Bonjour พูดทักมาแบบนี้นั่นก็เพราะว่าเราจะพาทุกคนไปเที่ยวแบบคูลๆ ที่เมื่อย้อนกลับมาดูรูปก็ยังต้องอิจฉาตัวเองกันที่ประเทศที่สุดแสนจะโรแมนติกอย่างฝรั่งเศส แต่คราวนี้เราจะหันหลังให้เมืองคานส์ โบกมือบ๊ายบายให้หอไอเฟล แล้วเดินสับขามุ่งหน้าสู่เทือกเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปอย่าง France Alps งานนี้ได้เวลาหยิบเสื้อขนเฟอร์ รองเท้าบู๊ทครึ่งแข้งสุดแสนเก๋ หมวกไหมพรมสุดนุ่มนิ่ม แล้วออกไปเที่ยวให้สบายใจสไตล์ลูกคุณหนูผู้หรูหรา ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าตามใจตัวเองตั้งแต่ตื่นเช้ามาจิบกาแฟพร้อมวิวตระการตา กินอาหารหลากหลายชาติให้อิ่มแบบจุกๆ นั่งชมไอหมอกหยอกต้นสนแบบไม่แคร์เวลา แช่ตัวให้อุ่นๆ ในจากุซซี่กลางภูเขาหิมะ พอเบื่อๆ ก็ออกไปเล่นสกีบนยอดเขา ก่อนกลับมานั่งชมพระอาทิตย์แสนโรมแมนติก เราสามารถทำทุกอย่างที่กล่าวมานี้ได้แบบไม่ต้องพกตังค์แม้แต่บาทเดียว เพราะที่ๆ เรากำลังจะนำเสนอนี้คือคลับเมด ณ ต้นกำเนิดของคลับเมด

มาจ้า!!!! มาทำตัวสโลไลฟ์ตามสไตล์ปารีเซียงกัน …

เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าคลับเมดเนี่ยนางคืออะไร??? คลับเมดคือรีสอร์ทไฮเอนท์ที่มีความหรูหราหมาเห่า ลักซ์ชัวรี่ และเอ็กซ์คลูซีฟแบบสุดๆ แต่ความแตกต่างที่ทำให้คลับเมดเป็นที่เลื่องลือจนขนายสาขาอยู่ทั่วโลกได้ นั่นก็เป็นเพราะการเข้าพักแต่ละครั้งจะเป็นการจ่ายเงินเพียงครั้งเดียวแล้วรวมครบหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารห้อพัก อาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ไปจนถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ในรีสอร์ทก็ล้วนแล้วแต่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มใดๆ อีกแล้ว ซึ่งไฮไลท์กิจกรรมของแต่ละคลับเมดก็จะแตกต่างกันออกไป อย่างของของมัลดีฟก็จะเน้นพวกกิจกรรมทางทะเลอะไรทำนองนั้น แถมทุกการเข้าพักเราจะมีพนักงานที่เค้าเรียกว่า GO ซึ่งมีหลากหลายเชื้อชาติมาก รวมถึงคนไทย มาคอยเทคแคร์ดูแลเราตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าจนก้าวเท้าออกจากรีสอร์ท ทำให้คลับเมดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วไปในหลายประเทศ

Club Med Les Arc Panorama

และรอบนี้เราก็มีโอกาสไปสัมผัสต้นกำเนิดคลับเมดกันที่ Club Med Les Arc Panorama สกีรีสอร์ทใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวแบบฟาดๆ หรูๆ ในสไตล์โมเดิร์นท่ามกลางป่าเขาบนพื้นที่เล่นสกีที่ใหญ่ที่สุดในโลกกกก ที่ครอบคลุมไปด้วยน้ำแข็งสีขาวโพลนจนเหมือนได้หลุดมาอีกโลกนึงเพียงก้าวออกจากประตู และสามารถเอ็นจอยไปกับทุกกิจกรรมตั้งแต่เช้าจรดค่ำได้ทั้งในและนอกรีสอร์ทได้ทั้งแบบมาเดี่ยว มาคู่ มาครอบครัว ที่จะทำให้พวกแกร้องโอ้โหจนเส้นเสียงสั่นตลอดทั้งทริป ย้ำ!!! ทั้งหมดนี้จ่ายครั้งเดียวจบจ้าาาาาาา

