205 ปีก่อนคริสตกาล จีนสร้างกำแพงเมืองจีน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก,
246 ปีก่อนคริสตกาล จีนสร้างสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มรดกโลกทางวัฒนธรรม,
ปี ค.ศ. ที่ 9 จีนได้สร้างงานแกะสลักหินแห่งต้าจู๋ มรดกโลกทางวัฒนธรรม
และตามมาด้วยมรดกโลกอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 53 แห่ง …

ทั้งสิ่งมหัศจรรย์และมรดกของโลกทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะนี่คือประเทศจีน … แผ่นดินใหญ่ที่ทำให้หัวใจเราเต้นโครมครามทุกครั้งที่เอ่ยถึง เชื้อสายมังกรผู้เด็ดเดี่ยวหากพวกเค้าตั้งใจจะทำอะไรแล้ว โลกทั้งใบก็ยังต้องจับตามอง ถึงแม้ว่าหลายสิบปีให้หลังมานี้ประเทศจีนจะมีเรื่องราวในแง่ลบให้นึกถึงอยู่เสมอ แต่พอเปิดกะลาเงยหน้าขึ้นมองโลกแล้วออกไปเยือนแดนมังกรมาหลายๆ ครั้ง เราบอกได้เลยว่า “จีนเปลี่ยนไป” จีนไม่ได้จีนอย่างที่คิด จีนคือหนึ่งในลิสต์ที่ต้องห้ามพลาด และจีนครั้งนี้เราก็ไม่ได้พาพวกแกไปเชยชมแค่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเท่านั้น เราจะพาไปสัมผัสอีกหนึ่งผลงานของจีนที่จะทำให้แกต้องว้าวและตื่นตาตื่นใจกับความเป็นมหานคร ความชิคเก๋ ความกลมกล่อมของ 2 วัฒนธรรม ที่ผสานกันระหว่างยุโรปและจีนดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

เตรียมขยี้ตาให้ดีๆ แล้วเชิญไปพบกับ เทียนจิน-ปักกิ่ง ฉบับ 5 วัน ที่จะทำให้ภาพความประทับใจเข้ามาแทนความเป็นจีนที่แกเคยกลัว จีนยังเป็นจีน … แต่ไม่จีนอย่างที่คิด

เทียนจิน มหานครสองวัฒนธรรมแห่งนี้คือหนึ่งในสี่เทศบาลนครของจีนเมืองท่าชายทะเลบนอ่าวป๋อไห่ทาง ที่ครองพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ อดีตเคยเป็นเมืองเช่าของชาติตะวันตกเสือโหยนักล่าอาณานิคมเพื่อใช้ในการส่งออกอุตสาหกรรมหนัก จึงทำให้ที่นี่ได้รับวัฒนธรรมแบบยุโรปมาแทบทุกกระเบียดนิ้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนได้ชื่อว่าเป็น “เซี่ยงไฮ้ทางเหนือ” เพราะฉะนั้นหากใครที่ชอบเซี่ยงไฮ้ หลงไหลยุโรป เราเชื่อว่าเทียนจินจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่ดีมากเวอร์ แบบได้เที่ยวประหนึ่งไปยุโรปและเซี่ยงไฮ้แต่คนน้อยกว่า ชิวกว่า สงบกว่า และถูกกว่าไรงี้

Fly to Tianjin With Thai AirAsia X

แน่นอนว่าการเดินทางไปจีนครั้งนี้เราเลือกบินกับ AirAsia X ที่แม้เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางน้องใหม่แกะกล่องที่เพิ่งเปิดบินตรงจากดอนเมืองสู่มหานครเทียนจิน แต่เค้าก็จัดเครื่องที่ใหญ่โต กว้างขวางอย่าง Airbus330 ลำใหญ่ยักษ์เท่ากับลำที่พาเราไปญี่ปุ่นเซี่ยงไฮ้เลยนาจา ฉะนั้นมั่นใจได้ว่าไม่เมื่อยตลอดทาง ไม่มีอาการท้องกิ่วหิวไส้ขาดแน่นอน เพราะเราเลือก Value Pack แพ็คสุดคุ้มที่กดอัพได้ตอนจองตั๋วเท่านั้นเสมอๆ ซึ่งความดีงามก็คือได้อาหารร้อนที่อร่อยถูกปาก, เลือกที่นั่งได้อย่างใจนึก, น้ำหนักกระเป๋าอีก 20 กิโลกรัม แถมมีประกันการเดินทางอีกด้วยแก ส่วนเรื่องเวลาบินนั้นก็ต้องบอกว่าคิดมาดีเพราะนางบินออกจากดอนเมืองตอน 15.55 น. เราจะได้ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นมารบราฆ่าฟันกับมวลมหาประชนอีกร้อยแปดบนท้องถนน แล้วไปถึงเทียนจินเวลา 21.40 น. เวลาดีเกือบสี่ทุ่ม ยังมีเวลาให้ต่อรถไฟเข้าเมืองไปนอนเอาแรง จัดชุดเก๋ๆ ที่โรงแรมไว้เดินทางวันถัดไปแบบชิคคูล

Day 1 :: Tianjin Binhai Library – Marco Polo Square & Italian Style Town – Haihe River – Tianjin Eye & Jingang Bridg

• Tianjin Binhai Library

วันนี้เราต้นแบบเก๋ใก๋ได้ใจวัยรุ่นกันที่ Tianjin Binhai Library ที่พอไปถึงแล้วคืองง คือเงิบกันเลยจ้า ว่าเอ๊ะ!!! นี่เราบินมาผิดประเทศหรือเปล่าวะแกร๊ ก็ภาพที่เห็นตรงหน้าดูยังไง๊ยังไงมันก็ไม่มีความเป็นจีนแบบดั้งเดิมเลยอ่ะ เพราะนี่คือห้องสมุดที่เป็นมากกว่าห้องสมุด แลนด์มาร์คหลักของเมืองที่ทางเทศบาลเทียนจินได้ทุ่มงบประมาณในการเนรมิตสถาปัตยกรรมสุดแปลกตานี้ให้ปรากฎสู่สายตาชาวโลกในเวลาสามปี จนกลายมาเป็นผลงานศิลปะที่นักเดินทางจากทั่วโลกมาเยี่ยมเยียนถึงวันละหมื่นกว่าคน โดยภายในสถาปัตยกรรมอันล้ำยุคนี้คือห้องสมุดที่จุหนังสือไว้มากกว่าล้านเล่ม ตั้งแต่พื้นจรดเพดานบนความสูงถึง 5 ชั้น โดยชั้นหนังสือได้ถูกออกแบบให้โค้งมนไหลลื่นเหมือนเกลียวคลื่นสีขาวจนได้รับฉายาว่า “มหาสมุทรแห่งหนังสือ” ตรงกลางเป็นโดมทรงกลมเรียบๆ ที่ช่วยเสริมความน่าสนใจ และทำให้เมื่อมองจากภายนอกเข้ามายังห้องสมุดเราจะเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายกับดวงตา ซึ่งเป็นที่มาของอีกฉายาหนึ่งว่า The Eyes ที่หมายถึงดวงตาคือหัวใจสำคัญของการอ่านนั่นเอง เอฟวายไอกันนิดนึงว่าหนังสือที่สูงท่วมหัวนี้เป็นแค่ม็อคอัพในการถ่ายรูปนาจา แต่ว่าถ้าตั้งใจมาอ่านหนังสือเค้าก็มีมุมสงบๆ ที่มีหนังสือจริงๆ ให้อ่านอยู่เด้อ

บรรยากาศภายในห้องสมุดชวนให้รักการอ่านขึ้นมาทันใด จนทำให้เราอยากหยิบหนังสือที่อ่านไม่ออกมานั่งอ่านกันเลยทีเดียว แต่เอ๊ะนึกได้ว่าอ่านไม่ออกจริงๆ เลยเปลี่ยนใจเดินถ่ายรูปวนไปแทนแล้วกัน เพราะนอกจากเรื่องของสมุดหนังสือเค้าจะเด่นดังแล้ว ในฐานะจุดถ่ายรูปของเค้าก็ถือว่าดังไม่แพ้กัน งานนี้ก็กดกันไปแบบรัวๆ ไม่ต้องกลัวทับที่ใครเพราะภายในกว้างขวางอลังการจนต้องบอกเพื่อนว่า อย่าทิ้งกันนะ กลัวออกไม่ถูกจ้าาาา แต่ในแต่ในแต่ในแต่ … จะสนุกสนานถ่ายรูปสักแค่ไหนก็ต้องไม่ลืมนาจาว่าที่นี่คือห้องสมุด ดังนั้นจะเดินเหินถ่ายรูปอะไรก็เกรงใจคนที่เค้ามาอ่านหนังสือกันด้วย

• Italian Style Town & Marco Polo Square

ถ่ายรูปจนจุใจก็ได้เวลาออกเดินทางจากมหาสมุทรแห่งหนังสือไปยังสายธาราแห่งอดีต Italian Style Town พื้นที่ๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ 500 ปีก่อน พื้นที่ๆ เคยถูกเหล่ามหาอำนาจผู้หิวโหยการยึดครองรุกรานตลอดมา เพียงเพราะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการคมนาคม ก่อนจะตกเป็นของอิตาลีตั้งแต่ปี 1902 จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะกลับคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินแม่ในปี 1946 ทำให้ตลอดอาณาบริเวณนี้เต็มไปด้วยตึกสไตล์อิตาเลี่ยนดั้งเดิมอยู่เต็มไปหมด รัฐบาลจีนจึงเห็นช่องพัฒนาที่นี่ให้เป็นเมืองอิตาเลี่ยนสไตล์ในปี 2005 และเปิดให้นั่งท่องเที่ยวเข้าชมในปี 2008 เป็นต้นมา จนได้ครองอันดับจุดท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดมากที่สุดในปี 2013 ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับรางวัลนี้ทุกประการจ้า

ตลอดเส้นทางที่เราได้เดินเล่นในย่านนี้บอกได้จริงๆ ว่าทุกกระเบียดนิ้วของมันคือความเป็นยุโรปแบบแท้ๆ ทั้งสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง ศิลปะกรรมต่างๆ ที่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่านี่คือประเทศจีน ซึ่งจุดหลักที่เราเริ่มเดินสำรวจกันก็คือ Marco Polo Square จตุรัสสาธารณะสไตล์อิตาลีที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศจีนแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1923 ได้รับการออกแบบโดยประติมากรชาวอิตาลี ก่อนจะถูกทำลายลงในปี 1950 และได้รับการฟื้นฟูขึ้นให้กลับมาสวยงามดังเดิมอย่างในปัจจุบันอีกครั้งโดยรัฐบาลของจีน นอกจากนี้เมื่อเดินสำรวจไปเรื่อยๆ เราก็จะพบกับ Dante Square จตุรัสที่มีรูปปั้นของ Dante Alighieri รัฐบุรุษ นักกวี และนักภาษาศาสตร์คนสำคัญของฟอร์เรน อิตาลี ผู้รังสรรค์ผลงานเรื่อง Divina Commedia กวีนิพนธ์ชิ้นสำคัญของโลก

ยิ่งเดินยิ่งงงเหมือนหลงในดงอิตาลี แม้แต่ร้านรวงต่างๆ ก็ขายของแบบอิตาเลี่ยนล้วนๆ ทั้งผับบาร์ ร้านค้า ร้านอาหาร จะหาหม่าล่า ขนมจีบ ซาลาเปาทานนี่ไม่มีนาจา แต่ถ้าอยากคว้าพิซซ่า สปาเก็ตตี้นี่มีหมด หน้าตาจีนเตี๊ยะแต่สไตล์ยูโรเปี่ยนอย่างเราเลยขอเลือกทานพิซซ่าจากร้าน Venezia Club Italian Restaurant & Winery ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ๆ ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารที่นำเข้าวัตถุดิบและเครื่องปรุงมาจากอิตาลีในทุกๆ จาน ไม้เว้นแม้แต่เบียร์ ไวน์ และเครื่อมดื่มต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2008 ที่นี่จึงเหมาะแก่การทำตัวโก้หรูจริตยูโรเปี่ยนผมบลอนด์ตาฟ้ามานั่งจิบไวน์แดง เพราะบรรยากาศมันได้มากเฟร่อ

เมนูที่เราสั่งก็จะเป็นพิซซ่าซึ่งเราเลือกมิกสองหน้า สปาเก็ตตี้ แล้วก็เป็นพวกบาร์บีคิวไส้กรอกอิตาเลียน ที่กินปุ้บนี่แทบจะตะโกนออกมาเป็นภาษาอิตาลีว่าอร่อย แต่ความด้อยคือพูดไม่ได้ เลยได้แต่พูดว่าอร่อยนั่นแหล่ะจ้า เพราะรสชาตินางคือดีมาก น้ำตาไหล มงลง เหมือนนั่งกินอยู่กรุงโรมยังไงยังงั้น

กินอิ่มแบบจุกๆ อย่าคิดว่านี่คือจุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นยกสองของวันที่ทำให้เรามีแรงเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ เก็บประติมากรรมในสไตล์ยุโรปที่กระจายอยู่ทั่ว แล้วก็เอาไปเช็คอินว่าไซน่าให้เพื่อนงงว่าทำไมโกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ ก่อนจะตอบกลับเบาๆ ว่าเนี่ยมันจีนในมุมใหม่ไงแกร ถ้าไม่เชื่อก็ลองมาดูให้เห็นกับตาได้เลย พร้อมกับโพสต์รูปเพิ่มอีกสองสามใบเพื่อย้ำว่าเนี่ย จีนจริงๆ มันไม่ได้จีนอย่างที่คิดอีกต่อไปแล้วนา มันมีความยุโรป ความอินเตอร์ ความศิวิไล ความว๊าวที่ทำให้ต่อไปนี้ใครชวนไปไหนในจีนแกจะไม่กล้าปฏิเสธอย่างแน่นอน ออแล้วถ้าใครมาที่ถนนเส้นนี้ก็อย่าลืมไปแชะภาพกับ Italian Clock หอนาฬิกาของเมืองสุดไฮโซ ถ้านึกมุมไม่ออกก็ให้ลอกมุมตามเราเลยนะ เก๋มากแกกก

• Haihe River

บ่ายคล้อยเราก็มาถึงอีกหนึ่งจุดที่เรียกว่าสวยจนตะลึงงัน เพื่อเดินเล่นชิวๆ ณ ริมแม่น้ำ Haihe River แม่น้ำสายหลักที่ได้ชื่อว่ามารดาแห่งแม่น้ำ เพราะนี่คือจุดรวมตัวกันของแม่น้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญของจีนในตอนเหนือถึงห้าสาย ที่พาดผ่านเมือง หอเป่ย, ปักกิ่ง และเทียนจิน สิริรวมความยาวทั้งสิ้นถึง 1050 กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำสายนี้กลายเป็นหัวใจหลักทั้งในการคมนาคมค้าขายและในการพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง ที่เราสามารถมาเดินเล่นๆ ถ่ายรูปเล่นๆ ยืนเล่นๆ รับลมเล่นๆ ได้แบบโคตะระชิวววววว

• Tianjin Eye & Jingang Bridge

เดินทอดน่องมาเรื่อยๆ เปื่อยๆ เราก็พาตัวเองมาถึง Jingang Bridge สะพานที่จะทำให้เราได้เห็น Tianjin Eye ได้สวยงามเต็มตา สำหรับ Tianjin Eye นางคือผลงานการสร้างสุดยิ่งใหญ่ แบบสร้างคร่อมถนน คร่อมแม่น้ำ คร่อมสะพาน มีความสูงถึง 120 เมตร จนสามารถเคลมได้ว่าเป็นชิงช้าหนึ่งเดียวในโลกที่สร้างอยู่เหนือสะพาน มันจึงกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองเทียนจินที่ให้ฟีลของความเป็นลอนดอนขั้นสุดไปเลยจ้า

นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์คที่เหมาะแก่การมาถ่ายรูปเล่นแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ที่เหมาะสำหรับการมานั่งดูท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนจากสีฟ้าไปเป็นส้มแล้วมืดมิดเข้าสู่รัตติกาลพร้อมๆ กับแสงไฟอลังการจากเมืองที่ไม่เคยหลับไหลเข้ามาแทนที่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เราขอยกให้สวยงามที่สุดใน 24 ชั่วโมงวันนี้

• Heping Street & Binjiang Street

ชมวิวยามค่ำจนอิ่มเอมใจ เราก็ขอไปเดินเล่นหาอะไรทานต่อกันที่ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองที่ได้ชื่อว่าใหญ่โตที่สุดบนถนน Heping Street & Binjiang Street ที่นี่นอกจากจะเป็นย่านช้อปปิ้งที่มีของมากมายหลายอย่างแล้ว ยังเป็นตลาดกลางคืนแนวถนนคนเดินที่มีของกินหลากหลายให้กินจุ้บกินจิ้บบนเส้นทางของวิวสไตล์ยุโรปให้ชมตลอดทางอีกด้วย และบนจุดตัดของถนนสองเส้นนี้ จะมีแลนมาร์คที่ต้องห้ามพลาดก็คือตึก Tianjin Quanye Bazaar ตึกใหญ่ยักษ์สีครีมดีไซน์สไตล์ยุโรปที่โดดเด่นดึงดูดให้ทั้งคนจีนและนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ แวะเวียนมาถ่ายรูปแบบไม่ขาดสาย

Day 2 :: Five Great Avenue (Wudadao) – Ancient Cultural Street – Century Clock Square – Haihe Cultural Square – Haidilao Hot Pot

• Five Great Avenue (Wudadao)

Five Great Avenue อีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ต้องมาเดินเล่นให้ได้ในเทียนจิน นี่คือถนนหลวงที่มีลักษณะเป็น 5 แยกยาวตลอดตะวันตกจรดทิศตะวันออก ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศจีนที่ค่อนข้างจะวุ่นวาย ทางการจึงได้เนรมิตที่นี่ให้เป็นที่พักอาศัยสำหรับกลุ่มชนชั้นสูงของจีนเนื่องจากสะดวกต่อการเดินทางและง่ายต่อการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย โดยได้ทำการแบ่งออกเป็นห้าโซนตามแยกของถนน มีการตั้งชื่อโซนแต่ละโซนตามชื่อเมืองที่โด่งดังของประเทศจีนอันได้แก่ เฉิงตู ฉงชิ่ง ฉางเต๋อ ต้าลี่ และมู่หนาน โดยถนนทั้งห้าสายนี้ก็จะมารวมตัวกันที่ Minyuan Stadium พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่สไตล์ยุโรปที่ทำเป็นซุ้มประตูทรงโค้งสีครีม มีพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ เราจึงสามารถเห็นวัยรุ่นและคนเฒ่าคนแก่มานั่งชิวๆ กันที่นี่เยอะมาก

และระดับพี่จีนจะสร้างอะไรทั้งทีจะมาแบบธรรมดาให้เสียชื่อบรรพบุรุษคงเป็นไปไม่ได้ เค้าเลยสร้างแต่ละโซนด้วยสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป โดยแยกออกเป็นตึกสไตล์อิตาเลียน 41 หลัง ตึกสไตล์อังกฤษ 89 หลัง สไตล์ฝรั่งเศส 6 หลัง สไตล์สเปนนิส 3 หลัง และสไตล์เยอรมันอีก 4 หลัง รวมไปถึงตึกอพาร์ทเม้นท์อีก 40 หลัง บ้านเดี่ยว 46 หลัง บ้านสไตล์ตะวันตกอีก 5 หลัง และตึกสไตล์ตะวันตกผสมจีนอีก 3 หลัง รวมแล้วกว่า 200 คนดังที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ตั้งแต่ประธานาธิบดีของจีน คณะรัฐมนตรี นักแสดง และชนชั้นสูงอีกหลายสาขาอาชีพ เรียกว่าจัดมาแต่ตัวเด็ดตัวท้อปของวงการจ้า

ในปัจจุบันบนถนนทั้งห้าสายที่สำคัญนี้เต็มไปด้วยคาเฟ่สุดชิคคูลหรูหรา และวันเราขอพาไปดูพิสูจน์ให้เห็นกับตาสักสองสามร้าน โดยขอเริ่มต้นกันที่ 美好柒拾叁Beauty73 ร้านคาเฟ่ชิวๆ ที่ตกแต่งได้อย่างลงตัวด้วยการใช้พื้นผิวปูนเปลือยบวกกับเฟอร์นิเจอร์เรียบๆ ไม่กี่ชิ้นทำให้ที่นี่ดูอาร์ทและคูลอย่างลงตัว ยิ่งยามที่แสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างริมโต๊ะจิบกาแฟ ยิ่งขับให้บรรยากาศดูเจิดจ้าน่าเข้ามาหย่อนตัวพักผ่อนเป็นที่สุด

เมนูต่างๆ ของที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่เราต้องเอ่ยปากชม เพราะนอกจากรสชาติจะดีแล้ว การตกแต่งก็ช่างละมุนละไมชวนให้ถ่ายรูปซะเหลือเกิน เมนูเด็ดที่ขายดิบขายดีก็คือ Butter Beer เครื่องดื่มจากเรื่อง Harry potter สุดโด่งดัง แต่เราขอสั่งโกโก้ร้อนและทิรามิสุที่เสิร์ฟมาได้อย่างมีสไตล์ มานั่งกินชิวๆ ฟังเพลงเพลินๆ แล้วอ่านหนังสือสักอีกสักสองสามพารากราฟ ไม่แปลกใจเลยที่เราจะเห็นวัยรุ่นจีนและนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามากันแทบตลอดเวลา

มาต่ออีกร้านที่บอกเลยว่าต้องห้าพลาดเลย IES Restaurant เป็นคาเฟ่ในตึกแถวสองชั้น ที่แม้ว่าตัวร้านจะค่อนข้างเล็กและมีที่นั่งไม่มาก และด้วยการตกแต่งโดยเน้นโทนสีขาวกับเฟอร์ไม้สีอ่อนทำให้มีความมินิมอลสไตล์ จึงทำให้ดูน่าแวะมาถ่ายรูปและนั่งจิบกาแฟดริปแบบสุดๆ

ชั้นแรกเป็นโซนคาเฟ่ที่มีเมนูหลายสิบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดริป สมูทตี้ โกโก้ ชาเขียว ที่แค่เดินเข้ามาก็หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ ส่วนชั้นสองก็เป็นโซนของคาวซึ่งขาย Poke Bowl อาหารพื้นเมืองสไตล์ฮาวาย ที่มีส่วนผสมของเนื้อปลา กุ้ง หมึกสด หั่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ปรุงรสด้วยซอสต่างๆ ราดบนข้าว สั่งมากินแบบเฟรซๆ สดชื่นเพิ่มพลังงานก็ดี เอามาเป็นพร้อบถ่ายรูปก็เก๋ ดีงามสองเด้งเราเลยไม่พลาดที่จะสั่งมาลองสักชาม

สองร้านผ่านไปแต่สายคาเฟ่อย่างเราไม่ยอมหยุดง่ายๆ อย่างแน่นอน ยิ่งได้เดินเข้ามาในเมืองที่เต็มไปด้วยคาเฟ่น่ารักๆ แบบนี้ยิ่งหยุดไม่ได้เข้าไปใหญ่ เราเลยขอจัดไปอีกหนึ่งร้านที่อยากแนะนำมากๆ นั่นก็คือร้าน Logos洛合四季冰淇淋 ซึ่งร้านตั้งอยู่ภายใต้ตึกสีอิฐที่ภายในเหมือนหนังคนละม้วน เหมือนภาพไม่ตรงปก เรียกว่าเซอร์ไพรส์กันแบบสุดๆ เพราะภายในร้านที่ดูเรียบแต่โก้และอบอุ่นนี้คือร้านไอศกรีมที่แสนน่ารัก

เมนูเด็ดต้องยกให้ไอศกรีมโฮมเมดหลากหลายรสชาติ ที่ทำมาจากวัตถุดิบสดใหม่ที่สำคัญไม่มีสารกันบูดให้ระคายสุขภาพ นอกจากจะใส่ใจในวัตถุดิบแล้วการเสิร์ฟก็มีความเก๋ไก๋เป็นเซ็ทไอติมสองลูกใส่ในถ้วย แล้วเอากรวยมาประดับ ดูมีความมินิมอลแบบไม่ทำก็ได้แต่ทำละมันก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน เราสั่งรสเมล่อนผสมกล้วยมาทานกับรสสตรอว์เบอร์รี ไอศกรีมรสชาติดีมาก ทานแล้วสดชื่นเหมือนยืนบนไหล่เขา ส่วนอีกเมนูห้ามพลาดคือชีสเค้กหอมๆ เนื้อแน่นรสละมุนหวานกำลังดีคืออร่อยจ้า

นอกจากสามคาเฟ่ที่เรานำเสนอไปแล้ว ย่านนี้ยังมีคาเฟ่อีกเยอะ แบบเยอะมากให้เหล่า cafe hoping ทั้งหลายได้หมกตัวอยู่ได้เป็นวัน แต่ด้วยเวลาที่แพลนมาอาจไม่เพียงพอเราเลยขอตัดจบกันที่ตรอกที่เรียกได้ว่าชิค เก๋ เท่ไม่เบาอย่าง 民园西里 Minyuan Xili ที่แน่เต็มไปด้วยบาร์ คาเฟ่ ให้ได้มานั่งจิบนั่งชิวกันต่อ และร้านที่เราเลือกนั่งพักในตรอกนี้ก็คือ SHAKING Cocktail & Coffee ร้านเข้มๆ เท่ๆ สไตล์บาร์ที่แค่เดินผ่านก็รู้สึกได้ถึงความเคร่งขรึม ยิ่งพอเดินเข้าร้านยิ่งรู้สึกหรูหรา ชวนให้นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้กำลังเดินเข้าที่ทำงานประมาณนั้นเลย

โดยปกติทางร้านจะขายค็อกเทลเฉพาะช่วงเย็น ช่วงบ่ายที่เรามาจะสั่งได้แค่พวกน้ำผลไม้ กาแฟ เครื่องดื่มโนแอลกอฮอล์ต่างๆ แต่เค้าเห็นเราเป็นต่างชาติเค้าก็ถามว่าเราอยากลองสักกรึ๊บมั้ย?? ไอ้เราก็ไม่ขัดศัทราธาเลยจัดไปคนละแก้ว คือดีมาก ความร้อนผ่าวๆ ที่ผ่านจากลำคอลงสู่กระเพาะเหมือนช่วยปลุกอะดรีนาลีนขึ้นอีกสามสิบห้าเปอร์เซนต์ ยิ่งพอแอลกอฮอล์เข้าปากก็เม้าท์กันไม่หยุดกับบาร์เทนเดอร์ซึ่งนางพูดอังกฤษได้ดีเลยแหล่ะ คุยไปคุยมาถูกคอแถมเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ให้เราอีกเฉยเลย และจากการไปจีนมาแล้ว 6 ครั้ง เราว่าคนจีนชอบคนไทยมากนะ เวลาเราไปกินอะไรแล้วเค้ารู้ว่าเรามาจากไทยเค้าชอบแถม ชอบคุยกับเรา นี่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คาดว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน กับความน่ารักของเราละมั้ง เดาเอา 555

• Ancient Cultural Street

หลังจากก้าวเท้าออกจากตึกที่พิจารณาดูแล้วในทุกๆ มุมว่านี่ล่ะคือยุโรป คือไส้กรอกเยอรมัน คือพิซซ่าอิตาลีที่แท้ทรู แต่จู่ๆ กลับเดิมมาโผล่ยุคราชวงศ์ชิงแบบงงๆ ดีที่ว่าสติมาปัญญาเกิดเลยรู้ตัวแบบไวๆทว่าอ๋อนี่เรามาถึง Ancient Cultural Street หรือแปลกันแบบตรงๆ ว่าถนนสายวัฒนธรรมโบราณแล้วนั่นเอง บนถนนสายนี้กลิ่นอายของสปาเกตตี้ได้เลือนหายและถูกแทนที่ด้วยกลิ่นชา ซาลาเปา และหม่าล่า ตึกใหญ่โตโอ่โถงสไตล์ฝรั่งมังฆ้องก็ได้แปลเป็นตึกเตี้ยๆ เสาสีแดงกำแพงเขียว ประดับโคมสีอมส้มตามสไตล์ของราชวงศ์ชิง เพราะถนนสายนี้คือศูนย์กลางท่าเรือในสมัยราชวงศ์ชิง ตั้งแต่ปี 1986 ที่ทางการได้ทำการปรับเปลี่ยนถนนเส้นนี้ให้ย้อนกลับสู่สภาพความรุ่งเรืองในอดีต โดยบรรจุร้านค้ากว่าร้อยร้านค้าไว้ท่ามกลางความโมเดิร์นของเมืองนี้

บนถนนเส้นนี้จะมีแลนด์มาร์คหลักอีกสองแห่งคือวัด Tianhou วัดเจ้าแม่ทับทิมแห่งสุดท้ายบนโลก ที่มีอาคารเก่าแก่ที่สุดบนถนนเส้นนี้ซึ่งถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่บรรจุพระไตรปิฎก และงานฝีมือพื้นบ้านไว้ อีกแห่งหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรองเท้า Huaxia ที่นำเอารองเท้าจากทุกยุคทุกสมัยมาจัดให้เราได้เชยชมและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านร่องรอยใต้ฝ่าเท้ากัน และนอกจากนั้นยังมีร้านค้าให้เราได้เลือกซื้อเลือกหากันอีกมากมายหลายหลาก แต่ถ้าไม่ใช่ขาช้อป ก็มีมุมสวยๆ ให้เราเปลี่ยนฉากหลังถ่ายรูปกันแบบฟินๆ อีกเป็นสิบ ถ่ายวนไปได้เรื่อยๆ จนกว่าช่างภาพจะงงว่าเมื่อไหร่จะหยุด!!!

มีร้านค้าแต่ไม่มีร้านอาหารนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ด๊ายยยย ที่นี่เค้าก็มีโซนอาหารให้เราเลือกชิมเลือกทานกันจนกว่าจะกลิ้งได้อยู่มากมาย ทั้งคาว หวาน เครื่องดื่ม อาหารยุคใหม่ ยุคโบราณก็มีเยอะแย๊ะไปหม๊ด แต่ขนมที่หาทานได้ยากในจีนและเราอยากให้พวกแกได้ลองก็จะเป็น ShouliGao (熟梨糕) นางจะภาพลักษณ์เหมือนขนมถ้วย แต่เนื้อมันจะมีความแห้งๆ แต่หอมๆ ราดด้วยเหล่าแยมหลากรสชาติทั้งสตอเบอร์รี่ บูลเบอร์รี่ ช็อคโกแลต มะพร้าว ฯลฯ ถ้าถามว่าอร่อยมั้ย เราว่ามันแล้วแต่รสนิยม เราว่าตอนร้อนๆ มันดีนะ แต่ถามว่าควรลองมั้ย เราว่าควรลองอ่ะ สักครั้งไว้เล่าให้เพื่อนฟังงี้

กับอีกเมนูที่พลาดไม่ได้มีขายทั่วเทียนจินก็คือ The Chinese Pancake/Crepe (Jianbing Guozi) แอบคล้ายโรตรีมาก แต่มันเป็นของคาวอ่ะไม่ใช่ของหวาน ฟีลโรตีใส่ไข่ ใส่เนื้อสัตว์ ปาท่องโก๋ ของทอด แล้วราดด้วยซอสถั่วเหลืองแทนนมข้น แต่บางเจ้าก็ใส่เต้าหู้ยี้ หม่าล่า แล้วแต่สูตรของแต่ละร้าน ซึ่งคำแรกๆ มีหน้าเบ้ๆ แต่กินไปกินมา เอ้า!!! หมดเฉย อร่อยเพลินแบบไม่รู้ตัวจ้า

นอกจากสองอย่างที่เกริ่นไปก็ยังมีอีกหลายเมนูที่ไม่ได้เกริ่นมา ก็ต้องขอบอกว่าอยากให้มาลองเองมากกว่า ทั้งหม่าล่า ซาลาเปา ของกินทั่วๆ ไป ของกินที่หายาก ของกินที่หาไม่ยากอีกเป็นสิบๆๆๆ เมนู พ่อค้าแม่ขายก็น่าร๊ากน่ารัก ส่งเสียงเชียร์แขกเรียกลูกค้ากันเก่ง ขายเก่ง ทำให้ความโวกเวกที่เราเคยรำคาญกลายเป็นความสนุกสนานและสีสันไปอีกแบบได้เหมือนกัน ยิ่งพอเค้ารู้เราเป็นคนไทยนะยิ่งสนุก เพราะอย่างที่บอกเราว่าคนจีนชอบคนไทย พวกนางจะชวนถ่ายรูปบ้าง หาของมาให้ชิมบ้างอยู่ร่ำไป

• Century Clock Square

เมื่อกระเพาะแฮปปี้ได้ที่ เราก็ออกตัวต่อไปยังแลนด์มาร์คสุดโมเดิร์นที่หน้าตาทันสมัยจนเราเกือบตามไม่ทันอย่าง Century Clock Square แม้จะถูกออกแบบได้เฉิดฉายโก้หรู แต่เจ้านาฬิกาเรือนโตที่ไม่ได้ยืมใครมานี้คือตัวแทนของยุคสมัยแห่งการเริ่มต้นอุตสาหกรรมในจีน โดยบนหน้าปัดนาฬิกามีเหล่าจักรราศีแทนตัวเลขทั้ง 12 และสัญลักษณ์สุริยันและจันทราที่อยู่ข้างหน้าปัดนาฬิกาคือตัวแทนของหยินและหยาง สิริรวมความสูงทั้งหมดคือ 40 เมตร ยิ่งใหญ่ โก้หรู จึงควรค่าแก่การมาดูและถ่ายรูปให้สาแก่ใจที่สุด

• Haihe Cultural Square

ลัดเลาะเลียบเมืองมาเรื่อยๆ เราก็จะมาเจอกับอีกแลนด์มาร์ค Haihe Cultural Square ที่สวยเช้าจรดค่ำ และช่วงเวลาจะแต่งแต้มที่แห่งนี้ให้สวยวามต่างกันไป ที่นี่คือจตุรัสวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาริมแม่น้ำ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะจีนโบราณ และวัฒนธรรมพื้นเมืองของเทียนจินผนวกเข้ากับเทคโนโลยีและความทันสมัย มันจึงออกมาเป็นตึกสุดเท่ที่ไม่เคยหลับไหล ณ ริมสายน้ำ ถ้ามานั่งกับแฟนมองวิวก็น่าจะโรแมนติกหน่อยๆ อยู่นะ

ด้วยความสวยงามเลยไม่แปลกที่จะเป็นอีกจุดถ่ายรูปริมแม่น้ำไห่เหอที่ได้รับความสนใจจนกลายมาเป็นหนึ่งในสถานที่ๆ คึกคักที่สุดในเทียนจิน เพราะทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติที่มาเดินเล่นในตอนเช้าและช่วงกลางวัน มาดูพระอาทิตย์ตกดินในช่วงเย็น มาดูแสงไฟสะท้อนน้ำในช่วงค่ำ ที่นี่จึงเป็นที่ๆ สามารถมาเดินเล่นได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ


• Haidilao Hot Pot

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยขากันมาทั้งวันค่ำนี้ก็ขอไปจัดหนักจัดเต็มกับชาบูสุดฮอตเจ้าดังที่มีสาขาอยู่ทั่วจีนอย่าง Haidilao Hot Pot ร้านชาบูที่เรามาจีนกี่ครั้งก็ต้องมากินทุกครั้ง เพราะความเด็ดดวงพวกมาลัย เนื้อวัวดี เนื้อแพะดัง ผักเด็ด น้ำซุปหลากหลายแต่ที่เราแนะนำเลยว่าควรสั่งซุปหม่าล่า และซุปมะเขือเทศ หรือถ้าอยากลองหลากหลายจะสั่งมา4น้ำซุปแบบเราเลยก็ไม่ผิดกติกา ส่วนการสั่งก็ง่ายดายด้วย tablet 1เครื่อง พร้อมรูปตัวอย่าง ส่วนบริการนั้นต้องขอยกนิ้วให้เพราะบริการดี บริการไว และใส่ใจจนมายืนแกะกุ้งให้เราทาน จนแทบจะคีบเจ้าปากให้ หรือจะสนทนาเป็นภาษาอังกฤษบริกรก็พร้อมตอบแบบรัว ดังนั้นไม่ต้องกลัวเฟล

Day 3 :: China Porcelain House – Catholicism Xikai Head Church – Train to Beijing – Taikoo Li Sanlitun

• China Porcelain House

เริ่มต้นวันใหม่กับอะไรที่มีสตอรี่และดีเทลอย่าง China Porcelain House บ้านสไตล์ฝรั่งเศสหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1920 ก่อนจะถูกซื้อต่อมาโดยนักสะสมเครื่องกระเบื้องและปรับปรุงมันจนกลายเป็นบ้านที่โดดเด่นที่สุดในปี 2002 ด้วยการนำเอาแจกันและงานกระเบื้องจากยุคต่างๆ มาตกแต่งไล่ตั้งแต่เพดานจรดลงมาถึงกำแพง เราจึงมีโอกาสได้เห็นลวดลายและสีสันที่แตกต่างกันไปของงานสะสมในแต่ละช่วงสมัย ทั้งชิง หรือซ่ง เป็นต้น ในส่วนของกระเบื้องที่ไม่สมบูรณ์แบบก็มีการเอามาทำเป็นชิ้นงานแบบโมเมคสำหรับช่องว่างบนกำแพง หรือขึ้นลวดลายตาม 12 นักษัตร

เราจ่าย 50 หยวน เป็นค่าเข้าสำหรับบ้านสุดแปลกตาสูงสี่ชั้นพร้อมแจกันกว่า 700 ที่สื่อถึงสันติสุข กับมังกรตัวยาวที่ทอดจากหลังคามายังหน้าบ้าน ที่นี่มีมุมให้เราได้สอดส่องหาแบรคกราวน์ในการถ่ายรูปแบบเพลินๆ อยู่เย๊อะมาก ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ากับทุกหยวนที่เสียไปแน่นอน

และแล้วก็มาถึงโค้งสุดท้ายในการเที่ยวเทียนจิน ที่ๆ เราจะพาพวกแกไปนี้หากจะไปด้วยรถไฟใต้ดินก็ถึงได้ง่ายๆ เหมือนกัน แต่เพราะความสวยงามของถนนหนทางและความชิว เราเลยเลือกที่จะเดินผ่าน Binjiang Street ถนนช้อปปิ้งที่เราไปถ่ายวันแรกในตอนกลางคืนอีกครั้ง เพื่อเก็บบรรยากาศและรายละเอียดที่เราไม่ได้ละเมียดในวันแรกให้ครบๆ และเพื่อเป็นเหมือนการเดินทางร่ำลากับสถาปัตยกรรมที่สวยงามชวนว้าวราวนางสาวไทย

• Catholicism Xikai Head Church

อากาศเย็นๆ กับระยะทาง 1 กิโลก็กลายเป็นใกล้ได้ง่ายๆ เพราะตลอดทางมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และมุมถ่ายรูปอยู่เยอะมากจนเดินเพลินๆ ก็มาถึงจุดหมายของเรากันแล้วที่ Catholicism Xikai Head Church โบสถ์เซนต์โจเซฟ สไตล์โรมันสูง 24 เมตร และมีสีสันสดใสแหวกแนวจากตึกสไตล์อื่นๆ แถวนั้นหลังนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดป๊อบที่คนนิยมเดินทางมาถ่ายรูป เซลฟี่ด้วยแทบตลอดทั้งวัน นอกจากความสวยงามที่เราเห็นอยู่นี้จะดูพิเศษมากๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ของที่แห่งนี้ก็ชวนว๊าวไม่ต่างกัน เพราะอิฐทุกก้อนบนความสูงตลอด 45 เมตรนี้ ถูกส่งตรงมาจากฝรั่งเศสถึงประเทศจีนแบบก้อนต่อก้อนในปี 1917 เลยทีเดียวนะเธ๊อออ พอรู้นี่ว๊าวแบบยอมใจคนสร้างจ้า

ว๊าวกันพอสมควรก็ถึงเวลามูฟออนต่อไม่รอแล้วนะเข้าไปข้างในตัวโบสถ์ที่ตกแต่งตามแบบโรมันฝรั่งเศส และใช้สีขาวฟ้าเป็นหลักทำให้ดูคลีนๆ สงบ เหมาะแก่การนั่งสวดภาวนา มีรูปปั้นนักบุญ เสาสลักลาย หลังคาทรงโค้งให้เราได้เดินสำรวจเล่นๆ และในการถ่ายรูปของเราด้านในจึงต้องสำรวมกันนิดนึงนาจา

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าการเที่ยวจีนคุ้มค่ามากทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ก็คือเราเดินทางข้ามเมืองที่ไวมาก เพราะจีนก็คือจีน การคมนาคมระหว่างเมืองภายในประเทศไม่ว่าจะใกล้หรือไกลเราก็สามารถใช้เวลาเดินทางได้สั้นกว่าที่คิดทั้งๆ ที่เป็นแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเดย์ทริปข้ามเมืองหรือจะไปนอนต่างเมืองสักคืนก็คุ้มค่าด้วยรถไฟความเร็วสูง 300km/hr ซึ่งมันเร็วมากจริงๆ อย่างรอบนี้เราเลือกนั่งไปนอนปักกิ่งสักสองคืน แล้วค่อยนั่งรถไฟกลับมาขึ้นเครื่องกลับที่เทียนจินเวลาก็ยังเหลือๆ เพราะจากเทียนจินไปปักกิ่งนั่งรถไฟความเร็วสูงไม่ถึงชั่วโมงจ้า ณ จุดนี้บอกเลยว่าพี่จีนเค้าพัฒนาไปไกลมากแล้วแก ไอ้ที่เคยคิดว่าจะต้องเดินทางข้ามเมืองแบบหลายวันหลายคืน นั่งเบียดเสียดกับอากงอาม่าให้ลืมไปเลยจ้าาาา ส่วนความใหม่ ความหรูหรา ถ้าใครเคยนั่งชินคันเซ็นญี่ปุนมาแล้วบอกเลยไม่ต่าง ห้องน้ำมี น้ำร้อนมี บริการฟรี ที่นั่งล็อคตามที่จองไม่แย่งไม่มีมั่ว ถึงชัวแน่นอนจ้า

• Taikoo Li Sanlitun

เราถึงปักกิ่งช่วงสี่โมงเย็น ยังมีเวลาเหลือๆ ให้เช็คอินเข้าโรงแรม นอนเล่นพักผ่อน ล้างหน้าล้างตานิดหน่อย แล้วก็พุ่งตัวไปยัง Taikoo Li Sanlitun ได้แบบสบายๆ ที่นี่คือจุดแฮงค์เอ้าท์สุดฮอตและจุดช้อปสุดคูลที่เหล่าวัยรุ่นนิยมมาเดินมากที่สุดของปักกิ่ง รวมถึงเหล่านักท่องเที่ยว เพราะนี่คือสวรรค์ของนักช้อป ที่มีของพร้อมสรรพให้รูดปรื้ดๆ แบบสบายกระเป๋าตลอดเส้นทาง แถมยังเป็นย่านที่ตึกแต่ละตึกถูกออกแบบจากสถาปนิคชื่อดังชาวญี่ปุ่น kengo kuma เพื่อให้มันเป็นตึกแบบ Low Building ที่ดูร่วมสมัยใส่มิติของตึกที่แปลกใหม่และสีสันสดใสเพื่อสร้างความโดดเด่น ภายในบรรจุร้านค้าทั้งสตรีท แฟชั่น และร้านแฟชั่นชั้นสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ที่นี่เป็นเสมือนสวนสวรรค์ของแฟชั่นในอนาคต

Day 4 :: China The Great Wall –  Temple of Heaven – Jingshan Park

• China The Great Wall

ถ้าสังเกตทริปจีนของเราครั้งนี้ตลอดสามวันที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนต้องเห็นความกลมกล่อมของความโมเดิร์นความวัฒนธรรมที่เข้ากันได้อย่างลงตัว วันนี้ก็ถึงเวลาทีเราจะพาไปตื่นตาตื่นใจกับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ด้วยการไป Hiking กำแพงเมืองจีนกันจ้า China The Great Wall สิ่งก่อสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มิต้องเกริ่นถึงหยาดเหงื่อแรงงาน หยาดน้ำตา และสายเลือดที่ผสมกันจนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งนี้ เราขอย้อนกลับไปตั้งแต่ 205 ปีก่อนคริสตกาล อิฐก้อนแรกได้เริ่มถูกก่อขึ้นผ่านช่วงเวลาของจักรดิพรรดิองค์แรกของจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ ราชวงศ์ฉิน จนมาเสร็จสิ้นในสมัยราชวงศ์หมิง จนมีความยาวทั้งสิ้นสองหมื่นกว่ากิโลเมตร เพื่อเป็นกำแพงและป้อมในการป้องกันการรุกรานจากศัตรูที่อยู่รอบด้าน นับเป็นผลงานชั้นยอดที่แสดงให้เห็นถึงความมุมานะของคนจีนเป็นที่สุด

ด่านที่สามารถขึ้นไปชมกำแพงเมืองจีนจะมีหลายด่านให้เลือก ถ้าใกล้เทียนจินเราแนะนำด่าน Huangyaguan ซึ่งยังไม่ค่อย commercial มาก ยังดิบอยู่มาก ไม่มีของขายระหว่างทางเหมือนด่านอื่นๆ ที่ปักกิ่ง ความดีงามคือถ่ายรูปได้ชิลๆ แบบไม่ติดคนจ้า ส่วนถ้าใกล้ปักกิ่งจะมีด่านให้เลือกมากกว่า แต่ที่นิยมที่สุดคือด่าน ปาต้าหลิง (Badaling) เพราะมีรถบัสบริการเยอะมาก มีกระเช้าขึ้นให้นั่งขึ้นบนกำแพงแบบสวยๆ คนก็เลยเยอะมากเช่นกัน ดังนั้นถ้าใครไม่อยากเจอมวลมหาชนเราขอแนะนำให้เลี่ยงด่านนี้ไปกันที่ด่าน Jinshanling Great Wall แทน เพราะ Jinshanling คนน้อยกว่ามากๆ แล้วยังเป็นด่านที่มีการปรับปรุงน้อย เราก็จะได้สัมผัสความ original ของกำแพงเมืองจีนจริงๆ แล้วยังเป็นด้านที่แกจะได้เห็นระบบป้องกันต่างๆ ที่เคยใช้ในอดีตแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงป้องกัน หอส่องศัตรู ป้อมปืน ป้อมยิง หอสังเกตการณ์ ฯลฯ โดยรูทนี้ค่าเข้า Gate จะอยู่ที่คนละ 65 หยวน แต่ถ้าอยากเก็บแรงไว้เดินบนกำแพงอย่างเดียวก็ให้จ่ายเพิ่ม 40 หยวน แล้วนั่งกระเช้าขึ้นสวยๆๆ ไปเริ่มเดินบนกำแพงเมืองจีนก็ได้

ที่ด่านแห่งนี้มีหลายรูทให้แกเลือกเดิน บางรูทใช้เวลา 2 ชั่วโมง บางรูท 3 ชั่วโมงไรงี้ เราสามารถเลือกได้จะใกล้ไกลแค่ไหนก็ตามกำลังเลย ของเราๆ เลือกรูทที่เริ่มต้น hiking จาก Shalingkou Pass แล้วไปจบที่ East Five-window Tower แล้วเดินลงออกทางออก east gate ซึ่งรูทนี้เป็นรูทที่หลายๆ รีวิวแนะนำเลยแหล่ะ ใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมง กับระยะทางราว 7 กิโลเมตร ที่แกสามารถเดินเรื่อยๆ เปื่อยๆ เหนื่อยหน่อยๆ แบบไม่ได้มีอุปสรรคขวากหนามอะไรมาก เดินชดูวิว ดูรายละเอียดของกำแพงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวกำแพงที่สวยงามที่สุดในแง่ของทัศนีย์ภาพและความสมบูรณ์ช ทำให้จริงๆ แล้วแค่ถ่ายรูปก็หมดเวลาไปชั่วโมงกว่าๆ แล้วล่ะ แม้จะเหนื่อยกับการเดินต่อเนื่องแต่ก็สามารถเดินเรื่อยๆ จนจบ

กำแพงเมืองจีนอย่างที่เล่าไปแล้วว่าสร้างเพื่อป้องกันศัตรู กำแพงที่แทบจะเหมือนกันสองด้านนี้แท้จริงนางมีด้านนอกเมืองกะในเมืองนะ วิธีการสังเกตุง่ายๆ เลยคือด้านนอกเมืองจะมีช่องสำหรับใส่ปืนไว้ยิ่งโป้งป้างๆ ออกไปข้างนอก ด้านในก็จะเป็นเรียบๆ ไป ซึ่งเส้นที่เราเดินเนี่ยจะยังคงเห็นกำแพงที่สร้างมาตั้งแต่ยุคดั้งเดิมที่มีการแตกหัก กำแพงหายบันไดหดอยู่พอสมควร สลับกับช่วงที่ได้รับการบูรณะแล้วอย่างชัดเจน บางช่วงจึงต้องเดินระวังกันหน่อยนะจ้ะ มาดูในนส่วนของอาหารการกินกันบ้าง ตลอดทางเนี่ยเราจะผ่านทั้งหมดแปดป้อม แต่ละป้อมปัจจุบันเค้าก็มีพ่อค้าแม่ค้าขนขนม น้ำดื่ม ชา กาแฟมาขายอยู่ตลอดๆ ก็ไม่ต้องกลัวหิวนะจ้ะ แต่ราคาค่อนข้างแพงถ้าแบกไหวก็เอามาเองได้ แต่ถ้าไม่ไหวก็ถือเป็นค่าแบกไป คุ้มๆ เนอะ

จากจุดเริ่มต้นถึงจุดจบตลอดระยะเวลาสี่ชั่วโมงก็ต้องบอกว่าเหนื่อยหน่อย แต่การได้มาเห็นมาเหยีบอยู่บนอะไรแบบนี้ เดินไปวิวเปลี่ยนไป มุมถ่ายรูปเปลี่ยนไป มีดีเทลที่ทำให้ขนลุกตลอดทางกับความยิ่งใหญ่ ยิ่งเลือกมาด่านนี้แล้วด้วยนักท่องเที่ยวนับหัวได้เลย ถ่ายยังไงก็ไม่ติดคน แบบนี้ถึงเรียกว่าสัมผัสกำแพงเมืองจีนที่แท้ทรู คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยจ้าพี่จ๋า

• Temple of Heaven

ลงจากสิ่งมหัศจรรย์ก็ไปต่อกันแบบว๊าวต่อไมรอแล้วนะ เอาให้ว๊าวแบบไม่พักไม่ผ่อนกันเลยที่ Temple of Heaven หอเทียนถานหรือหอสักการะฟ้า มรดกโลกที่ถูกสร้งขึ้นในปี 1406 เพื่อเป็นสถานที่ติดต่อระหว่างโอรสสวรรค์และฟ้าดินในการขอพรให้เกิดความอุดมสมบูรณ์กับพืชพันธุ์ ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ภายใต้หอสีน้ำตาลที่มีทั้งหมด 3 หอนี้คือการออกแบบที่อิงตำแหน่งของจักรวาล ดวงดาว และโลก มันจึงมีความซับซ้อน ทว่าสวยงามและแสดงให้เห็นถึงพลังธรรมชาติได้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเราเดินเข้าไปยังหอเทียนถานเราจะพบกับทางเดินขนาดใหญ่มีอาคารแนวยาวสองหลังขนาบข้าง นำทางไปยังตึกสีส้มทรงแปดเหลี่ยมสูง 38 เมตร กว้าง 30 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสามชั้นตัวแทนของเมฆ นกไฟ และมังกร ภายในมีเสา และสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของฤดูทั้งสี่ นักษัตร และหมู่ดาวต่างๆ คือเราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมงมรดกโลกถึงมาลงที่นี่ คือแต่ละก้าวที่เราเข้าใกล้หอเทียนถานยิ่งทำให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ อลังการ ความตั้งใจจริง และเมื่อแอบลองจินตการกลับไปในยุครุ่งเรือง นึกถึงฮ่องเต้เดินผ่านทางยาวๆ ที่ถูกปูจากหินสีขาวเข้าสู่หอ และมีทหารยืนเรียงรายรอบด้าน คือมันคงจะอลังการจนเราคิดไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ใช่พี่จีนจะเป็นใครไปได้ที่มีความเชื่อและความมุมานะมากมายขนาดนี้

Jingshan Park

แม้เวลาที่จะใช้ในจีนน้อยลงไปทุกที แต่ความอลังการก็ยังคงมีมาเรื่อยๆ แบบไม่ให้เราได้พักร้องว๊าวกันบ้างเลย และนี่คือ Jingshan Park อีกหนึ่งสถานที่ที่มีเรื่องราวจนต้องตบเข่าใหญ่ๆ หนึ่งฉาด ว่าจีนเค้าแน่จริงๆ ให้ตายเถอะ มาแต่ละทีนี่มีเรื่องให้สะใจจริงโว้ยยย ก่อนจบวันเราเลยขอมาเดินดูรอบนอกของสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือฝั่งตรงข้ามของพระราชวังต้องห้าม ณ สวนจิ่งซาน ที่ที่ถูกต้องตามตำหรับตำราฮวงจุ้ยมากที่สุดตามตำรา ทั้งภูเขา ทั้งแม่น้ำ ทั้งศาลเจ้า ทั้งวังต่างๆ จนอยากจะยืนแอบรับพลังจากที่นี่อยู่นานๆ ซึ่งความเป๊ะเหล่านี้พี่จีนเค้าสร้างจากสองมือมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงเลยนาจาาาา พีคป่ะล่ะ การเข้าชมก็ต้องไต่บันไดขึ้นไปกันประมาณ 20-30 นาที ขึ้นอยู่กับแรงม้าในร่างกายของแต่ละคน

ผู้คนก็แห่แหนกันมาทั่วสารทิศเลยจ้า เพราะทิวทัศน์มันสวยงามน่าดูชมจริงๆ อ่ะแก รอบๆ ด้านจะมีเขาอยู่ห้าลูกซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุทั้ง 5 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง มีศาลาอยู่บนยอดต่างๆ เมื่อมองเข้าไปในเขตวังก็จะเห็นแผนผังการจัดวางของวังที่ยิ่งใหญ่โคตรๆ สวยงามโคตรๆ จนต้องสัญญากับตัวเองว่าพรุ่งนี้จะต้องเข้าไปชมข้างในให้ได้

Day 5 :: Tiananmen Square & Forbidden City – South Luogu Lane ( Mao’er Hutong ) – Beijing 789 Art Zone – Back to Tianjin Airport

Tiananmen Square & Forbidden City

เราขอเริ่มต้นเช้าวันสุดท้ายกันที่จตุรัสที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีน Tiananmen Square จตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพอไปถึงก็อืมมมมม มม ม เรียกว่ามหามหึมายังดูเล็กไป เพราะที่นี่จุคนได้ถึง 1 ล้านคนเลยทีเดียว เหตุบ้านการ์ณเมืองที่สำคัญๆ จึงเกิดขึ้นที่นี่มากมาย เมื่อเดินเข้าไปข้างในเราจะพบกับสถานที่สำคัญๆ มากมายอันได้แก่ ประตูเจิ้งหยาง ประตูสำหรับเสด็จออกนอกพระราชวังของพระจักรพรรดิ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง ถัดไปอีกหน่อยคือตึกอรุสรณ์สถานประธานเหมา จุดเคารพศพประธานาธิบดีคนสำคัญที่สุดของจีน เราจึงเห็นชาวจีนยืนต่อแถวบริเวณนี้เยอะที่สุด ตรงข้ามกับจตุรัสคือตึกรัฐสภาประชาชนที่ยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ใจกลางจตุรัสคืออนุเสาวรีย์วีรชนที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหล่าวีรชนที่ร่วมกันทำให้จีนเป็นสาธารณรัฐ ทิศตะวันออกคือตึกพิพิธพัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่เล่าประวัติศาสตร์ของจีนตั้งแต่บรรพกาล และจุดสุดท้ายที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกบ่อยที่สุดคือประตูเทียนอันเหมิน กำแพงยาวสีแดงที่ตรงกลางมีรูปท่านประธานเหมาขนาบข้างด้วยคำขวัญว่า “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ” และ “ความสามัคคีประชาชนทั่วโลกจงเจริญ”

แต่ที่สักครั้งต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองก็คงเป็น Forbidden City หรือที่รู้จักกันในชื่อพระราชวังต้องห้าม มรดกโลกใจกลางกรุงปักกิ่ง โบราณสถานที่ทำจากไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เก็บเรื่องราวของเหล่าจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและชิงทั้ง 28 พระองค์มาตลอด 500 กว่าปี ภายในประกอบด้วยอาคารต่างๆ สวน บ่อน้ำหลายขนาด และผลงานจากช่างศิล ป์ในแต่ละยุค รายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่พื้น ทางเดิน เหนือขึ้นไปจนถึงเพดานคือดีเทลระดับตำนาน!! ยิ่งวันไหนฟ้าดีๆ ด้วยแล้วถ้าบอกว่าฟ้าก็ตั้งใจทำมาเหมือนกันก็จะเชื่อ!!!

