ญี่ปุ่นรอบที่ล้าน จนไม่รู้จะเกริ่นนำยังไงให้ต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะหมดคำจะสรรหามาบรรยาย จะบอกว่าสวยก็ดูซ้ำ จะบอกว่าอลังก็กลัวเชย จะบอกว่าเริ่มเฉยๆ ก็โกหก!!! ก็แหมญี่ปุ่นอ่ะแก ถ้ามีครั้งแรกมันต้องมีครั้งที่สอง สาม สี่ และห้าตามมาจนเหมือนเสพติดการไปญี่ปุ่น และแม้จะเดินทางไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมาทั่วญี่ปุ่น แต่มันก็ยังห่างไกลกับคำว่าเบื่อ ครั้งนี้เราขอหันหลังให้แสงสี หนีความคึกคักแล้วไปท่องญี่ปุ่นแบบฉ่ำหิมะ ให้ผ่อนคลายอุราในย่านชนบทของเมืองอากิตะ จนแกต้องเผลอคิดออกมาดังๆ ว่า อ๊า!!!! อคิตะ นี่มันสบายใจสุดๆ ไปเล๊ยยยย ไม่ว่าจะเป็นการสูดหายใจรับกลิ่นไออากาศติดลบ กระชับกิโมโนเดินเล่นชมวิถีซามูไร มุ่งหน้าท้าลมหนาวสู่ยอดเขาเพื่อชมสโนวมอนสเตอร์ นั่งมองรอยยิ้มชวนมึนบนใบหน้าสุดฉงนของเหล่าอากิตะอินุ เรียนรู้การทำอาหารขึ้นชื่อ ชิมอาหารท้องถิ่นที่หาทานได้ยากอย่างเนื้อหมี ผ่อนคลายผิวให้นุ่มลื่นนนในออนเซนน้ำนมกลางแจ้งบนภูเขาหิมะ วางทุกความกังวลซุกตัวอุ่นๆ ในบ้านของเกษตรกร รวมถึงความคิ้วอีกมากมายที่เรารับรองได้เลยว่าอากาศที่ติดลบนี่ล่ะ จะมาละลายทุกความเครียดให้หมดไปได้อย่างไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ กุมมือเตรียมรับลมหนาวแล้วตามเรามาได้เลยยยยจ้าาาาาา

Day 1 : เมืองซามูไร Kakunodateพิพิธภัณฑ์คฤหาสน์ซามูไร Aoyagi – นิวโตะออนเซ็น (Nyuto Onsen) – ออนเซ็น Tsuru No Yu

งานนี้เราขอออกเดินทางแบบหน้าไม่ต้องเป๊ะ ผมไม่ต้องพร้อม เสื้อผ้าแค่พอทำเนาไปก่อน เพราะเราจะขอสร้างบรรยากาศของการเที่ยวอีกสักนิดด้วยการไปเช่าชุดกิโมโนกันที่ร้านแถวๆ สถานีในเมืองซามูไร ราคาค่าเช่าที่เราเจอมาก็คือ 4,000 เยน โดยราคานี้เค้าก็จะมีกิโมโนให้ ผ้าผูกเอวให้ กระเป๋าให้ รองเท้าเกี๊ยะให้ รวมถึงเครื่องประดับผมสำหรับผู้หญิง ให้เราเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์บ้างไม่แมทช์บ้าง ส่วนสาวๆ คนไหนอยากทำให้ก็แค่ควักเงินจ่ายเพิ่มอีก 500 เยน จากนั้นพนักงานเค้าก็จะมาใส่ให้ แล้วออกมาสวยเป๊ะราวกับเกิดและโตมาในสมัยเอโดะเป็นที่เรียบร้อย

• Aoyagi

อากาศเย็นๆ กับลมหายใจอุ่นๆ ปะทะกันจนเกิดเป็นไอบางๆ ออกจากปาก ก็ได้เวลาออกเดินฝ่าลมหนาว เพื่อไปยังจุดหมายแรกของเราที่ Aoyagi  พิพิธภัณฑ์คฤหาสน์ซามูไร ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Kakunodate นี่แหล่ะ คฤหาสน์เรือนไม้สีดำแห่งนี้นับว่าเป็นคฤหาสน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในหมู่บ้านซามูไรที่ผ่านทั้งร้อน ผ่านทั้งหนาว ทั้งไฟไหม้ ทั้งน้ำท่วมมาเป็นเวลา 400 กว่าปีเอ๊งจ้า แต่ก็ยังถูกรักษาให้อยู่ในสภาพสวยงามได้ดังเดิมมาตลอด

