ได้ยินแค่ชื่อน้ำลายก็แทบจะไหล แต่ใครจะรู้บ้างว่าเมืองโกเบที่ขึ้นชื่อเรื่องความดีงามของเนื้อวัวระดับโลก ยังมีที่เที่ยวเด็ดๆ อย่างอื่นซ่อนอยู่อีกมากมายจนสามารถใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ได้อย่างคุ้มค่า เกินกว่าจะเป็นแค่เมืองที่แวะไปกินเนื้อแล้วกลับเท่านั้น รีวิวนี้เราจะพาทุกคนออกไปปรนเปรอตัวเองด้วยเนื้อชั้นดีลายหินอ่อนที่สะท้อนทุกความใส่ใจของชาวญี่ปุ่น ความนุ่นลื่น ความเข้นข้นชุ่มฉ่ำของเนื้อชั้นดีที่ชีวิตนี้ไม่อาจลืมเลือน แล้วไปจิบกาแฟย่านคาเฟ่ที่ยกทุกความเท่และความคูลมาอย่างเยอะ ถ้าชอบความคึกคักให้ไปต่อแบบไม่พักที่ย่านไซน่าทาวน์หนึ่งในสามแห่งของญี่ปุ่น กับสโลแกนไม่แดงไม่มีแรงเดิน มาดูกันว่าจีนในแบบญี่ปุ่นจะสดใสขนาดไหน หรือไถตัวไปต่อกับความอ้อร้อน่ารักแต่หรูหรา จะสรรหาแบรนด์ไหนรับรองโดนใจได้สอยสักใบกลับมาแน่นอน นี่เป็นแค่น้ำจิ้มเบาๆ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายหลากให้เราได้ซื้อความสุข ณ เมืองโกเบแห่งนี้ เตรียมเงินในกระเป๋า เตรียมผมเผ้าให้เพียบพร้อม แล้วไปตะลอนกิน ตะลอนใช้ให้เปรมปรีตามรอยเราไปได้เลยจ้า

และสำหรับใครที่มีแพลนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้หรือช่วงหยุดยาวสงกรานต์ที่จะมาถึง เรามีวิธีแลกเงินเที่ยวแบบคุ้มค่าสบายๆ หายห่วงมาแนะนำ นั่นคือการใช้บัตรเครดิตกสิกรไทยรูดแลกเงิน โดยผ่อน 0% ได้นานถึง 4 เดือน แถมรูดฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมอีกด้วย ทำให้เราเที่ยวได้แบบคุ้มๆ ไม่ต้องเบียดเบียนเงินสดและเงินเก็บ หรือถ้าใครจะเลือกใช้คะแนนในบัตรเท่ากับจำนวนเงินที่ต้องการจะแลกเพื่อรับส่วนลดสูงสุดได้ถึง 10% ก็ได้ด้วย ถ้าใครมีคะแนนในบัตรเยอะๆ นี่ก็ลดไปได้หลายบาทเลยนะ

ที่สำคัญโปรนี้ยังให้เราแลกได้แบบไม่จำกัดสกุลเงิน โดยเฉพาะเงินเยนที่เราไปแลกได้เรทดีทีเดียวเลยล่ะ มีส่วนต่างนิดหน่อยเมื่อเทียบกับร้านแลกเงิน แต่เราโอเคถ้าแลกกับการผ่อน 0% ได้นาน 4 เดือน และสะดวกในการเดินทางไปแลกที่ธนาคารกสิกรไทยใกล้ๆ บ้านด้วย เพราะแค่ยื่นบัตรประชาชน บัตรเครดิตกสิกรไทยของเราแล้วแจ้งว่าขอใช้โปรโมชั่นรูดแลกเงิน 0% 4 เดือน ก็เรียบร้อยจ้า เพื่อนๆ สามารถไปรูดแลกเงินได้ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาที่ร่วมรายการ และบูธแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ โปรดีๆ แบบนี้มีให้ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2563 ใครแพลนจะไปเที่ยวช่วงไหน ลองใช้วิธีรูดแลกเงินที่กสิกรไทยก็สะดวกดีนะจ๊ะ

โกเบ ชื่อนี้ไม่ได้มีดีแค่เนื้อวัว เพราะเมืองโกเบนั้นเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ห้าและเมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งของมหานครเคฮันชิง พื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่น โกเบจึงมีสถานที่ฮิตๆ ให้เราไป Checklist กันยาวเป็นหางว่าว แต่เราจะขอยกเอามาเบาๆ กับที่เที่ยวโกเบในเวลา 2 วัน รับรองงานนี้แกจะได้เต็มอิ่มในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หวาน การช้อปปิ้ง วัฒนธรรมเด็ดๆ และมุมถ่ายรูปโดนๆ ตามกลิ่นเนื้อย่างไปสำรวจโกเบพร้อมๆ กันเลยจ้า

001 Arima Onsen

ที่แรกที่เราจะพาพวกแกไปนั้นก็ถือว่าเป็นของสำคัญที่ขึ้นชื่อมาอย่างยาวนานในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ นั่นก็คือ Arima Onsen เมืองออนเซ็นที่มีอายุมากกว่า 1000 ปี จนเรียกได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เมื่อเราเดินทางมาถึงที่นี่เราก็จะได้พบเห็นเมืองสีเข้มที่ทำจากไม้เป็นหลัก และผู้คนที่สวมชุดกิโมโนแบบญี่ปุ่นอยู่ประปรายจึงให้ฟิลเหมือนเราเดินเล่นในเมืองโบราณอยู่ไม่น้อย รอบข้างของถนนสายหลักที่ชื่อว่ายุโมโตดซากะ จะเรียงรายไปด้วยร้านค้าที่ขายอาหารและของฝากอยู่ทั้งสองฝั่งถนน บรรยากาศจึงคึกคักชวนให้เราเสียเงินกับของเล็กๆ น้อยๆ ยิบย่อยแบบไม่ทันได้รู้ตัว และจุดหลักของที่นี่คือบ่อออนเซ็นที่แม้จะมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่ก็โดดเด่นด้วยแร่ธาตุที่มีเฉพาะในเมืองออนเซ็นแห่งนี้เท่านั้น

เมืองออนเซ็นแห่งนี้ของกินข้างถนนก็หาได้ง่ายไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก แต่ที่พลาดไม่ได้สำหรับนักเดินทางทุกคนก็คือเมนูเนื้อบดชุบแป้งทอดจากร้านทาเคนากะนิคุเท็น Takenaka Nikuten ที่ใช้เนื้อวัววากิวขนดำผสมกับเนื้อวัวโกเบกิวคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่เครื่องปรุงนิด ชุบแป้งทอดหน่อย หย่อนลงในกะทะน้อยๆ แล้วปล่อยให้ลอยขึ้นหลังจากสุก ก่อนจะจับใส่ซองประดาษแล้วเสิร์ฟให้ถึงมือผู้รับขณะที่ควันกำลังฉุยๆ กัดแล้วจะพบกับความจุ๊ยซี่ฉ่ำน้ำของเนื้อวัวที่สุกได้แบบพอดี๊พอดี ราคาก็อยู่ที่ชิ้นละ 250 เยน เรียกว่าถูกและดีมีอยู่จริงเด้อ!!!!

กินของทอดแล้วอาจจะฝืดคอเราเลยขอต่อด้วยเจลลาโต้โฮมเมดของร้านซุตาจิโอเน่ Stagione ที่มีไอศครีมรสผลไม้ตามฤดูกาลและรสอื่นๆ ให้เลือกถึง 18 รสชาติ ใจจริงก็อยากกินให้ครบทุกรสแล้วมาเล่าให้พวกแกฟัง แต่ก็กลัวว่าเบาหวานจะรับประทานเสียก่อนจึงสั่งมาเพียงไอศครีมถ้วยดับเบิ้ลรสพรีเมี่ยมมิลค์และรสเกียวโตอุจิมัจฉะ ที่มีส่วนผสมหลักคือนมวัวจากฟาร์มบนภูเขารกโกซัง เพิ่มด้วยท็อปปิ้งเซ้มเบ้โซดาของฝากสุดฮ็อตของอาริมะออนเซ็นอีกซักหนึ่งอันเสียทรัพย์ไปทั้งสิ้น 510 เยน สบายพุง

พักท้องกันสักนิดที่ศาลเจ้าโทเซ็น Tosen Shrine ศาลเจ้าของเทพเจ้าโอนามุจิ โนะ มิโคโตะ และซุคุนาฮิโกะนะ โนะ มิโคโตะ ผู้ค้นพบอาริมะออนเซ็น ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเทพเจ้าทั้งสองได้เห็นอีกากำลังอาบน้ำรักษาบาดแผลด้วยน้ำสีแดงจึงลงมาดูทำให้ค้นพบอาริมะออนเซ็น ศาลเจ้านี้มีความโด่งดังในเรื่องของการขอบุตร แต่สำหรับใครที่ไม่ได้อยากจะมาขอบุตร ที่นี่ก็ยังมีเทพเจ้าอีกหลายองให้สักการะด้วย และยังมีสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับศาลเจ้าให้เราเดินเล่นได้ด้วยเช่นกัน

แม้จะเป็นเมืองที่เดินเข้ามาแล้วรู้สึกได้ถึงความย้อนยุคและมีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่สูงมาก แต่ที่นี่ก็ยังมีคาเฟ่เก๋ๆ ที่ซ่อนความชิคคูลให้เราได้เดินดูอยู่หลายร้าน และที่เราแนะนำแบบต้องแวะไปนั่งชิวเลยก็คือ Café De Beau ร้านคาเฟ่สีขาวที่ตกแต่งสไตล์สวนโดดเด่นด้วยต้นไม้เขียวขจีที่หน้าร้าน จะเลือกนั่งเอาท์ดอร์รับแดดก็สวย หรือจะนั่งโซนอินดอร์ก็ยังมีมุมกระจกที่ทำให้เหมือนนั่งจิบกาแฟอยู่ในสวนก็ดีไม่แพ้กัน

พอเข้าสู่ตัวร้านก็จะได้เจอกับตู้กระจกที่เรียงรายไปด้วยขนมหวานหน้าตาน่าทานราวกับมันกำลังกวักมือเรียกเราว่าเลือกฉันสิ เลือกฉันสิ ต่างฝ่ายต่างก็อวดประชันกันด้วยรูปลักษณ์ที่ราวกลับออกมาจากโมเดล แต่ที่ชนะใจเราก็คือ เค้กสตรอว์เบอร์รีสีหวานที่น่ารับประทานด้วยน้ำตาลไอซิ่ง เอามาตั้งนิ่งๆ และจับคู่กับชา English Breakfast นั่งจิบชาละเลียดเค้กให้เวลาไหลไปแม้เวลาจะน้อยลงแต่ความสุขนั้นเพิ่มขึ้น ที่จริงเขายังมีเมนูเด็ดมากคือ อาริมะโรล โรล ที่มีส่วนผสมของเกลือที่ได้จากออนเซ็นทองอยู่ด้วย แต่เรามาไม่ทัน ถ้าใครมาทันฝากชิมเผื่อเราด้วยละกันนะ

มาถึงเมืองออนเซ็นแต่ไม่แช่ออนเซ็นก็คงเหมือนจ่ายเงินซื้อของแต่ไม่เอาของนั้นล่ะ เราเลยแวะไปแช่ออนเซ็นแบบฟรีๆ ที่ คินเซ็นออนเซ็นทอง บ่อออนเซ็นที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองแห่งนี้ เพราะน้ำของที่นี่มีสีน้ำตาลแดงที่เอาจริงๆ แล้วมันค่อนข้างจะเหมือนน้ำโคลนที่บ้านเรา แต่เจ้าสีน้ำตาลที่เห็นนี้มันไม่ใช่โคลนน่ะสิมันเป็นส่วนประกอบของธาตุเหล็กที่อยู่ในชั้นดิน พอได้ผสมรวมกับน้ำแร่ร้อนๆ ก็เกิดปฏิกิริยาจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ทำให้มีคุณสมบัติต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ปวดในส่วนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีความเข้มข้นของเกลือในน้ำสูงมากจึงช่วยรักษาความชุ่มชื้น รอยแผล และอาการของโรคผิวหนังต่างๆ ได้ดี กลายเป็นขวัญใจของผู้เฒ่าผู้แก่และนักเดินทางอีกมากมายในการมาเยือนออนเซ็นนี้

002 Tor West

ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของแฟชั่นอันเก๋ไก๋ เราจึงนำตัวเองมาพิสูจน์ความชิคที่ ย่านทอร์เวสต์ (Tor West) ย่านช้อปปิ้งที่อยู่ระหว่างสถานีซันโนะมิยะกับสถานีโมโตมะจิ ที่แม้สีสันและตึกจะไม่ได้ดูจัดจ้านในย่านนี้ แต่หากได้ลองเดินดูแล้วก็จะเพลิดเพลินไปกับร้านเสื้อผ้าที่มีทั้งมือสอง แบรนด์โลคอล ดีไซเนอร์ประจำเมือง ร้านขายของจิปาถะ แกลอรี่ และร้านโฮมเมดต่างๆ ซึ่งการตกแต่งร้านรวงก็มีความเก๋ในสไตล์มินิมอล มีดีเทลที่ชวนว้าวอยู่ตลอดเวลา ของต่างๆ ก็ล้วนมีเอกลักษณ์ที่รับรองว่าซื้อมาแล้วไม่เกร่อแน่นอน นอกจากจะมา Shopping แบบเพลินๆ แล้ว ก็ยังได้มาดูการแต่งตัวของวัยรุ่น ของพ่อค้าแม่ค้าที่แต่งตัวมาประชันกันจนนึกว่าเรากำลังเดินอยู่บนรันเวย์ และใครไม่ใช่สายช้อบก็สามารถมาเดินคูลๆ ทำตัวแอ๊บเป็นนิปปอนบอยนิปปอนเกิร์ลสับขาถ่ายรูปแนวสตรีทแฟชึ่นเท่ๆ ก็เก๋ไม่เบา

ย่านชิคกะด๊าวขนาดนี้แน่นอนว่าต้องมีคาเฟ่ดีๆ ซ่อนตัวอยู่มากมายอย่างแน่นอน เราเลยขอคัดสรรคาเฟ่ที่เป็นตัวท้อปในย่านนี้ที่จัดอันดับด้วยเราเองมานำเสนอพอกรุบกริบ โดยขอเริ่มที่ Ravo Bake Coffee ร้านกาแฟสีเรียบแต่เท่ ที่มาในคอนเซ็ปท์อะโลฮ่า ฮาวาย ที่ความน่าว๊ายกรี้ดคือกาแฟของที่นี่เค้าจะเสิร์ฟหมุนเวียนเปลี่ยนเมนูไปตามแต่ละเดือนนะจ้ะ เพราะฉะนั้นเห็นคนอื่นไปเดือนนั้นแล้วอยากจะกินเมนูนั้นบ้างมันไม่ได้นาจา แต่ถ้าเบสิคเมนูต่างๆ เค้าก็มีให้เลือกอยู่เหมือนกัน ใครชอบสไตล์ไหนก็สั่งโล้ดจ้าาาา

 

ไปเพิ่มระดับคาเฟอีนกันต่อที่ร้าน The Anchor Coffee & Wine Stand ร้านเล็กที่มีความมุ้งมิ้งแต่สวยจริงๆ ไม่ได้หลอก สีฟ้า-ขาว สัญลักษณ์แห่งท้องทะเลทำให้ร้านนี้เหมือนสมอเรือที่ปักหมุดลอยตัวบนคลื่นที่งดงามตามชื่อร้าน แล้วยังส่งกลิ่นอบอวลของกาแฟคั่วบดใหม่จนใจสั่นระรัว งานนี้ไม่ต้องกลัวน้ำตาลเกินเพราะเราขอเติมแต่คาเฟอีนล้วนๆ แบบเข้มๆ ขมๆ เท่ๆ กับเมนูกาแฟดริป

เพราะความน่ารักของเธอมันทำให้ชั้นนั้นใจอ่อน ต้องขอรบเร้าเพื่อนเข้าไปจัดเครปเย็นที่ร้าน Hahaha Crepe ร้าน Take away สีดำที่นำมาซึ่งความอร่อย บวกกับรอยยิ้มที่สดใสสุดเฟรนลี่ของเจ้าของร้านก็ทำให้เรารู้สึกอร่อยตั้งแต่ยังไม่ได้ทาน ไส้เครปก็มีให้เลือกหลายหน้าตระการตาดูน่ากินไปหมดทุกสิ่งอัน แต่เราก็ได้ตัดสินใจเลือกหน้าโอรีโอสุดฮิต แป้งนุ่มๆ ครีมเย็นๆ โอรีโอกรุบๆ หวานๆ มันดีจนอยากกลับไปถามเจ้าของร้านว่าคิดสูตรนี้ออกมาได้ยังไง เพราะมันดีต่อใจซะเหลือเกิน!!!

นี่แค่น้ำจิ้มๆ แถวนี้เค้ายังมีคาเฟ่ให้ hopping จนตัวกลิ้งเข่าเสื่อมกันอีกมากกกกกกมายยยยยยย กินจนตาลาย อ่านหนังสือจนจบเล่มไปแปดตลบยังกินไม่ครบกันเลยจ้า แต่การได้มานั่งจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ปล่อยเวลาไปกับกลิ่นหอมๆ ของกาแฟ ปล่อยใจไปกับความหวานละมุนของเค้กนุ่มๆ ปล่อยชัตเตอร์ไหลไปกับเรื่องราวหลังเลนส์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว หรือจะนั่งเปล่าๆ ปรี้ๆ ก็ยังรู้สึกดีเลยแก๊

003 Kyukyoryuchi / Old Foreign Settlement

กินน้ำหวานซัดน้ำตาลกันมาเยอะขนาดนั้นถ้าไม่หาที่เดินละลายไขมันกันซะบ้างเดี๋ยวจะตัวอ้วนจนกลับบ้านไปแล้วแมวหมาก็จำกันไม่ได้ ซึ่งเราก็ขออัพเกรดจากความชิวมาเดินใช้เงินพริ้วๆ ที่ ย่านคิวเคียวริวจิ ย่านไฮโซโก้เก๋ ที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมระดับโลก ร้านเสื้อผ้าสุดไฮคลาส ร้านคาเฟ่เท่ๆให้เราเดินเพลินๆ ท่ามกลางกลิ่นไอจางๆของชาติตะวันตก เพราะแต่เดิมที่นี่คือย่านที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ เราจึงสามารถไปเสพย์บรรยากาศเก่าๆจากอาคารสไตล์ตะวันตกได้อยู่

และร้านคาเฟ่สัญชาติตะวันตกที่มาเติบโตอย่างคึกโครมในชาติตะวันออกกับสัญลักษณ์ขวดสีฟ้าในชื่อ Blue Bottle นี้คือหนึ่งในร้านคาเฟ่สุดฮิตในย่านนี้ โดยกาแฟแต่ละแก้วจะถูกเสิร์ฟด้วยกรรมวิธีการชงแบบสุญญากาศ ทีละแก้ว ทีละแก้วอย่างตั้งใจเพื่อกลั่นกรองรสชาติของกาแฟแท้ๆ ที่บางเบา หอมกรุ่นจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนทั่วโลก

ภายในร้านจะเน้นการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่ทว่าให้ความอบอุ่นจากบรรยากาศที่หอมกรุ่นของกาแฟและคุกกี้ที่สดใหม่ เพดานสูงโปร่งนั้นก็ทำให้เรารู้สึกสบายตาและหรูหราจากความเรียบง่าย ซึ่งการตกแต่งจะเหมือนกันทุกสาขาทั่วโลก แต่ถึงจะเหมือนกันถ้าเราเจอที่ไหนก็อยากจะเข้าไปดื่มกาแฟดีๆอีกอยู่ดีนั่นล่ะ เพราะมันอุ่นใจได้ว่ากาแฟทุกแก้วจะได้มาตราฐานเดียวกันจริงๆ

004 Kitano Street Ijinkan

มาเที่ยวเมืองท่ากันทั้งที เราก็ไม่พลาดที่จะแวะไปเยือนย่าน Kitano Street Ijinkan อดีตพื้นที่ที่ฝรั่งมังฆ้องเคยมาทำกินและลงหลักปักฐานตั้งแต่ปี 1868 และเมื่อก้าวเข้าสู่ถนนสายนี้เราก็จะได้เห็นอะไรที่แปลกตา สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ผิดแปลกไปจากความเป็นญี่ปุ่นที่คุ้นเคย ได้เห็นความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่นและชาติตะวันตกผ่าน อิจินคัง หรือคฤหาสน์ฝรั่งกว่า 30 หลัง ซึ่งมีหลายหลังที่เปิดให้เราสามารถเข้าชมได้และอีกหลายหลังที่เปลี่ยนเป็นย่านคาเฟ่ร้านค้า ร้านขายของต่างๆ

1 ใน 30 หลังที่ถือว่าเป็นแลนมาร์คที่ทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาถ่ายรูปเยอะสุดก็จะเป็น Weather clock house บ้านเก่าแก่สไตล์เยอรมันที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 ด้วยอิฐสีแดง หลังคาทรงจั่ว โดดเด่นด้วยอุปกรณ์บอกทางลมรูปไก่ที่อยู่บนหลังคา ที่สร้างตามความเชื่อว่าไก่เป็นสัตว์ที่มีความระมัดระวังตัวสูง ดังนั้นจึงเสมือนเป็นสัญลักษณ์คุ้มครองภัยให้บ้านหลังนี้อยู่เย็นเป็นสุขอะไรทำนองนี้ จุดนี้เดินถ่ายรูปกันได้เพลินๆ ได้มุมเหมือนมายุโรปก็นับว่าคุ้มดี

