ไม่รู้ว่าทำไม … คำตอบของทะเลไทยที่เรานึกถึงอันดับแรกมักจะเป็น ‘ภูเก็ต’ อยู่เสมอ

เพราะสำหรับเราภูเก็ตยังไง๊ยังไงก็ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนอยู่ดี มากี่ครั้งก็แฮปปี้ ให้มาอีกกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ และ 3 วัน 2 คืน ต้อนรับซัมเมอร์แบบแซ่บๆ ในภูเก็ตครั้งนี้ เราจะขอพาทุกคนขับรถลัดเลาะไปรอบเกาะ ตระเวนไปตามย่านต่างๆ ที่ไม่เคยไป พาไปเที่ยวหาดลึกลับที่น้อยคนนักจะรู้จัก รวมถึงพาไปเช็คอินคาเฟ่เก๋ๆ ที่มีดีไซน์ร้านแปลกตาตกแต่งด้วยไม้ไผ่ที่ให้ฟีลบาหลี และปิดท้ายด้วยการพักผ่อนแบบฉ่ำๆ กันที่ Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong โรงแรมที่เพียบพร้อมทุกด้านย่านป่าตอง งานนี้พลาดไม่ได้ที่แกจะเตรียมชุดเดรสระบายสุดพลิ้ว บวกชุดว่ายน้ำสุดแซ่บ มานอนอาบแดดเฟียสๆ สูดกลิ่นไอทะเลให้เต็มปอด อ่านให้จบทริปนี้แล้วแกจะเข้าใจว่าทำไมภูเก็ตถึงเป็นคำตอบแรกที่เรานึกถึงเสมอ

ภูเก็ตเป็นเมืองเที่ยวง่าย เดินทางก็ง่าย อาหารก็อร่อย มีเที่ยวบินบินตรงมาลงทั้งวัน แถมที่พักก็ยังมีให้เราเลือกเยอะมากก ตั้งแต่เกสต์เฮ้าส์หลักร้อยไปจนถึงโรงแรมหรูระดับห้าดาว และด้วยความที่เรามีโอกาสพักโรงแรมในเครือของ Deevana แล้วถึงสองที่ ก็รู้สึกประทับใจในทุกรายละเอียดของโรงแรม ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ ยันห้องพักที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งนวยความสะดวกครบครัน รอบนี้เราเลยเลือกพักที่ Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong อีกหนึ่งโรงแรมในเครือเดียวกัน เพราะมั่นใจว่าเราต้องมีความสุขและรู้สึกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดเวลาที่พักอยู่ในโรงแรมนี้อย่างแน่นอน

DAY 1

– สะพานสารสิน –

บินลัดฟ้าจากเมืองกรุงเพียงแค่ชั่วโมงนิดๆ เราก็เดินทางมาถึงภูเก็ต พอลงเครื่องปุ๊บก็เจอทั้งไอทะเลทั้งไอแสงแดดมาทักทายทันที ถือว่าเป็นสัญญาณอันดีว่าทริปนี้ฟ้าต้องสวย แสงต้องดี รูปต้องปังแน่นอน เราไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าจากสนามบินตรงมาเช็คอินกับที่เที่ยวแรกที่ตั้งอยู่เหนือสุดของเกาะภูเก็ตกันนั่นก็คือ “สะพานสารสิน” สะพานที่เชื่อมระหว่างจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต ที่นี่มีตำนานรักแท้ที่เกิดขึ้นระหว่างครูสาวและชายหนุ่มที่แตกต่างกันทางฐานะและสังคม เมื่อความรักไม่สมหวังดั่งใจและถูกกีดกันจากครอบครัว จึงพากันมากระโดดสะพานจบชีวิตลงพร้อมกัน ปัจจุบันสะพานนี้ไม่ได้ให้รถวิ่งแล้ว แต่ถูกพัฒนาและปรับปรุงจนสวยงามกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังของจังหวัดภูเก็ตไปแล้วจ้า

เราเดินถ่ายรูปจากสะพานอีกฝั่งข้ามมายังอีกฝั่งเพื่อชมความงามของสะพานนี้ให้ครบทุกมุม บอกเลยว่าที่นี่สวยและเหมาะกับการถ่ายรูปเอามากๆ แกจะได้ภาพของสะพานสีขาวตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า บวกกับสีเทอควอยซ์ของน้ำทะเลกลับไปโพสต์ปั๊วๆ ลงโซเชียลแน่นอน ถ้าให้ดีควรใส่ชุดสีสันสดใสมาด้วยมันจะยิ่งทำให้ภาพดูมีอะไร จนใครๆ ต้องชมว่า ‘คือดีอะแก’ แน่นอน

