เล็กพริกขี้หนูคือคำจำกัดความสั้นๆ ที่เราอยากจะยกให้กับฮ่องกง เมืองเล๊กเล็กที่พร้อมจะมอบประสบการณ์แสนยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนที่มาเยือน จนเหมือนแผ่นดินเล็กๆ นี้จะแพลนมาเที่ยวกี่วันก็ไม่เคยจะพอ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแนวสตรีทฟู๊ดไปจนถึงมิชลินสตาร์ ร้านช้อปปิ้งที่อยู่ติดกันทั้งแถบยาวเป็นกิโลๆ ให้เลือกช้อปกันจนเบลอ เดินป่าข้ามเขาชมวิวชายหาดและภูเขาที่ปราศจากตึกสูง ถ่ายรูปเล่นกับสตรีทอาร์ตแสนเก๋ในโลเคชั่นเท่ๆ อีกร้อยแปด รวมถึงคาเฟ่ดีๆ ที่มีเอกลักษณ์ให้เลือกสรร บอกได้เลยว่าไม่ว่าแกคือสายเที่ยวแนวไหนฮ่องกงเค้าก็ครบเครื่องมีพร้อมสรรพไว้ต้อนรับพวกแกหมด อ่ะ อย่าเพิ่งเชื่อนะ ตามมาชมกันก่อนได้เลยจ้า ว่า 3 วัน 2 คืน ของเราในฮ่องกงครั้งนี้จะปั๊วะปังน่าตามรอยขนาดไหน

ก่อนเริ่มเดินทางต่างประเทศของเราแทบทุกครั้ง ทุกครั้งจริงๆ ก็คือการซื้อประกันการเดินทางเพราะเราเชื่อเสมอว่าทุกอะไรที่ไม่คาดคิดมันเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ไม่อยากซวยสองเด้งด้วยการต้องรับมือทุกอย่างเพียงคนเดียวไม่มีใครมาช่วยเยียวยาจิตใจอะไรแบบนี้ ซึ่งประกันการเดินทางที่ไว้ใจได้จนเราต้องเอามาแนะนำให้พวกแกก็คือ ประกันภัยเดินทาง i-Insure เพราะนางคุ้มครองเก่งเว่อร์ได้ทุกที่ทั่วโลกนี้ ทั้งทริปในไทยและต่างประเทศ สิ่งที่ดีคือมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. ที่จะคอยช่วยเหลือเราได้ตลอดทริปเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นระหว่างเที่ยว ความคุ้มครองก็มีให้เลือกหลายแผน เอาที่เราสะดวก ราคาก็ไม่แพง แถมซื้อง่ายจ่ายคล่องในสามขั้นตอน คือ

1. เลือกประเทศและวันเดินทาง
2.ใส่ชื่อและนามสกุล
3. ยืนยันชำระเงิน

อยากจะบอกว่าช่วงนี้มีเค้าโปรแรงแซงทางโค้งเลยทีเดียว ซื้อไปสะสมไมล์เที่ยวต่อได้อีก ใครกำลังจะไปเที่ยวจัดเลยที่ https://iinsure.kpi.co.th แค่นี้ก็ทำให้การเดินทางของเราอุ่นใจได้ง่ายๆ เชื่อเราเถอะว่าประกันทำแล้วไม่ได้ใช้แต่ก็ยังดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

Day 1 :

• The Hideout Coffee House

เราเลือกบินรอบเช้าสุดเพื่อลากกระเป๋าเข้าที่พักแล้วก็ออกมาเช็คอินคาเฟ่โลเคชั่นแรกของทริปได้เลย The Hideout Coffee House ร้านกาแฟสองชั้นที่ดูเรียบด้วยโทนสีอบอุ่นแต่มีสไตล์ด้วยความตัดกันของพื้นแบบปูนเปลือยและผนังกระเบื้องสีขาว โดยเมื่อเราเปิดประตูเข้าไปในชั้นแรกจะเป็นเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มและอาหาร ซึ่งเราขอเลือกสั่งลาเต้ร้อนหวานน้อยกับครัวซองไส้อาโวคาโด เมนูชวนงงแต่รสชาติตรงใจคนรักอาโวคาโดแบบเราจริงๆ ก่อนจะยกไปลองลิ้มที่ชั้นสองให้ร่างกายได้ตื่นตัวในยามเช้าแล้วปิดท้ายด้วยการออกมานั่งถ่ายรูปหน้าร้านแบบชิคๆ เช็คอินเพื่อนบอกเพื่อนที่ไทยว่าว่าเรามาฮ่องกงอีกแล้วนะแก.. ก่อนที่จะไปเช็คอินโลเคชั่นถัดไป