ไม่รอช้า มา!!! เริ่ม!!! ที่ Club Med Les Arc Panorama แห่งนี้เค้าจะแบ่งห้องพักเป็นสองโซนคือโซนที่เป็น 4T กับ 5T เอาง่ายๆ เพื่อความเข้าใจตรงกันก็คือสี่ดาวกับห้าดาวนั่นเอง โดยมีห้องพัก 3 รูปแบบ ได้แก่ ซูพีเรีย, ดีลักซ์ และ 5T เอ็กซ์คลูซีฟ แต่ละห้องก็จะแตกต่างกันที่ขนาดบ้าง จำนวนคนเข้าพักบ้าง อุปกรณ์ภายในห้องบ้างเล็กๆ น้อยๆ ตามราคาไป แต่ที่เหมือนกันคือทุกห้องสามารถทำกิจกรรมต่างๆ กิน ดื่ม เล่นได้เหมือนกันเกือบหมด (เดี๋ยวมาเฉลยว่า 5T จะมีไรเด็ดกว่าเพื่อน อิอิ)

และความโดดเด่นอีกอย่างที่จะได้รับเหมือนๆ กันก็คือวิวเทือกเขาสีขาว ลองนึกภาพตัวเองตื่นมาในชุดนอนหลวมๆ ตัวหนาสุดอบอุ่น ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจสองสามทีแล้วล้มตัวลงนอนตะแคงข้างไปทางหน้าต่าง ปล่อยเวลาให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ พร้อมกับก้อนเฆมที่ลอยเหนือยอดเขาสีขาว ท้องฟ้าสีครามที่เพิ่งทอประกายจากแสงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอกที่ลอยหยอกเหย้ากับต้นสน หายขี้เกียจก็ลุกไปชงกาแฟหอมๆ ก่อนจะลากผ้าห่มและจูงมือคนข้างๆ ออกไปชมหิมะ ทำท่าแอ๊คอาร์ตใส่หมวกไหมพรม พร้อมดมกลิ่นกาแฟ แล้วอัพลงโซเชียลว่า My Day พอกรุบกริบ โอ๊ยยยย บอกตรงๆ แค่คิดก็อยากจะไปตื่นที่คลับเมดอีกรอบซะแล้ว

ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำพอเป็นพิธีแล้วแล่นปรี่มายังโซนท็อปในท็อป มงในมงที่ลับเฉพาะคนที่พักแบบ 5T Exclusive เลานจ์ส่วนตัวที่เป็นระเบียงกว้างๆ มีเก้าอี้ให้เรานั่งเล่นนอนเล่นชมวิวปังๆ และพิเศษขั้น The Max กับอ่างอาบน้ำจ้า อาบกันกลางน้ำแข็งนี่แหล่ะจ้า แม้จะไม่ได้ชื่อเอลซ่าก็สามารถนอนลั้นล้าได้เด้อ เพราะเค้าเป็นอ่างน้ำอุ่นสไตล์จากุซซี่ ซึ่งเอาจริงๆ มันก็ฟินส์นะ อ้ะ คำบรรยายมา ลองนึกถึงว่าแบบอากาศหน๊าวหนาว หัวเข่าก็สั่นสะท้าน ฟันล่างก็พระทบฟันบน(เว่อร์ไปหน่อย) แล้วเราก็พุ่งตัวแบบเร็วจี๊ แล้วบุ๊งน้ำอุ่นๆ กับแรงดันน้ำที่คอยนวดตัวเรา กระเพื่อมๆ พร้อมๆ กับสายลมที่พลิ้วผ่านปลายจมูก นั่งมองหิมะเย็นฉ่ำคือฟินส์จ้า เนี่ยทำให้แบบไหนๆ ก็ไหนๆ จ่ายเงินมาแล้วยอมอัพอีกขั้นนเพื่อให้ได้ขึ้นมานั่งตรงนี้ คือคุ้ม!!!!