ภายในพื้นที่ 9900 ตารางเมตร ได้แบ่งเป็นส่วนของตัวอาคารและบริเวณสวน ซึ่งหลังจากเดินผ่าน Yakuimon ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มอันเขื่องไขสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงฐานะของชนชั้นสูงและจ่ายเงินซื้อตั๋วเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาผ่านประตูบานเลื่อนที่จะพาเราย้อนกลับไปชมชีวิตของวิถีซามูไร ด้านในอาคารแห่งนี้ก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ อีกหลายห้อง แต่เราจะมาเริ่มกันทีโถงทางเข้าสำหรับรับแขก ซึ่งที่นี่เราจะสังเกตเห็นได้ว่ามีเพดานเตี้ยกว่าบริเวณห้องอื่นๆ นั่นก็เพราะเจ้าของบ้านต้องการสร้างเอาไว้เพื่อป้องกันการโดนโจมตีจากผู้บุกรุก เพราะทันทีที่เงื้อดาบจะฟันดาบก็จะติดกับเพดานของบ้านเสียก่อน แต่หากใครมาแบบเป็นมิตรก็จะได้ถูกรับเชิญให้เข้าบ้านได้ อย่างเราที่มาอย่างเป็นมิตรและหน้าตาน่ารักก็จะสามารถเดินชมห้องครัว คลังอาวุธ ห้องพิพิธภัณฑ์ และแกลอรี่ เพื่อชมเครื่องใช้ที่มีมากกว่า 30,000 ชิ้น

เมื่อเดินชมภายในตัวอาคารจนครบทุกห้องแล้ว ก็ได้เวลาที่จะออกไปเริงร่ากันในสวนขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชนานาชนิด แต่ตอนเราไปแทบจะไม่เห็นพืชอื่นๆ นอกจากต้นสนเลยจ้า เพราะหิมะได้หนาแน่นและปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณแม้กระทั่งในแหล่งน้ำก็ยังกลายเป็นน้ำแข็งไปด้วยเลยจ้า ซึ่งความขาวโพลนนี้เองก็ทำให้กิโมโนสีเข้มบนตัวของเราโดดเด่นพร้อมรับทุกการโพสต์ท่าและอัพความเก๋ไก๋ไปได้อีก 120% เลยทีเดียว โดยภาพรวมแล้วที่นี่แม้จะไม่ได้ให้ความรู้สึกหวือหวาแต่ทว่ามีความน่ารักเป็นอย่างมาก ยิ่งเวลาที่เราได้ใส่ชุดกิโมโนเดินเล่นในบรรยากาศย้อนยุคแบบนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแตกต่างไปจากการเที่ยวชมบ้านโบราณในครั้งอื่นๆ ของเราเป็นอย่างมาก และยังได้รูปที่สวยแตกต่างเป็นพิเศษอีกด้วยจ้า

 

• Ryotei Inaha

โพสต์ท่าเยอะจนเริ่มจะหิวข้าวเราก็ไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน Ryotei Inaha โดยเซ็ตที่เราสั่งมาจะมีคิริทัมโปะหรือข้าวเสียบไม้ย่างทาด้วยมิโสะ อารมณ์คล้ายๆ กับข้าวจี่ของบ้านเรา และเครื่องเคียงอื่นๆ อีกหลายอย่างตามสไตล์ชาวญี่ปุ่น อากาศหนาวหนาวกับข้าวร้อนๆ คือส่วนผสมที่สามารถส่งผ่านความอร่อยลงไปได้ถึงจิตใจของเราเชียวล่ะ นอกจากนี้เค้าก็ยังมีชามพิเศษปิดท้ายนั่นคืออูด้งร้อนๆ ที่เจ้าตัวเส้นสุดนุ่มลื่นนี้มีส่วนผสมของดอกซากุระที่เสิร์ฟมาในชามที่ทำมาจากต้นซากุระ เรียกได้ว่าทั้งอร่อยทั้งมี stories ชวนให้บอกต่อเสียจริงๆ

• Tsuru No Yu Onsen

อิ่มท้องแบบมีสตอรี่ยิ่งกว่านิตยสารเก๋ไก๋รายสัปดาห์เราก็พร้อมออกเดินทางต่อเพื่อไปยังจุดหมายสุดว๊าววว ที่แค่คิดก็ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้แล้ว นั่นก็คือ Nyoto Hot Spring Village แหล่งน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติโทวาดะ ฮาจิมังไท โดยที่นี่ประกอบด้วยออนเซ็นทั้งหมดเจ็ดแห่งคอยให้บริการ จุดเด่นก็คือแต่ละแห่งแม้จะอยู่ใกล้กันแต่ก็มีต้นกำเนิดที่แตกต่างกันออกไปทำให้ออนเซ็นของแต่ละที่ในบริเวณนี้มีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกันและมีสไตล์ที่แตกต่างกันไปให้เลือกมากกว่า 10 รูปแบบ เช่น ออนเซ็นริมแม่น้ำ ออนเซ็นที่คล้ายกับชาเขียว ออนเซ็นน้ำนม หรือออนเซ็นสไตล์เอโดะ ส่วนตัวเราขอเลือกออนเซ็นน้ำนมที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ต้นกำเนิดสถานที่อาบน้ำของไดเมียวหรือผู้ปกครองเมืองในจังหวัดอากิตะ ที่มีชื่อว่า Tsuru No Yu Onsen เป็นสถานที่พักผ่อนยามเย็นและที่พักของเราในค่ำคืนนี้ หลังจากนั่งรถมาได้ชั่วโมงกว่าๆ เราก็มาถึงทางเข้าที่ทอดยาวต้อนรับเราด้วยกำแพงสูงของหิมะตลอดเส้นทาง เมื่อถึงที่หมายเกร็ดน้ำแข็งเล็กๆ ก็พัดกระทบหน้าเราพร้อมกับเสียงว๊าววววของเพื่อนร่วมทริปที่ดังลากยาวให้กับความสวยของตึกไม้ทรงโบราณที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งทางที่เราเดิน และบนหลังคาของอาคารต่างๆ