หลังจากร่างกายสดชื่นจากคาเฟอีนเป็นที่เรียบร้อยเราก็ตัดสินใจนั่งรถแทรม( tram) หรือรถราง ซึ่งเป็นระบบขนส่งที่ใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 และยังคงรูปแบบไว้ดังเดิมแม้จะผ่านเวลามาแล้วกว่า 100 ปี โดยรถรางของที่นี่จะเป็นรถแบบเปิดโล่งสองชั้น วิ่งอยู่บนรางบนถนนกลางเมืองเช่นเดียวกับรถยนต์ประเภทอื่นๆ ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นฮ่องกงในมุมมองที่แตกต่างไปจากวิธีการเดินทางเดิมๆ และมันก็มีความชิวไม่เร่งรีบแต่ก็ตรงเวลาเราจึงคิดว่ามันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ทั้งประสบการณ์และจุดหมายปลายทางที่ดีสำหรับนักเดินทาง หากมีโอกาสสักครั้งพวกแกก็ไปลองดูกันนะ

• Ma Sa Restaurant

นั่งระแทรมชิวๆ จนเวลาล่วงเข้าช่วงบ่ายแก่ๆ เราก็ไปต่อกันที่หนึ่งในร้านชื่อดังของย่าน Sheung Wan ณ Ma Sa Restaurant ร้านอาหารเก่าแก่ที่เสิร์ฟข้าวไข่ดาวแบบเยิ้มๆ พร้อมด้วยแฮมหรือท็อปปิ้งอื่นๆ ที่มีให้เลือกตามความชอบ ซึ่งเราขอสั่งเมนูสุดป๊อปปูล่าอย่าง Triple Sunny Side Up Eggs หรือไข่ดาวแบบไม่สุกสามฟองท็อปด้วยหมูกรอบ พอจานถูกยกมาเสิร์ฟเราก็แค่เหยาะซีอิ๊วขาวให้ทั่วแล้วโรยพริกไทยสักหน่อย จากนั้นก็เอาช้อนกรีดไข่แดงเบาๆ จนมันไหลมาคลุกกับข้าวสวย แล้วก็ตักเข้าปากพร้อมๆ กัน โอ้โห!! มันเป็นความอร่อยที่ดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งยากจะลืมเลือนจนต้องกลับมาบอกพวกแกเลยว่าไปลองซะนะ

• PMQ

คลอเลสเตอรอลขึ้นสูงปรี๊ดดดดจากไข่สามฟอง เราเลยต้องขอไปเดินเล่นที่อีกหนึ่งจุดเช็คอินอันแสนป๊อปปูล่า ณ ตึก PMQ สุดเก๋ไก๋วัยรุ่นชอบ ที่ผสมระหว่างความ creative และ design ของชาวฮ่องกงเอาไว้อย่างลงตัว โดยแต่เดิมตึกบริเวณนี้เคยเป็นโรงเรียนมาก่อนจนรัฐเข้ามาฟื้นฟูและปรับปรุงให้กลายเป็นสถานทีท่องเที่ยวที่มีทั้งร้านค้า ออฟฟิศ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเวิร์คช็อปกว่า 100 ร้านค้า ซึ่งแต่ละร้านค้าก็จะมีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์และสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมา Shopping นั่งกินข้าว แวะร้านกาแฟ หรือเสพย์งานอาร์ตต่างๆ ก็ดีครับผมเหมาะสมครับท่านเป็นที่สุด

