ แค่นี้ก็พร้อมบินบัดฟ้าไปเริงร่าแบบลูกคุณหนูกันแล้วววว

เมื่อเสื้อผ้าพร้อม กายพร้อม ใจพร้อม เงินพร้อม เราทำได้ ก็ถึงเวลาแห่งการติดใบพัดลัดขอบฟ้ารีบไปลั๊ลลากันล้าว จากสุวรรณภูมิผ่านไปเพียงสองสามสี่ชั่วโมงเราก็อยู่เหนือน่านฟ้ามหาสมุทรที่เมืองมาเล่เมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์ ที่เราต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงกดชัตเตอร์รัวๆ เหมือนกลัวพลาดอะไรไป แล้วทุกอย่างก็คลายข้อสงสัยเมื่อเราได้มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพบกับวิวหมู่เกาะน้อยใหญ่กลางท้องทะเลที่รวมตัวใกล้ๆ กันเป็นรูปวงแหวนที่เรียกรวมๆ กันว่า “อะตอล” โดยมีน้ำทะเล 12 เฉดสีไล่เรียงกันอย่างสวยงาม นี่แค่การต้อนรับแบบเบาะๆ จากน่านน้ำและน่านฟ้าอันห่างไกลนะ แล้ว 3 วัน 2 คืนของเราจะสดใสแค่ไหนลองคิดดู

พอเครื่องแลนดิ้งถึงมัลดีฟส์ เราก็เดินรีบๆ เพื่อไปยังที่พักสุดหรูหราอลังการกันที่ Club Med Kani รีสอร์ทห้าดาวที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบินเพียงนั่งเรือชมความวิ้งของท้องทะเลแบบเพลินๆ ไม่เกิน 30 นาทีก็มาถึง และยังไม่ทันที่เรือจะเข้าเทียบที่ชายหาด เราก็กวาดสายตาไปมองเห็นเหล่าพนักงานที่มายืนยิ้มหน้าบานเหมือนมารอรับเพื่อนสนิทอยู่ริมหาด โดยพนักงานที่เราเห็นเหล่านี้จะถูกเรียกว่า G.O. หรือ Gentle organizer ผู้ที่เหมือนกับพนักงานต้อนรับในโรงแรมทั่วๆ ไป ที่จะคอยให้บริการ ดูแลการเช็กอิน ฯลฯ ตามที่เราต้องการ แต่เพิ่มเติมคือเหล่าจีโอนี้ยังมีหน้าที่คอยสร้างความบันเทิงให้กับเราอีกด้วย อยากได้อะไรเพิ่มเติมก็ขอให้เอ่ยปากบอกพวกเขา รับรองว่าเราไม่มีผิดหวัง

สำหรับห้องที่เราเลือกพักในครั้งนี้คือห้อง Overwater Suite ห้องพักที่เหมาะแก่การมาปรนเปรอตัวเองมากที่สุด เพราะนี่คือห้องพักแบบบังกะโลที่ตั้งกลางน้ำให้แกได้สัมผัสใกล้ชิดกับฝูงปลาและฝูงเต่าที่จะมาจอแจหน้าห้องพักตั้งแต่ยามเช้า พร้อมด้วยระเบียง และท่าน้ำหน้าบ้านให้กระโดดลงน้ำได้ทันทีที่ใจต้องการ ส่วนความวุ่นวายของผู้คนก็ปาทิ้งไปได้เลยเพราะโซนนี้คือโซนที่ไพรเวทสุดๆ จากการดีไซน์ให้ห้องพักแต่ละหลังอยู่อิสระห่างจากกันเหมือนกิ่งก้านของใบไม้ที่แยกแตกแขนงออกเป็นหลังๆ

