ถ้ามีใครมาถามหาเหตุผลสักข้อว่าศรีลังกามีดีอะไร เราคงแถมคำตอบให้กลับไปอีกร้อยข้อถึงความดีงามของศรีลังกา ผู้ร่ำรวยด้วยมรดกโลก อารยธรรมเก่าแก่ และความมีชีวิตชีวาที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาสักครั้ง ยิ่งถ้าแกหลงรักความสวยดิบๆ แบบบาหลี หลงเสน่ห์สีสันและความมีชีวิตชีวาแบบอินเดีย คุ้นเคยกับความยิ้มแย้มน่ารักแบบสยามเมืองยิ้ม หรือชอบหามุมถ่ายรูปเก๋ๆ ตามรอยอินสตราแกรมเมอร์ ชอบธรรมชาติ ขึ้นภูเขา โหนรถไฟ ชอบถ่ายรูปไร่ชา ไหว้พระ เข้าวัด เดินตลาด จิบกาแฟ ยันตะลุยราตรี ที่ศรีลังกาก็มีครบ จบปิ๊ง! ซึ่งการเดินทางของเราในรอบนี้เราจะเน้นเจาะ 2 เมืองหลักคือ Colombo และ Kandy ออกตะลุยเมืองสาหรี่แบบสุขกาย สบายใจ กินอิ่มนอนอุ่นตลอด 5 วันรวด

ถ้ามีใจก็ตามเรามาเพราะตอนนี้ศรีลังกา Calling you …

Day 1 : One day in Colombo

ด้วยความที่มาเที่ยว โคลัมโบ ครั้งแรก มันก็จะตื่นเต้นหน่อย เราก็เลยเพิ่มความมั่นใจด้วยการเลือกพักที่ โอโซ่ โคลัมโบ ศรีลังกา แบรนด์โรงแรมคุ้นเคยในเครือ OZO Hotels ที่ปัจจุบันมีอยู่ 4 แห่ง คือเกาะสมุยของไทย ฮ่องกง และอีกสองสาขาในศรีลังกาคือที่เมือง โคลัมโบ และเมือง แคนดี้ ซึ่งเราเองก็เคยพักมาแล้วครั้งนึงที่เกาะสมุย และยังคงรู้สึกประทับใจทั้งการบริการ ทั้งราคาที่ไม่แพงจนเกินไป สำหรับ OZO Hotel Colombo รอบนี้บอกเลยว่าเป็นไปตามมาตรฐานโอโซ โรงแรมที่สะอาด ทันสมัย ให้บรรยากาศอบอุ่น และอวลด้วยมนต์สเน่ห์ของความเป็นศรีลังกา บวกกับวิวมหาสมุทรอินเดียสวยสะดุดทอดไกลสุดลูกหูลูกตา แถมที่พักยังสะดวกต่อการเดินทางของเราด้วย เพราะตัวโรงแรมตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง เดินทางง่าย ขามาเราก็เดินทางจากสนามบิน Bandaranaike International Airport โดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง

ห้องพักของที่นี่จะเน้นความเรียบง่าย กะทัดรัด มีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ คือ ห้อง Sleep ห้อง Dream ห้อง Dream Ocean และห้อง OZO Suite จึงได้ลดความซับซ้อนในการใช้สอยพื้นที่ออกไป แต่ยังให้กลิ่นอายของแบรนด์ OZO ที่ให้ความสำคัญการคุณภาพการพักผ่อนนอนหลับ ด้วยเตียงนอนและหมอนที่นุ่ม เหมาะสำหรับการพักผ่อน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ที่ครบครัน เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะนอนหลับสนิทและพร้อมที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวในวันถัดไปได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจุดนี้ทำให้สายเที่ยวอย่างเราประทับใจสุดๆ นอกจากนี้ห้องพักวิวทะเลที่เราเลือกยังช่วยให้เรามองเห็นมหาสมุทรอินเดียกว้างๆ ได้ตลอดเวลาที่เราทั้งสองคนนั่งพักหรือนอนชิลในห้องด้วย