– บะหมี่กาก & smurf kitchen –

และเมื่อเข็มสั้นกับเข็มยาวบอกเวลาเที่ยงตรง จุดหมายต่อไปก็ไม่พ้นเรื่องกินแน่นอน พอหาร้านอร่อยได้แล้วก็รีบขับรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองไปกันที่ ร้าน ‘กาก’ แต่คนไม่กากนะจ๊ะ แค่ได้ยินชื่อร้านตอนแรกก็บอกกับตัวเองเลยว่า ชั้นต้องมาพิสูจน์ความกากนี้ให้ได้ ถึงต้องพลิกแผ่นดินหาก็ยอมจ้า และความพิเศษของร้านที่ดูเหมือนจะธรรมดานี้ คือนางเป็นร้านอาหารแนวใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของร้านเด็ดในที่ลับถึงสองร้านมาไว้ด้วยกัน ตั้งอยู่บนถนนเยาวราช ย่านสามกอง ตกแต่งร้านด้วยไม้ทั้งหลัง สไตล์ Tropical ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังติดเกาะริมทะเล ทั้งๆ ที่อยู่กลางเมืองภูเก็ตจ้า

เลือกทำเลที่นั่งและสั่งอาหารเรียบร้อย เมนูทั้งหมดก็ทยอยมาเสิร์ฟทีละจาน ต้องบอกก่อนว่าที่ร้านมีเมนูให้เลือกไม่เยอะแต่รับรองว่าเด็ดทุกเมนู อย่างเมนูที่เราสั่งก็จะมีบะหมี่หมูย่างเส้นแบน ทีเด็ดอยู่ที่เค้าใช้แก้มหมู ในส่วนมันน้อย ย่างจนสุกกำลังดี มาพร้อมกับเส้นแบนและน้ำซุปกระดูกหมูหอมหวานกลมกล่อมลงตัวสุดๆ แต่ถ้าใครไม่กินเส้นจะสั่งเป็นพวกเมนูอาหารจานเดียวก็มีอยู่ อย่างพวกทะเลผัดพริกสด, ผัดฉ่าเอ็นแก้วเนื้อน่องลาย และข้าวผัดพริกกระเทียมหมูสับ แต่ละเมนูคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี จานใหญ่อิ่มแน่นพุงกันไปเลย และทุกๆ เมนูก็จะมีกากหมูทอดกรอบไว้เติมเป็น Topping โรยหน้าเพิ่มความกรุบเวลาเคี้ยวในปากด้วยจ้า เริ่ดก็ตรงนี้แหละแก!!! ไม่มาโดนได้หรอ

– THE SHELTER COFFEE –

หลังจากอิ่มกับบะหมี่กากไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งร้านคาเฟ่ในย่านถนนดีบุกที่ให้ฟีลบรรยากาศติดเกาะริมทะเลไม่แพ้กัน ซึ่งบอกเลยว่าแค่เห็นหน้าร้านก็เหมือนเราได้วาร์ปบินไปบาหลียังไงยังงั้นเลยแก มีสวนเล็กๆ อยู่ด้านใน  มีบาร์ไม้ไผ่ให้นั่งถ่ายรูปเก๋ๆ ลงโซเชียล ในส่วนของเมนูร้านนี้ก็มีทั้งคาว ทั้งหวาน เรียกได้ว่าครบเครื่องสุด สำหรับคอกาแฟก็ต้องแฮปปี้เพราะเจ้าของร้านเค้ามีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Thailand National Aeropress 2016 ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อหาตัวเเทนไปแข่งชิงแชมป์โลกเลยนะแก

นอกจากกาแฟ เครื่องดื่มร้อนเย็น ขนมนมเนยที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว เมนูของคาวที่อยากแนะนำทุกคนต่อ ก็คือผัดไทกุ้งสดใบตองจานนี้เลย กุ้งสดเนื้อเด้ง เส้นผัดไทนุ่มกำลังดี ไม่ต้องปรุงเพิ่มแค่บีบมะนาวเติมอีกนิดก็รสชาติจี๊ดโดนใจแล้ว กินเสร็จใครอยากจะนั่งชิลล์ต่ออีกหน่อยให้ท้องย่อยและฟังเพลงเพลินๆ ที่ทางร้านเปิดก่อนจะออกไปยังจุดหมายต่อไปก็ย่อมได้จ้า ณ จุดนี้

