ทริปนี้เราอยากชวนทุกคน Road Trip หลายร้อยไมล์ ไปบนเส้นทางอันแสนสงบเงียบชวนทอดกาย ปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ ในบรรยากาศที่เย็นเฉียบอันเพรียบพร้อมไปด้วยวิวสุดบรรเจิด ดื่มด่ำบนถนนสีเทาเข้มที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูงใหญ่ตลอดสองข้างทาง กับจุดแวะพักที่ปังจนเกือบลืมหายใจ ภายในเขตอุทยานฯ ที่เรียกรวมกันว่า Canadian Rockies ด้วยการเที่ยวแบบ Lake Hopping เพราะเราจะขับรถเลาะแนวเขาสวย ๆ ให้ทั่วอุทยานฯ พร้อมเพลง Folk ชิว ๆ แล้วไปเดินนวยนาดริมทะเลสาบ ชมน้ำ ชมฟ้า ชมฝาหรั่ง นั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน ก่อนไปทิ้งตัวเก็บแรงสำหรับการตะลุยวันถัดไปในบรรยากาศฟิน ๆ เหมือนเดิม ทำแบบนี้วนไปตลอด 5 วัน 4 คืน สั่งสมโมเม้นท์ดี ๆ ร่วมกับเพื่อน ถ้าพร้อมแล้วก็ตามไปเก็บเกี่ยวความสุขด้วยกันตอนนี้เลย

นี่ก็เป็นอีกทริปที่เราเลือกใช้ PLANET SCB คนดีคนเดิม กับเหตุผลหลักที่นอกจากเรทดีเทียบเท่าร้านแลกเงินทั่วไป ใช้รูดกับทุกสกุลเงินทั่วโลกแบบไม่โดนชาร์จ 2.5% รวมถึงรูดในไทยได้ด้วยแล้ว เวลาค่าเงินประเทศไหนลงเราก็สามารถกดแลกเก็บไว้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน SCB EASY App ประหนึ่งมีเครื่องแลกเงินติดตัวก็ไม่ปาน แถมแลกได้ถึง 13 สกุลเงิน อย่างเงินแคนาดา CAD ทริปนี้ เราก็แลกไว้แต่เนิ่น ๆ ตอนเงินบาทแข็ง เรียกได้ว่าคุ้มค่า คุ้มราคา จนไม่อยากให้พวกแกพลาดเหมือนกัน ยิ่งหากสมัครบัตรก่อนสิ้นปีก็ฟรีไปเลยค่าธรรมเนียมตลอดชีพ แถมตอนนี้เค้ายังมีโปรโมชั่นเด็ดอีกเป็นกระบุง ทั้งรับสิทธิ์เข้า Miracle Lounge ฟรี, รับเงินคืนสูงสุดถึง 1,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมเป็นสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงลุ้นบินไปญี่ปุ่นฟรีพร้อมพ็อคเก็ตมันนี่อีกหนึ่งรางวัล สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดตลอดแคมเปญ ตั้งแต่ 3 ต.ค. 62 – 31 ม.ค. 63 และโปรโมชั่นที่น่าสนใจอีกมากมาย สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมกันได้ที่นี่ คลิกเลย OMG ดีมากเว่อร์ขนาดนี้ ไม่มีไม่ได้แล้วป่ะ

เริ่มแรกเราจะมาพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเจ้าเขตอุทยาน Canadian Rockies กันก่อน ที่นี่จัดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่มากของแคนาดา เพราะภายในประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติย่อย ๆ อีกถึง 5 อุทยาน มียอดเขาให้พิชิตถึง 50 ยอด มีสถานที่ท่องเที่ยวด้านในอีกมากมาย จุด IG Spots รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้เลือกทำอยู่เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการปีนเขา เดินป่า พายเรือคายัค ว่ายน้ำ และแคมป์ปิ้ง ทำให้ที่นี่เราสามารถเที่ยวกันหลักสี่ห้าวันจนถึงหลักเดือนได้เลย แต่ครั้งนี้เราจะพาพวกแกไปในรูทที่เดินทางสะดวก แต่ได้ภาพสวยแบบจุใจ ส่วนจะมีที่ไหนกันบ้างก็ตามมาเลย