• Main Street in Pettah, Colombo 1980’s

หลังจากเข้าที่พักเราก็เริ่มต้นทริปด้วยการไปเดินชิลที่ถนนสายหลักในย่าน Pettah ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนที่ผู้คนพลุกพล่านและจอแจที่สุดในกรุง Colombo สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงขายของนานาประเภท โดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ผ้าส่าหรี และเครื่องประดับต่างๆ แว้บแรกที่เราเดินทางไปถึงเราจะพบกับความสับสนอลหม่านนิดๆ แต่พอเริ่มปรับตัวและตั้งสติได้ ความวุ่นวายของถนนใน Pettah ก็กลับกลายเป็นเสน่ห์อย่างนึงที่เราประทับใจซะอย่างงั้น เราแอบบอกทิปส์เล็กๆ ไว้ว่าถ้าใครตั้งใจจะไปช้อปปิ้งที่นี่ อย่าลืมเปิดกูเกิ้ล ศึกษาภาษาทมิฬสำหรับต่อรองราคาไว้สักหน่อยก็ดี มันจะช่วยให้พวกแกซื้อของได้ในราคาถูกกว่าเดิมเยอะเลยล่ะ

เดินชมนู่นี่นั่นกันจนเหนื่อย เราเลยแวะพักขาที่ขายขนมหวาน ชิมขนม แวะจิบน้ำมะพร้าวหอมๆ ให้รู้สึกสดชื่นขึ้นสักหน่อย เพราะที่ศรีลังกามะพร้าวเยอะมากกกกก และทุกครั้งที่เราแวะซื้อขนมหรือดื่มน้ำมะพร้าว เราก็เป็นอันต้องขอแชะภาพกับคนท้องถิ่นซักหน่อย ซึ่งคนที่นี่ดูจะอัธยาศัยดีและที่สำคัญชอบถ่ายรูปไม่แพ้กับตอนที่เราไปอินเดียเลย ส่วนสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นมาแต่ไกลอีกอย่างของศรีลังกาก็คือรถตุ๊กตุ๊กสีสันจัดจ้านที่วิ่งวนกันทั่วเมือง ถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ศรีลังกาสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ

• Jami UI-Alfar Mosque

เรามาต่อกันที่มัสยิด Jami UI-Alfar Mosque หรือที่ชาวศรีลังกามักจะเรียกกันว่ามัสยิดสีแดง (Red mosque) ซึ่งตั้งตระหง่านโดดเด่นเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของย่าน Pettha ขอบอกว่าใครมาเที่ยว Colombo ก็เป็นอันต้องแวะถ่ายรูปเช็คอินกันทุกครั้ง Jami UI-Alfar Mosque เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี โดดเด่นด้วยสีสันขาวสลับแดงดูเหมือนลูกกวาดหรือขนมชั้นตามแต่จินตนาการของแต่ละคน โดยเป็นอาคารที่ผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมอินเดีย กับ Indo-Islamic ดั้งเดิม รวมไปถึงสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโกธิค (Gothic Revival) และสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคใหม่ (Neo-Classic)

สำหรับการเข้าเยี่ยมชมมัสยิดสีแดงที่นี่ค่อนข้างจะมีความเคร่งครัดอยู่พอสมควร ดังนั้นทางมัสยิดจึงได้มีการแยกทางเข้า-ออกสำหรับผู้ชายและผู้หญิง รวมไปถึงทางเข้าสำหรับผู้ที่มาทำพิธีการทางศาสนาและนักท่องเที่ยวออกจากกันอย่างชัดเจนด้วย ถ้าใครอยากจะเข้าไปเยี่ยมชมด้านในแต่บังเอิญเตรียมชุดมาไม่พร้อมหรือทางมัสยิดเห็นว่ายังไม่สุภาพมากพอก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะที่นี่เขามีชุดให้ยืมใส่ เห็นแบบนี้เราก็เลยจัดไปคนละชุดก่อนเดินเข้าไปพบกับความสวยงามตื่นตาที่ด้านในของมัสยิดสีแดงนี้ ซึ่งเรากับเพื่อนต้องสารภาพเลยว่านี่คือมัสยิดที่สวยที่สุดที่เราเคยสัมผัสมา

• Sri Ponnambalam Vanesar Kovil

ออกจากมัสยิด Jami UI-Alfar เราก็มาต่อกันที่วัด Sri Ponnambalam Vanesar Kovil ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยหินแกรนิตทั้งหลัง โดดเด่นด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมและสีเทาแวววาวของหินแกรนิต เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ใจกลางกรุง Colombo นี่ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้เข้าไปชมวัดของศาสนาฮินดูก่อนเข้าไปเราก็เลยมีความตื่นเต้นหน่อยๆ

เมื่อเราเดินเข้าไปเยี่ยมชมด้านในตัววัดก็พบกับบรรยากาศที่เงียบสงบ บวกกับกลิ่นธูปที่ลอยอวลอยู่ทั่วทุกพื้นที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงศรัทธาอันแรงกล้าของผู้ที่มาสักการะที่วัดแห่งนี้ นอกจากนี้เสาทุกต้นที่ตั้งเรียงรายทั่วโถงทางเดินยังแสดงให้เห็นถึงความงดงามปราณีตในการก่อสร้างวัดแห่งนี้ มันสวยงามและดูยิ่งใหญ่จนอยากให้พวกแกมาสัมผัสมาเห็นด้วยตาแกเองสักครั้ง