เงยหน้ามองฟ้าก็ต้องหรี่ตาให้กับแสงจ้าของดวงอาทิตย์  อากาศช่วงเที่ยงวันเป็นอะไรที่ร้อนจับใจมากเว่อร์ เราเลยขอพักเบรคการตะลอนวันแรกไว้เพียงเท่านี้ แล้วขับรถต่อไปเช็คอินเข้าที่พักของเราทั้งสองคืนในทริปนี้นั่นก็คือ Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong ซึ่งตั้งอยู่บนถนนราษฏร์อุทิศ 200 ปี ที่เป็นถนนด้านในขนานไปกับชายหาดป่าตอง ทำเลโลเคชั่นจัดว่าดีมาก คือไม่ไกลจากชายหาดและไม่ห่างจากศูนย์การค้าดังอย่างห้างจังซีลอน และห้างเซ็นทรัลป่าตองห้างน้องใหม่สุดฮ๊อตที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ บริเวณ Lobby ตกแต่งแบบเรียบหรูให้บรรยากาศสบายๆ อบอุ่นไปด้วยรอยยิ้มของพนักงานต้อนรับ มีเก้าอี้หวายให้นั่งพักระหว่างรอเช็คอิน พร้อม Welcome Drink เย็นชื่นใจ ที่แค่จิบแรกก็ทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งกว่ายืนบนไหล่เขาซะอีก ในบริเวณโซนใกล้ๆ ล็อบบี้นี้ ก็จะมีจุดบริการสำหรับใครที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตอยู่ด้วย

หลังจากได้รับคีย์การ์ดเป็นที่เรียบร้อย พนักงานก็พาเราไปส่งถึงห้องพักพร้อมกับแนะนำ facility ต่างๆ ของโรงแรมให้เราฟัง ที่นี่มีห้องพักให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ แบ่งออกเป็น 2 อาคาร ได้แก่ แบบ Deluxe, Premier และ Junior Suite เราเลือกพักแบบ Junior Suite เพราะต้องการให้การพักผ่อนในทริปนี้มันดีที่สุด และห้องนี้ก็เป็นห้องที่วิวดีที่สุดกว้างที่สุดของโรงแรมด้วย กว้างถึง 56 ตารางเมตรเลยแก การตกแต่งภายในห้องจะเน้นแบบเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง ใช้โทนสีสว่างไปทางสีขาวครีม บวกกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนเพิ่มความสบายให้กับสายตา มี Minibar เล็กๆ ที่มีขนมนมเนย น้ำผลไม้ เครื่องดื่มให้เราหยิบทานได้ฟรีตลอดวัน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีให้อย่างครบครัน ชื่นชมกับความดีงามของห้องไปแล้วหมุนตัวไปอีกด้านก็ยังมีความดีงามคูณสองที่รออยู่ คือตรงระเบียงกว้างขวางมากแถมมาพร้อมกับอ่างจากุชซี่ไปอี๊กกก

นอกจากห้องแบบ Junior Suite ที่เราว่าดีแสนดีแล้ว ยังมีห้อง Deluxe และ Premier ที่เตียงนอนสามารถเลือกได้ว่าอยากได้แบบ King Size หรือแบบ Twin Beds เราว่าสองห้องนี้เหมาะกับคนที่เน้นเที่ยวข้างนอกแล้วกลับมาพักผ่อนในตอนกลางคืน ราคาก็เบาๆ สบายกระเป๋าตามมาด้วย แต่ถึงยังไงไม่ว่าห้องไหนๆ ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกห้อง แถมมีทีวีเคเบิ้ลขนาดใหญ่ไว้ให้นอนอัพเดตข่าวประจำวันหรือดูหนังฟังเพลงก็ได้ทั้งนั้น อีกสิ่งที่ปลื้มปริ่มไม่แพ้เรื่องอื่นคือภายในห้องมีปลั๊กไฟหลายจุดมาก ไม่ว่าแกจะย่างกรายเอาตัวไปนั่งตรงไหนก็ชาร์ตแบตมือถือได้ทุกที่ เหมาะกับคนจำพวกแบบเราที่พกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคเยอะๆ เป็นที่สุด แถมยังมีปลั๊กแบบ USB ตรงโต๊ะทำงานให้ด้วย โอ๊ยยย!!! สะดวกสบายยิ่งกว่าอยู่บ้านไปอี๊กกก