• Hollywood Street

ฮ่องกงเมืองเล็กๆ ที่มีความอาร์ตใหญ่มากกกก ทั้งบนตึกสูง ทั้งหัวถนน ทั้งบนร้านค้าก็ล้วนแล้วแต่มีสีสันที่สดใส และย่านสตรีทอาร์ตที่ไม่ควรพลาดก็คือ Hollywood Street ย่านที่เก่าแก่ที่สุดในฮ่องกง ตึกรามบ้านช่องของบริเวณนี้จึงมีความคลาสสิคให้เราได้เดินเสพย์กันแบบเพลินๆ ใครที่ชอบสถาปัตยกรรมแบบเก่าก็ห้ามพลาดที่จะมาเดินเล่นกันที่นี่ ใครที่เป็นสายคาเฟ่ที่นี่ก็ยังเป็นแหล่งรวมคาเฟ่สุดชิคหลาย 10 ร้าน และสายสตรีทอาร์ตก็ไม่ควรพลาดที่จะไล่เช็คอินงานอาร์ตชิ้นโบว์แดงที่มีกระจายอยู่ทั่ว หากอยากอินกับภาพวาดให้มากขึ้นไปอีกเราแนะนำให้ไปที่ https://hkwalls.org เค้าก็จะมีประวัติเรื่องราวของงานแต่ละชิ้นให้ได้อ่านกันด้วยจ้า

• Tai Cheong Bakery

เดินไปเดินมาอาหารเริ่มย่อยคอเริ่มแห้งประกอบกับตอนนี้เดินมาอยู่หน้าร้าน Tai Cheong Bakery แบบพอดี๊พอดี ไม่เลี้ยวก็แลดูจะไม่ให้เกียรติความมีชื่อเสียงที่โด่งดัง ความร้านยาวนาน ความทาร์ตไข่ชื่อดัง ที่มีมาตั้งแต่ปี 1954 จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มการทำแป้งรสเนย แถมยังได้รับการยกย่องว่าเป็นร้านที่มีทาร์ตไข่ที่ดีที่สุดทั้งจากสื่อในประเทศและต่างประเทศอย่าง CNN Travel เราเลยต้องขอจัดทาร์ตไข่ที่มีไส้คัสตาร์ดไข่สีเหลืองนวลเนื้อนุ่มที่ถูกปกป้องและห่อหุ้มด้วยแป้งกรอบกรอบที่ทำแบบสดใหม่มาหนึ่งกล่องเบาๆ

เดินไปกินไปก็มีกำลังใจในการเที่ยวต่อ แต่จะขอย้อนกลับไปใกล้ๆ กับที่พักบริเวณฝั่งจิมซาจุ่ย แต่รอบนี้ขอเปลี่ยนจากใต้ดินมาเดินทางด้วยวิธีสุดคลาสสิคของฮ่องกงนั่นก็คือการนั่งเรือข้ามฟาก แต่เรือข้ามฟากของเค้าเนี่ยก็ไม่ได้เล็กแบบเรือข้ามฝั่งเจ้าพระยาของเรานะจ๊ะ แต่เป็นเรือที่มีที่นั่งกว้างขวางลำเบิ้มหรือเรือเฟอร์รี่ที่จะพาเราข้ามฝั่งแบบเอื่อยๆ ให้เราได้กินลมชมวิวทิวทัศน์ของผืนน้ำและตึกสูงทั้งหลายของทั่งสองฝั่งเกาะฮ่องกง

• Symphony of Light

พอเรือมาเทียบท่าที่ฝั่งจิมซาจุ่ย เราก็มาเดินเล่นให้ลมเย็นๆ ตีหน้ากันสักหน่อย เพื่อที่จะรอชมการแสดงแสงสีเสียงตอนสองทุ่ม ซึ่งระหว่างนี้บริเวณ Victoria Harbor เราก็จะได้เห็นเรือรูปทรงโบราณสีน้ำตาลลำใหญ่ที่มีใบสำเภาสีแดงโดดเด่นอยู่กลางอ่าวที่มีชื่อว่า Aqua Luna อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกาะฮ่องกง นางเป็นเรือแบบ Traditional red-sail Chinese junk boats เรือชมวิวที่มีบริการอาหารและเครื่องดื่มในชั้นล่างและด้านบนเป็นจุดนั่งชมวิว 360 องศา ก็แวะเวียนมาให้เราถ่ายรูปจนเผลอแปล๊บๆ ก็สองทุ่มตรงช่วงเวลาที่ Symphony of Light กำลังเริ่มทำการแสดง มันคือการแสดงแสงสีเสียงที่ริมอ่าวบนตึกกว่า 40 ตึกทั้งฝั่งฮ่องกงและฝั่งเกาลูน ซึ่งจะมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและการยิงแสงเลเซอร์สีต่างๆ ตามจังหวะเพลงในทุกๆ วัน ก็ต้องยอมรับว่ามีความทุ่มทุนสร้างและอลังการจริงๆ ฉะนั้นใครไปฮ่องกงก็ไม่ควรพลาดเพราะงานนี้ฟรีจ๊ะ