ลั้นล้ากันให้สาแก่ใจ ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนภายในคลับเมดก็แสนจะครบครัน จนไม่ต้องออกไปเดินตัวสั่นหาร้านอาหาร คิดเมนู คิดแพลนเที่ยวให้เปลืองสมอง เพราะนางพร้อมบริการประดุจดั่งเราเป็นคุณหนูแสนเย่อหยิ่งที่อยากได้ไรต้องได้ อยากทำไรก็ให้ทำ ภายในหนึ่งวันแนะนำให้เตรียมแรงกายให้พร้อมกับห้องอาหาร 3 ห้อง 3 รูปแบบ ห้องแรกเป็นห้องอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ที่ชื่อว่า The White Stone ให้แกเททุกอย่างใส่กระเพาะได้แบบไม่จำกัด ทั้งของคาว ของหวาน ผลไม้ เครื่องดื่ม ภายใต้ดีไซส์ที่เก๋ไก๋สไลเดอร์ด้วยโทนสีเอิร์ทโทน แต่ทำให้จัดจ้านในย่านนี้ด้วยการเพิ่มลูกเล่นโซฟาสีแดงเข้าไปให้มีความสดใส และความที่นางมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ แต่ละมื้อเราแนะนำว่าให้เปลี่ยนมุมนั่งไปเรื่อยๆ จะได้ถ่ายรูปหลายๆ มุม อาหารก็ตักมาหลายๆ แบบ ก็ได้ฟีลเหมือนเปลี่ยนร้านอาหารอยู่เหมือนกันนะ

เมนูก็อย่างที่บอกว่ามีให้เลือกเยอะมาก หลากหลายชาติ หลากหลายสไตล์ และอาหารท้องถิ่นที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละวัน แต่ละมื้อ ไม่ว่าจะเช้า กลางวัน เย็น แกจะได้ไม่เบื่อ ดังนั้นถ้ามื้อไหนกินอะไรแล้วรู้สึกนี่แหล่ะใช่ อร่อยเด็ดเจ็ดย่านน้ำ แนะนำให้ตักมาทานให้สาแก่ใจ เพราะมื้อต่อไปเค้าจะเปลี่ยนเมนูแล้วนะจ้ะ แต่ที่เรารักสุดๆ เพราะรู้สึกถึงความสดใหม่และเฮลตี้สมเป็นสายสุขภาพอย่างเราคือน้ำผลไม้ปั่นที่เราสามารถเลือกผลไม้ที่ชอบมิกซ์กันจนพอใจแบบสดใหม่แก้วต่อแก้ว คือดีย์ คืออร่อย คือรู้สึกว่ามื้อนี้ไม่ต้องกินผักแม้แต่ใบเดียวก็ไม่ต้องรู้สึกผิดได้แล้ว แล้วเมนูจำพวกขนมปังต่างๆ ก็คือสิ่งที่ห้ามพลาดเพราะชาติฝรั่งเศสเค้าขึ้นชื่อเรื่องขนมปังจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบาเก็ต ครัวซอง เดนิส ใดใดล้วนดีงามสมความออริจินัล