ที่นี่จะเป็นที่พักสไตล์เรียวกังแบบโบราณคือมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำแบบรวม โดยมีอาคารหลักๆ 3 อาคารด้วยกัน คืออาคารที่พัก อาคารทานอาหารและห้องอาบน้ำแบบส่วนตัว และออนเซ็นกลางแจ้ง หลังจากเก็บข้าวเก็บของเรียบร้อย เราก็ขอออกมายืนถ่ายรูปเล่นท้าอุณหภูมิศูนย์องศารอบๆ ที่พักของเรา เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนมื้อเย็นกันสักนิด และเพราะฉากหลังคือความขาวอันเจิดจ้าไม่ว่าเราจะเลือกชุดสีสด เฟอร์สีเข้ม หรือมาในธีมเอิร์ธโทนก็โดดเด่นในโซเชียลได้ทุกเฉดสี

ก่อนที่มือจะหงิกเพราะความหนาวไปมากกว่านี้เราก็ขอจรลีหลบลมหนาวก้าวเท้าเข้าสู่ห้องอาหารเย็นในเรือนไม้ที่อบอุ่นจากเครื่องทำความร้อนและเตาถ่าน ที่กำลังทำงานเพื่อปรุงชาบูให้หอมกรุ่น และปลาแม่น้ำให้หอมหวาน อาหารของเราในมื้อนี้ล้วนทำมาจากวัตถุดิบที่หาได้ในบริเวณนี้ไม่ว่าจะเป็นหัวไชเท้ารมควัน ผัดผักป่า ข้าวอากิตะ และเบียร์ลึกลับที่มีเฉพาะในภูมิภาคนี้เท่านั้น ขอบอกว่าปลาย่างนางคือดีเด็ดมากเพราะเค้าย่างถ่านมาได้นุ่มชุ่มช่ำกำลังดีและความเค็มนิดนิดจากเกลือที่หุ้มอยู่บนหนังปลาก็ช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีเฟร่อ แถมหางของปลาที่โค้งขึ้นยังเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าใครได้กินปลาตัวนี้ก็จะมีโชคดีอีกด้วย โอ้โห สตอรี่แน่นเว่อร์จ้าาา

Day 2 : ทะเลสาบTazawaสโนว์มอนสเตอร์อาหารพื้นบ้านจังโกะYuze Onsen

• Tazawa Lake

ด้วยความที่หลับไปพร้อมกับความผ่อนคลายเช้าวันนี้เราจึงสามารถตื่นอย่างเต็มตาแม้ในเวลาที่เช้าตรู่ได้แบบสดชื่นนนนนเหมือนยืนบนไหล่เขา และเพราะจิตใจเราสะอาดน้ำเลยไม่จำเป็นต้องอาบก็ได้ เราเลยขอเริ่มต้นวันกันด้วยมื้อเช้าแบบเซ็ตสไตล์ญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อเอาไว้เป็นพลังงานสำหรับการเดินทางไปยังจุดหมายแรกในเช้าวันนี้ Tazawa Lake ทะเลสาปแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตตะวันออกของจังหวัดอากิตะที่มีความลึกเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น และอันดับที่ 17 ของโลก ซึ่งมีความลึกมากถึง 423.4 เมตร

ท่ามกลางความเวิ้งว้างสุดสายตาและทิวสนบนภูเขาที่ขาวโพลน เราจะได้เห็นภาพของรูปปั้นหญิงสาวคนหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบนางชื่อว่า Tatsuko โดยตามตำนานเล่าว่าทัสสึโกะผู้นี้ปรารถนาที่จะรักษาความงามของตนให้เป็นนิรันดร์จึงได้มาอธิษฐานขอต่อเทพเจ้าอยู่ 100 วัน 100 คืน จนในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับจากเทพเจ้าว่าให้นางไปดื่มน้ำจากน้ำพุร้อนในป่าลึกแล้วเทพเจ้าจะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง แต่ไม่ว่านางจะดื่มเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกคอแห้งขึ้นเรื่อยๆ นางจึงยังน้ำดื่มต่อไป และเมื่อรู้ตัวอีกทีนางก็ได้กลายร่างเป็นมังกรกลับไปอาศัยอยู่ในทะเลสาบ นางต้องอยู่ที่นั่นอย่างเดียวดายเป็นเวลาเนิ่นนานจนเมื่อ Hachiro ชายหนุ่มผู้ได้กลายร่างเป็นมังกรที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ Towada ทราบข่าว ฮีจึงได้เดินทางมาที่ทะเลสาบแห่งนี้จีบนางจ้า สุดท้ายสองคนก็ครองรักกันจนทำให้แม้ในช่วงฤดูหนาวทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังอบอุ่นไปด้วยความรักของทั้งคู่ จนทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ไม่เคยกลายเป็นน้ำแข็งเลย ฟังๆ แล้วไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะเรียกว่าโรแมนติกหรือหักมุมได้ดีกว่ากัน ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เผยความจริงที่ว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ลึกเกินกว่าที่จะเป็นน้ำแข็งก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกเห็นใจทัสสึโกะมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