• Mak’s Noodle

ตื่นเต้นจนท้องร้องหิวเราก็หิ้วท้องมายังสุดยอดบะหมี่แห่งเกาะฮ่องกงที่ร้าน Mak’s Noodle หนึ่งในร้านบะหมี่ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดที่มีถึงหกสาขาและมีอายุเก่าแก่เกือบ 100 ปีแล้ว โดยสาขาที่เราไปกินจะอยู่แถวจิมซาจุ่ยใกล้ๆ ที่พัก มีการตกแต่งโดยเน้นสีเขียวหัวเป็ดและสีขาวเป็นหลักทำให้ดูหรูหราเรียบง่าย แต่ข้อสังเกตของเราคือพนักงานทั้งร้านจะเน้นพนักงานชายสูงอายุซึ่งทุกคนดูสุภาพในชุดสูทสีดำและพูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียวก็ถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของร้านนี้ที่ทำให้เราชอบพอๆ กับบะหมี่ในชาม

แน่นอนว่าเมื่อมาถึงร้านบะหมี่ชื่อดังหากไม่สั่งบะหมี่มากินมันก็คงจะกระไรอยู่ เราเลยเลือกเมนูบะหมี่เกี๊ยวน้ำหนึ่ง บะหมี่แห้งหนึ่ง ผักลวกราดซอสน้ำมันหอยหนึ่ง และเกี๊ยวกุ้งน้ำมาอีกหนึ่ง คืออยากบอกว่าครั้งแรกที่เห็นราคาและปริมาณในชามก็เล่นเอาอึ้งไปเหมือนกันแต่เมื่อได้ลองกินคำแรกก็บอกได้เลยว่ามันคุ้มค่าทุกดอลล่าร์ที่เสียไปจริงๆๆๆๆ โดยเฉพาะบะหมี่เส้นเล็กๆ ที่ลวกมาได้อย่างพอดิบพอดีครั้นพอกินแบบแห้งเคล้าน้ำซอสก็อร่อย ครั้นพอกินแบบน้ำให้เส้นได้เคลือบน้ำซุปจนทั่วก็อร่อยยยยยย เกี๊ยวกุ้งชิ้นโตในชามนั้นยิ่งอร่อยไปกันใหญ่ อร่อยแบบอร๊อยอร่อยสุดๆ จ้า ที่สำคัญร้านนี้ยังมีบริการชาร้อนให้แบบฟรีๆ ถือเป็นการจบทริปวันแรกที่ฟินส์น้ำตารินเอ็นโดรฟินหลั่งกันเลยจ้า

 

Day 2 :

• Hung Lee Restaurant

เช้าวันที่สองเราตื่นแต่งตัวพร้อมลุยกับเส้นทางเทรคกิ้งโดยแวะเติมพลังมื้อเช้ากันที่ Hung Lee Restaurant ร้านโจ๊กในย่านที่พักของเราที่ดังในหมู่คนไทยจนถึงขั้นมีเมนูภาษาไทยกันเลยดีเดียว พวกเราเลยขอเลือกโจ๊กหมูหนึ่ง โจ๊กตับล้วนหนึ่ง ผักลวกหนึ่ง ก๋วยเตี๋ยวหลอดหนึ่ง ชาหนึ่ง กาแฟหนึ่ง ปาท่องโก๋สองมาลองเชิง ซึ่งขอบอกว่าโจ๊กเค้าจะมีความเนื้อเนียน ครีมมี่ๆ กว่าบ้านเรา หมูอร่อย ตับเด็ดไม่คาวเลย ส่วนก๋วยเตี๋ยวหลอดก็คือดีงามสมมงที่คนสั่งทานกันทุกโต๊ะ