เรื่องกินเราต้องไม่ย่อท้อ หากอยากหรูหรานั่งสบายๆ แล้วรอคนมาเสิร์ฟถึงโต๊ะอาหาร จานชามก็ถูกจัดไว้อย่างงดงาม เราแนะนำห้องอาหารแบบ A La Carte ที่มีชื่อว่า 1790 Gourmet Lounge restaurant ห้องอาหารบนความสูง 1790 เมตร ที่จะมอบบรรยากาศของการทานอาหารสุดพิเศษไม่ว่าจะเป็นคอร์สอาหารเย็น เซทอาหารกลางวัน อาร์ฟเตอร์นูนทรี ไวน์ หรือน้ำผลไม้ ที่ทำโดยเซฟผู้มากประสบการณ์ งานนี้การันตีความดีงามทั้งอาหารปาก อาหารตา และงานนี้ก็ไม่มีจ่ายเพิ่มอีกเช่นเคยจ้า

บอกตรงๆ ว่าที่นี่คือไม่ว่าจะก้าวซ้าย ก้าวขวา ไปห้องอาหาร ไปห้องพัก ไปฟิตเนส ไปสระว่ายน้ำ ไปอ่างอาบน้ำ ไประเบียงทุกที่ล้วนมีวิวดีๆ ให้ดูอยู่ทุกมุมราวกับภาพวาด และราวกับเดินเล่นอยู่บนสวรรค์(ไม่เคยไป แต่เดาเอา) ก็ไม่ปานจริงๆ แม้แต่โซนเอ้าท์ดอร์ของห้องอาหารบุฟเฟ่ต์และ A La Carte ก็ล้วนแล้วแต่มีวิวที่อลัง ชวนให้อยากบิดขนมปังบาเก๊ตแล้วจุ่มในซุปมันฝรั่งกินไปทีละนิดๆ แล้วตามด้วยเบอร์เกอร์เนื้ออย่างดีอีกสักชิ้น สลัดอีกสักชาม ก่อนปิดท้ายเสริมความดีงามให้กับการนั่งทานอาหารรับไอแดดในบรรยายกาศหนาวๆ ด้วยการสั่งน้ำส้มอีกสักแก้วมาจิบเบาๆ คือ สุดยอดไปเล้ยยยย

พิมพ์ไปยังตื่นเต้นไปอยู่เลย เพราะความดีงามเค้าเยอะจริง นอกจากห้องอาหารต่างๆ แล้วก็ยังมีโซนบาร์ถึงสองบาร์ คือ เมนบาร์ และ เลาซ์ มีของให้กินทั้งวัน มานั่งพูดคุย นั่งเล่น ทำงาน มาสั่งมาร์การิต้าเพิ่มมะกอกสามลูกกินเล่นๆ วนไป และอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ถ้ามาพักที่คลับเมดนั่นก็คือ ตอนค่ำที่เค้าจะเนรมิตบาร์ยามกลางวันให้กลายเป็นที่ปาร์ตี้สุดมันส์ในยามค่ำคืน โดยจะมีดีเจ นักดนตรี มาบรรเลงเพลงสุดเร้าใจ ที่สำคัญเค้ามีธีมแต่ล่ะคืนที่แตกต่างกันออกไปให้ได้แต่งตัวมาเพิ่มความหนุกหนานเข้าไปอี๊ก ซึ่งทุกคืนเราก็จะได้ดูโชว์สุดพิเศษจากเหล่า GO ที่คอยเทคแคร์เราในกลางวันและกลางคืนนางก็จะแปลงร่างมาเอนเตอร์เทนเราต่อในฐานนะนักเต้น นักร้อง นักแสดง บลาๆ และพวกเค้านี่แหล่ะคืออีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เราร๊ากกกกคลับเมด

กินนอน กินนอน จนแทบจะกลิ้งได้แล้ว เราก็ขอพาพวกแกมาต่อกันในโซนสระว่ายน้ำกันบ้าง ขอบอกว่าสระใหญ่มากเว่อร์ แถมมีทั้งอินดอร์ เอ้าท์ดอร์ ใครถนัดแบบไหนก็เลือกให้ตรงความต้องการกันไป และไม่ต้องกลัวหนาวจนตระคิวกินเท้า หรือมือแข็งเป็นตุ๊กตาหิมะต้องสาป เพราะสระใหญ่สุดกว้างขวางนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำอุ่นๆ จ้า และตรงนี้ก็มีอ่างเหมือนโซนระเบียงของ 5T Exclusive เช่นกัน (กรุณากลับไปนึกภาพความฟินส์จากอ่างจากุซซี่ตอนแรกอีกครั้ง) งานนี้จะพักห้องไหน แบบไหนก็ใช้บริการได้หมด ไม่มีกีดกัน บรรยากาศเย็นๆ กับน้ำอุ๊นอุ่น ช่วยคลายกล้ามเนื้อ คลายความเมื่อยล้า สบายจนเข้าใจเลยว่าทำไมพวกลิงหิมะที่ญี่ปุ่นชอบลงมาแช่ออนเซนกันจัง

และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ถ้าพลาดคือจบ มันจะไม่สมมงสกีรีสอร์ทบนยอดเขาที่โดดเด่นเรื่องสกีมากที่สุดแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสทันที นั่นก็คือการไปเล่นสกีบนยอดเขานั่นเอง เอง เองงงง งานนี้เราไม่รอช้ารีบถอดชุดเฟอร์ไปใส่ชุดสกี วางโทรศัพท์แล้วจับไม้เพื่อทรงตัว ถอดรองเท้าบู้ทแล้ววิ่งปรู๊ดหาไม้กระดาน เช่นเคยจ้า … งานนี้ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แถมเค้ายังมีให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อุปกรณ์ และครูสอนสำหรับคนเริ่มต้นด้วย เลิศศศศ

แม้จะล้มลุกคลุกคลานจนเผลอภาวนาว่าอย่าพลาดจนได้ใช้ประกันที่ซื้อมา แต่มันก็สนุกสนานกว่าที่เราคิดมาก และการได้ทำอะไรใหม่ๆ มีสกิลใหม่ๆ ที่แม้จะเป็นแค่ระดับเริ่มต้น ก็ทำให้ร่างกายเราหลั่งอะดีนลีนแห่งความสุขแล่นพล่านไปทั่วตัว ที่ต่อให้กลิ้ง หลุนๆ หรือหมุนแบบไร้ทิศทางเราก็ยังหัวเราะร่าจนแทบเป็นบ้าท่ามกลางหิมะได้อยู่ หรือใครมีสกีลการเล่นอยู่แล้วเค้าก็มีโซนสำหรับมือโปร มือกลาง ให้เลือกเล่นกันได้ด้วยนาจา

ส่วนใครยังไม่สาแก่ใจเค้าก็มีกิจกรรมอื่นๆ อีกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น สโนว์บอร์ด เดินเขาหิมะ ฟิตเนส โยคะบนบก ในน้ำ และคลาสออกกำลังอีกหลายแบบ ซึ่งต้องดูตามตารางเค้าเอานะว่าวันไหนมีอะไรตอนไหนบ้าง ส่วนใครมีลูกเด็กเล็กแดงก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรให้ทำเพราะเค้ามี kid club facility ให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ได้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่อย่างพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นห้องของเล่น หรือแม้แต่เรียนสกี เค้าก็มีครูที่จะคอยแนะนำการเล่นที่เหมาะสมให้กับเด็กๆ ด้วย ส่วนใครอยากหรูหราขึ้นมาอีกที่นี่เค้าก็มีสปาคอยให้บริการ แต่มีแค่ส่วนนี้นี่แหล่ะที่เราต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะไม่งั้นสาวๆ คงไม่ไปไหนทั้งวัน เรียกว่ากิจกรรมอัดแน่น ตั้งแต่เช้ายาวไปจนหลับตานอนนั่นล่ะ

ด้วยความที่ชาวไทยหน้าตี๋ที่แม้จะไม่ถูกกับอากาศร้อนเท่าไหร่นัก แต่ก็นับได้ว่าเป็นลูกพระอาทิตย์แบบเต็มตัว การได้มาพักท่ามกลางภูเขาน้ำแข็งแบบนี้บอกได้เลยว่าทุกอย่างมันดูน่าอัศจรรย์มากๆๆๆๆๆ และยิ่งที่คลับเมดแห่งนี้เค้าจัดวางแปลน หาทำเล และสร้างที่พักได้เข้ากับวิวมากๆ ทำให้วันทั้งวันเราสามารถชมวิวภูเขาแห่งนี้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นตอนสายยามได้แช่น้ำอุ่น ไม่ว่าจะเป็นตอนทานอาหารกลางวันอร่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนดื่ม Afternoon Tea ไม่ว่าจะเป็นตอนบ่ายที่ล้มก้นจ้ำเบ้าในลานสกี ทุกช่วงคือความสวยงามที่น่าทึ่งมากๆ สำหรับเรา

แต่ช่วงเวลาที่เราอยากจะทำแค่นั่งนิ่งๆ แล้วเฝ้ามองทิวเขาเปลี่ยนสีไปคือช่วงเวลายามเย็น เราชอบที่พระอาทิตย์เปลี่ยนท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้ม เราชอบที่หิมะถูกฉายทับด้วยแสงสีทอง เราชอบตอนที่ไอของหิมะลอยตัวเหนือยอดสน เราชอบตอนที่แสงพระอาทิตย์ค่อยๆ เลื่อนผ่านจากชั้นบน ผ่านห้องอาหาร ผ่านระเบียง ผ่านสระว่ายน้ำ และลับตาไป เราทิ้งโลกโซเซี่ยลไว้เบื้องหลัง นั่งเอนหลังบนผนังบางๆ ถือกล้องคู่ใจและกดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ แบบแทบไม่ละสายตา พระอาทิตย์เคลื่อนตัวเร็วขึ้นหรือเพราะเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเราก็ไม่แน่ใจ

แม้กิจกรรมจะแน่นจนแทบทำไม่หมด แต่สายทรหดอย่างเราก็ยังหาเวลาออกมาสร้าง Day Trip เพราะคิดว่าไหนๆ มาแล้วทั้งทีก็อยากจะขอเปิดหูเปิดตาให้มากกว่าเดิม โดยที่แรกที่เราไปก็คือโรงงานชีสสุดโด่งดังที่เค้าว่ากันว่าทั่วทั้งฝรั่งเศสเนี่ยแทบจะไม่มีคนไม่รู้จักชีสยี่ห้อนี่เลยทีเดียว ชื่อเสียงเอิกเกริกขนาดนี้มีหรือเราจะมองข้ามไปได้ โรงงานชีสสสของ Beaufort ทันทีที่เราเดินเข้าไป ต่อให้หลับตาก็รู้มาว่าถูกทางแล้ว เพราะกลิ่นชีสนั้นตลบอบอวลชวนน้ำลายสอมาก ซึ่งถ้าใครเป็นสายชีสรับรองว่านี่คือสวรรค์ชั้นเจ็ด แต่สำหรับใครที่เฉยๆ กับความชีสนี่ก็อาจจะเป็นสถานที่แห่งรักแรกพบระหว่างแกกับชีสก็เป็นได้

ที่นี่จัดว่าเป็นโรงงานขนาดใหญ่และขึ้นชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตชีสที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย เพราะมีทั้งห้องผลิต ห้องเก็บ ห้องชิม ห้องขาย แบบจัดเต็ม ทำให้เราค้นพบว่าชีสก้อนนึงสามารถหนักได้เกือบ 60 กิโลเลยทีเดียว แถมการทำชีสนั้นก็ยังมีขั้นตอนที่หลากหลาย และต้องการความพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกนมวัว การหาหัวเชื้อ การใช้น้ำเค็มในการล้าง แม้แต่ความสูงของโรงงานผลิตก็ยังส่งผลต่อรสชาติของชีสด้วย ทำให้ที่โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตชีสที่มีรสชาติเข้มข้นได้มากกว่าที่อื่น เพราะการที่โรงงานอยู่สูงนั้นส่งผลกับการเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้นมกลายเป็นชีสด้วย และที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างคือความลับของส่วนเว้าบนก้อนชีสนั้นเค้าทำขึ้นเพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งในนอตีดที่ต้องใช้เชือกลากชีสแต่ละก้อนก่อนนำไปขึ้นหลังลาแล้วส่งไปยังที่ต่างๆ