อีกหนึ่งคฤหาสน์สไตล์ยุโรปที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นสวยงามที่พลาดไม่ได้ก็คือ Uroko house คฤหาสน์ป้อมแฝดขนาดใหญ่ที่ภายในทุกห้องยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ในอดีต พวกโบราณวัตถุ เครื่องเคลือบดินเผา รวามถึงภาพเขียนหายากที่ได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดีให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ต้องยอมรับว่าเมื่อเราเดินดูมันก็ให้ความรู้สึกว่ากำลังอยู่ในบ้านสไตล์ตะวันตกในอดีตจริงๆ นะแก ส่วนด้านหน้าก็รูปปั้นหมูป่าจมูกสีทองนามว่า Porcellino ที่มีความเชื่อว่าหากได้ลูบจมูกมันสักครั้งก็จะมีความโชคดี

แค่สองในสามสิบหลังก็อลังจนต้องเปลี่ยนเมมกล้อง เพราะบรรยากาศการผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันตกและญี่ปุ่นแบบนี้หาที่อื่นอีกไม่ได้แน่ๆ ซึ่งหากใครมีเวลาก็สามารถตามเก็บให้ครบทุกหลัง หรือจะเก็บเบาๆ ให้พอฟินส์แบบเราจะได้มีเรื่องเล่าก็ได้น้า

005 Kobe Beef Yazawa West

และแล้วเวลาที่ทุกท่านรอคอยก็มาถึงงงงงง เพราะถึงแม้โกเบจะมีร้านรวงและความสวยงามอื่นๆ ให้ชื่นชม แต่เนื้อโกเบก็คือสวรรค์ชั้น 7 ของผู้ที่เดินทางมาเมืองนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อมาถึงเราจะพลาดเนื้อโกเบไปได้ยังไง และแม้ว่าร้านขายเนื้อจะมีให้เราเห็นอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมทั่วโกเบและหาง่ายประหนึ่งเซเว่นของบ้านเรา แต่รอบนี้เราขอแนะนำร้านที่มีรางวัลการันตีมากมาย ซึ่งก็คือร้าน Kobe Beef Yazawa West ร้านอาหารสองชั้นที่ตกแต่งด้วยไม้และไฟโทนส้มๆ อุ่นๆ ชวนหิว ที่ประดับประดาทางเข้าด้วยถ้วยรางวัลการันตีมากมายหลายใบจนเหมือนได้ยินคำกล่าวทักทาย จากเหล่าถ้วยรางวัลว่าเราทำดีแล้วเดินเข้าถูกร้านแล้ว ฉันจะเสิร์ฟคุณด้วยเนื้อฉ่ำๆ ให้สมกับรางวัลที่การันตียังไงยังงั้น

หลังจากกวาดตาดูเมนูปุ๊บเราก็สั่งปั๊บชนิดที่ไม่ต้องคิดกันเลยกับชุด Premium Kobe Steak ชุดเซทตัวท็อปที่สุดของร้าน เพราะอยากจะรู้ว่าที่สุดของเนื้อโกเบนั้นมันจะทำให้เราฟินได้ขนาดไหน โดยในเซตก็จะมีสารพัดเมนูเนื้อตั๋น เนื้อสเต็ก สลัด ซุป และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง แต่มันก็ยังดูจัดจ้านไม่พอเราจึงจัดซูชิเนื้อมาตามคำแนะนำของพนักงานที่บอกว่าสั่งแค่หนึ่งชิ้นก็เพียงพอ และพอพระเอกของเรามาเสิร์ฟ แล้วจัดคำแรกเข้าไปกับเนื้อสเต็กแบบมีเดียมแรร์ ถึงกับต้องร้องโอ้โหพร้อมๆ กับน้ำตาที่ปริ่มๆ จะเอ่อล้น จะว่าเว่อร์ก็ต้องยอมเพราะมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ แกเอ้ย เกิดมาก็หลายปีเดินทางมาก็หลายทีกินอาหารมาก็หลายอย่าง แต่เนื้อคำนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าอร่อยจนแทบจะขึ้นสวรรค์ กินเพียวเพียวยังน้ำตาจะไหลพอได้ซอสโชยุและเกลือ กับเครื่องเคียงที่มาช่วยตัดเลี่ยนยิ่งรู้สึกเหมือนสายรุ้งจะพุ่งออกจากปากทำให้เราเข้าใจแล้วว่า ทำไมคนเราถึงยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้กินของดีๆ อร่อยๆ เข้าใจแบบท่องแท้จนถ้านี่เป็นวิชาพุทธศาสนาเราก็คงเหมือนกำลังจะบรรลุอรหันต์เลยทีเดียว

006 Kobe Port Tower

มีความสุขจนเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ แต่การเดินทางของเราก็ยังไม่จบลงเพราะโกเบยังมีอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือ Kobe Port Tower หอคอยแห่งโกเบ หอคอยสีแดงริมอ่าวที่สูงถึง 108 เมตร จุดชมวิวสุดปั๊วะที่มีสถาปัตยกรรมแบบเกรียวอันได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของกลองยาวในญี่ปุ่น จนกลายเป็นอาคารแรกของโลกที่มีรูปทรงแบบท่อ บนหอคอยแห่งนี้จะแบ่งเป็นห้าชั้นโดยชั้นแรกเป็นจุดจำหน่ายตั๋วและของที่ระลึก ชั้นที่สองและสามเป็นร้านอาหาร ส่วนชั้นที่สี่และห้าเป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศาจ้า

นอกจากหอคอยสีแดงแห่งนี้แล้วบริเวณอ่าวโกเบก็ยังมีร้านรวงต่างๆ อีกมากมาย แต่เราจะไปหาของกินและช้อปปิ้งกันที่ Mosaic แหล่งจำหน่ายสินค้าแฟชั่นทุกประเภท ที่นี่จึงเต็มไปด้วยนักช้อปตัวยงเพราะมีสินค้าให้เลือกมากมายในราคาที่ไม่แพง และสำหรับใครที่ชื่นชอบกับแอนิเมชันทางใต้ของตึกนี้ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์และสวนสนุกไว้ปลดปล่อยความสดใสและหัวใจที่เป็นเด็ก ช้อปจนสาแก่ใจ สดใสจนท้องหิว ก็ยังมีร้านอาหารคอยบริการแบบครบครันอยู่ในตึกเดียวกันอีกด้วย

007 Nankinmachi Kobe Chinatown

โอ้โห!! ใครถือคติไม่แดงไม่มีแรงเดินพอมาที่นี่ปุ้บนี่บอกเลยคงสับขากันจนแทบขวิด เพราะทุกอย่างมันแดงตะลุ่งตุ้งแช่จนนึกว่าจะมีสิงโตเชิดออกมาเลยทีเดียว ไม่ต้องงงเพราะเราไม่ได้เดินหลงไปถึงเมืองจีน แต่นี่คือ Nankinmachi Kobe Chinatown นั่นเองจ้า 1 ใน 3 เมืองที่มีไชน่าทาว์นของญี่ปุ่นอันได้แก่ฮิโรชิม่า นางาซากิ และโกเบ นั่นก็เพราะความเป็นเมืองท่ามาแต่อดีตนี่แหล่ะจ้า ชาวจีนเองเค้าก็ได้เดินทางมาค้าขายที่เมืองโกเบตั้งแต่ ค.ศ. 1868 และทำให้ย่านนี้กลายเป็นไชน่าทาวน์โดยให้ชื่อว่า Nankinmach ซึ่งล้อไปกับ Nanjing ชื่อเดียวกับเมืองหลวงเก่าของจีนนั่นเอง ใครที่ชอบจีนแบบเงียบสงบ เรียบร้อย แต่เฉิดฉาย ที่นี่บอกเลยว่ามันใช่ จะมาเดินถ่ายรูปแบบพริ้วๆ หรือหาอะไรกินก็ดีงามตามท้องเรื่อง

เอกลักษณ์ของชาวจีนที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนพวกเขาก็จะต้องส่งต่อวัฒนธรรมอาหารให้หยั่งรากลึกในที่นั้นๆ ทุกทีไป ย่านนี้ก็เช่นเดียวกันเราสามารถหาสารพัดเมนูอาหารจีนที่คุ้นเคยอย่างหมันโถ ซาลาเปา ขนมจีบได้ไม่ยากนัก แต่ที่ไม่ควรพลาดก็คือเมนูจีนที่ประยุกต์ความเป็นญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างเช่น Aromatic Duck หรือเป็ดปักกิ่งแบบ Takeaway ที่สามารถซื้อแล้วยืนกินอยู่หน้าร้าน และกองทัพซาลาเปาสารพัดไส้ที่ใส่เนื้อโกเบเข้าไปเป็นกิมมิก และอื่นๆ อีกมากมายหลายเมนู จนเราแทบจะกลายเป็นหมูกลางดงเป็ดปักกิ่ง ถนนเส้นนี้จึงเป็นญี่ปุ่นในอีกมุมหนึ่งที่เราคาดไม่ถึงและไม่เคยได้สัมผัสจากที่ไหนมาก่อน ใครมาโกเบเราก็ไม่อยากให้แกพลาดสถานที่ดีๆ แบบนี้จริงๆ

008 Kobe Sannomiya Center Street

ถ้าถนนสายช้อปที่แนะนำไปยังไม่ถูกจริตหรือโดนใจสักเท่าไหร่ เราขอส่งอีกหนึ่งช้อยส์ตัวเลือกอย่าง Kobe Sannomiya Center Street ถนนสายช้อปปิ้งที่มีสินค้ามากมายก่ายกองไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ร้านขายยา ร้านของฝาก รวมไปถึงร้านอาหาร และร้านแบบ Free Tax ให้จ่ายสะบัดเงินสะพัดออกจากกระเป๋ารัวๆ แต่เราไม่กลัวเพราะของเค้าดีและเด็ดจ่ายไปแต่ละเยนช่างคุ้มค่า แถมเงินที่แลกมาก็เรทดี แล้วยังผ่อนได้แบบฟรีดอกเบี้ยถึง 4 เดือน งานนี้ยิ่งมีความฮึกเหิม ช้อปกันให้คุ้มๆ กับที่เดินทางข้ามน้ำข้ามฟ้ามาถึงนี่กันไปเลยจ้า

009 FRAME*

โลเคชั่นสุดท้ายเราจะขอแนะนำร้านคาเฟ่สุดเท่และสุดอาร์ตเป็นที่สุด ที่เอาใจทั้งคนรักฟิล์มและคนรักกาแฟไว้ในร้านเดียวกัน FRAME* ร้านเล็กๆ สีขาวที่ดูแลโดยสองสามีภรรยา ภายในเต็มไปด้วยฟิล์มนานาชนิดจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ฟิล์มขนาดย่อมได้เลย เราสามารถเลือกซื้อเลือกหาฟิล์มที่เราไม่เคยเจอและไม่มีวางขายในประเทศไทยได้หลายชนิดมากๆ นอกจากนี้ร้านนี้ยังเป็นร้าน develop ฟิล์มในตำนานที่เหล่าช่างภาพชื่อดังของญี่ปุ่นต่างแวะเวียนกันมาอยู่บ่อยครั้ง

ใครที่ชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์ม ถ้าเข้ามาที่ร้านนี้แล้วไม่เสียเงินต้องยอมรับว่าแกใจแข็งมากจริงๆ เพราะมันมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับฟิล์มอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นซองใส่รูป กรอบรูป โปสการ์ดที่ทางร้านถ่ายเองด้วยกล้องฟิล์มอยู่หลายใบ ช้อปเพลินจนเกินห้ามใจกันได้สักพักก็ได้เวลาสั่งกาแฟดำร้อนๆ มาดื่มพลางหยิบ Photobook ที่มีหลาย 100 เล่ม มานั่งละเลียดหาไอเดียและแรงบันดาลใจไปทีละรูป งานนี้เล่นเอาคนรักพาฟิล์มแบบเราอินจนลืมเวลาลืมกล้อง digital ไประยะหนึ่งเลย

สบายให้สมกับที่ได้มาเที่ยวในเมืองที่เฉี่ยวไปทุกเรื่องอย่างนี้ก็นับว่าคุ้มค่าในทุกเยน!!! แถมยังคุ้มเป็นสองเท่าเพราะเรามาในช่วงที่เรทเงินบาทแลกเป็นเงินเยนในราคาดี๊ดี บวกด้วยโปรสุดฟินส์โดนใจสายเที่ยวจากธนาคารกสิกรที่ใช้บัตรรูดแลกเงินได้ทุกสกุลพร้อมผ่อนจ่าย 0% ถึง 4 เดือน การเดินทางของเราในครั้งนี้จึงกลับประเทศด้วยความสดชื่นเพราะทั้งเงินสดเงินเก็บยังอยู่ครบเต็มกระเป๋า เราจึงอยากจะบอกว่าหากเราวางแผนเที่ยวดีๆ หาข้อมูลการเดินทาง การแลกเงิน วางแผนการใช้จ่ายในทุกทริปแล้วล่ะก็ การเดินทางของเราก็จะมีความสุข ไม่ต้องมานั่งเศร้าหรือรู้สึกผิดกับเงินในกระเป๋าที่หายไป ว่าแล้วก็ออกไปซื้อความสุขซะ