• Dragon’s Back Trail

ใครว่าฮ่องกงมีแต่ตึกสูงและห้าง ธรรมชาตินางก็ดีเด็ดไม่แพ้ใครเหมือนกันเด้อ เราเลยขอมาเดินเบาๆ เอาบรรยากาศกันสักเล็กน้อยที่ Dragon’s Back Trail โดยการเดินเขาที่นี่จะมีสองเส้นทางให้เลือกคือรอบใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 20 กิโลเมตรและรอบเล็กสุด Popular ที่มีความยาว 3 กิโลเมตร ซึ่งไม่ต้องบอกก้อรู้ว่าเราเลือกเดินแบบระยะสั้นแน่นอน โดยเส้นทางที่เราเลือกนี้ค่อนข้างสะดวกสบายมีความชันเล็กน้อยถึงปานกลาง มีบันไดบ้าง และระหว่างทางก็จะมีพื้นปูนให้เราเดินแทบจะตลอดทาง ช่วงเช้าและเย็นของที่นี่ชาวฮ่องกงมักมาเดินเล่นพักผ่อนพร้อมกับเพื่อนบ้างพร้อมกับสุนัขบ้าง เพราะมันเดินง่ายและชิวจริงๆ วิวบนหน้าผาที่ด้านหน้าเป็นทะเลก็สวยงามตามท้องเรื่อง

แม้ในความง่ายนั้นก็ทำให้เราเหงื่อตกและหอบอยู่พอสมควร แต่ตลอดทางและบนยอดสูงสุดของหลังมังกรที่เราสามารถมองเห็นทะเลอันกว้างใหญ่และภูเขาสีเขียวที่อยู่รอบตัวเรามันก็ทำให้เราลืมทุกความเหนื่อยไปจนหมดสิ้น ทำให้เราอยากจะนั่งเล่นเรื่อยเปื่อยทำสมองให้ว่างๆ กินลมชมวิวแบบไม่ต้องสนใจเวลา ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด มันจึงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพมากเลยล่ะ หากใครใคร่มาลองเดินเท่ๆ ลุยๆ คูลๆ ก็มาได้ง่ายๆ แค่นั่งใต้ดินมาลงที่สถานี Shau Kei Wan เดินออก Exit A3 แล้วต่อรถ Bus หมายเลข 9

• Shek O Beach

หลังจากเดินลงเขาเราก็มารอรถบัสสายเก้าสายเดิมเพื่อนั่งต่อไปจดสุดสายโดยมีปลายทางคือ Shek O Beach ชายหาดที่คึกคักไปด้วยผู้คนของเกาะฮ่องกงเพราะวิวที่สวยงามและทะเลที่เงียบสงบ หนึ่งในหาดที่เรามองเห็นตั้งแต่อยู่บนยอดของหลังมังกรนั่นแหละ ซึ่งจริงๆ แล้ว หากใครเดินไหวมันก็สามารถเดินจากหลังมังกรลงมาที่หาดนี้ได้เลย ถ้าหากจะลงเล่นน้ำก็อย่าลืมเตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วยหรืออยากจะนั่งเล่นบนหาดทรายก็ไม่ต้องเสียเงิน แต่ถ้าอยากนั่งสบายๆ ก็สามารถเช่าเตียงผ้าใบและร่มเพื่อนั่งเล่นพักผ่อนทิ้งนาฬิกากับสมาร์ทโฟนให้นอนสงบนิ่งในกระเป๋าได้เลย

Still House.Lockhart

แม้จะไม่มีนาฬิกาเตือนแต่ท้องของเราก็ทำงานทุกนาที บ่ายแก่ๆ เราก็นั่งรถมาต่อ MTR กลับเขาเมือง เพื่อมาจิบกาแฟกันที่ Still House.Lockhart ร้านกาแฟที่วิวดีเด็ดและเป็นร้านกาแฟจริงๆ ที่บอกว่าร้านนี้เป็นร้านกาแฟจริงๆ ไม่ใช่ว่าร้านอื่นเป็นร้านกาแฟหลอกๆ หรอกนะ แต่เพราะที่นี่เค้ามีแต่กาแฟดริปขายแบบเพียวๆ ไม่มีขนมไม่มีเครื่องดื่มอื่นๆ เลย ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของตึกโบราณบริเวณสามแยกมีที่นั่งให้เลือกสองโซนคือในร้านกับระเบียงนอกร้าน เราเลยขอเลือกนั่งบริเวณระเบียงที่ตรงกับสามแยกพอดี๊พอดี ทำให้เวลาถ่ายรูปออกมามันจะดูเหมือนเรานั่งอยู่บนถนนแบบเก๋เก๋ไม่มีร้านไหนเหมือนและไม่เหมือนร้านไหนเลยทีเดียว