ส่วนการตกแต่งภายในจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์ทรอปิคอล ซึ่งมาพร้อมกับเตียงกว้างขวางสุดนุ่มห้องแต่งตัวพร้อมเตารีด ที่ไม่ว่าจะย้ายตัวไปมุมไหนของห้องก็สามารถมองเห็นวิวทะเลสวยๆ ได้แบบสุดลูกหูลูกตา ส่วนไฮไลท์สำคัญที่ได้รับการใส่ใจให้กว้างใหญ่ไม่แพ้ห้องนอนก็คือห้องน้ำพร้อมอ่างแสนเก๋ที่สามารถตีฟองให้ฟูฟ่องแล้วนอนกินลมชมฝูงปลา และท้องฟ้าที่สวยสดไปพร้อมๆ กับจิบค๊อกเทลเบาๆ เรียกได้ว่ามีความอบอุ่นและโรแมนติกเหมาะมากๆ สำหรับคู่รักทั้งหลาย แถมยังมีห้องอาหารที่เข้าได้เฉพาะผู้ที่พักโซนนี้เท่านั้นอีกด้วย ฟินส์ในฟินส์มันเป็นแบบนี้นี่เอง

นอกจากนี้ที่ Club Med Kani ยังมีห้องพักอีกสองแบบคือ Club Room(Superior) เป็นห้องพักที่อยู่บนเกาะแต่ไม่ติดทะเลต้องเดินเอาหน่อย และ Deluxe เป็นห้องพักที่อยู่ริมทะเล เอาจริงๆ ทุกแบบคือมีความสวยงามโดดเด้งไม่แพ้กัน เพราะยังไงซะเกาะทั้งเกาะที่เราเห็นอยู่นี้ก็คือพื้นที่ของโรงแรมเราทั้งหมด จะนั่ง เดิน ยืน นอนตรงไหนก็ได้รับความฟินส์ไม่แพ้กัน

หลังจากเข้าห้องพักเราก็สามารถทิ้งกระเป๋าสัมภาระ คว้าแค่กล้องคู่ใจและโทรศัพท์มือถือคู่ชีพ แล้วถีบตัวไปรับความสดใสเกินใจบรรยายได้ง่ายๆ ทุกกิจกรรม ทุกอาหาร ทุกเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งคลาสเรียน ก็สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพราะทุกอย่างมัน All inclusive หรือคิดรวมไปหมดแล้วนั่นเองจ้า และอย่างที่บอกไปว่าทริปนี้เราเลือกเสื้อผ้าจากแบรนด์สุดฮอตอย่าง Uniqlo มาด้วย เพราะมั่นใจในความใส่สบาย คลายร้อน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แก คือแค่ใส่ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย ระบายเหงื่อ และความชื้นได้ดีเว่อร์

แดดดี ฟ้าใส ทะเลสวย ฤกษ์งามยามดีราวจับวางขนาดนี้ ก็ได้เวลาไปปลดปล่อยแรงกายให้เพลียแบบสุขสุดๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จะกลางวัน กลางคืนก็ดื่มด่ำได้ทั้งในน้ำและบนบก เพราะที่นี่เค้ามีกิจกรรมให้เราทำเพียบ!!! ไม่ว่าจะเป็นกีฬาเบาๆ ที่เหมาะกับข่วงเช้าอย่างปิงปอง คายัค และแพดเดิ้ลบอร์ด หรือจะเป็นกีฬาที่สามารถเล่นแบบเอาเหงื่อขึ้นมาได้สักหน่อยในช่วงสาย อย่างเรือใบ และวอลเลย์บอล ไปจนถึงกีฬาที่เล่นเอาทั้งความเหนื่อยและความเสียวสุดผาดโผนอย่าง Parasailling ในช่วงบ่ายที่จะมาปลุกความกล้าท้าความกลัวในตัวเราให้ได้ตะลึงงันกับวิวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและวิววิลล่ากลางน้ำจากมุมสูงประหนึ่งบินอยู่ท่ามกลางฝูงนกก็ไม่ปาน ส่วนใครสายหวานสายชิวจะไปนั่งให้ผมปลิวๆที่ชายหาด พร้อมกับหนังสือสักเล่มและน้ำหวานๆสักแก้วก็แสนจะชื่นใจ หรือใครจะไปเปลือยแผ่นหลังนอนนวดอ่ะโรม่าที่สปาก็ได้เหมือนกัน