Day 1 :: Banff National Park

ทริปนี้เราบินมาเร่ิมต้นที่เมือง Calgary จากนั้นก็เช่ารถแล้วมุ่งตรงสู่ Canadian Rockies เพชรเม็ดงามที่ทำให้เราเหมือนเดินทางสู่สวรรค์ชั้นเจ็ด ที่แม้ครั้งนี้เราจะมาเที่ยวกันเพียง 5 วัน 4 คืน แต่หากจะเดินทางภายในอุทยาน ฯ เราก็แนะนำให้แกซื้อตั๋วเข้าแบบรายปีไปเลยจะดีที่สุด เพราะทุกอุทยาน ฯ ใน Canadian Rockies สามารถใช้บัตรแบบรายปีเป็นบัตรผ่านได้หมด ซึ่งเราสามารถซื้อได้ที่ด่านหน้าทางเข้า แล้วเค้าก็จะให้ป้ายเพื่อนำมาแขวนไว้ที่รถ เวลาผ่านข้ามระหว่างเขตอุทยานเราก็แค่ชะลอรถ ทำหน้าสวยใสให้เค้าตรวจบัตร โดยไม่ต้องควักตังค์จ่ายเพิ่มหรือลงจากรถให้วุ่นวาย ก็ถือว่าคุ้มค่าน่าซื้อนะ

• Cascade Pond

บัตรผ่านพร้อมเราก็มาเริ่มกันที่ Cascade Pond ที่ชวนว้าวทั้งน้ำ ทั้งเขา ทั้งอากาศ หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าว้าวแบบ 360 องศา เลยก็ไม่ผิดนัก นี่คือบึงน้ำสีเขียวมรกตท่ามกลางภูเขา และต้นสน น้ำนิ่ง ๆ ในบึงที่เราเห็นกำลังสะท้อนภาพจากบนบกราวกับทำหน้าที่เป็นกระจกเงา ภาพครอบครัวชาวแคนนาเดียน ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่น วัยชรา ที่พากันมาปิคนิก ทำกิจกรรมแบบชิว ๆ ทุกอย่างดูลงตัวมากกว่าที่คาดไว้ซะอีก ขนาดเรานั่งหารูป หาข้อมูลมาอย่างดี พอมาเจอของจริงแบบนี้ยังรู้สึกเหลือเชื่อ ใครจะไปคิดว่าแค่บึงน้ำกลางหุบเขามันยังสวยขนาดนี้ แล้วสถานที่ต่อ ๆ ไปที่เค้าบอกว่าเป็นไฮไลต์จะสวยขนาดไหน

• Two Jack Lake

โลเคชั่นถัดมาก็คือ Two Jack Lake จะบอกว่าความสวยมันก็เริ่มพีคขึ้นเรื่อย ๆ แบบสวยซ้ำซ้อน สวยแล้วสวยอีก ภาพตรงหน้าของเราตอนนี้คือทะเลสาบสีเขียวอมฟ้าที่สวยมากจ้า ด้วยความที่หญ้าบริเวณนี้มีความโปร่งโล่ง ทำให้มันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับการปูเสื่อนั่งล้อมวงกินขนม นม เนย โดยมีวิวภูเขาสลับซับซ้อนของเทือกเขา Cascade และทิวต้นสนชวนหยุดใจเป็นฉากหลัง ซึ่งถ้านีคืออาหารมันก็คงเป็นสตาร์ทเตอร์ที่จะมาช่วยเพิ่มความอยากเดินทางของเราในทริปนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทำใจให้ดี ๆ ก่อนเดินทางต่อ เพราะแกอาจจะหลงคิดว่ากำลังหลุดเข้าสู่สวรรค์สักชั้นหนึ่งเลยล่ะ

• Lake Minnewanka

ขับเข้าไปอีกหน่อยเราก็เจอกับอีกหนึ่งทะเลสาบ เอ่อ!!! อย่างที่บอกแต่แรกว่าเราจะมา Lake Hopping เพราะส่วนมากวิวสวย ๆ ปัง ๆ ของอุทยานฯ ล้วนแต่เป็นทะสาบทั้งสิ้น และไฮไลต์ของทะลาบวันนี้ก็อยู่ตรงหน้าเราแล้วจ้า Lake Minnewanka ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มาก กับความกว้างถึง 2 กม. และยาวถึงยาว 20 กม. เจ้าของโลเคชั่นผู้ครองความสวยในความสวย กับน้ำสีฟ้าที่ลึกเกินหยั่งด้วยสายตานั้น ช่างสวยจนเกินบรรยาย ฟ้ากับเมฆสีขาวก้อนอ้วนก็ก่อตัวสวยกระจ่างเหมือนน้ำค้างยามเช้า จนเราเป็นงง ทำไมถึงฟ้าสวยใสได้ทุกที่ขนาดนี้ รักที่นี่แล้วนะ บอกเลย

ซึ่งถ้าเทียบกับหลาย ๆ ทะเลสาบใน Banff National Park ที่นี่คงถือว่าครบเครื่องมากที่สุด อาจจะด้วยความใหญ่โตของทะเลสาบเลยทำให้มีกิจกรรมทั้งทางบก ทางน้ำให้เลือกทำเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเดินเทรลไปจุดชมวิว, นั่ง cruise สวย ๆ ให้กระโปรงพริ้วปริวตามลม, ชมวิวปั๊วะ ๆ , พายเรือคายัค, Scuba driving ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าทุกกิจกรรมเราสามารถเดินตัวปลิวแล้วจ่ายด้วยบัตร Planet SCB Card ใบเดียวได้เลยจ้า เค้ารับหมด ไม่ต้องมาพกเงินสดให้วุ่นวาย ไม่ต้องกลัวหาย กลัวทอนไม่ครบให้ยุ่งยากใจ ออ แล้ววันไหนที่ค่า KP สูง ที่นี่คือจุดที่เหมาะมากในการหลบไฟเมืองมารอดูแสงเหนือเก็บภาพแสงสีเขียวที่พาดผ่านท้องฟ้าเหมือนว่าเป็นปาฎิหาร์ยมากกว่าความจริงที่สุดเลยจ้า

มาถึงจุดนี้หลาย ๆ คนคงเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะไปไหนก็จะมีเก้าอี้คู่สีแดงที่ตัดกับท้องฟ้า และท้องน้ำ ตั้งอยู่ทั่วอุทยานฯ ก็มันคือกิมมิคที่ห้ามพลาดของนักเดินทาง จนถึงกับมีคนตามเก็บภาพคู่กับเก้าอี้เหล่านี้เลยล่ะ พอเห็นอย่างนี้ แน่นอนว่าเราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่พยายามหามุมสวย ๆ คู่กับเก้าอี้สีแดงนี้แทบทุกจุดกับเค้าด้วยเหมือนกัน และแต่ละจุดที่มีเก้าอี้ก็ต้องยอมรับเลยว่าเค้าคัดมาว่าดีแล้วทั้งนั้น

เอาเข้าจริง … ที่นี่สามารถอยู่ได้เป็นวัน ๆ เลยนะ เพราะนอกจากมีกิจกรรมมากมายให้เลือกแล้ว ถ้าหิวเค้าก็ยังมีร้านค้าเล็ก ๆ อย่าง Black Anchor Snack Shop ที่ขายเบอร์เกอร์ที่อร่อย และฉ่ำเว่อร์ ๆ อยู่หนึ่งร้าน ร้านเค้าจะออกแนวน่ารัก จุ๋มจิ๋ม ตัวร้านเป็นไม้หลังเล็ก ๆ ฟีลบ้านของชายตัดฟืนกลางป่า ที่เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อนชมอาหารตา พร้อมรับอาหารกายไปพร้อม ๆ กัน นอกจากความสวยโดดของเราที่นี่แล้ว ทุกอย่างดูกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ไม่ดูขัดตาเลยสักนิด อันนี้ถือเป็นอีกอย่างที่เราเลิฟ

• Banff  Tonw

หลังจากเช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อย เราก็ออกมาเดินเล่นย่านดาวน์ทาวน์ของเมือง Banff  เพื่อเก็บบรรยากาศกันสักนิดก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ที่นี่ถือเป็นเมืองแรกที่เราพักในอุทยาน ซึ่งเราก็ว้าวนะ เพราะเป็นครั้งแรกที่เรารู้ว่ามีเมืองอยู่ในอุทยานได้ด้วย ที่สำคัญ บรรยากาศของเมืองมีความน่ารัก น่ารักทั้งจากเมืองสีอุ่น ๆ ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ และวิวก็ดี๊ดีมีภูเขาล้อมรอบ แต่ก็มีความครบครันในแบบของเมือง โดยเฉพาะในถนนเส้นหลักที่มุ่งสู่ย่านดาวน์ทาวน์ เพราะมีครบทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของฝาก และโรงแรมสวย ๆ น่าพักอีกหลายแห่ง ซึ่งสำหรับเราแล้วเราขอยกให้เมืองนี้คือเมืองน่าอยู่ที่สุดอีกเมือง เมื่อเทียบกับเมืองที่เราเคยไปเจอมา

ร้านอาหารเยอะ คาเฟ่แยะ แต่ที่ร้านคาเฟ่ที่ห้ามพลาดเลยของเมืองนี้เรายกให้ Wild Flour ร้านคาเฟ่ที่พร้อมเสิร์ฟแซนด์วิชที่ทำจากขนมปังอบก้อนกลม, ขนมปังฝรั่งเศสที่กรอบนอกนุ่มใน ซุปร้อน ๆ และเครื่องดื่มเย็น ๆ อีกหลายชนิด ภายในร้านแห่งนี้จึงเนืองแน่นทั้งจากผู้คนพื้นถิ่น และนักท่องเที่ยว เพราะภายใต้โลโก้รูปดอกไม้ป่าสีเหลืองคือความอบอุ่นที่เหมือนเรากำลังเดินแวะเข้าบ้านเพื่อนมากกว่าร้านอาหารนั่นเอง

แม้จะมีขนมหวานมากหน้าหลายตาให้เลือกทานแต่เมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องโดนเราขอยกให้ขนมจาก BeaverTails ร้านขนมอายุกว่า 40 ปี ที่จำหน่ายขนมพื้นเมืองที่มีขายเฉพาะในแคนาดาที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับหางของบีเวอร์ คือมันเป็นขนมปังแผ่นแบน ๆ คล้ายโรตีแต่เนื้อหนากว่า โรยหน้าด้วยของหวานแน่น ๆ หลายชนิด แต่ที่เราเลือกมาคือ Oreo&Vanilla กับ Choco banana ที่อาหย่อยยยยเพลินนนนจนรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งนึงเลยล่ะ และนอกจากขนมหวานแล้วเขาก็ยังมีไอศครีมโฮมเมดอีกหลายรสให้เลือกลองกันด้วย

Day 2 :: Banff National Park

• Banff Canoe Club

แน่นอนว่าการที่อุทยานแห่งนี้เต็มไปด้วยทะเลสาบมากมายหลายแห่ง กิจกรรมทางน้ำจึงเป็นสิ่งที่ตามมาติดติดแบบเลี่ยงไม่ได้และที่นี่คือแหล่งรวมกิจกรรมทางน้ำที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวแคนาเดียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพายเรือแคนนูเที่ยวชมความสวยงามของแม่น้ำBow ที่จะทำให้รู้สึกเหมือนกับที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของพวกแก เพราะนี่คือวิถีชีวิตแบบชาวแคนาเดียนที่บิดขี้เกียจล้างหน้าล้างตาแล้วออกมาสูดไอหมอกจางจาง คว้าไม้พายและไสเรือลงน้ำ จ้วงพายสลับซ้ายขวาไปมาบนแม่น้ำสีฟ้าที่ไหลมาจากภูเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ให้คนทั้งโลกอิจฉา และพีเอ็ม 2.5 คงเป็นเรื่องไกลตัวที่สุดที่ชาวแคนาเดียนจะรับรู้ ความรู้สึกเดียวที่เรามีในตอนนี้ก็คือ “อิจฉา” และ “อยากจะอยู่ที่นี่ให้นานเท่าที่จะทำได้”

• Vermilion Lakes

แต่ด้วยวันเวลาที่ไม่เคยรอใครเราก็มุ่งสู่จุดหมายถัดไปที่ยังคงความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆนั่นคือ Vermilion Lake สถานที่ที่มีวิวเทือกเขาRundle สะท้อนอยู่ในน้ำที่สงบ ใส และเยือกเย็น ราวกับพื้นน้ำใสใสนี้เป็นผืนผ้าใบในธรรมชาติที่กว้างใหญ่ และโดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีใดใด ภาพที่สะท้อนในน้ำแห่งนี้ก็เปลี่ยนผันได้เองตามช่วงเวลา นี่คงเป็น หอศิลป์กลางแจ้งที่เราอยากจะอยู่ตั้งแต่เช้าจนหมดวัน

• Castle Mountain Chalets 

ก่อนที่จะข้ามไปยังจุดหมายถัดไปของเราเราก็ขอแวะพักกันที่Castle Mountain Chalets เพื่อเติมพลังกันแบบกรุบกริบเพราะนี่คือจุดพักรถที่มีร้านค้าเล็กๆอยู่กลางอุทยานให้เราได้ซื้อน้ำดื่ม ขนม ลูกอมเล็กๆน้อยๆได้อยู่ด้วย และที่สำคัญแม้กระทั่งร้านค้าเล็กๆที่อยู่ใจกลางอุทยานกลางป่าแบบนี้เราก็ยังสามารถใช้บัตรPLANET SCB เพื่อจ่ายได้แบบสะดวกสุดสุดและไม่มีขั้นต่ำในการรูดจ่ายเรียกได้ว่าแคนาดาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง ดังนั้นใครที่แผนจะมาแคนาดาอยู่แล้วช่วงไหนที่เงินดีก็อย่าลืมแลกเก็บไว้รอในบัตรเลยนะ คุ้มสุดสุด และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือวิวที่เกินเรื่องเกินเบอร์เกินกว่าจะเป็นจุดพักรถจนเราต้องคว้ากล้องมาเก็บรูปไว้ด้วยเหมือนกัน

• Moraine Lake

หลังจากเช็คอินเข้าที่พักในหมู่บ้าน Lake Louise เราก็รีบไปยังจุดหมายที่เป็นเสมือนหนึ่งในแรงบันดาลใจของการมาเยือนแคนาดาของเราที่ Moraine Lake ทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์ที่อยู่บนความสูง 1883 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ที่นี่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และติดลบในช่วงฤดูหนาวด้วย ดังนั้นถ้าอยากจะเห็นมุมน้ำสีฟ้าที่มีคลื่นเล็ก ๆ กระทบเข้าหาฝั่งก็ต้องมาในช่วงที่ไม่หนาวจัดมากเกินไปอย่างช่วงกลางเดือน มิถุนายน – กันยายน

หลังจากลงจากรถและเดินตามป้ายบอกทางได้ไม่นาน เราก็ต้องหยุดยืนนิ่งอยู่บน Rockpile จุดชมวิวทะเลสาบ ที่สวยจนยากจะบรรยายเพราะทุกอย่างช่างสวยหมดจด กลมกล่อม และเข้ากันได้ดี เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของเทือกเขาทางด้านซ้าย ความเขียวชอุ่มของแนวต้นสนทางด้านขวา ความสดชื่นสดใสของน้ำในทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้า และความสว่างของท้องฟ้าที่อยู่ด้านบน

Day 3 :: Banff National Park — Yoho National Park

• Lake Louise

เช้าวันที่สามกับความตื่นเต้นเหมือนเดิม เพราะจุดหมายแรกของเราในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้เราอยากจะมาเยือนแคนาดา ซึ่งความสวยของมันนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับโลก เพราะนี่คือทะเลสาบที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของแคนาดา Lake Louise ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติบาน์ฟ (Banff National Park) ทะเลสาบซึ่งมีเทือกเขาร็อกกี้ผู้มียอดปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี คอยยืนเป็นฉากหลัง ทำให้มันเด่น และสง่า เกินหน้าเกินตาเหล่าทะเลสาบที่ว่าสวยแล้วด้วยกันในอุทยานแห่งนี้ไปหลายช่วงตัว

ดีกรีระดับเทพขนาดนี้ เราจริงมาปักหลักตั้งหน้าตั้งตาคอยกันตั้งแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ที่ฟ้ายังอยู่ในช่วงรัตติกาล มีเพียงหมอกสีขาวกำลังลอยละล่องหยอกเย้าเหล่ายอดเขา และยอดต้นสน เพื่อรอให้แสงแรกสาดส่องลงมาเหนือภูเขา และหลังจากที่แสงสว่างเริ่มเผยให้เห็นสีฟ้าที่เย็นจับใจของสายน้ำ วิถีชาวแคนาเดียนก็เริ่มขึ้น ผู้คนมากมายทยอยคว้าไม้พายพาคายัคสีสดใสเคลื่อนตัวไปข้างหน้าจนคลื่นน้ำแยกออกเป็นสองฝั่ง และเกิดระรอกน้ำเป็นช่วง ๆ จุดนี้เองเราได้แต่ถอนหายใจ เพราะเหนื่อยใจกับความสวย และมุมถ่ายรูปที่สามารถเดินเล่นได้หลายชั่วโมงโดยไม่รู้จักเบื่อ คำว่าชีวิตดีมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ส่วนใครอยากลองสัมผัสวิถีชีวิตแบบแคนาเดียนดูบ้าง ก็สามารถเช่าเรือพายชมวิวแหวกผืนน้ำออกเป็นทางและสัมผัสทะเลสาบอย่างใกล้ชิดในราคา 95 ดอลล่าร์แคนาดาสำหรับครึ่งชั่วโมง หรือ 105 แคนาดาดอลล่าร์ต่อชั่วโมง

ชื่นชมจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูด เดินเล่นราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถ่ายรูปราวกับมีเมมประมาณ 100 อัน เป็นที่เรียบร้อย เราก็พาตัวเองมาแวะที่ Samson Mall คอมมูนิตี้มอร์ในหมู่บ้าน Lake Louise เพื่อซื้อเสบียง และหาอะไรลองท้องแบบเร่งด่วนกันสักนิด ซึ่งเราขอพุ่งตรงไปยัง Trailhead Cafe’ ร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ตกแต่งน่ารักอบอุ่น กับคะแนนรีวิวสูงลิบ เพื่อจัดเบอร์เกอร์เนื้อฉ่ำน้ำและสดชื่นจากผักสด กับกาแฟอเมริกันโน่ร้อนหนึ่งแก้ว ก่อนเดินทางต่อ

• Emerald Lake

จุดหมายถัดไปของเราคือ Emerald Lake ที่อยู่ใน Yoho National Park ทะเลสาบสีมรกตเช่นเดียวกับชื่อ และเป็นอีกครั้งที่เราต้องขอใช้คำว่าสวยจนอยากจะร้องไห้เพราะมันรู้สึกซึ้ง ตราตรึงจนอยากขอบคุณโลกใบนี้ และธรรมชาติ ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์โลกตัวเล็กน่าร่าแบบเราได้มีโอกาสเห็นความสวยงามที่แท้จริงได้ชัดเจนขนาดนี้ ซึ่งใครหลงไหลกับวิวที่อยู่ตรงหน้าและมีเวลามากพอ เราขอแนะนำให้แกหารีสอร์ทรอบทะเลสาบแห่งนี้แล้วพักสักหนึ่งคืน เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศดี ๆ ให้เต็มที่ แล้วค่อยออกเดินทางต่อไปยังทะเลสาบถัดไป

ขอยอมรับตรงนี้เลยว่าตอนที่แพลนว่าจะต้องเที่ยวทะเลสาบติด ๆ กัน ก็แอบรู้สึกว่ามันคงจะน่าเบื่ออยู่นิดหน่อย แต่หลังจากที่ได้มาสัมผัสของจริงแล้วบอกได้คำเดียวว่า “ร่างกายต้องการทะเลสาบ” แกลองคิดดูสิว่าการได้ดื่ม กิน นอน และทำกิจกรรมทุกอย่างในสถานที่ที่สวยจนต้องขอเทียบกับสวรรค์ขนาดนี้ แกจะเบื่อลงได้ยังไง?

พูดคำว่าสวยจนชักอยากจะเริ่มเปิดพจนานุกรมหาคำใหม่ ๆ มาลองพูดดูบ้าง ก็ได้เวลาที่เราจะออกเดินทางต่อสู่ Jasper Natioal Park บนถนนสาย Icefield Parkway ที่เชื่อมระหว่างเมือง Banff และเมือง Jasper ซึ่งได้รับการกล่าวขนานว่าเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก และเราก็ไม่อาจค้านได้เลยจริง ๆ เพราะสองข้างทางคือวิวที่สวย จนต้องหันไปคุยกับเพื่อนว่า แกว่าเค้าทำป่ะวะ?? แกว่าพวกเขาลูกโต ๆ ที่สลับซับซ้อนเรียงสีกันราวภาพวาดในนิยายเค้าใช้ทีมงานฮอลลีวูดออกแบบป่ะ?? เพราะทุกอย่างมันสวยเป๊ะจนเกินกว่าที่เราจะเชื่อว่ามันถูกรังสรรค์โดยธรรมชาติแบบบังเอิญ

• Peyto Lake

ท่ามกลางจุดแวะเที่ยว แวะพัก ระหว่างทางที่มีให้เลือกจอดมากมาย มีหนึ่งแห่งที่เราอยากบอกว่า “พลาดไม่ได้” นั่นก็คือ Peyto Lake จุดชมวิวที่เมื่อมองจากด้านบนจะมีลักษณะเหมือนสุนัขตัวใหญ่สีฟ้า ที่ ๆ ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในอุทยานแห่งชาติ Banff และ Jasper และให้ตายเถอะ!!! เพราะสำหรับเรามันสุดมาก ๆ จนเผลอร้องหูววววว ออกมาแบบไม่อายใคร และก็เกิดความลนลานขึ้นฉับพลันแบบเฮ้ยมุมนั้นก็ดี มุมนี้ก็ใช่ ขยับซ้ายไปอีกสามองศาก็สวย เดินหลวย ๆ ไปอีกห้าก้าวก็โดดเด่น คือสวยจนตั้งตัวไม่ติด อยากจะเก็บทุกความรู้สึก ทุกความทรงจำ มาให้ได้มากที่สุดของที่สุดเลยแก

Day 4 :: Jasper National Park

• Jasper Town

และนี่คืออีกหนึ่งเมืองเล็ก ๆ ในอุทยานฯ ที่เราให้ค่าความงามในระดับเกินมาตราฐาน เราเลยเลือกทำกิจกรรมยามเช้าเบา ๆ ตามสไตล์สายชิว กับการเดินเล่นกินลมชมเมืองให้ลมเอื่อย ๆ พัดผ่าน โดยไม่สนใจเวลา เพราะเมืองนี้เหมาะกับการเดินเล่นทอดน่องแบบยาว ๆ ไปตามทางเดินที่แสนจะน่ารัก และเต็มไปด้วยความคึกคัก จากทั้งร้านอาหาร ร้านค้า ร้านขายของฝาก และโบสถ์เล็ก ๆ ประจำเมือง

• Fairmont Jasper Lodge

หลังจากเดินเล่นแบบอิ่มท้อง อิ่มใจ ได้ของฝากติดไม้ติดมือแล้ว เราก็ออกเดินทางสู่จุดหมายถัดไปนั่นก็คือ Fairmont Jasper Lodge โรงแรมหรูหราห้าดาวที่มีโรงแรมในเครืออยู่หลายที่ และทุกทีก็เป๊ะปังอลังการ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พักกันที่นี่ แต่ก็ต้องขอโอกาสพาตัวเองแวะเข้าไปดื่มลาเต้ร้อน ๆ และขนมเค้กหนึ่งชิ้นเพื่อเก็บวิวที่สวยบาดตา ริมสระน้ำสีฟ้าที่ติดกับทะเลสาบสีเขียว เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศในราคาที่เราเอื้อมถึงให้คุ้มค่า

และบริเวณริมทะเลสาบของโรงแรม นางก็มีกิจกรรมทางน้ำให้เลือกทำมากมายหลายอย่าง และเป็นอีกครั้งที่ต้องบอกว่าน้ำสีฟ้าสวยมาก ๆ นางมากับวิวชวนหยุดหายใจอีกแล้วจ้าแม่ แค่ท้องฟ้า ต้นไม้ นางก็สวยจนเกินบรรยายอยู่แล้ว และที่นี่ยังเพิ่มเติมความมีชีวิตชีวาเข้าไปอีก ทั้งเหล่านักพายคายัค นกเป็ดน้ำ น้องหมา น้องกระรอก ที่พร้อมใจกันมาช่วยกันเพิ่มเติมเรื่องราวให้สดใส แบบส๊ดใส๊ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ช่างเป็นวิวเดิม ๆ ที่ไม่เคยจะเบื่อเลย

• Medicine Lake

พอคาเฟอีนเข้าที่ ช่วงบ่ายเราก็ขับรถเพื่อไปอย่างไฮไลท์หลักที่ทำให้เรามาอยู่กันที่ Jasper National Park ซึ่งก็คือ Medicine Lake ทะเลสาบกลาง middle of nowhere ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มเทือกเขาแคนาเดียน ร็อคกี้ ที่ยาวถึง 22.5 กิโลเมตร และลึกถึง 97 เมตร โดยที่ตลอดทั้งความลึก และความยาวนั้น คือทะเลสาบที่ถูกเติมเต็มด้วยสายน้ำสีฟ้าที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อน จนกลายเป็นวิวทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ รอบ ๆ ทะเลสาบประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านกาแฟ และร้านให้เช่าเรือคายัค ที่เปิดรอนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเที่ยวแบบชิว ๆ หรือแม้แต่สายเดินเทรล เพราะที่นี่มีเส้นทางเดินให้เลือกอยู่หลายเส้นทาง

แน่นอนว่าเราขอเลือกเส้นทางสบาย ด้ยการล่องเรือเพื่อไปยัง Spirit Island โดยเรือท่องเที่ยวกลางทะเลสาบนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนตุลาคมเท่านั้น โดยในแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 90 นาที สำหรับการเดินทางไปกลับ ซึ่งตลอดระยะทางที่เรากำลังเล่นอยู่บนสายน้ำสีฟ้าที่ใสเหมือนย้ายฟ้าลงมาอยู่ในน้ำ และสวยจนเราต้องถามตัวเองในใจว่า เฮ้ย ตรงหน้านี่เรื่องจริง ใช่ป่ะ แล้วเก็บรูปวนไปเพื่อตอกย้ำว่านี่แหล่ะคือความจริงที่สวยเหมือนในฝัน เรือค่อย ๆ พาเราเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมคำอธิบายจากไกด์ประจำเรือ ที่บรรยายบรรยากาศรอบข้างให้เราฟังแบบเพลิดเพลิน จนรู้มาว่าเทือกเขาสวย ๆ ที่กำลังล้อมเราอยู่นี้มีชื่อว่าเทือกเขาคลีนอลิซาเบ็ธ

หลังจากนั่งมองวิว และเก็บเกี่ยวทุกความทรงจำ เรือก็พาเรานั่งลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนมาพบกับ Spirit Island เกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากฝั่งมากถึง 14 กิโลเมตร แต่ผู้คนก็ยังขวนขวาย เพื่อที่จะมาชมมัน ก็เพราะการที่เราค่อย ๆ เห็นมันปรากฏตรงหน้ามันเหมือนกับว่าเรื่องราวในจินตนาการค่อย ๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว เพราะบนเกาะเล็ก ๆ ที่มีต้นสนเรียงตัวกันอย่างสวยงามนี้ คือสถานที่ที่น้ำสีฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด เป็นวิวเดิม ๆ ที่เพิ่มเติมคือสวยกว่าเดิมหลายเท่า

Day 5 :: Jasper National Park

• Bear’s Paw Bakery

เช้าวันสุดท้ายของเรา ขอเริ่มต้นที่ร้านขนมปังอบที่แสนจะน่ารัก และให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ท่ามกลางเทศกาลงานคริสต์มาสตลอดเวลา ณ ร้านที่มีชื่อว่าอุ้งเท้าหมี หรือ Bear’s Paw Bakery ที่แค่เดินผ่านหน้าร้านก็ได้กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ และกลิ่นกาแฟคั่วบดลอยมาตามลมแล้ว ยิ่งพอเข้าไปใกล้ก็รู้เลยว่า นี่แหละหนึ่งในของดีแห่งอุทยานฯ เพราะมันเนืองแน่นไปด้วยผู้คนหลากหลายวัยที่พร้อมใจกันมาเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยอาหารดี ๆ โดยไม่ได้นัดหมาย

และเช่นเคยเราเลือกเมนูสุดโปรดของเรา ลาเต้ร้อน และเพิ่มเติมด้วยขนมปังอบหน้าบูลเบอร์รี่อีกสองชิ้น แล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ด้วยบัตร PLANET SCBแบบชิว ๆ จนลืมไปแล้วว่าเงินสดหน้าตาเป็นแบบไหนนะ เป็นอันจบปิ๊งมื้อเช้า แบบสดใหม่เหมือนขนมปังอบของร้านได้อย่างดี

• Pyramid Lake

สดใสเพราะได้ขนมปังอบเป็นมื้อเช้าเรียบร้อย เราก็ขับรถจากตัวเมือง 10 นาที เพื่อไปเช็คอินกันต่อที่ Pyramid Lake ทะเลสาบที่อยู่ติดกับเทือกเขาพีระมิด และมีเกาะเล็ก ๆ ชื่อเดียวกันอยู่ด้วย ตัวทะเลสาบมีความกว้างถึง 1.2 ตารางกิโลเมตร ทำให้ที่นี่มีกิจกรรมให้เราทำหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการปีนเขา การเดินเล่นบนสะพานไม้กลางทะเลสาบ การปิกนิกแบบเรื่อยเปื่อย การพายเรือคายัค เดินขึ้นจุดชมวิว เดินเล่นพูดคุยกับสัตว์ป่า หรือแม้แต่จะเดินถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แบบที่เรากำลังทำก็เพลินดี

• Patricia Lake

ปิดท้ายทริปก่อนขับยิงยาวกลับเมืองแคลกอรี่ เราแวะอีกหนึ่งทะเลสาบที่อยู่ใกล้ ๆ กับ Pyramid Lake และอยู่ในเทือกเขาเดียวกัน นั่นก็คือ Patricia Lake ที่นี่จะค่อนข้างชิวและน้ำใสมาก มีกิจกรรมทางน้ำให้เลือกทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำที่ริมหาด ตกปลาในจุดถัดไป ชมนกท้องถิ่นอย่างนกกระสา ชมธรรมชาติของผืนป่าทั้งเช้า และเย็น หรือแม้แต่จะดำน้ำลึกเพื่อชมความงามใต้ทะเลสาบก็ทำได้ แต่วันนี้เราขอทำใจให้สบาย ๆ บอกลาเรื่องราวตลอดห้าวันด้วยการนั่งเอาเท้าแช่น้ำ ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมาก เป็นการพักผ่อนจิตใจแบบจริง ๆ แนะนำให้มาช่วงเช้าจะได้เห็นภาพภูเขารีเฟรกลงน้ำ ได้เห็นภูเขาสองลูกในเวลาเดียวกันแบบสวย ๆ  นี่ขนาดมาในว้นที่ฟ้าไม่ได้ใสยังสวยขนาดนี้ ถ้ามาในฟ้าดีจะดีขนาดไหนคิดดูสิ

และก็จบไปแล้วสำหรับทริปที่เราบอกได้เลยว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในโลกในใจเราอีกแห่งหนึ่งเลย และเป็นทริปที่ทำให้เรารู้สึกขอบคุณธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ที่ช่างรังสรรค์ความสวยงามที่เกินฝันขนาดนี้ให้ปรากฏโดดเด่นเป็นจริงอยู่บนโลกให้เราได้ชื่นชม และก็ต้องขอบคุณตัวเองที่ออกเดินทางมาตามหาความฝัน ก่อนจะพบว่าความจริงตรงหน้ามันดีกว่าที่ฝันไว้เสียอีก พวกแกล่ะมีสถานที่ในฝันอยู่ที่ไหนกันบ้าง ออกไปเดินทางตามหาความฝันแล้วเปลี่ยนมันให้เป็นจริงตอนนี้เลยเถอะ อ้อ และก่อนออกเดินทางอย่าลืมรีบไปทำ PLANET SCB บัตรที่จะทำให้ทุกการเดินทางทั่วโลกของแกสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุดด้วยนะ แล้วจะรู้ว่าบัตรนี้มันดีจริง ๆ ไม่ได้โม้