• The Peak Tram

พอใกล้ช่วงเย็นแต่ต้องยังไม่เย็นมากเราก็รีบไปซื้อตั๋วขึ้นแทรมเพื่อขึ้นไปยัง The Peak Tram จุดชมวิวที่ฮอตปรอทแตกจนเหมือนกับเอานักท่องเที่ยวทั้งประเทศมารวมกันไว้ที่นี่ในช่วงเวลาเดียวกันยังไงยังงั้น แต่ก็ต้องยอมเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นด้วยเพราะมันสวยจริงๆ ยิ่งช่วงที่แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าและแสงไฟของตึกแต่ละตึกค่อยๆ สว่างขึ้นมาแทนที่ตัดกับผืนฟ้าที่ดำสนิท ยิ่งทำให้เราตะลึงกับฮ่องกงว่าเป็นเมืองแห่งตึกสูงที่ไม่เคยหลับไหล สำหรับ The Peak Tram เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1888 เพื่อใช้สำหรับรัฐบาลอังกฤษเท่านั้น แต่หลังจากที่ฮ่องกงเป็นอิสระรัฐบาลก็ได้เปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนโดยเจ้าแทรมนี้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจากฐานสู่ยอด และถูกจัดให้เป็นทางรถไฟที่ชันที่สุดในโลกด้วย และสามารถใช้บริการได้ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนของทุกวัน

• The Alley

ทุกค่ำหลังทานมื้อเย็นก่อนเข้าที่พักเราต้องแวะมาต่อแถวที่ The Alley จนเป็นเหมือนพิธีกรรมที่ต้องทำไม่เช่นนั้นเราจะหลับไม่ลง ซึ่งไม่ว่าแถวจะยาวเท่าไหร่เราก็ต้องต่อเพื่อคว้ามาอย่างน้อยหนึ่งแก้วให้ได้ เอาจริงๆ ตอนแรกเราแอบไม่เข้าใจว่ามันจะอร่อยอะไรนักหนาถึงขนาดต้องไปเข้าคิวเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมงกับชานมที่ดูธรรมดาแค่แก้วเดียว แต่หลังจากได้ลองดูดไปเพียงหนึ่งอึกเราก็เข้าใจทุกอย่างแบบแจ่มชัด โดยเฉพาะไข่มุก brow Sugar หรือไข่มุกน้ำตาลทรายแดงที่ทำมาจากน้ำอ้อยที่เอาไว้ใส่ในเฉาก๊วยบ้านเรานั่นล่ะ คือมันมีความหอมหวานนุ่มหนึบของตัวไข่มุกที่เข้ากันได้ดีกับนมสดของเค้า เรียกว่าอร่อยตาโต อร่อยตาแตก อร่อยแบบแม่ทุกสถาบันมากอ่ะสำหรับเรา และการได้กินมันก่อนนอนทุกคืนก็ทำให้เราทั้งหลับแบบฝันหวานปานน้ำตาลทรายแดงยังไงอย่างงั้น

Day 3 :

• Choi Hung Estate

วันนี้รีบตื่นแต่เช้าแต่ไม่ได้รีบไปหาอะไรทานแบบทุกวัน เรารีบไปกันที่ Choi Hung Estate หรือตึกสายรุ้งที่กลายเป็นสถานที่เช็คอินที่ต้องห้ามพลาดในเกาะฮ่องกง ณ ขณะนี้ ซึ่งเอาจริงๆ มันไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว ไม่ได้มีพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า คาเฟ่หรืออะไรเลย มันเป็นเพียงตึกจอดรถที่มีสนามบาสอยู่ด้านบน และรายล้อมด้วยตึกที่เป็นที่พักอาศัยเท่านั้นแต่ความไม่ธรรมดาของมันก็คือสีสันที่ทาลงบนตัวตึกนั้นมีความไล่เฉดสี Pantone ได้อย่างน่ารักน่าชังรวมถึงสนามบาสสีสันจัดจ้านจึงทำให้มันกลายเป็นมุมถ่ายรูปสุดพิเศษที่เหมาะแก่การโพสต์ลงโซเชียลได้เป็นอย่างดี