• Snow Monster

พื้นราบว่าหนาวแล้วแต่เราก็ยังไม่สะใจอยากขอขึ้นไปย่ำหิมะกันบนยอดเขาที่สูงถึง 1,454 เมตร เพื่อชมวิวพาโนราม่าแบบ 360 องศา และเดินหาเจ้า Snow Monster อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองอากิตะที่ห้ามพลาดดดดด หลังจากอัดอุปกรณ์กันหนาวทั้งเสื้อโค้ด กางเกงฮีทเทค หมวกไหมพรหม ถุงมือ ถุงอุ่น และผ้าพันคอเป็นที่เรียบร้อย เราก็พร้อมขึ้นกระเช้านั่งยาวๆ 20 นาที ขึ้นไปยังยอดเขาโมริโยชิ เพื่อตามล่าจุเฮียวหรือต้นไม้ที่มีหิมะเกาะทั้งต้นที่เกิดได้เฉพาะบนต้นสนสายพันธุ์ “อาโอโมริโทโดมัสสึ” จุดกำเนิดของ Snow Monster กันแล้ว หลังจากที่กระเช้าพาเราผ่านยอดต้นสนนับร้อยนับพันต้นและทอดทิ้งภูเขาหิมะเบื้องหลังอีกหลายลูก พวกเราก็มาถึงยังต้นทางของการเริ่มเดินโดยเราจะต้องทำการเปลี่ยนเป็นรองเท้าบู๊ทกันหิมะโดยเฉพาะ และต้องออกเดินทางไปพร้อมกับไกด์ของเขาแห่งนี้เท่านั้น เพราะวันที่เราไปลมค่อนข้างแรงและหิมะค่อนข้างหนาจึงอาจมีอันตรายได้หากไปด้วยตัวเอง

หลังจาก 5 นาทีอันแสนยาวนานกับหิมะที่โปรยปรายและอุณหภูมิ -7 องศา เราก็มาถึงยังจุดชม Snow Monster ที่เต็มไปด้วยหิมะรูปร่างหน้าตาประหลาด บ้างก็คล้ายกับคน บ้างก็คล้ายกับซามูไรกำลังถือดาบ บ้างก็คล้ายกับผู้หญิงสวมชุดกิโมโน แล้วแต่กำลังจินตนาการของแต่ละคนที่จะทำให้พวกมันจะออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งจากจุดเริ่มต้นนี้เราสามารถเดินไปได้อีกประมาณ 20 นาที จึงจะครบเส้นทางชม Snow Monster แต่ทางลูกพระอาทิตย์อย่างเราที่มือชักจะเริ่มหยิกจนไม่อาจกดชัตเตอร์ได้เพราะต้องซุกไว้ในรักแร้อย่างเดียว การได้มาชมแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว

และตอนกลับไปที่กระเช้าหากใครอยากลองสไลด์ตัวลงบนหิมะเขาก็มีถุงที่คล้ายๆ ถุงกระสอบให้เราได้นั่งและทิ้งตัวลงมาด้วย ส่วนใครที่เป็นสายรักความหนาวและกีฬาแอดเวนเจอร์ที่นี่ก็ยังมีลานสำหรับเล่นสกี และกอนโดร่าที่จะพานักสกีมาสนุกบนยอดเขาแห่งนี้เหมือนกัน หากใครมาในฤดูอื่นๆ ก็สามารถขึ้นมาชมวิวใบไม้ผลิหรือใบไม้เปลี่ยนสีก็จะได้เห็นความสวยที่แปลกตาไปอีกแบบด้วยเหมือนกัน ก่อนโบกมือลาให้กับเจ้า Snow Monster บนยอดเขาอย่าลืมแวะเข้าไปชมความน่ารักของอากิตะอินุกันที่หน้าร้านขายของฝากก่อนทางขึ้นกระเช้ากันได้ด้วยนาจา