พระราชวังแห่งนี้สร้างบนพื้นที่กว่า 170000 ตารางเมตร ที่บรรจุสิ่งก่อสร้างสุดมหัศจรรย์และความสวยงามระดับพระจักรพรรดิกว่า 980 หลัง บอกเลยตอนนี้รู้สึกตัวเล็กกว่ามดแล้วจ้าแม่จ๋า อลังการเหลือเกินพี่จีนจ๋า และถ้าใครอยากจะเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมเราแนะนำให้เผื่อเวลาสำหรับที่นี่หนึ่งวันไปเลยจ้าาาา

• South Luogu Lane & Mao’er Hutong

สูงสุดสู่จุดสามัญกันบ้าง ออกจากวังต้องห้ามเราก็มาต่อกันตามซอกซอย South Luogu Lane ข้างวัดที่มีชื่อเรียกว่าหู่ตง ย่านถนนที่เก่าแก่ที่สุดในปักกิ่ง และยังคงรูปแบบของตึกสมัยราชวงศ์หมิงและชิงไว้เป็นเอกลักษณ์ มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 800 เมตร ซึ่งแบ่งออกเป็น 16 ซอยย่อยๆ ที่ต่างเนืองแน่นไปด้วยร้านรวงต่างๆ มากมาย รวมไปถึงเป็นย่านที่พักอาศัยของเหล่าคนดังและชนชั้นนำในจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณอีกด้วย

โดยร้านค้าส่วนมากในย่านนี้จะเป็นแนวสตรีทฟู๊ดให้เราซื้อง่ายกินคล่อง เดินไปกินไปชมถนนสวยๆ ไปได้ตลอดทาง แต่ความน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของถนนเส้นนี้ที่เราชอบคือการได้เห็นความคอนทราสต์กันระหว่างตึกแบบโบราณแต่ของที่ขายจะออกแนวทันสมัย น่ารัก เป็นความขัดแย้งที่กลมกล่อมสุดๆ ของกินทีเด็ดที่แถวยาวมากก็จะเป็นพิซซ่าซีสทุเรียนใครที่คลั่งทุเรียนบอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาด กับอีกเมนูไอติมโคนที่ทำจากหนมปังที่ทางร้านอบอันต่ออันใส่ไอติมซอฟเสิร์ฟและตกแต่งด้วยท๊อปปิ้ง จัดเป็นของหวานที่น่ารักและมีสตอรี่เหมาะแก่การแชะลงโซเซียลมากสุด

นอกจากความร่วมสมัยอันกลมกล่อมแล้ว หากใครอยากสัมผัสความเป็นจีนเป็นปักกิ่งโบราณ จากถนนเส้นหลักเราสามารถแยกซ้ายเข้าไปดูไปสัมผัสซอยย่อยๆ ได้อีกหลายซอย แต่ซอยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็จะเป็น Mao’er Hutong ซอยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในซอยที่ดีที่สุดของปักกิ่ง มีความยาว 585 เมตร กว้าง 7 เมตร เป็นซอยที่ยังคงอาคารบ้านเรือนและอาหารแบบโบราณตั้งแต่สมัยหมิงไว้อย่างสมบูรณ์ แม้จะผ่านเวลามายาวนานกว่า 100 ปี แต่เราก็ยังสามารถหาอาหารรสชาติดั้งเดิมได้จากที่นี่ เมื่อเราเดินเข้ามาในย่านนี้จึงเหมือนหลุดเข้ามายังอุโมงค์กาลเวลา แบบว่าก้าวขาปุ๊บย้อนเวลาปั๊บเลยจ้า

• Beijing 789 Art Zone

ความวาไรตี้แบบมาที่เดียวครบจบแบบฟินส์ๆ ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเรายังจะไปต่อกันที่งานอาร์ตยุคใหม่ที่ 789 ART ZONE อดีตโรงงานที่ใหญ่และดีที่สุดของจีนในยุคก่อนการปฎิรูปเติ้งเสี่ยวผิงที่ถูกปิดตัวลง และถูกกลับมาใช้งานใหม่อีกครั้งในช่วงบุกเบิกของสถาบันวิจิตรศิลป์กลางปักกิ่งที่มองหาพื้นที่สำหรับจัดเวิร์คช็อปและจัดแสดงงาน ด้วยทำเลที่เหมาะสมและองค์ประกอบของตัวตึกที่มีความเป็นศิลปะแบบ ‘Bauhaus’ ของเยอรมนี ที่เน้นความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เน้นโชว์โครงสร้างของตึกอย่างอิฐ ปูน เหล็ก สายไฟ เมื่อบวกกับงานอาร์ตร่วมสมัยหลากสีสันที่มีอยู่ทุกตารางนิ้ว และคาเฟ่สุดชิคที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้รักงานอาร์ตและสายถ่ายรูปห้ามพลาด

จิบกาแฟเสพงานอาร์ตและได้รูปเก๋ๆ จนแน่นสต็อกจนเวลาล่วงเลยไปช่วงเย็น ก็ถึงเวลานั่งรถไฟความเร็วสูงกลับเทียนจิน แล้วก็ตรงดิ่งต่อไปยัง Tianjin Airport เพื่อบินตรงจากเทียนจินกลับดอนเมืองตอน 22:40 น. ที่จะให้ดีเราขอแนะนำให้แนะนำอัพเกรดเป็น flatbed ไปเลย จะได้นอนสบายๆ ยาวๆ ถึง กทม. แบบไม่ต้องปวดหลัง ถ้าถามว่าเวลาบินกลับดึกไปไหม?? สำหรับเราเราว่าโอเคมาก เพราะทำให้เรามีเวลาเที่ยวเต็มวันที่ปักกิ่งแบบไม่ต้องเร่งต้องรีบ หรือใครจะเที่ยวปักกิ่งครึ่งเช้าแล้วกลับมาเก็บแลนด์มาร์คต่อที่เทียนจินในช่วงบ่ายก็ทำได้สบายๆ เพราะนั่งรถไฟแค่ 40 นาทีเอง ไฟลท์ไปก็เวลาเลิศ ไฟลท์กลับก็เวลาดี ถ้ามีแพลนไปเทียนจินอีกครั้ง … เราก็คงไปเทียนจินกับแอร์เอเชียอีกแน่นอน

หากใครที่ยังลังเลใจและติดภาพจีนแบบเดิมๆ ที่มีแต่ความวุ่นวายและเหล่าอากงอาม่าก็เลิกคิดได้ละนะจ้ะ เค้าไปไกลถึงสไตล์ยุโรปกันแล้ว และถ้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก็ลองเริ่มไปเทียนจินดูก่อน ไปลองสัมผัสแผ่นดินใหญ่ แผ่นดินมังกรที่จะทำให้ความรู้สึกของแกเหมือนได้ทะยานขึ้นฟ้าไปชมสวรรค์ ทะยานลงดินมาชมสิ่งสร้างอัศจรรย์จากมนุษย์ ก่อนจะพาแกกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมเหลือประมาณ แล้วจะรู้ว่าจีนเที่ยวได้ชิคกว่าที่คิด ลองดูสักครั้งรับรองจะมีรอบต่อไปตามมาแน่นอนหากสังขารยังไหวจะรออะไรอีกล่ะ จองตั๋วไปพิสูจน์ให้รู้ด้วยตาตัวเองดีกว่า