• Gangaramaya

ออกจากวัดฮินดูเราก็มาต่อกันที่วัดพุทธกันบ้าง ที่นี่คือวัด Gangaramaya หรือวัดคงคาราม เราขอแนะนำว่าคนไทยที่มาเที่ยว Colombo ควรจะแวะมาสักครั้ง เพราะเราจะได้สัมผัสถึงความสวยงามของวัดและพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน วัดคงคารามแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมและพื้นฐานวัฒนธรรมแบบผสมผสาน ทั้งแบบศรีลังกา ไทย อินเดีย และจีน เมื่อเดินเข้าไปในวัดคงคารามเราจะพบกับพระพุทธรูปปางมารวิชัยสีเหลืองสดองค์ใหญ่สวยงาม และที่ด้านหลังของวัดจะมีอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งเต็มไปด้วยพระพุทธรูปเป็นจำนวนมากที่คนไทยได้นำมาถวายให้ทางวัดเป็นพุทธบูชา ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและน่าเลื่อมใสไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพื้นที่ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดเก็บรักษาโบราณวัตถุ และสิ่งมีค่าต่างๆ ให้เราได้ศึกษากันด้วยนะ แต่ที่เรารู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากในฐานะคนไทยก็คือที่วัดแห่งนี้ได้มีการจัดเก็บพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ขณะทรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะทรงผนวชไว้ภายในวัดด้วย

• Wolvendaal Church

ไหนๆ ก็ไปเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมและแรงศรัทธาของศาสนิกชนกันมาแล้วถึง 3 ศาสนา เราก็ไม่พลาดที่จะมาที่ Wolvendaal Church ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมแบบดัทช์โคโลเนียลที่สำคัญในศรีลังกา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในโบสต์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีการเปิดใช้งานอยู่ในปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างขึ้นเมื่อสองร้อยหกสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราเดินเข้าไปชมด้านในตัวโบสถ์ที่ติดตั้งด้วยม้านั่งไม้เรียงราย ดูสวยงามเก่าแก่แต่มีมนต์ขลัง ส่วนตัวอาคารแม้จะดูเก่าไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงความแข็งแรง ยิ่งใหญ่ และสวยงามไว้ได้เป็นอย่างดี

ก่อนค่ำเรากลับมาที่โรงแรม OZO Hotel Colombo อีกครั้ง หลังจากจัดแจงเก็บของในห้องเรียบร้อย เราก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อขึ้นมาผ่อนคลายที่ ON 14 Rooftop Lounge and Bar บนดาดฟ้าโรงแรม ที่นี่มีทั้งสระว่ายน้ำ เลานจ์ และบาร์ โดยมีทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์หลายอย่าง รวมไปถึงกับแกล้มและอาหารต่างๆ ให้เลือกอีกมากมาย เย็นนี้เราจึงเลือกที่จะนั่งแช่น้ำ จิบคอกเทลสวยๆ ริมสระ มองสีท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปในช่วงที่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยลับขอบฟ้าเหนือมหาสมุทรอินเดียโดยมีวิวพาโนราม่ากว้างๆ เป็นแบกกราวน์ มันให้ความรู้สึกผ่อนคลาย โรแมนติก และสบายใจๆไร้ความเครียดความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น นี่แหล่ะที่เค้าเรียกว่าการมาพักผ่อน