หลังจากเข้าห้องพักนอนกลิ้งบนเตียงไปสามตลบ เราก็สลัดผ้าก้าวขาลงสระของ Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong ซึ่งอยู่บริเวณชั้น 3 ของโรงแรม จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ที่นี่ ไม่ว่าหันไปทางไหนก็ย่อมเห็น คือเจ้าน้องช้างที่อยู่ทั่วโรงแรมตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมสวน ในห้อง หน้าห้องหรือตรงสระน้ำนี้ที่มีช้างพ่นน้ำตัวใหญ่ยืนอยู่ ให้อารมณ์ไทยๆ ที่สัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็น เป็นกิมมิคที่น่ารักเอามากๆ บริเวณริมสระน้ำก็จะมีเก้าอี้เรียงรายไว้สำหรับใครที่อยากนอนอาบแดดทำผิวแทน หรือใครอยากจะสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ ค็อกเทลสักแก้วมาจิบเบาๆ แล้วชำเลืองตาเหล่มองหนุ่มรอบสระก็ย่อมได้ เพราะบาร์เล็กๆ ริมสระนี้เราสามารถสั่งเครื่องดื่มได้ตลอดทั้งวันจนจ้า

ทุกเย็นวันพุธทางโรงแรมจะมีจัด BBQ Buffet Dinner ให้กับลูกค้าที่เข้าพักได้อิ่มอร่อยกันในราคาเพียงแค่ 499 บาทต่อคนเท่านั้น และแน่นอนว่าหลังจากเบิร์นไขมันกับการว่ายน้ำเสร็จท้องก็เริ่มส่งเสียงโวยวาย เราเลยรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปทานดินเนอร์ที่ห้องอาหารเดอะ คาเฟ่ของโรงแรมทันที ซึ่งในส่วนของไลน์บุฟเฟ่นั้นก็มีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหมึก ปลา และเนื้อย่างสูตรพิเศษโรยเกลือพริกไทยจากเชฟให้เราไปตักได้ไม่อั้น แต่ถ้ายังรู้สึกว่าน้อยเกินไปเค้าก็มีไลน์อาหารมาเสริมให้อีก ทั้งอาหารไทย อย่างปลากระพงนึ่งมะนาว ส้มตำ ต้มยำกุ้ง หรือจะเป็นอาหารฝรั่งพวกสปาเกตตี้ซอสต่างๆ ก็มีให้เลือกเยอะอยู่เดอ นอกจากนี้ในทุกวันเสาร์ของสัปดาห์ ก็จะมี Internationnal Buffet Dinner ในราคาเดียวกันให้กับลูกค้าที่เข้าพักเช่นกันจ้า

และสำหรับใครหนังท้องตึงแต่หนังตายังไม่หย่อน ก็สามารถเดินย่อยจากโรงแรมมาเที่ยวแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางป่าตองได้นั่นก็คือเซ็นทรัลป่าตองเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นก็ถึง ห้างเซ็นทรัลป่าตองเป็นห้างใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน อยู่ในทำเลดีย่านคึกคักตรงข้ามกับห้างแจงซีลอนและไม่ไกลจากซอยบางลา walking street ชื่อดังของเมืองภูเก็ตที่รวมร้านดริ้งให้สายปาร์ตี้ได้นั่งชิลล์ บางทีถ้าไม่ดื่มไปเดินเล่นดูนั่นดูนี่ก็เพลินๆ เป็นอาหารตาชั้นดีได้เหมือนกันนะแก ส่วนเราขอตัวนอนพักเอาแรงไว้ลุยต่อวันพรุ่งนี้กันดีกว่า