• Uttou Onsen

มื้อกลางวันวันนี้เราเลยต้องขอลองทานอาหารที่หาได้เฉพาะเมืองอากิตะกันที่ร้าน Uttou Onsen ซึ่งอาหารที่เราจะทานกันในวันนี้ก็คืออาหารพื้นบ้านแบบจังโกะที่หมายถึงการปรุงอาหารด้วยวิธีท้องถิ่นโดยใช้วัตถุดิบที่ได้มาจากภูเขาและแม่น้ำบริเวณนั้น และวัตถุดิบหลักมื้อนี้ของเราก็คือ คุมะนิคุ หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่าอาหารที่ทำจากเนื้อหมีนั่นเอง โดยเซตนี้เค้าจะเสิร์ฟเนื้อหมีในน้ำซุปหอมๆ พร้อมกับไก่ฮิไนเสียบไม้แล้วย่าง ไก่ฮิโนนางขึ้นชื่อว่าอร่อยเป็นอันดับหนึ่งในสามของไก่ญี่ปุ่นจ้า ยัง ยัง ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในเซตยังมีเจ้าเห็ดสีดำดอกเล็กๆ ที่อยู่ในถ้วยทางซ้ายมือของเรา นางเป็นเห็ดเลื่องชื่อของญี่ปุ่นที่มีราคาสูงถึงสามดอก 1,000 เยนเลยทีเดียว เรียกว่าว๊าวในว๊าวมีแต่ของดีของเด็ดทั้งนั้นเลย จานประกอบอื่นๆ ก็ยังมีเทมปุระทอด ปลาย่าง โซบะเย็นให้เราได้อิ่มแบบจุกๆ จัดว่าเป็นเซ็ทเพิ่มทั้งไขมันและพลังงานให้เราในฤดูหนาวได้อย่างดี มาถึงจังหวัดอากิตะแล้วก็ควรจะมาลองชิมของขึ้นชื่อที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังอยากเดินทางมาชิมให้ได้กันสักมื้อจะได้พูดได้เต็มปากว่าสัมผัสความเป็นอากิตะมาแล้วทั้งหูตาจมูกและปาก

• Yuze Onsen

แม้ว่าจะผ่านมื้อเที่ยงไปได้ไม่นานนัก แต่ก็ถึงเวลามุ่งหน้าเข้าที่พักของเราในคือนี้ที่ Yuze Onsen ที่ต้องเข้าที่พักเร็วก็เพราะว่าตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากร้านอาหาร และอย่างที่รู้ๆ กันว่าช่วงฤดูหนาวแบบนี้พระอาทิตย์ค่อนข้างจะตกเร็ว สำหรับยุเซะออนเซ็นนางจะเป็นโรงแรมที่ตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น โดยเน้นที่ไม้สีเข้มอย่างสีน้ำตาลและสีดำที่ช่วยสร้างทั้งความอบอุ่นและหรูหราในคราวเดียว ในส่วนของออนเซ็นที่นี่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นออนเซ็นแห่งความงามจึงทำให้มีชื่อเสียงในกลุ่มลูกค้าสาวๆ เป็นอย่างมาก โดยมีทั้งห้องที่เป็นแบบส่วนตัวและออนเซ็นแบบรวมซึ่งมีขนาดใหญ่โตโอ่อ่าชวนให้ใช้บริการ และด้วยความที่โรงแรมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้ concept “สีสันแห่งฤดูกาลทั้งสี่” ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโรงแรมทั้งเลาซ์ ห้องอาหาร ออนเซ็น รวมถึงในห้องพักทุกห้องทุกโซนก็จะมีมุมให้แกได้นั่งสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

มื้อเย็นในโรงแรมแห่งนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้ที่อื่นเพราะมีให้เลือกทั้งเนื้อวัว เนื้อกวาง เนื้อม้า และเนื้อปลาแบบครบถ้วน แถมรสชาติก็ถูกปากเราแทบทุกเมนู ทำให้ค่ำคืนนี้เราได้กินอิ่มแบบมีความสุข ได้แช่น้ำที่เพิ่มทั้งความงามและความผ่อนคลาย ก่อนจะหลับไปบนเตียงนุ่มๆ อันอบอุ่น ราวกับเป็นพิธีกรรมปกป้องเราจากความเครียดทั้งปวงได้เป็นอย่างดี

Day 3 : สำนักงานเหมืองแร่ Kosaka (มรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญ) – ทำ Kiri Tanpo ที่ร้าน Youki na kasan – : ผลิตกล่องข้าวสไตล์ญี่ปุ่น Mage Wappa – Farm Stay เปิดประสบการณ์พักที่บ้านเกษตรกร

• Kosaka

เช้าวันที่ 3 เราจะพาพวกแกไปสวมชุดราตรีที่ไม่ต้องรอสวมแค่ตอนกลางคืน เพราะนี่คือสำนักงานเมืองแร่ Kosaka อาคารสำนักงานสไตล์เรอเนสซองซ์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1905 มรดกทางวัฒนธรรมด้านอุตสาหกรรมของชาติ ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันและได้รับการบันทึกแล้วว่าเป็นเหมืองแร่ที่ทำรายได้อันดับหนึ่งให้แก่ประเทศ หลังจากที่อาคารแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นสำนักงานจนถึง ค.ศ. 1997 เป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ ก่อนจะปลดระวางกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สัญลักษณ์ของเหมืองแร่ ซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่อยากซึมซับความหรูหราและสถาปัตยกรรมชั้นสูง

ที่นี่นอกจากจะสามารถมาเดินชมความโก้หรูได้แล้วเรายังสามารถเช่าชุดราตรีและชุดเจ้าสาวแบบคลาสสิก เพื่อใส่เดินเที่ยวชมสะบัดหางปลาแล้วถ่ายรูปได้รอบตึก ตั้งแต่บนบันไดจนถึงโถงทางเข้า หรือจะออกมายืนสวยๆ หน้าประตูก็ได้ฟิลไปอีกแบบ ยิ่งหากมาในช่วงที่ไม่มีหิมะเค้าก็จะมีบริการรถลากพาเที่ยวชมรอบสำนักงานเมืองแร่ให้เราได้นั่งสัมผัสประสบการณ์พอกรุบกริบกันอีกด้วย