• Tuk Tuk Safari

หลังจากผ่อนคลายกันด้วยวิวมหาสมุทรอินเดียยามเย็นและค็อกเทลอร่อยๆ แล้ว เราก็กลับไปที่ห้องเตรียมพร้อมตะลุย Colombo ยามเย็นกันต่อโดยใช้บริการ Tuk Tuk Safari เมื่อถึงเวลานัดหมายคนขับตุ๊กตุ๊กจาก Tuk Tuk Safari ก็มารับเราถึงหน้าโรงแรม ก่อนหยิบน้ำมะพร้าวหอมๆ มาให้ดื่มแก้กระหาย และคล้องพวงมาลัยงามๆ ต้อนรับ โคตรรู้สึกพิเศษเลยแก เอ้า… พร้อมแล้วก็ไปกันเล้ยยยยย พอเรากระโดดขึ้นรถโชเฟอร์ของเราก็โชว์เปิดประทุนรถตุ๊กตุ๊กเก๋ๆ พร้อมกับเร่งเสียงดนตรีเพราะๆ กระตุ้นให้เราพร้อมสำหรับทริปชมเมืองในค่ำคืนนี้ พี่แกขับออกจากโรงแรมพาไปชม Colombo ยามค่ำคืน แวะหาของกินตามแลนด์มาร์กหลัก และอนุสาวรีย์ที่โดดเด่นประจำเมือง ซึ่งเราจะบอกว่า Tuk Tuk Safari เป็นบริการที่เหมาะสำหรับคนที่มาเที่ยว Colombo เป็นครั้งแรกแบบพวกเราขั้นสุด เพราะทำให้เราสัมผัสเมือง Colombo ได้แบบเต็มตา ส่วนถ้าใครสนใจจะนั่งชิลๆ ด้วยทริปสั้นๆ หรืออยากนั่งเที่ยวยาวๆ ออกกลางวันหรือกลางคืน ก็สามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ตามต้องการเลยจ้า

Day 2 : Road trip to Kandy

วันที่สองเราเริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่ OZO Hotel Colombo อาหารเช้าที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งเมนูท้องถิ่น เมนูอาหารไทย และอาหารนานาชาติ แถมยังเป็นห้องอาหารเดียวกับบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นของเราเมื่อวานด้วย ดังนั้นเช้านี้เราเลยได้จัดหนักจัดเต็มกันอีกมื้อเลยทีเดียว เจอเมนูหลากหลายใต้บรรยากาศยามเช้าเคล้าวิวทะเลสวยๆ แบบนี้เข้า เราก็จัดไปเต็มอิ่มเตรียมท้องให้พร้อมสำหรับการเดินทางบนโร้ดทริปจาก Colombo ไปที่เมือง Kandy กันต่อ

สิ่งที่เราประทับใจคือความเข้าใจที่โรงแรมมีให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ด้วยการจัดเตรียมน้ำผลไม้ที่ช่วยให้เราสามารถเริ่มต้นวันได้สดชื่นยิ่งขึ้น ด้วยเมนูเครื่องดื่ม Daily Wow ที่ช่วยปรับสมดุลร่างกายด้วยการขับอาการเมาค้างหลังจากค่ำคืนสุดเหวี่ยงใน Colombo เพราะเมนูน้ำผลไม้ที่โรงแรมคัดสรรมาสามารถช่วยแก้อาการแฮงค์โอเวอร์ได้ด้วยน้ำมะละกอ+แตงกวา+ส้ม เนื่องจากมะละกอมีส่วนช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น แตงกวาช่วยในการขับสารพิษ ส่วนน้ำส้มช่วยเติมวิตามิน C เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย นอกจากนี้น้ำมะม่วงยังช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน C และ A บวกกับแคโรทีนอยด์ที่มีมากกว่า 25 ชนิด แม้จะเป็นเพียงเมนูเล็กๆ แต่ก็ทำให้เราเห็นถึงความใส่ใจที่ทางโรงแรมมีให้กับแขกผู้เข้าพักอย่างพวกเราได้มากโข

• Pinnawala Elephant Orphanage

หลังจากเราเตรียมกองทัพให้พร้อมด้วยอาหารมื้อเช้าที่โรงแรมไปแล้ว เราก็เช็คเอาท์และออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมือง Kandy ระหว่างทางเราแวะกันที่ศูนย์อนุรักษ์ช้าง Pinnawela หรือ Pinnawala Elephant Orphanage เป็นที่แรก ที่นี่เป็นทั้งสถานอนุบาลน้องช้าง ดูแลลูกช้างกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งหรือหลงอยู่ในป่า และยังเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ช้างป่าเอเชียด้วย ศูนย์อนุรักษ์ช้างแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Pinnawala ห่างจากเมือง Kegalle ของจังหวัด Sabaragamuwa ออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ราว 13 กม.

ที่นี่เราสามารถมาถ่ายรูปและมาดูช้างอาบน้ำกันได้แบบใกล้ชิดบอกเลยว่าไม่ควรพลาด สำหรับใครที่มาที่นี่จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับจำนวนช้างที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ เนื่องจากนางมีช้างจำนวนเยอะมาก ซึ่ง Pinnawala Elephant Orphanage นางถือเป็นแคมป์ช้างที่มีจำนวนช้างมากที่สุดในโลก หลังจากที่เราใช้เวลาถ่ายรูปและเล่นสนุกไปกับเหล่าน้องช้างเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อเพื่อไปเช็คอินเข้าที่พักในเมือง Kandy