DAY 2

06.45 เป็นเวลาที่แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาถึงเตียงพอดี เราขยี้ตาสองสามทีแล้วรีบเด้งตัวลุกจากเตียงออกไปยืนชมแสงเช้าริมระเบียง ก่อนจะไปแปรงฟัน ล้างหน้า ปะแป้งนิดหน่อยให้พอน่ารัก แล้วแต่งตัวเต็มลงมาทานมื้อเช้าที่ห้องอาหาร The Café ชั้น 1 ที่อยู่บริเวณข้างๆ ล็อบบี้ ห้องอาหารมีโซนที่นั่งให้เราเลือกตามอัธยาศัยสุดแต่ใจของแกทั้งแบบ indoor และ outdoor อยู่ในสวนเล็กๆ แน่นอนว่าเราขอไปนั่งรับแดดเพิ่มวิตามิน ฟังเสียงนกเสียงกาที่โซนด้านนอกติดริมสนามหญ้าดีกว่า

อาหารเช้าที่นี่มีความหลากหลายไม่แพ้ที่ไหน เป็นอาหารนานาชาติ มีทั้งไทย จีน อินเดีย ฝรั่ง รวมถึงใครที่ทานมังสวิรัติก็มีให้เลือกตักได้ไม่อั้นเหมือนกัน เยอะแบบเยอะจริงๆ เอาแค่ขนมปังก็มีให้เลือกกว่า 10 ชนิดแล้วจ้า งานนี้จะชิมให้ครบทุกชาติ ครบทุกเมนูก็ไม่มีใครว่า จะตบท้ายด้วยสลัดหรือโยเกิร์ตไว้ช่วยย่อยก็ดีทั้งนั้น แถมเหมาะมากกับคนที่ตื่นเช้าเพราะห้องอาหารเค้าเปิดตั้ง 6.30 กันไปเลย ลืมบอกไปอีกอย่างอาหารของที่นี่เป็นฮาลาล เพราะงั้นวัถุดิบจึงมีแต่ไก่และเนื้อเท่านั้น ถามหาหมูที่นี่ไม่มีนะจ๊ะซิส แต่ไม่ว่าไส้กรอกไก่ แกงไก่ ก๋วยเตี๋ยวไก่ ข้าวต้ม รสชาติก็ถูกใจเราไปซะทุกอย่างจริงๆ คอนเฟิร์ม

– Simply ‘ism –

หลังจากอิ่มแบบจุกๆ กับมื้อเช้าของโรงแรมไปแล้ว เราก็ลองเลี้ยวพวงมาลัยรถออกจากย่านป่าตองมาอัพเดตคาเฟ่เปิดใหม่ในย่านน้ำตกกระทู้กันบ้าง บอกเลยว่าจังหวัดภูเก็ตเนี่ย นางมีคาเฟ่ชิคๆ เก๋ๆ เยอะมากก หลากหลายสไตล์ไม่น้อยหน้ากรุงเทพเมืองเทพสร้างเลยสักนิด มันเยอะชนิดที่ว่ากลับจากภูเก็ตอาทิตย์เดียว ก็มีร้านเปิดใหม่ให้ตามไปเก็บอีกแล้ว และร้านที่เราจะแนะนำวันนี้ชื่อว่า ‘Simply ‘ism’ เป็นคาเฟ่เล็กๆ แสนอบอุ่นอยู่ในสวนริมน้ำ ตัวบ้านเป็นสีขาวมองแล้วสบายตา ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีกลิ่นอายของความบาหลี มีความสานๆ ถักๆ แทรกความเป็น beach และ bohemian เข้าด้วยกัน ซ่อนตัวกลมกลืนไปกับธรรมชาติ มีที่นั่งให้เลือกหลายมุม แต่ทุกมุมจะก็จะมีหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับอากาศและลมที่พัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบายขั้นสุด แถมเจ้าของร้านใจดีมาก มันยิ่งทำให้ร้านนี้ดูน่ารักน่านั่งขึ้นอีกเป็นกองเลย

เราสั่งเป็นน้ำเบอร์รี่กับบลูเบอรี่ชีสพายมากิน เพราะอยากให้เช้านี้รู้สึกเฟรชสดชื่นมากกว่าเดิม แต่ทางร้านก็มีเมนูอาหารคาวอย่างพิชซ่าหลากหลายหน้าให้เลือกเหมือนกันนะแก นั่งชิลล์ไปสักพักก็มีน้องหมาเจ้าถิ่นมาทักทาย เราก็เล่นกับน้องไปกินขนมไปจนหมดจาน แล้วก็รู้สึกเลยว่าเราเริ่มหลงใหลความธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาของร้านนี้เข้าเต็มๆ และที่สำคัญที่สุด นางเป็นร้านที่เหมาะกับการถ่ายรูปเอามากๆ แก มุมเยอะมากกก จะถ่ายเต็มตัว ครึ่งตัว หมุนซ้าย หมุนขวาก็สวยไปซะหมด เชิญพวกแกมากดชัตเตอร์รัวๆ เลยจ้า!

– Nui Beach –

อย่างที่รู้กันว่าทะเลภูเก็ตของไทยได้ติด Top 10 ของทะเลสวยที่จัดอันดับจากทั่วโลกอยู่เสมอในทุกๆ ปี เพราะฉะนั้นเราขอพาทุกคนไปตอกย้ำความจริงให้เห็นกันเต็มตากันที่ ‘หาดนุ้ย’ หาดลึกลับแสนสวยที่ยากจะเข้าถึง แต่ถ้าได้ไปแล้วต้องโอ้โหวอ้าปากค้างตะลึงกับความงามของหาดนี้แน่นอน ทางเข้านั้นจะอยู่ใกล้กับจุดชมวิวสามอ่าวที่มองเห็นหาดกะตะ กะรน และป่าตอง หรือเส้นทางเดียวกับไปจุดชมวิวผาหินดำนั่นเอง ที่ปากทางเข้าจะมีบริการรถรับส่งเป็นรถกระบะ ราคาคนไทยอยู่ไป-กลับ 100 บาท ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เหมือนจะดูไม่ไกลแต่เป็น 2 กิโลที่ใช้เวลานั่งรถถึง 15 นาทีเลยทีเดียว เพราะทางเป็นถนนลูกรัง ขรุขระ มีหลุมบ่อเป็นร้อยประหนึ่งนิวอาร์มสตรองไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกยังไงยั้งงั้นเลยแก

ภายในหาดนุ้ยนอกจากจะมีชายหาดที่เป็นแบบไพรเวทเงียบสงบกว่าหาดอื่นๆ ในภูเก็ตแล้ว ยังมีโซนเอกชนที่เค้าจัดมุมต่างๆ ไว้ให้ถ่ายรูปอีกเยอะมาก งานนี้สาย Instagram Shot ยิ้มแก้มปริภูมิใจกับรูปที่ได้กลับไปแน่นวล จะมุมชิงช้าสไตล์บาหลีที่เวิ้งทะเลของหาดนุ้ย หรือจะมุมรังนกใต้ต้นมะพร้าวใหญ่ก็เด็ดดวงไม่แพ้กัน และสำหรับใครที่จะเข้าไปถ่ายรูปในจุดต่างๆ นี้จะมีเสียค่าเข้าเหมือนซื้อบัตรผ่านประตู โดยราคาคนไทยจะอยู่ที่คนละ 300 บาทจ้า พร้อมเครื่องดื่มและของว่างที่กินได้ไม่อั้นจนกว่าจะกลับ ถึงแม้ว่าหาดนุ้ยอาจจะเดินทางยากและไม่ได้มีกิจกรรมทางทะเลให้เราเล่นมากมายนักเหมือนหาดอื่นๆ  แต่ก็เป็นอีกหาดที่เต็มไปด้วยรังสีของความสุข ความสงบ ช่างเหมาะที่จะนอนชิมน้ำมะพร้าวแล้วหยิบหนังสือนิยายเล่มเก่าที่ยังอ่านค้างมาอ่านต่อให้จบเสียจริง ถ้ามีแพลนมาภูเก็ตเมื่อไหร่แนะนำเลยว่าไม่ควรพลาดที่จะลองมาเที่ยวที่หาดนี้ดูสักครั้ง

จากหาดนุ้ยเราขอกลับมาผ่อนคลายต่อ ณ Orientala Spa ที่พร้อมให้บริการบนชั้น 3 ของ Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong โรงแรมที่เราพักนั่นเอง พอเดินเข้ามาปุ๊บยังไม่ทันได้เริ่มนวดก็รู้สึกผ่อนคลายไปกับกลิ่นอโรมาและเสียงดนตรีที่เปิดคลอเบาๆ ครั้งนี้เราเลือกนวดแบบ warm oil massage คือการนวดอโรมาด้วยน้ำมันร้อนที่ดีต่อผิว และจะช่วยผ่อนคลายบรรเทาอาการตึงเครียด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต รวมถึงลดการเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดีกว่าการนวดแบบอื่นๆ และนอกจากการนวดภายในสปาก็ยังมีบริการอบไอน้ำ ทำทรีตเม้นต์ผิวต่างๆ ให้ผุดผ่องจ้า

สบายตัว สบายใจ ผ่อนคลายกับสปากันเต็มชั่วโมง เราก็แวะเดินโฉบมาสอดส่องห้องฟิตเนสที่อยู่ใกล้กันกับสปาสักหน่อย ห้องฟิตเนสของที่นี่อุปกรณ์ออกกำลังกายคือครบมาก จะสายคาร์ดิโอเบิร์นไขมันส่วนเกิน หรือเวทเทนนิ่งเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนที่ขาดก็มีเครื่องเล่นให้ออกกำลังได้ทั้งนั้น ส่วนสายชิลล์จะแค่เดินสวยๆ มาหยิบฮูลาฮูปโยกเอวไปมาแล้วเหล่หนุ่มนักวิ่งกล้ามโตก็ยังได้ และถัดไปจากห้องฟิตเนสนางก็มี Kids Club เอาใจคุณหนูวัยใสวัยซนที่มาเที่ยวพร้อมครอบครัวอีกด้วย ภายในห้องตกแต่งธีมช้างเข้ากับคอนเซ็ปที่เป็นกิมมิคของโรงแรม แต้มด้วยสีสันสดใสเอาใจเด็กๆ มีของเล่นเยอะมากก

มื้อดินเนอร์ท่ามกลางดวงดาวริมสระน้ำห้อมล้อมไปด้วยแสงเทียนเป็นภาพที่เราเคยฝันว่าสักครั้งในชีวิตต้องมีโมเม้นต์แบบนี้กับเค้าบ้าง และแล้วทางโรงแรม Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong ก็ได้เนรมิตฝันเล็กๆ ของเราให้เป็นจริง Romantic Dinner นี้เหมาะสำหรับคู่รักทั้งหลายที่อยากทานดินเนอร์หรูในบรรยากาศใหม่ๆ ทางโรงแรมก็จะจัดเป็นซุ้มดินเนอร์ให้เราตามแบบรูปในราคาเพียง 3,999 ต่อคู่ ซึ่งในแพ็คเกจจะมีอาหารให้ 1 เซ็ท ที่เราก็สามารถเลือกได้อีกว่าจะเอาแบบ Thai set, Western set, Fusion set หรือ Vegetarian set รวมไปถึงยังมีช่อดอกไม้ไว้มอบให้สาวตรงหน้า และสปาร์คกิ้งไวน์ 1 ขวด ให้จิบกันเบาๆ ตลอดทั้งคืน คู่ไหนที่รู้สึกว่าชีวิตเริ่มขม น้ำผักต้มไม่หวานเหมือนเมื่อก่อน เราแนะนำให้ลองจอง  Romantic Dinner นี้เซอไพร์คนพิเศษดู บางทีความรักแกจะกลับมาหวานฉ่ำเหมือนตอนเจอหน้ากันครั้งแรกก็เป็นได้ ใครสนใจก็สามารถจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันจ้า

ยิ้มเขินๆ มองหน้าหลบตากันไปมา สักพักอาหารก็มาเสิร์ฟทีละจาน เริ่มตั้งแต่ Seared Tuna with sesame dressing ตามมาติดๆ ด้วย Stew seafood ซุปซีฟู้ดรสชาติดีที่ได้กลิ่นหอมของทั้งกุ้งและหมึกแบบเต็มๆ มาถึง main course ก็มีทั้ง Grilled salmon chermoula with mint yoghurt sauce และ Lamb Chop with rice berry risotto ให้เราเลือกทาน แล้วตบท้ายความหวานแบบฟินๆ ด้วย Chocolate lava with ice cream เป็นอันครบสูตร

DAY 3

– THREE MONKEYS CAFÉ –

เช้านี้เราตื่นสายหน่อยใช้เวลาที่เหลือดื่มด่ำกับความสะดวกสบายของโรงแรมให้ได้มากที่สุด ก่อนจะเช็คเอ้าท์เก็บกระเป๋าแล้วขับรถเดินทางมายังจุดหมายต่อไปที่โครตชิค THREE MONKEYS CAFE เป็นคาเฟ่เปิดใหม่อยู่กลางป่ากลางเขาลำเนาไพร อารมณ์คล้ายบ้านต้นไม้แต่หลังใหญ่เว่อร์วังกว่ามาก ตกแต่งสไตล์บาลี๊บาหลี ทรอปิคอลแต่ยังคงความโมเดิร์น เข้ากันได้ดี๊ดีกับต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวที่ล้อมรอบร้าน รู้เลยว่าทางร้านละเอียดอ่อนและใส่ใจในการเลือกใช้วัสดุแต่ละชิ้นเอามากๆ ทำให้ไม่ว่าเราจะหันกล้องไปมุมไหนก็สวยถูกใจแทบทุกมุมเลยละแก ที่สำคัญร้านนี้เค้ามีขายทั้งอาหารอาหารไทย ฟิวชั่น หรืออาหารสไตล์ญี่ปุ่นพวกซูชิข้าวปั้นหน้าต่างๆ ก็มีเด้ออ นอกจากนี้ยังมีพวกขนม และเครื่องดื่มอีกมากมายให้เลือก

มาใต้ทั้งทีเราขอชิมอาหารใต้รสชาติเด็ดๆ ซะหน่อย เลยสั่ง ‘หนุมานคลุกฝุ่น’ คั่วกลิ้งหมูสไตล์ไทยมาลองทาน บอกเลยว่ารสชาติร้อนแรงเผ็ดจัดจ้านถูกใจเราเป็นที่สุด ส่วนเมนูเด่นๆ ของร้านเมนูอื่นก็จะมีตำวานร กุ้งลงกา ไก่ย่างวานร หมูอบอาณาจักร หนุมานประสานกาย ซึ่งแต่ละชื่อเมนูล้วนมีความครีเอทให้เข้ากับสไตล์คอนเซ็ปมังกี้

– พาย Paddle Board หาดกะตะ –

ท้ายสุดสุดท้ายกับกิจกรรมเพิ่มความมันส์ให้ชีวิตก่อนบินกลับไปใช้ชีวิตเร่งรีบในกรุง เรามาภูเก็ตหลายครั้ง มาหาดกะตะก็หลายหน แต่ไม่เคยมีโอกาสมาพาย Paddle Board ที่หาดนี้เลย เพราะปกติหาดนี้จะเป็นหาดที่คนส่วนมากมักมาเล่น surf กันในช่วงมรสุมที่คลื่นแรง แต่พอเป็นหน้าไฮซีซั่นอากาศดี คลื่นลมสงบ เล่น surf ไม่ได้ ก็มีกิจกรรม paddle board มาแทน บอร์ดก็จะหน้าตาคล้ายๆ กันแต่มีไม้พายแถมมาด้วย เล่นง่ายมากกกก มือใหม่เคยเล่นครั้งแรกก็ไม่ต้องกลัว พายซ้ายพายขวาขอแค่บอร์ดพุ่งไปข้างหน้าก็พอ ตอนพายจริงก็จะมีลมมีคลื่นมาเป็นตัวช่วยให้ยิ่งพายง่ายขึ้นอีกด้วย ใครอยากเล่นก็สามารถมาเช่าบอร์ดได้จากริมหาดกะตะในราคาชั่วโมงละ 300 บาท

เห็นแล้วใช่มั๊ยว่าภูเก็ตไม่ว่าจะมากี่ครั้งก็ทำให้เราประทับใจได้ทุกที มันทั้งเท่ ทั้งมีสีสัน จนเราหลงเสน่ห์มันแบบถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าพวกแกไม่อยากเอ้าท์ก็ชวนเพื่อน ชวนพี่ ชวนแฟนมาเที่ยวภูเก็ตแล้วอัพเดตที่เที่ยวตามลิสต์ต่างๆ ที่เราแนะนำเหล่านี้ได้เลย และถ้าจะให้ดีก็ควรพาร่างที่แสนเหนื่อยล้ามาพักที่ Ramada by Wyndham Phuket Deevana, Patong เพราะนอกจากจะเป็นที่พักทำเลดีย่านป่าตองแล้ว ยังเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีกิจกรรมสนุกๆ ให้ผ่อนคลายทั้งสปา ฟิตเนส และอ่างจากุชชี่ส่วนตัวภายในห้อง เรียกได้ว่าครบจบแบบไม่ต้องกระดิกตัวไปไหนยังได้ อยากรู้ว่าภูเก็ต 2019 นี้ดียังไง ง่ายๆ แค่หาวันว่างแล้วจองตั๋วบินตรงมาลงภูเก็ต แล้วแกจะรักจังหวัดนี้ไม่ต่างจากเรา