 

Youki na kasan

หนาวแค่ไหนแต่ถ้าเป็นเรื่องกินเราก็ไม่เคยหวั่นขอฝ่าฟันพายุหิมะไปยังร้าน Youki na kasan ร้านค้าของเหล่าเกษตรกรที่มีทั้งบริการส่งผักผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปไปทั่วประเทศ เราจะมาเพื่อลองทำเมนูขึ้นชื่อของเมืองอากิตะอย่างคิริทัมโปะสุดอร่อย หลังจากวิ่งผ่านอากาศหนาวมาตลอดเส้นทางรอยยิ้มอันอ่อนละมุนที่คอยต้อนรับเราก็ช่วยให้หน้าชาๆ ของเรามีรอยยิ้มขึ้นมาอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มลงมือเรียนรู้วิธีการทำอาหารของชาวอากิตะ คุณป้าก็ได้เปิดเพลงและเต้นนำ เพื่อเป็นการวอร์มร่างกายของพวกเราจากอากาศที่หนาวเย็นกันพอขำๆ ก่อนที่คุณป้าก็นำชุดสำหรับเข้าครัวมาให้พวกเราเปลี่ยน

หลังจากล้างมือและสวมถุงมือเรียบร้อย คุณป้าก็เปิดหม้อข้าวที่ส่งกลิ่นหอมฉุยแล้วแบ่งข้าวลงในชามขนาดใหญ่ให้กับเรา พวกเราก็มีหน้าที่แค่บด บด บด แล้วค่อยเอาไปพันกับแท่งไม้ เพื่อให้คุณป้าเอาไปย่างบนเตาที่ทำเฉพาะในเมืองอากิตะ พอเริ่มจะเกรียมๆ ก็ทาทับด้วยมิโสะแล้วเอามาให้พวกเราชิมฝีมือตัวเองในแบบที่เรียกว่าทัมโปะย่างกันก่อน เอาจริงแม้จะคิดว่าทัมโปะย่างที่กินที่ร้านวันแรกอร่อยแล้ว แต่ทัมโปะย่างทำด้วยตัวเองมันอร่อยยิ่งกว่าซะอีก

แม้จะกินหมดไปหนึ่งไม้แล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาเรียนรู้ในวันนี้เพราะเมนูหลักของเราคือคิริทัมโปะต่างหากล่ะ คำว่าคิรินั้นมีความหมายว่าตัดหรือหั่นดังนั้นคิริทัมโปะจึงหมายถึงทัมโปะแบบหั่นนั่นเอง อธิบายเสร็จสรรพคุณป้าก็ยกหม้อไฟและผักอย่างอื่นมาตั้งตรงหน้า ก่อนจะให้พวกเราใช้มือแบ่งทัมโปะเป็นสองส่วนเพื่อหย่อนลงในหม้อไฟ พร้อมๆ กับเครื่องเคียง เปิดไฟเพื่อให้ความร้อนรอให้เดือดกันสักครู่ ไม่นานนักคิริทัมโปะสุดอร่อยก็พร้อมแล้วที่จะเข้ามาอยู่ในกระเพาะอันหิวโหยของเรา น้ำซุปหอมๆ ร้อนๆ ข้าวที่ชุ่มน้ำซุปจนอ่อนนุ่ม ไก่ฮิไน หนึ่งในอาหารชั้นสูง ผัก และเห็ดที่รวมกัน มันคือความอร่อยที่ทำให้เกิดความเงียบไปชั่วขณะบนโต๊ะอาหารเลยทีเดียว

• พิพิธภัณธ์สุนัขอากิตะแห่งโอดา”เตะ”

โบกมือหย๊อยๆ บ๊ายบายป้าๆ พร้อมกระเพาะที่เต็มไปด้วยความสุขเราก็พร้อมแล้วที่จะไปสู่อีกหนึ่งความพีคของทริปนี้ที่เราตั้งตาคอย ณ พิพิธภัณธ์สุนัขอากิตะแห่งโอดา”เตะ” อาคารสีเหลืองอ่อนสูงสองชั้นที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์อากิตะอินุ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของหมาพันธุ์นี้ตั้งแต่ในอดีตด้วย ที่ชั้นหนึ่งเค้าจะมีน้องหมาอยู่เพียงสองตัว โดยเจ้าหมาหน้ามึนขนปุกปุยที่ดูแสนจะน่ารักนี้สัญชาตญาณที่แท้จริงนางคือนักล่าหมีตัวยง ดังนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปเล่น ไปใกล้ หรือสัมผัสตัวนางได้ ได้เพียงแค่ถ่ายรูปและมองตาละห้อยอยู่ห่างๆ ส่วนบนชั้นสองเค้าก็มีการจัดทำรูปปั้นและแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานและความเป็นมาของสุนัขพันธุ์นี้ด้วยโดยก่อนกลับอย่าลืมที่จะประทับตราปั๊มรูปน้องหมาอากิตะทั้งสี่แบบกลับมาอวดเพื่อนๆ กันด้วยนาจา