สำหรับเมือง Kandy เป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศศรีลังกา โอบล้อมด้วยไร่ชาและภูเขา นอกจากนี้ Kandy ยังเป็นเมืองอันเป็นที่ตั้งของวัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองหลวงสุดท้ายของยุคกษัตริย์โบราณของศรีลังกาด้วย และแน่นอนที่เมือง Kandy เรายังคงเลือกพักที่โรงแรม โอโซ่ แคนดี้ ศรีลังกา ในเครือ OZO Hotels เหมือนเคย เพราะรู้สึกประทับใจในการต้อนรับที่อบอุ่นและบริการที่มีคุณภาพของทางโรงแรม

แม้ว่าเมือง Kandy จะอยู่ในบนพื้นที่ภูเขาสูงใจกลางเกาะศรีลังกาและไม่ได้ติดทะเล แต่ขอบอกว่าที่โรงแรม OZO Hotel Kandy เรายังได้ห้องพักวิวสวยแจ่มเหมือนเดิม โดยเมื่อมองออกไปด้านหลังห้องเราจะเจอกับวิวทะเลสาป Kandy พร้อมทิวเขาและไร่ชาสีเขียวตั้งตะหง่านสวยงามไม่แพ้วิวมหาสมุทรอินเดียเลยล่ะ ด้านในห้องพักก็สะอาดสะอ้าน โอ่โถง เหมาะกับการพักผ่อนนอนหลับที่สุด อย่างที่เราเคยบอกไปแหล่ะโรงแรมในเครือ OZO Hotel เขาจะเน้นการพักผ่อนให้เราได้นอนอย่างสะดวกสบายและพร้อมที่จะไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่

เดินทางมาทั้งวันแล้ววันนี้เราก็ขอพักชิวๆ ชมวิวจากระเบียงสบายๆ หน่อยเถอะ พอตกเย็นก็แต่งตัวเฉิดฉายเดินกรีดกรายไปทานมื้อเย็นที่ห้องอาหารในโรงแรม ที่นี่มีทั้งอาหารในรูปแบบ a la carte และบุฟเฟ่ต์ แต่วันนี้เราค่อนข้างจะล้าจากการเดินทางมาก่อนแล้ว เราจึงขอเลือกจัดหนักจัดเต็มกับ a la carte พรุ่งนี้ค่อยทานแบบบุฟเฟ่ต์ดีกว่า แต่พอเอาเข้าจริงเมนูนั้นก็น่ากิน เมนูนี้ก็น่ากิน เขามีทั้งอาหารท้องถิ่น และอาหารสากลประยุกต์ละลานตา แถมอร่อยมากๆ เราเลยจัดเต็มสั่งไปหลายเมนูทั้งของคาวและของหวาน เล่นเอาเราอิ่มท้องหลับสบายพร้อมลุยสำหรับวันต่อไปเต็มที่มากเว่อร์

Day 3 : Train to Ella

• Train from Kandy to Ella

เช้าวันนี้เราตื่นกันมาทานอาหารเช้าที่โรงแรมแต่เช้าเพราะเราจะต้องออกเดินทางด้วยรถไฟจาก Kandy ไปที่ Ella เมืองเล็กๆ กลางหุบเขา เมือง Ella เป็นเมืองที่คนศรีลังกาเองมักจะไม่ค่อยรู้จัก แต่จะป๊อบปูล่ามากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะที่นี่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวผจญภัย เดินป่า และโอบล้อมด้วยทิวทัศน์ภูเขากับไร่ชาสวยงาม ซึ่งวันนี้เราจะเดินทางไปที่ Ella แบบไปเช้าเย็นกลับ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่สะพาน Nine Arch Bridge ซึ่งเป็นสะพานรถไฟข้ามหุบเขา ขนาดความสูงเกือบ 30 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างสถานี Ella กับสถานี Demodara พร้อมแล้วก็ถือตั๋วขึ้นรถไฟตามมาเลย

ตลอดเส้นทางจาก Kandy ไปสถานี Ella เราจะเห็นวิวไร่ชา สลับกับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่สองข้างทาง สลับกับผู้คนขึ้นลงแต่ละสถานีสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้คนในท้องถิ่น มันให้บรรยากาศที่อบอุ่นและสวยงามเงียบสงบ ตัดสลับกับความพลุกพล่านจอแจระหว่างเข้าเทียบชานชาลาของแต่สถานี ยิ่งทำให้เรารู้สึกถึงเสน่ห์ความเป็นศรีลังกาแท้ๆ มากขึ้นไปอีก แถมยังได้นั่งชมวิวที่เปลี่ยนฉากหลังให้เราได้ตื่นตาไปตลอดเส้นทางด้วยนะ

• Nine Arch Bridge

สะพาน Nine Arch Bridge เป็นสะพานรถไฟขนาดความสูงเกือบ 30 เมตร ตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างสถานี Ella กับสถานี Demodara โดยการเดินทางจากสถานีรถไฟ Ella เราสามารถนั่งรถตุ๊กตุ๊กจากสถานีรถไฟมาได้ หรือจะเดินลัดเลาะป่าราว 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมงก็จะพบกับวิวสะพานรถไฟทอดข้ามผ่านหุบเขาเบื้องล่าง ตัดกับสีเขียวของป่าและไร่ชาของชาวบ้าน วิวที่นี่ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กห้ามพลาดสำหรับคนที่มาเที่ยวศรีลังกาเลยก็ว่าได้ ถ้าใครอยากจะขึ้นไปเดินเก็บภาพบรรยากาศบนสะพานก็สามารถทำได้เหมือนกันนะ ไหนๆ ก็มาถึงแล้วทั้งทีจัดไปโลด

หลังจากเสพบรรยากาศธรรมชาติ ไร่ชา และเก็บภาพ Nine Arch Bridge จนจุใจแล้ว เราก็เดินทางกลับไปที่ OZO Hotel Kandy ในเมือง Kandy ด้วยรถตู้ที่เรานัดให้มารับที่สถานีรถไฟปลายทาง ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวโค้งเยอะทำให้เราใช้พลังงานจนหมดต้องรีบไปจัดบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นตามที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่งต้องบอกว่าไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ เมนูอาหารเพียบ อร่อยถูกปากเกือบทุกเมนู แถมวันนี้ก็มีวงอคูสติกมาร้องเพลงคลอให้ฟังยิ่งเพิ่มบรรยากาศเข้าไปอีก ณ จุดนี้กินอิ่มนอนอุ่นหุ่นไม่เกี่ยวต่อไม่รอแล้วนะ …


Day4 : One day in Kandy

• Temple of the Sacred Tooth Relic

เช้าวันนี้เราตื่นแต่เช้าตรู่แล้วรีบดิ่งไปที่วัดพระเขี้ยวแก้ว หรือ Temple of the Sacred Tooth Relic ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายเถรวาท ที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลสาบ Kandy ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อเกือบสี่ร้อยปีที่ผ่านมาโดยกษัตริย์ในราชวงศ์สุดท้ายของศรีลังกา ซึ่งเดิมทีที่ตั้งของวัดนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังโบราณด้วย วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วหรือฟันของพระพุทธเจ้านับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9 โดยชาวศรีลังกาเชื่อกันว่าหากมีใครนำพระเขี้ยวแก้วออกไปจากเกาะแห่งนี้แล้วจะก่อให้เกิดภัยพิบัติต่อประเทศชาติ นอกจากนี้เมื่อใดก็ตามที่ประเทศศรีลังกาเกิดเหตุเภทภัยใดๆ ขึ้น การอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกมาให้ผู้คนสักการะก็จะช่วยปัดเป่าเภทภัยต่างๆ ออกไปได้เช่นกัน

ส่วนสาเหตุที่ต้องรีบตื่นเช้ามาที่วัดแห่งนี้ก็เพื่อมาชื่นชมพิธีกรรมทางศาสนาและวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ซึ่งเมื่อเรามาถึงวัดก็พบว่าชาวบ้านเดินทางมาถึงวัดกันแล้วแต่เช้ามืด พร้อมทั้งได้เตรียมดอกไม้ต่างๆ มาเพื่อบูชาพระเขี้ยวแก้วกันพร้อมสรรพ ส่วนใครที่ยังไม่มีดอกไม้ธูปเทียน โดยรอบๆ วัดก็จะมีร้านค้าขายดอกไม้รออยู่แล้ว และเมื่อเดินเข้าไปด้านในวัดก็ทำให้เราตื่นตาไปกับความสวยงามของตัวอาคาร แต่ที่เราทึ่งยิ่งกว่าก็คือแถวที่ผู้คนยืนรอต่อคิวเข้าไปไหว้พระเขี้ยวแก้วทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนแก่ หนุ่มสาว ซึ่งมันยาวมาก ทำให้เราได้เห็นถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอันแรงกล้าของคนที่นี่

