ขนาดท้องฟ้ายังไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักวัน ก็คงไม่ต่างกับการเดินทางที่มักจะพาให้เราได้เจอสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ แค่ไปต่างเวลา ต่างฤดูกาล ต่างเพื่อนร่วมทาง หรือแม้แต่ต่างวิธีการเดินทาง ถึงแม้จะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยที่หลายคนเคยไปอย่าง “เขาใหญ่” ก็อาจมีอะไรให้เราสัมผัสไม่รู้เบื่อ เพราะที่นี่นอกจากจะเต็มไปด้วยธรรมชาติสวย ๆ ทั้งน้ำตก ภูเขา ทุ่งหญ้า และผืนป่า ให้เราออกไปผจญภัยพร้อมดื่มด่ำกับอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังมีที่พักสุดเก๋สไตล์ซาฟารี คาเฟ่สุดคูล และร้านสเต็กแสนอร่อยที่จะมาทำให้การเดินทางครั้งนี้มีแต่ความสุขความสดชื่นตั้งแต่ตื่นยันหลับ ชนิดที่ว่าจบทริปปุ๊บจะมีเรื่องมาเล่าให้เพื่อนได้อีกยาว ๆ เชียวละ รีบอ่านแล้วหาวันหยุดที่ว่าง ๆ ออกจากเมืองกรุงไปสัมผัสเมืองกรีนที่เขาใหญ่กันเถอะพวกเรา!

และทริปเขาใหญ่รอบนี้เรามีโอกาสได้ลองขี่ “ALL NEW YAMAHA XSR155” รถจักรยานยนต์เซกเม้นท์ใหม่ล่าสุดที่มาในสไตล์ SPORT HERITAGE ที่แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอกก็ต้องบอกเลยว่าเท่จับใจ ไฉไลด้วยดีไซน์ที่มีการผสมผสานกลิ่นอายความเฮอร์ริเทจสไตล์ในยุค 80’s นำมามิกซ์แอนท์แมทช์เข้ากับความโมเดิร์นและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างลงตัว ให้เรารู้สึกมั่นใจตลอดเวลาการขับขี่ ยิ่งพอได้ลองเอาไปขี่จริงในทริปนี้แล้ว รู้สึกเลยว่าไม่ใช่แค่ดูดีเพียงอย่างเดียวแต่ยังขี่สนุก ไม่เบื่อ ไม่เมื่อย รู้สึกเพลิดเพลินตลอดเส้นทางตั้งแต่กรุงเทพจนถึงปากช่องเลยละ

001 : Pirom Café

เพียงสองชั่วโมงนิด ๆ จากกรุงเทพฯ All New Yamaha XSR155 คู่ใจก็พาเราเข้าสู่อำเภอปากช่องมายังจุดเช็คอินแรกที่ Pirom Café หนึ่งในคาเฟ่สุดล้ำน้องใหม่ของเขาใหญ่ ที่รายล้อมด้วยบรรยากาศเขียวขจีของพุ่มไม้ที่ไล่ระดับตัดตกแต่งคล้ายกับไร่ชา ประดับประดาอยู่รอบร้านจนกลายเป็นไฮไลต์ที่ไม่ว่าใครก็ต้องมายืนโพสต์ท่าเท่ ๆ กันทุกราย ซึ่งตัวร้านตั้งอยู่ในบริเวณ Sales Gallery ใกล้กับไร่องุ่น PB Valley มีเสน่ห์ที่สร้างเป็นอาคารไม้สีน้ำตาลทรงสามเหลี่ยม ให้ฟีลโรงเรือนบ่มไวน์ มีที่นั่งทั้งแบบด้านในติดแอร์ และแบบโอเพ่นแอร์ให้เราได้ชมวิวทิวเขา และสัมผัสบรรยากาศความกรีนอย่างเต็มที่ แถมยังมีโซนริมน้ำสุดชิวให้เลือกจับจองที่นั่งอีกด้วย

นอกจากวิวสวย ๆ ภายในร้านแล้ว ในส่วนของเครื่องดื่ม และอาหารก็มีให้บริการแบบพอกรุบกริบ ส่วนใหญ่แล้วที่นี่จะเน้นเป็นเมนูทานเล่น สูตรโฮมเมดแบบสไตล์ตะวันตก จะสั่งลาเต้เย็นสักแก้วกับชูครีมอบร้อน ๆ หอม ๆ สักชิ้นมากินคู่กัน แล้วทอดสายตามองธรรมชาติแบบพาโนราม่า ก็มั่นใจได้เลยว่ามันจะช่วยเยียวยาความเครียดที่เจอในกรุงให้หายเป็นปลิดทึ้ง พร้อมไปเช็คอินกับโลเคชั่นต่อไปแล้ว

002 : Midwinter Green

มีคาเฟ่ไปแล้วร้านอาหารเด็ดก็ต้องมา และแน่นอนว่ามาเที่ยวเขาใหญ่ก็ต้องไม่พลาดลองสเต็กชั้นดีจาก Midwinter Green ที่แค่ภายนอกร้านก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการด้วยปราสาทสีขาว และหอคอยสูงใหญ่ พอก้าวเข้าไปด้านในก็ยังประทับใจกับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้แต่โต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นก็ใช้ไม้โทนสีอบอุ่นน้ำตาลเข้มที่ดูขรึมแต่น่าค้นหา มีห้องสโมครูมด้านล่างที่ตั้งใจเปิดให้ลูกค้าได้เห็นพ่อครัวปรุงอาหารจานเด็ดที่เป็นเอกลักษณ์ของ Midwinter เค้าล่ะ

โดยอาหารของที่นี้เค้าก็มีให้เราเลือกสั่งหลายอย่าง ทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ แต่ทีเด็ดห้ามพลาดคือสเต็กซี่โครงหมูที่ย่างด้วยไฟและปรุงรสมากำลังดี พิซซ่าหน้า signature ของทางร้าน และนานาสปาเก็ตตี้ที่มีให้เลือกสั่งหลากหลายเส้น เอาเป็นว่าใครชอบอาหารแนวนี้ จะต้องแฮปปี้กับรสชาติและมีความสุขกับบรรยากาศจนไม่อยากให้มื้อนี้ผ่านไปเลยละ

หลังจากอิ่มแปล้ เราก็ออกมาเดินย่อยชมวิวสูดหายใจสดชื่นอย่างเต็มปอดที่ฟาร์มด้านหลังร้าน ที่เป็นสถานที่ปลูกผักทุกชนิดที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร แถมโลเคชั่นฟาร์มก็ยังเก๋มีสไตล์ ได้กลิ่นอายความเป็นเฮอร์ริเทจ เหมือนกับ All New Yamaha XSR155 ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ข้ามกาลเวลา ด้วยไฟหน้าและไฟท้ายทรงกลมแบบ LED ดูย้อนยุค และทันสมัยในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญไฟยังสว่างชัดทุกระยะการขับขี่ เพิ่มความปลอดภัยให้เราในทุกเส้นทางอีกด้วย ส่วนความดีงามอีกอย่างของการเลือกขี่มอเตอร์ไซต์มาเที่ยวทริปนี้ที่ต้องยกให้เลยก็คือเรื่องความคล่องตัว ทำให้เราสามารถแวะจอดถ่ายรูปกับมุมสวย ๆ ได้สบาย เห็นมุมไหนเด็ดก็แวะจอดคว้ากล้องในกระเป๋าออกมารัวชัตเตอร์ได้เลย อย่างมุมนี้ก็ได้ฟีลที่แตกต่างเหมือนกำลังมาขี่รถเล่นไกลถึงเมืองนอกเลยละ

003 : Lalamukha Tented Resort

สำหรับที่พักในเขาใหญ่ครั้งนี้ … เค้ามาในสไตล์ใหม่ไม่ซ้ำใครตอบโจทย์สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยที่สุด เป็นที่พักแนวซาฟารี ซึ่งที่นี่ก็คือ Lalamukha Tented Resort นั่นเอง โดยคำว่า ลาลามูก้า มาจากภาษาชนเผ่าแอฟริกาที่แปลว่าผ่อนคลาย การตกแต่งของรีสอร์ทจึงเน้นให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติทั้งสีสันและวัสดุที่นำมาใช้ มองไปไหนก็สบายตา และแน่นอนว่าจุดเด่นของที่นี่คือการพักแบบ Glamping เป็นเต้นท์สุดหรูที่ลูกคุณหนูก็สามารถมาติดดินได้ มีห้องพักให้เราเลือกถึง 3 แบบทั้ง Eco Safari tents, Deluxe savanna tent และ Loft Tree house บ้านต้นไม้สุดคูลที่เหมาะจะมาพักกับแก๊งค์เพื่อนและครอบครัว ซึ่งห้องพักแต่ละแบบก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

หลังจากเก็บกระเป๋า ทึ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม ๆ สักหนึ่งงีบ แล้วตื่นมานั่งพักมองวิวหน้าเต้นท์ เราก็ออกเดินเล่นสำรวจรอบ ๆ บริเวณที่พัก ซึ่งที่นี่เค้าจัดสรรปันส่วนโลเคชั่นไว้ดีมาก มีอ่างเก็บน้ำอยู่ตรงกลาง และสร้างที่พักรวมถึงเต้นท์แต่ละหลังอยู่รอบ ๆ ไม่ว่าแกจะพักเต้นท์ก็สามารถเดินมาชมวิวริมน้ำได้เพียงไม่ถึงสิบก้าว นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำส่วนกลางที่ให้แกได้เพลิดเพลินกับวิวเขาใหญ่ไปพร้อมกับการแหวกว่ายในสระ ต่อด้วยมุมสุดฮิปอย่างสะพานแขวนที่เชื่อมระหว่างโซนล็อบบี้และบ้านต้นไม้ให้แกได้ถ่ายรูปจนจุใจ พร้อมทั้งยังมีร้านอาหารไว้ให้บริการทั้งมื้อเช้า กลางวัน เย็นอีกด้วย เรียกได้ว่า ครบ จบ เช็คอินแล้วไม่ต้องกระดิกตัวไปไหนก็ยังได้ งานนี้แค่ฟิตติ้งชุดสไตล์ซาฟารีกับหมวกบัตเก็จสักใบมาให้ดีเท่านี้ก็พอจ้า

เช้านี้เราตื่นด้วยเสียง birds sing in the morning ที่เป็นเหมือนบริการพิเศษของที่นี่ ที่ชวนให้เด้งตัวตื่นในทันที ก่อนจะล้างหน้าแปรงฟันแล้วออกไปทานอาหารเช้า ที่มีอาหารค่อนข้างหลากหลายให้เลือกทาน มีให้เลือกทั้งอเมริกันเบรคฟราส อาหารไทย ข้าวต้ม ขนมจีบ สปาเก็ตตี้ เครื่องดื่มสารพัด รวมถึงขนมปังหลายแบบ ที่มั่นใจเลยว่าก่อนตักแต่ละอย่างแกต้องมีความลังเล เลือกไม่ถูกว่าจะกินอันไหนเป็นอย่างแรกแน่นอน แต่แนะนำว่าอัดให้แน่นหน่อยนะ เพราะกิจกรรมที่เหลือวันนี้ต้องใช้พลังงานพอสมควรเลยละ

004 : อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

และแล้วเราก็มาถึงอีกหนึ่งจุดหมายหลักของเราในทริปนี้นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งจากถนนเส้นหลักมุ่งหน้าขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น นับเป็นเส้นทางแห่งความสุข ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติ ด้วยความเขียวขจี ความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังคงสร้างสีสัน ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนได้ตลอดเส้นทาง จนได้รับสมญานามว่า “อุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน” และยังเป็นอุทยานแห่งแรกในประเทศไทยอีกด้วย เหตุผลนี้เองทำให้เขาใหญ่เป็นที่ที่มากี่ทีก็ไม่มีทางเบื่อ แถมเขาใหญ่ก็ยังใหญ่สมชื่อเพราะครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ นครราชสีมา ปราจีนบุรี นครนายก และสระบุรี เที่ยวง่ายเที่ยวได้ทุกฤดู จะเที่ยวหน้าฝนฉ่ำ ๆ หน้าหนาวทีเห็นหมอกลอยอยู่บนยอดเขา หรือแม้แต่หน้าร้อนที่คนนิยมมาส่องสัตว์ในโป่งก็ดีงาม และมีเสน่ห์ไม่ซ้ำกันให้เราสัมผัส

ถ้าใครเคยขี่รถบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะต้องรู้ว่าเส้นทางนั้นมีทั้งโค้ง ทั้งเนิน สลับกันไปมา บางช่วงก็เป็นป่าทึบ บางช่วงก็ทุ่งหญ้า แต่ด้วยเครื่องยนต์ของ All New Yamaha XSR155 ที่ถูกปรับจูนให้ลงตัวมากขึ้น ทำให้รถไม่กระชากเวลาออกตัว มีระบบกันสั่นสะเทือนและระบบเบรคหน้า เบรคหลังอย่างดีทำให้ทุกการขับขี่ไม่ว่าเดินทางในเมือง หรือสายท่องเที่ยวก็สามารถขี่ได้อย่างปลอดภัย เข้าโค้งได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น นอกจากเครื่องยนต์และช่วงล่างที่สร้างความมั่นใจแก่เราเวลาขี่แล้ว เรายังชอบดีไซน์ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถ ไม่ว่าจะเป็นตัวถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อม Knee Grip ให้เรากับรถเป็นเสมือนหนึ่งเดียวกัน แถมยังรองรับการใช้งานได้ถึง 400 กว่ากิโลเมตร เติมน้ำมันเต็มถังวิ่งไปกลับก็ยังได้สบาย ๆ ส่วนเบาะนั่งก็เป็นแบบเบาะนั่งตอนเดียวสไตล์เฮอร์ริเทจ ที่มีรูปร่างเหมือนทรงขนมปังปอนด์ บุด้วยโฟมหนาหนุ่ม รองรับการเดินทางตลอดเส้นทางการขับขี่ ไม่มีเมื่อยแน่นอนจ้างานนี้ เม้าท์เรื่องรถซะยาวถึงเวลาไปเช็คอินสถานที่ต่อไปกันแล้วละ

หลังจากขับผ่านด่านฝั่งปากช่องเข้ามา จุดแรกที่เราแวะก่อนใครเลยก็คือ “จุดชมวิว กม.30”
หรือ จุดชมทิวทัศน์กิโลเมตรที่ 30 จุดนี้เราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ชื่นชมความงามของภูเขาได้เต็มตา เนื่องจากจะเห็นวิวข้างหลังยาวออกเป็นเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนสวยงาม สามารถเห็นนกหลายชนิดมาเกาะตามกิ่งไม้ในบริเวณนี้ได้ จึงมักจะมีช่างภาพมาดักรอถ่ายรูปนกกันเยอะ ยิ่งช่วงไหนหลังฝนตกฟ้าเปิดใหม่ ๆ ก็เป็นอีกจุดที่เราสามารถมาดูหมอกสวย ๆ ได้ไม่แพ้ดอยทางภาคเหนือเลยละ

ขี่รถมาเรื่อย ๆ ระหว่างกิโลเมตรที่ 35-36 บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เราก็จะเจออีกหนึ่งจุดน่าแวะ ที่เรียกว่า “เส้นทางศึกษาธรรมชาติหนองผักชี” ซึ่งจุดนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงสำหรับคนที่อยากเจอสัตว์ป่าตัวเป็น ๆ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เราจะได้เห็นเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ออกมาหากินในทุ่งหญ้า ตามโป่ง และหนองน้ำต่าง ๆ เปรียบเหมือนทุ่งหญ้าสะวันนาจนเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของสัตว์ป่าเขาใหญ่เลยก็ว่าได้  ถ้าเราเดินมาด้านในระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เราก็จะเจอกับหอดูสัตว์ที่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมไว้ให้เราขึ้นไปส่องสัตว์ในมุมสูงจากระยะไกล ๆ ไม่แน่ส่องไปส่องมาแกอาจได้เจอกับเจ้ากวางน้อย หมูป่า หมาใน หรือถ้าโชคดีสุด ๆ ก็อาจได้เห็นช้างลงโป่งจากหอดูสัตว์แห่งนี้ด้วย

โลเคชั่นถัดมาในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มาทีเราก็ต้องแวะจอดรถถ่ายรูปทุกทีก็คือ “อ่างเก็บน้ำสายศร” ซึ่งใช้เป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และแหล่งน้ำสำคัญของสัตว์ป่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แต่ดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาตินี้ มีเสน่ห์น่าดึงดูดเหลือเชื่อ แถมยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในเขาใหญ่ด้วย แต่แค่ได้มาช่วงบ่าย ๆ แล้วได้จอดรถพักริมอ่างเก็บน้ำ พร้อมทอดสายตามองกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ ตรงหน้า ก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและรักผืนป่าเขาใหญ่มากขึ้นเป็นสิบเท่าเลยละ

เสียงน้ำตกที่ไหลกระทบผืนน้ำดังต้อนรับเราตั้งแต่เลี้ยวเข้าลานจอดรถ เป็นสัญญานอันดีว่า “น้ำตกเหวสุวัต” รอบนี้จะต้องน้ำเยอะ น้ำแรงสมใจแน่นอน ซึ่งเมื่อเราเดินลงมาถึงด้านล่างก็ได้เห็นภาพอย่างที่คิดไว้จริง ๆ โดยน้ำตกสวยงามที่อยู่ตรงหน้าเรานี้เกิดจากห้วยลำตะคองไหลสู่หน้าผาสูงราว 25 เมตร จนเกิดเป็นแอ่งทางด้านล่าง ที่มีนักวิจัยค้นพบว่าเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีก่อน มีน้ำขังและไหลแรงมากจึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวลงไปเล่นน้ำในแอ่งได้ แต่เอาจริงแค่ยืนมองน้ำตกจากมุมไกล ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความสดชื่นผ่านน้ำที่กระเซ็นมาโดนใบหน้าเราแล้วละ อีกอย่างน้ำตกนี้คือเดินทางง่าย ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงใด ๆ มีบันไดและทางเดินสะดวกสบาย

005 : สะพานทุ่งหน้ามุ้ย

หลังจากที่แวะเที่ยวเช็คอินบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไปหลายที่จนเกือบหมดวัน ขากลับเข้ากรุง ถ้าใครวิ่งลงทางฝั่งปราจีนบุรีก็จะผ่านจังหวัดนครนายก ซึ่งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายที่เช่นกัน อย่าง สะพานทุ่งนามุ้ย แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัด ที่เป็นสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวคดเคี้ยวเป็นรูปตัวเอส พาดผ่านบนท้องนาของลุงอ๊อด เจ้าของไร่ ระยะทางยาวกว่า 150 เมตร ให้เราไปเดินชม ช่วงที่เราไปคือนาเขียวมาก บรรยากาศดีสุด ๆ เกินจะบรรยายหรือยากที่จะเปรียบเทียบได้ เอาเป็นว่าแวะเถอะ เพราะมันเป็นโลเคชั่นปิดทริปกรีน ๆ ได้สวยงามมาก

จบไปอีกหนึ่งทริปดี ๆ สั้น ๆ เดิม ๆ แต่ไม่เบื่อที่เขาใหญ่ ที่เรียกได้ว่าเป็นการมาชาร์จพลังธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม และทำให้รู้สึกประทับใจในความดีงามของดินแดนที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ และครบรสแบบไม่มีเบื่อนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็ยังเชื่อเสมอว่าการออกเดินทางมันสอนอะไรให้เราได้มากกว่าในตำราหนังสือเรียน เพราะมันจะมาสร้างประสบการณ์ ๆใหม่ให้เราได้สัมผัส เหมือนกับการ Road Trip ด้วย All New Yamaha XSR155 นี้ก็เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งการท่องเที่ยวที่เราไม่ค่อยจะได้ทำบ่อยนัก ทั้งสนุกและตื่นเต้น มาเติมเต็มชีวิตให้ขับเคลื่อนไปได้ไกลกว่าเดิม เอาเป็นว่าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วเริ่มสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของรถรุ่นนี้ได้ที่ https://bit.ly/33I2DMX เลยจ้า