• Lok Wah South Estate

จากจุดแรกเราก็ไปต่อไม่รอแล้วนะกันที่ Lok Wah South Estate อีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ต้องห้ามพลาดของเกาะฮ่องกงในขณะนี้เช่นกัน และเป็นอีกจุดหนึ่งที่จุดประสงค์ของการสร้างไม่ใช่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ถ่ายรูป หรือพิพิธภัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ความลงตัวที่แสนบังเอิญนี้ก็ทำให้มันไปสวยถูกใจสายโซเชียลทั้งหลายให้ไปถ่ายรูปตามๆ กัน โดยเฉพาะตรงมุมกำแพงที่มีรูวงกลมตรงกลางซ้อนกันหลายหลายวงซึ่งถ้ามากลางวันก็จะมีเงาเป็นเส้นๆพาดผ่านเพิ่มความเป๊ะปังด้วย แต่ของเราขอเน้นมาเช้าคนน้อยก็ดีงามถ่ายรูปได้หนำใจไม่ต้องต่อคิวใครก็ปังได้เช่นกัน

• Mido Cafe’

จากที่กะว่าจะไม่นานกับสองโลเคชั่นเวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง เราเลยถือโอกาสมาทานมื้อเช้าและมื้อเที่ยงพร้อมๆ กันที่ Mido Cafe’ ร้านอาหารประเภทคอฟฟี่ช็อปที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1950 จนถึงปัจจุบันโดยยังคงเอกลักษณ์และบรรยากาศของร้านไว้ให้เหมือนกับวันแรกของการเปิดทำการ จึงให้ฟิวของความคลาสสิคท่ามกลางความสมัยใหม่ด้านนอก เราเลือกสั่งราดหน้าหมี่กรอบหมูกับราดหน้าทะเล และแซนด์วิชที่เป็นเมนูแนะนำของทางร้านมาทานคู่กับชาเย็น ทำให้เราได้ลองทานราดหน้าฮ่องกงใส่คะน้าฮ่องกงในร้านอาหารฮ่องกงที่ฮ่องกงเป็นครั้งแรกและก็อร่อยสมความเป็นฮ่องกงจริ๊งๆ นิดนึง คือร้านนี้เรารู้จักผ่านซีรีย์เลือดข้นคนจางในฉากที่กู๋เมธหนีไปฮ่องกงกับเหมเหม่แล้วมานั่งทานโจ๊กกันที่นี่ แต่พอจะสั่งตามเราก็พบว่าซีรีย์จกตาจ้าาาาาา เค้าไม่ได้ขายโจ๊กเด้ออออออ

• Sham Shui Po

จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นหาจุดถ่ายรูปคูลๆ กันต่อกันที่ย่านซัมซุยโป Sham Shui Po โดยจุดแรกเราไปกันที่ตึก Man Fung Building ตึกที่ได้รับการแปลงโฉมจากที่พักธรรมดาให้กลายเป็นผลงานศิลปะโดยศิลปินที่มีชื่อว่า Okuda San Miguel เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงาน The City-wide Street Art Festival HK Walls in 2016 ด้วยการผสานสีสันที่หลากหลายและรูปทรงที่แปลกตาเข้าไว้ด้วยกันจนเป็นรูปร่างของเจ้าจิ้งจอกน้อย และมันก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ห้ามพลาดของชาว Instagrammer นับแต่นั้นมา

จากนั้นเราก็เดินเล่นกันเรื่อยเปื่อยเพื่อตามหาสตรีทอาร์ตเก๋ๆ ในย่านซัปซุยโปย่านเดียวบนฝั่งเกาลูนที่ได้รับเลือกให้จัดงานเทศกาลวาดภาพบนฝาผนังในปี 2016 ที่จัดขึ้นโดย HKWalls องค์กรอิสระในฮ่องกงที่เฟ้นหาศิลปินท้องถิ่นและศิลปินจากทั่วโลกมาวาดลวดลายลงบนกำแพงเปล่าแบบไม่แสวงหาผลกำไร โดยปัจจุบันย่านนี้มีศิลปะบนฝาผนังให้เราเดินชมทั้งสิ้น 34 ภาพ โดยแรงบันดาลใจและพิกัดทั้งหมดอยู่ในเว็บไซต์ของ HKWalls (https://hkwalls.org) ให้เราได้เดินถ่ายรูปเล่นๆ แต่ได้รูปสวยจริงๆ มาหลายภาพ