ชมแล้วถ้าไม่ได้ชิวคงผิดกติกา ก่อนออกเค้าก็มีชีสชิ้นเล็กๆ พอดีคำมาให้ชิม พอชิมแล้วบอกเลยว่าอยากจะชิมอีกให้หมดทั้งก้อน เพราะชีสเค้ามันแตกต่างจากชีสอื่นๆ ที่เราเคยกินมาจริงๆ คือมันดูแน่นๆ ใช่ม้ะ แต่พอมันเข้าปากปุ้บมันค่อยๆ ละลายลงบนลิ้นแล้วแผ่ซ่านไปทั่วทุกต่อมรับรสของเรา กลิ่นหอมๆ ของนมและเครื่องเทศก็ขึ้นจมูกยิ่งทำให้ฟินส์จนต้องซื้อกลับมากินเองและเป็นของฝากกันซักหน่อย

ถัดไปอีกไม่ไกลจากโรงงานชีส เราสามารถไปเดินเล่นต่อย่าน old town ของเมือง Bourg-Saint-Maurice ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ท่ามกลางอากาศหนาวๆ แต่ทว่าให้ความรู้สึกแสนจะอบอุ่นเหมือนกับการเดินทางในชนบท และความคึกคักเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็ให้บรรยากาศเหมือนวันคริสต์มาสของเมืองเล็กๆ ที่มีสีสัน แต่คงไว้ซึ่งความน่ารักและเป็นมิตร เอาจริงๆ ที่นี่มันไม่ได้มีความว๊าวอะไรจนต้องร้องเสียงหลงนะ แต่การได้เดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ แล้วได้เห็นร้านอาหารที่มีครอบครัวนั่งทานข้าวอย่างสนุกสนาม ได้เห็นบาร์ที่มีคนหลายเพศหลายวัยกำลังคุยกันอย่างออกรส ได้เห็นนักดนตรีข้างถนนกำลังเล่นดนตรี ก็เรียกได้ว่าเป็นความสุขเหมือนกันนะ

หลังจากเดินเล่นแบบเพลินๆ เราก็พาตัวเองทะลุไปที่สุดถนนและพบกับตลาดของกินโลคอลที่ขายพวกผัก ผลไม้เมืองหนาว และอาหารท้องถิ่นที่ดูไม่คุ้นตา แต่ว่าน่ากินอยู่หลายอย่าง จนอดไม่ได้ที่จะแอบแวะเข้าไปดูและเก็บภาพมาฝากพวกแกกัน

ช่วงบ่ายหลังจากทานเที่ยงเสร็จเราเป็นเดินเขาท่ามกลางหิมะ นั่งกอนกอนโดลาชมมงบล็องหรือภูเขาสีขาว ยอดเขาที่สูงที่สุดบนเทือกเขาแอลป์ ที่มีความสูง 4807 เมตร ทำให้ที่นี่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี จนกลายมาเป็นสถานที่ยอดฮิตที่คนทั่วโลกมุ่งหน้ามาฝรั่งเศสเพื่อเล่นสกีกับสโนบอร์ดกันอย่างคึกคัก แม้ว่าอากาศจะหนาวจนควันออกปากออกจมูกเราไปหมดแล้วก็ตาม และที่สำคัญใครที่พักที่คลับเมดเค้าก็รวมค่า Ski Pass ไว้แล้ว เพราะฉะนั้นสามารถขึ้นมาชมวิว ขึ้นมาเล่นบอร์ด เล่นสกีที่นี่ได้แบบฟรีๆ กันอีกด้วยจ้า

 

Club Med Peisey Vallandry

ไหนๆ ก็มายังต้นกำเนิดแห่งคลับเมดทั้งที เราเลยขอเปลี่ยนบรรยากาศพักสองที่สองฟีลลิ่งกันไปเลย ถ้าที่แรกคือความโมเดิร์นสมัยใหม่เรียบหรูดูแพงตื่นตาตื่นใจ ที่ Club Med Peisey Vallandry ก็ให้ฟิลไปนอนบ้านเพื่อนอบอุ่นกาย สบายใจ ส่วนในเรื่องของการบริการนั้นก็ต้องบอกว่ามาตราฐานเดียวกันทุกคลับเมดรวมถึงที่นี่เช่นกันที่จ่ายครั้งเดียวได้เพียวๆ ทุกอย่างแบบครบๆ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และคงไว้ซึ่งการบริการสุดน่ารักประทับใจ ที่ใครๆ ก็หลงรักนั่นล่ะ

ภายในแม้จะดูอบอุ่นจากพื้นผิวของไม้ แต่ก็ยังคงความหรูหราหมาเห่าไว้ได้อย่างเก๋ไก๋ ส่วนที่พักของที่นี่จะมี 3 แบบ คือ ซูพีเรีย ดีลักซ์ และห้องสูท ที่ความต่างอยู่ที่ขนาด จำนวนคนเข้าพัก และอุปกรณ์บางอย่างเท่านั้น ในส่วนของกิจกรรมก็มีไม่ต่างจากที่แรกที่เราไปพักเลยไม่ว่าจะเป็น สกี ฟิตเนส เดินเขา สโนว์บอร์ด สระว่ายน้ำ และสปา และทุกอย่างก็รวมไปกับค่าที่พักหมดแล้วเช่นกันยกเว้นสปา

ส่วนไฮไลท์ของที่นี่คงเป็นความชิวความสวยงามของวิวที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่แรก กับสระว่ายน้ำที่ความสูง 1600 จากระดับน้ำทะเล ให้เราได้นอนแช่น้ำอุ่นเพลินๆ พร้อมกับชมวิวเทือกเขาไปแบบชิวๆ โดยมีให้เลือกทั้งโซนอินดอร์และเอ้าท์ดอร์เช่นกัน ส่วนเราแม้ปกติจะสายเอ้าท์ดอร์แต่เมื่อโดนความหนาวเข้าไปก็ชักเริ่มท้อขอย้อนกลับเข้าโซนอินดอร์โดยไว ซึ่งขอบอกว่าวิวดี วิวเด่น เน้นให้ความฟินส์ไม่แพ้ใครเช่นกัน

จบไปแล้วกับความสวยงามที่แสนฟินส์และสุดคูลสไตล์คุณหนูที่แกไม่ควรพลาด โดยเฉพาะใครที่อยากจะหนีควันและฝุ่นไปสูดหายใจให้เต็มปอด ไปกิน ไปนอน ไปหาอะไรใหม่ๆ เพื่อเติมไฟแพสชั่นให้ชีวิตในอากาศหนาวๆ ที่สูงหลายพันเมตร เราเชื่อว่านี่คือหนึ่งในเดสติเนชั่นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของการพักผ่อน เพราะเมื่อไหร่ที่ขึ้นชื่อคลับเมดแกวางใจ วางมือ ปล่อยกาย ปล่อยใจให้เค้าดูแลได้ 100% เลยทีเดียว แล้วแกจะรู้ว่าเงินมันซื้อความสุขได้มากกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ใช่ทุกความสุขที่เงินจะซื้อได้ เพราะความสุขและเสียงหัวเราะของเราและคนที่เรารักมันคือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