Kandy View Point

ออกจากวัดเราก็ย้ายขึ้นมาชมวิวเมือง Kandy มุมกว้างกันที่จุดชมวิว Kandy View Point ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด วิวที่นี่สวยงามอลังการเรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวก็จะเห็นวิวของสถานที่หลักๆ ทั่วทั้งเมือง Kandy การเดินทางก็ง่ายแสนง่าย ใช้บริการรถตุ๊กๆ จากตัวเมืองขึ้นมาไม่ถึง 10 นาที ก็จะได้มายืนชมวิวสวยๆ แบบนี้กันแล้ว ส่วนใครที่ชอบเก็บภาพบรรยากาศพระอาทิตย์ตกหรือภาพแสงไฟยามค่ำคืนถ้าขึ้นมาที่นี่ก็จะได้ภาพวิวเมือง Kandy มุมกว้าง สวยๆ กลับไปแน่นอน

กลับมาจากจุดชมวิวเรายังพอมีเวลาให้งีบเอาแรงและอาบน้ำ ก่อนลงไปทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของ OZO Hotel Kandy มื้อเช้าที่นี่มีเมนูให้เลือกทานหลายอย่าง ทั้งเมนูร้อน เมนูเย็น ทั้งขนมปัง และอาหารนานาชาติ ซึ่งเราจัดกันไปหลายอย่างพอสมควร เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง อ๊ะ อ๊ะ เช้านี้ไม่ลืมที่จะเติม Energy drinks ที่ทางโรงแรมจัดเตรียมเพื่อเพิ่มความพร้อมของเราในการออกทริปตลอดวันเหมือนเคย นอกจากจะอิ่มท้องแล้วเรายังอิ่มใจไปกับความอบอุ่น ใส่ใจ และเป็นกันเองของทางโรงแรมด้วย ทำให้การพักผ่อนของเราเป็นทริปที่คุ้มค่าจริงๆ

• Bahiravokanda Vihara Buddha Statue

หลังจากทานอาหารมื้อเช้าเรียบร้อย เราก็พร้อมออกเดินทางไปชื่นชมสถานที่ต่างๆ ในเมือง Kandy โดยเราเริ่มต้นกันที่ Bahiravokanda Vihara Buddha Statue ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสีขาวทั้งองค์ ขนาดความสูง 88 ฟุต ซึ่งตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเขา จึงทำให้สามารถมองเห็นได้จากแทบจะทุกจุดของเมือง Kandy ไม่ว่าแกจะตั้งใจขึ้นมานมัสการองค์พระพุทธรูปหรือขึ้นมาชมวิวเมืองก็คุ้มไม่แพ้กันเพราะจุดชุมวิวที่นี่สวยไม่แพ้กับที่ Kandy View Point เลยแหล่ะแก

• The Empire Cafe’

กลับจากนมัสการองค์พระ Bahiravokanda Vihara เราก็มาแวะทานมื้อเที่ยงกันที่ The Empire Cafe’ ซึ่งเป็นร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ บนถนน Dalada Veediya Street ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดพระเขี้ยวแก้วที่เราไปมาเมื่อเช้านั่นเอง ร้านนี้เราเปิดเน็ตค้นเจอใน Pinterest เลยทำให้พบว่าที่ร้านนี้ลูกค้าต่างชาติเยอะมาก สงสัยร้านจะเป็นที่แนะนำในหมู่นักท่องเที่ยวจริงๆ หลังจากได้ที่นั่งแล้วเราก็ขอเมนูอาหารมาเลือก ซึ่งบอกได้เลยว่าเมนูละลานตามาก อาหารเอเชีย อาหารยุโรป อาหารท้องถิ่นดั้งเดิม และอาหารท้องถิ่นที่เอามาประยุกต์ใหม่ ทุกเมนูจัดวางได้สวยน่ากิน รสชาติอร่อยไฉไล เก๋กู้ดไปอีก แถมราคาก็เป็นมิตรต่อกระเป๋าด้วยนะ

• Peradeniya Botanical Garden

พอจัดมื้อเที่ยงอร่อยๆ กันจนอิ่ม เราก็นั่งซึ่มซับบรรรยากาศ เม้าท์มอยเบาๆ อัพเดตสเตตัสเฟซบุคสักหน่อย จนช่วงบ่ายแก่ๆ เราก็โกทู Peradeniya Botanical Garden สวนพฤกษศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมือง Kandy ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 5.5 – 6 กม. ซึ่งที่นี่เป็นสวนพฤกษศาตร์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความหลากหลายทางสายพันธุ์ไม้ยืนต้นเขตเมืองร้อน และยังมีพืชพันธุ์อื่นๆ รวม 4,000 สายพันธุ์ สวนแห่งนี้มีขนาดใหญ่ถึง 146 เอเคอร์ และได้รับการก่อตั้งขึ้นมาแล้วเกือบ 200 ปี จึงทำให้เราได้เห็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ยืนต้นเรียงรายอยู่ทั่วสวน เราจึงเห็นทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม นั่งปิ๊กนิกสูดอากาศบริสุทธิ์กันได้ทุกวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

อิ่มเอมกับการชมสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง Kandy กันมาตลอดทั้งวันแล้ว พอแดดร่มลมตกเราก็กลับมาที่โรงแรม OZO Hotel Kandy อีกครั้ง ซึ่งสิ่งแรกที่เราทำก็คือแปลงกายด้วยชุดว่ายน้ำและพุ่งตรงไปที่สระว่ายน้ำของโรงแรม ณ ชั้นดาดฟ้า ลงไปเล่นน้ำดับร้อน และนอนชิลบนเตียงผ้าใบ หยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่านท้าแสงแดดยามเย็น เพิ่มความแทนของสีผิว ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งทานของทานเล่นเคล้าบรรยากาศเมือง Kandy มุมกว้างจากข้างสระให้ผ่อนคลายกันเต็มที่ ก่อนที่คืนนี้เราจะเต็มที่ Bommu Bar

ค่ำนี้หลังจากทานมื้อเย็นเรียบร้อย เราก็มานั่งชิลกันที่ Bommu Bar ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โรงแรม OZO Hotel Kandy ของเรานี่แหล่ะ หลังจากพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ดูจะครึกครื้นกันมากขึ้น เสียงดนตรีจากดีเจประจำร้านเริ่มดังขึ้น สร้างบรรยากาศให้สนุกสนานขึ้นไปอีก พวกเราเลือกจิบค็อกเทลสวยๆ และด้วยความที่ร้านอาหารตั้งอยู่ใกล้กับสระว่ายน้ำบนดาดฟ้าทำให้บรรยากาศของร้านค่อนข้างผ่อนคลายและหลบลี้ออกจากความจอแจของเมือง Kandy แต่ยังมีความสนุกครึกครื้นเป็นกันเองเต็มที่ ไหนๆ ก็คืนสุดท้ายในศรีลังกาแล้วเราเลยจัดหนักจัดเต็มกันสุดเหวี่ยง

Day5 : Back to BKK

• Explore Kandy’s Central Market

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่กันที่ศรีลังกา และก่อนที่เราจะบอกลาเมือง Kandy เราถือโอกาสพากันไปสำรวจ Central Market ซึ่งเป็นตลาดหลักของเมือง Kandy ตลาดที่นี่ค่อนข้างจะพลุกพล่าน เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย ชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอย รวมไปถึงนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ด้วย มีคนบอกไว้ว่าถ้าอยากเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละที่ให้ลองไปเดินตลาดประจำท้องถิ่น ซึ่งหลังจากที่เราได้เข้าไปเดินสำรวจดูแล้วก็ดูท่าว่าจะจริงตามนั้น

ภายในตลาด Central Market ของเมือง Kandy เราสามารถเดินสำรวจเลือกซื้อของฝากได้แบบเพลินๆ เพราะที่นี่มีสินค้าหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร ขนม ผลไม้ รวมไปถึงร้านอาหาร หรือร้านกาแฟสุดชิค เรียกได้ว่ามาที่นี่แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเข้าไปหาซื้อของฝากใน Colombo ก่อนขึ้นเครื่องบินอีก เพราะที่นี่มีครบทุกอย่างที่ต้องการจริงๆ Central Market ใน Kandy จึงเหมาะมากที่เราจะเดินช้อปปิ้งเป็นจุดสุดท้าย ก่อนหิ้วของขึ้นรถเดินทางกลับสนามบินที่ Colombo แบบสบายใจหายห่วง

จบทริปศรีลังกาแบบ 5 วันรวด จนอยากรีบกลับมาอวดความอิ่มเอมที่ได้รับจากเมือง Colombo และ Kandy ที่ทำให้ต่อไปนี้ถ้ามีใครมาขอเหตุผลร้อยข้อว่าทำไมต้องไปศรีลังกา เราจะตอบกลับไปด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวว่า “ทำไมถึงจะไม่ไปล่ะ” เพราะศรีลังกาเมืองนอกสายตาแห่งนี้มีดีกรีความสวยงามติดอันดับโลก และความน่ารักเฟรนลี่ของผู้คนเสน่ห์เหล่านี้เองที่ส่งให้ประเทศนี้กลายเป็น top list ของนักเดินทางจากทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย แล้วแกล่ะ “ทำไมยังไม่ไปหาวันลา มุ่งหน้าไปศรีลังกาอีกล้าาาา”