• Cafe’ R&C

บ่ายแก่ๆ น้ำตาลก็เริ่มตก cafe’ is calling me again พวกเราเลยไปยัง Cafe’ R&C ร้านคาเฟ่สีไม้โอ๊คที่ดูดีแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นใส่หน้าสะดุดตาจนต้องวิ่งเข้าร้าน ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2010 แต่กลับต้องต่อคิวครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงในการเข้าไปใช้บริการทุกครั้งไป ซึ่งเหตุผลนั้นอยู่ที่ข้างในของคาเฟ่แห่งนี้ต่างหากล่ะเพราะมันคือคาเฟ่ที่โด่งดังเป็นอย่างมากในเรื่องความน่ารักของเหล่าบรรดาเครื่องดื่มร้อนทั้งหลาย ทั้งชาและกาแฟที่เค้าจะตีฟองนมเป็นรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ตามใจของเราได้แบบน่ารักชวนมองและชวนถ่ายรูปจนเกือบจะหายร้อนนั่นเอง

• Shopping at Central

มาฮ่องกงแหล่งช้อปปิ้งตัวท็อประดับเอเชียและระดับโลก หากไม่ได้ช้อปอะไรกลับบ้านมันคงจะติดค้างเหมือนเวลาที่ไปร้านข้าวแต่ไม่ได้สั่งข้าว เราเลยต้องทำการจัดสรรเวลาก่อนปิดทริปเพื่อช้อปปิ้งแบบราคาถูกกว่าบ้านเราเพราะเขาไม่ต้องเสียภาษี ใครที่เน้นความไฮโซแบรน์ดเนมก็ขอให้พุ่งตรงไปที่ย่านเซ็นทรัล ส่วนใครชอบ Shopping น้ำหอมครีมโลชั่นเครื่องสำอางต่างๆ ก็แนะนำให้ไปที่ย่านมงก๊กกับจิมซาจุ่ย หรืออยากเดินเล่นกว้างๆ มีทั้งห้างทั้งร้านขายยาก็ให้ไปที่ย่าน Causeway Bay ช้อปกันจนกว่าไหล่จะหลุดก็ยังคุ้มจ้า ช้อปต่อไม่ต้องรอใครไปเลยจ้า เพราะกลับแล้วจะมานั่งอยากได้อันนู้นอันนี้ก็จะนอนไม่หลับซะเปล่าๆ นาาาา

ตลอดการเดินทางของเราในทริปนี้บอกเลยว่าเที่ยวสวยๆ ไม่มีเรื่องใดๆ ต้องกังวล เพราะเราทำประกันภัยเดินทาง I-Insure ที่คุ้มชัวร์ไม่มั่วนิ่ม กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมตลอดทริป โดยเฉพาะ อุบัติเหตุ เจ็บป่วย กระเป๋าหาย ไฟล์ดีเลย์ เอาจริง..เรียกว่าเที่ยวสวยๆ สตรอง แบบมีสติ ใครจะเที่ยวช่วงนี้ บอกเลย! โปรโมชั่นเค้าเด็ดมากได้รับความคุ้มครองแล้วยังได้สิทธิ์ฟรีๆ อีก 2  ต่อ แบบซื้อ 1 ได้ถึง 2 ต่อแรก เบี้ยประกันทุก 5 บาท รับ 1 ไมล์สะสม ROP หรือ 1 คะแนน AirAsia big point ก็ได้ ต่อสองได้ Starbuck e-coupon มูลค่า 100 บาท สูงสุด 500 บาท ให้ขนาดนี้จะไม่ซื้อได้ไงจริงมะ? เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kpi.co.th/Company/Blog/79

คุ้มค่าคุ้มราคาขนาดนี้เดินทางครั้งไหนๆ ก็ไม่ควรพลาด

เห็นไหมว่าฮ่องกงเกาะเล็กๆ แห่งนี้กลับอัดแน่นไปด้วยแหล่งของกินของช้อปที่พร้อมจะทำให้เราเสียเงินได้เสมอ แล้วยังมีความสวยงามของธรรมชาติให้เราได้เห็นฮ่องกงในมุมที่ไม่มีตึกสูงอยู่ด้วย แถมยังมอบประสบการณ์ทั้งขึ้นรถราง ลงเรือ ใช้รถไฟใต้ดิน และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้เราได้ใช้ชีวิต ได้ใช้ร่างกายคุ้มมาก และแล้วเวลาที่เราต้องกล่าวคำว่า “ลาก่อน” ก็มาถึงอีกครั้งหนึ่ง แต่เราก็ไม่ได้กล่าวแค่ลาก่อนกับฮ่องกงแน่ๆ ยังไงก็ต้องขอต่อท้ายว่า “แล้วพบกันใหม่” ใช่แล้วแล้วเราจะกลับมาอีกครั้งนาจาฮ่องกง …