แต่ถ้าอยากหวานมันแบบครบรสก็ขอแนะนำให้ออกไปดำน้ำชมปะการังดูปลาโลมาและฝูงเต่าที่มี 2 รอบต่อวัน แต่การจะออกไปกับเค้าได้ ต้องผ่านการทดสอบว่ายน้ำก่อนทุกคนนาจาาาา เหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง นอกจากนี้ทางโรงแรมก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายย้ำมากมายให้เราได้ทำกันทั้งวันแบบเพลิดเพลิน เช่นโยคะ แอโรบิก หรือเต้นซุมบ้าก็มีมาให้เลือกจ้า ยามเย็นก็ไปชมพระอาทิตย์ตก แต่สายชิวผู้น่ารักอย่างเราขอนั่งมัวเมาบรรยากาศอยู่ริมหาด ก็รู้สึกเลิศหรูอลังการงานสร้างมากแล้ว ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวา จะถ่ายตรงไหนก็ออกมาดีแบบถ่ายสิบใช้ได้สิบ ยกเว้นรูปที่เผลอขยิบตาผิดจังหวะเท่านั้นเอง เพราะเสื้อผ้า หน้าผม บรรยากาศต่างๆ มันดีจริงๆ จะพี่จ๋าาาา

ทำกิจกรรมม้วนหน้าม้วนหลัง ถ่ายรูปจนร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แต่ตกดึกเค้าก็ยังมีความคึกจากการแสดงที่นำโดย G.O. ทั้งหลายที่ยืนยิ้มกวานกันมาทั้งวันแล้วตกค่ำยังมีแรงเหลือแบบร้อยแรงม้าเพื่อมาโชว์เต้น ตีลังกา ม้วนหน้า กลับหลังเพื่อสร้างความบันเทิงให้แขกที่พักมากได้อีก ซึ่งแต่ละการแสดงก็ไม่กะโหลกกะลานะจ้ะมาเต็มไม่ต่างจากนางโชว์ เรียกเสียงกรี๊ดและเสียงฮากันทุกวันเวลา 21.30 ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ย้ำกันอีกทีว่าฟรี๊ ~~~~

สนุกสุดมันส์กับค่ำคืนที่แสน ชสนุกสนานจนหัวใจเต้นโครมครามตามจังหวะเสียงเพลงกันไปแล้ว ตอนเช้าตรู่ถ้าใครยังไหวเราก็ขอแนะนำให้ตื่นขึ้นมาชมบรรยากาศของแสงยามเช้าที่รุ่งอรุณ ทักทายยอดคลื่น และเหล่าสัตว์ทะเลที่มีมากมายหน้าบานของเราราวกับอะควาเรี่ยมเล็กๆ ก็ไม่ปาน แล้วค่อยกลับไปซุกตัวนอนอีกสักหน่อยก็ย่อมได้

อีกหนึ่งไฮไลท์หลักๆ ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่องของอาหารการกิน กับห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ให้เลือกกินได้อย่างจุใจรับรองว่าไม่มีทางไม่ถูกปากแน่นอน เพราะภายในห้องอาหารจะจัดอาหารนานาชาติ ทางอินเดีย ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รวมไปถึงอาหารพื้นเมือง ของคาว ของหวาน ขนม เครื่องดื่ม ผลไม้ ก็จัดหนักจัดเต็มมีให้เลือกชนิดที่ว่าไม่กลิ้งได้ไม่ต้องกลับ และถ้าอยู่หลายวันก็ไม่ต้องกลัวเบื่อเพราะในทุกๆ วันจะมีสเปเชียลดิชมาให้ลุ้นกันว่าวันนี้จะมีอะไรพิเศษบ้าง แถมเค้ายังเปลี่ยนเมนูทุกวันไม่ให้ซ้ำซากจำเจเพราะฉะนั้นถ้าชอบอะไรวันไหนก็ควรรีบกินไว้ให้คุ้มๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มเพราะไม่มีเสิร์ฟในอีกวัน