• Odate-Mage Wappa

ทำกับข้าวก็ลองกันไปแล้ว รอบนี้ก็ได้เวลามาทำกล่องใส่ข้าวกันดูบ้าง เราไปกันที่ Odate-Mage Wappa โรงงานผลิตกล่องข้าวสไตล์ญี่ปุ่นที่มีทั้งของฝากและของที่ระลึกให้เลือกชม รวมถึงมีครูผู้สอนที่จะคอยให้คำแนะนำในการลงมือทำ Mega Wappa กล่องข้าวที่เอาไว้ใช้สำหรับใส่อาหารกลางวันของคนตัดไม้ในสมัยก่อนซึ่งผลิตจากไม้ซีดาร์ โดยการนำไม้แผ่นบางๆ ไปแช่น้ำและเอามาขึ้นรูปก่อนจะให้อยู่ทรงด้วยการเย็บโดยใช้เปลือกของต้นซากุระทำให้มีความสวยงามจาก ลายไม้ธรรมชาติและมีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยยุคเฮอันโน่นแหน่ะ หลังจากได้ทดลองทำแบบง่ายๆ ด้วยการทากาว ขัดกาวออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด ใช้กระดาษทรายขัดตามมุมและเนื้อไม้เพื่อให้ไม้มีความเรียบลื่น ทำเสร็จก็นำกลับบ้านพร้อมใบประกาศนียบัตรภาษาญี่ปุ่นที่ทำให้เรายิ้มหน้าบานเท่าจานที่ทำเลยล่ะ

• Ichi-Rin Farm Stay

หนึ่งในความฝันของเราในการมาญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่งก็คือการได้มาลองพักในบ้านของชาวบ้านดูสักครั้ง และในครั้งนี้เมื่อเรารู้ว่าที่เมืองอากิตะแห่งนี้มีที่พักแบบฟาร์มสเตย์เราเลยไม่รอช้าที่จะขอลองพักดูซักคืน ซึ่งคุณป้าเจ้าของบ้านก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคุณป้าที่สอนเราทำเมนูคิริทัมโปะในตอนกลางวันนั่นเอง ตามปกติถ้ามาในช่วงฤดูการทำการเกษตร คุณป้าเค้าก็จะพาเราไปเรียนรู้วิถีชีวิตในฟาร์มไม่ว่าจะเป็นการเก็บเกี่ยว การเพาะปลูก หรือการลองทำอาหารด้วยเลย แต่ในช่วงที่เราไปทุกอย่างถูกฝังกลบไปด้วยหิมะจ้า

คราวนี้พวกเราจึงทำได้เพียงรอทานโอเด้งร้อนๆ นั่งผิงฮิตเตอร์อุ่นๆ และเม้าท์มอยแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างไปกับโอโต้ซังและโอก้าซัง หรือคุณพ่อคุณแม่เจ้าของบ้านเท่านั้นเอง ถึงแม้เราจะได้ทำกิจกรรมแค่นี้แต่มันก็ยังทำให้เราติดใจในความน่ารักและความเอาใจใส่แบบชาวญี่ปุ่นจนอดไม่ได้ที่จะสัญญากับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาอีกครั้งในช่วงหน้าร้อนอย่างแน่นอน หากใครอยากลองหาประสบการณ์แบบนี้เราแนะนำให้มาที่อากิตะเลยจ้า แล้วมันจะมีครั้งที่สองที่สามตามมาแน่ๆ เว้ยแก

Day 4 : แวะชิมสาเกที่ Kodama Jozo – เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านประจําจังหวัดอากิตะ  – ทานอุด้งที่ Sato Yosuke

กินอิ่มนอนหลับเมื่อถึงยามเช้าก็ได้เวลาแห่งการร่ำลา เราตื่นเช้ามาแบบเย็นเจี๊ยบพร้อมกลิ่นของอาหารเช้าจากในครัว โอโต้ซังและโอก้าซังนั่นเองที่กำลังง่วนเตรียมอาหารให้กับพวกเรา และนี่เป็นมื้อแรกที่เราได้ลองกินไข่สดๆ คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ ความอร่อยของมันน่ะเหรอ ก็คงอร่อยประมาณความรัก กินแล้วอิ่มประมาณความใส่ใจล่ะมั้ง ถึงแม้จะได้อยู่ด้วยกันเพียงคืนเดียวแต่ความสนุกสนานและความน่ารักของเจ้าของบ้านก็ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเรารู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน โอโต้ซังและโอก้าซังต่างออกมายืนโบกมือลาพวกเราท่ามกลางหิมะจนลับสายตา รอยยิ้มและท่าทางเป็นมิตรแบบนี้คือหนึ่งในเสน่ห์ของญี่ปุ่นที่ผูกมัดใจของนักท่องเที่ยวได้อยู่หมัดทุกรายไปจริงๆ