ส่วนใครที่พักห้องพักแบบ Overwater Suite ก็จะได้รับความพิเศษในพิเศษคือเลานจ์ส่วนตัวอย่าง Manta Lounge ที่ออกแบบมาเป็นรูปวงกลมไว้ให้นั่งชิลล์ๆ รับไอทะเลแบบ private พร้อมเครื่องดื่มที่เสิร์ฟแบบไม่จำกัด อยากดริ้งตอนไหนอยากได้อะไรก็มาได้ทั้งวัน หรือจะมานั่งเล่นๆ โพสต์ท่าถ่ายรูปสวยๆ บนเบาะและเปลตาข่ายกลางน้ำก็ถือเป็นมุมในฝันของทุกคนที่มายังคลับเมดแห่งนี้เลยแหละ

ที่นี่เค้ารู้ว่าเรื่องกินเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นแล้วนอกจากห้องอาหารแบบบุฟเฟ่และเลานจ์แบบ Private แล้ว เค้าก็ยังมีอีกหนึ่งห้องอาหารกลางน้ำที่พร้อมเสิร์ฟอาหารแบบ A La Carte ให้เราชี้นิ้วสั่งตามออเดอร์ในเมนูได้เลย ซึ่งห้องนี้ก็จะมีความเงียบสงบและหรูหรามากกว่าห้องอาหารแบบบุฟเฟ่แบบเท่าตัว จึงเหมาะมากสำหรับใครก็ตามที่อยากหามุมสงบและใครก็ตามที่อาจจะมัวแช่ตัวในอ่างจนมาช้าเกินเวลาที่ห้องอาหารหลักเปิด

แต่ถ้าคิดว่าห้องของตัวเองคือจุดเพอร์เฟคที่สุดสำหรับการกินอาหารเช้าแล้วล่ะก็ ใครที่พักห้องแบบ Overwater Suite เค้าก็ยังมีบริการให้เราสั่งอาหารล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเซ็ต American breakfast, Continental หรืออาหารเช้าสไตล์ Asian ทั้งอาหารจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่เราสามารถเลือกแล้วเอาไปหย่อนไว้ในกล่องหน้าห้องก่อนตีสองของวันรุ่งขึ้น เพียงเท่านี้ในตอนเช้าเราก็จะมีอาหารแบบที่เราชอบมาวางไว้ในมุมที่เราฝัน จะแต่งชุดสุดหรูหรือชุดนอนสุดเซ็กซี่มานั่งกินก็รับรองความประทับใจ ซึ่งขอบอกว่าครั้งหนึ่งในชีวิตการได้มานั่งกินอาหารกลางทะเลสีฟ้าพร้อมๆ กับปลาที่น่ารักมันคือ Check list ที่ในชีวิตต้องทำสักครั้ง

สุดท้ายเราขอยกให้ทริปนี้เป็นทริปที่เพอร์เฟคโดยที่เราไม่ต้องเตรียมอะไรเลยยกเว้น “เงิน” เพราะทุกอย่างได้ถูกคัดเลือกและจัดสรรไว้อย่างดีในโรงแรมห้าดาวกลางน้ำแห่งนี้แล้ว และเราเชื่อว่ามันเป็นรางวัลที่ดีที่สุดในปลายปีสำหรับการปรนเปรอตัวเอง ที่จะมอบประสบการณ์และความทรงจำแสนดีแบบไม่รู้ลืมแบบที่เราใฝ่หามานาน และเมื่อจบทริปเราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมมัลดีฟส์จึงเป็นสถานที่ที่นักเดินทางทุกคนใฝ่ฝันสัก เอาเป็นว่าใครก็ตามที่แสวงหาการพักผ่อนแบบหรูหราและคุ้มค่า ที่นี่ก็ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ เพราะมันจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน เหมือนกับเสื้อผ้าของ Uniqlo ที่ให้ทั้งความสบายและความคุ้มค่าสมกับราคาที่จ่ายไปจนเราอยากจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกตัวให้กลายเป็น Uniqlo AIRism ให้หมดทั้งราว เพราะนอกจากจะเบาสบายแห้งเร็วเหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเราแบบสุดๆ แล้วยังยืดหยุ่นได้ดีทุกการเคลื่อนไหว