• Kodama Jozo

เรามีโอกาสได้ไปแวะที่ Kodama Jozo ร้านสาเกที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 140 กว่าปีมาแล้ว โดยแต่เดิมร้านนี้เริ่มจากการผลิตเพียงซอสถั่วเหลืองและมิโสะเท่านั้น ต่อมาจึงเริ่มมีการผลิตสาเกจากข้าวคุณภาพสูงจนในปัจจุบันมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ทั้งสามสิ่งนี้ไปทั่วทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างไม่ขาดสาย ภายในโกดังเค้าจะแบ่งห้องออกเป็นสามห้องคือห้องผลิตซอสถั่วเหลือง ห้องผลิตมิโสะ และห้องผลิตสาเก โดยในแต่ละห้องล้วนมีถังขนาดใหญ่ที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้เหมาะสมในการหมัก ด้วยวัตถุดิบที่ต่างกันทำให้แต่ละห้องมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนอกจากคนไทยอย่างเราแล้วก็ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกหลายคนเดินทางมาที่โรงงานแห่งนี้เหมือนกัน ทำให้เราสัมผัสได้ว่าโรงงานแห่งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากอย่างแน่นอน และตามธรรมเนียมของทุกการเยี่ยมทุกสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นคือเค้าจะมีร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้เราได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือก่อนกลับบ้านด้วย

• Kanto Festival Center

สถานที่สุดท้ายที่เราเลือกไปในเมืองอากิตะก็คือ Kanto Festival Center  พิพิธภัณฑ์ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านประจำจังหวัดอากิตะ ที่จัดแสดงนิทรรศการและเอกสารที่เกี่ยวกับงานเทศกาลพื้นบ้านนั่นก็คือ เทศกาลแห่โคมคันโต และเทศกาลแห่ซุ้มตุ๊กตานักรบ Tsuchizaki Shinmeisha ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เค้าก็ไม่ได้มีแค่การเอาโคมไฟหรือตุ๊กตานักรบมาตั้งโชว์เพียงเท่านั้นแต่ยังมีคนจริงๆ มาแสดงท่าแห่โคมคันโต ทั้งท่ายกโคมด้วยไหล่ ด้วยหน้าผาก ด้วยมือ ด้วยเอว ให้เราชมกันแบบจริงๆ อีกด้วย รวมถึงเขายังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมลองถือโคมคันโตด้วยนาจาาา เรียกได้ว่าได้รับความรู้และยังได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ไปในตัวอีกด้วย ที่สำคัญคือค่าเข้าชมถูกมากแค่ 100 เยน และเค้าเปิดทุกวันยกเว้นวันปีใหม่วันเดียวเท่านั้น แต่การแสดงโชว์จะมีเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์อย่างเดียว ใครอยากมาชมก็อย่ามาผิดวันล่ะหรือถ้าใครอยากจะชมความยิ่งใหญ่อลังการของจริงก็สามารถมาชมได้ทุกๆ วันที่สามถึงหกของเดือนสิงหาคมในทุกๆ ปี ในเทศกาลที่มีชื่อว่า “เทศกาลแห่คันโตของอากิตะ”

• Sato Yosuke

ก่อนที่จะโบกมือลาจังหวัดอากิตะ ด้วยความที่ยังพอมีเวลาเหลือเราจึงแวะเข้าไปเดินเล่นในเมืองอากิตะกันสักเล็กน้อยและจึงได้มีโอกาสแวะชิมอุด้งที่ Sato Yosuke ร้านที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยเมนูที่เราเลือกทานคืออูด้งแกงเขียวหวานและแกงแดงแบบไทยๆ แม้รสชาติจะไม่จัดจ้านเท่าบ้านเราแต่ก็พอทำให้หายคิดถึงได้ประมาณหนึ่งอยู่เหมือนกัน ในส่วนของเส้นนั้นก็พิเศษสุดๆ เพราะเป็นเส้นอุด้งขึ้นชื่อสูตรเฉพาะของเมืองอะคิตะ ที่ทำจากข้าว Akita Komachi ข้าวพื้นเมืองที่ได้ชื่อว่ารสชาติอร่อยที่สุดในญี่ปุ่น บอกเลยว่ามีสิบให้ยี่สิบ เส้นดีงามนุ่มลื่นคอฝุดๆ ไปเลยจ้าาาา

และนี่ก็คือสี่วันแห่งความหนาวเหน็บที่แสนอบอุ่นที่เราการันตีได้เลยว่าความขาวและความหนาวจะละลายทุกความเครียด และความกังวลไปได้อย่างเยี่ยมยอด จนอยากจะเก็บกระเป๋าหนีตามลมหนาวมาอยู่ที่นี่ซักเดือนสองเดือนกันไปเลย และนี่ล่ะคืออากิตะอีกมุมนึงของญี่ปุ่นที่ไม่ได้มาพร้อมกับความว๊าวสุดเว่อร์วัง แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ ใครที่ใฝ่หาธรรมชาติและความสงบจงเอาอกิตะใส่ไว้ในลิสต์ให้เร็วโดยพลัน ส่วนใครที่อยากหาที่เที่ยวในมุมใหม่ๆ ของญี่ปุ่นก็จงจองตั๋วมุ่งหน้ามาอากิตะให้ไวที่สุด เอาล่ะ อย่ามัวแต่หลับตาฝันแต่จงลืมตาแล้วเอาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางความฝันกันเสียเถิด