เราเชื่อว่าการเดินทางรอบโลกเป็นความฝันของใครหลายคน และแม้ทางเดินจะยาวหลายร้อยไมล์ ที่สิบไมล์แรกอาจเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเดินทางต่อไปรับรองได้ว่ามันส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเป็นเส้นทางหลายร้อยไมล์แบบ Road Trip ที่เริ่มต้นจาก San Francisco เมืองที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น สู่ Yosemite อุทยานแห่งชาติที่จะทำให้ทุกสิ่งเล็กลงในพริบตา บอกเลยนะว่าทริปนี้คือการขายฝัน ฝันที่จะได้เห็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ใน Bucketlist ฝันที่จะได้ Road Trip ผ่านเมือง ผ่านป่าเขาลำเนาไพร สู่ใจกลางหัวใจของตัวเอง ฝันที่จะไปยืนมองสิ่งที่ฝันแบบลืมเวลา ฝันเพื่อที่จะฝันต่อ และอยากจะชวนพวกแกออกเดินทางจากความฝันสู่ความจริง เอาล่ะ คัดเพลงที่ชอบลงลิสต์ ตุนเสบียงไว้ให้พร้อม เพราะเรากำลังจำจะพาพวกแกโลดแล่นบนถนน กระโจนออกความฝันสู่ความจริงกัน ณ บัดนี้

ยังคงเป็นปลื้มและใช้งานต่อเนื่องกับ PLANET SCB บัตรที่ออกมาได้ตอบโจทย์และตรงใจสายเที่ยวอย่างเราเป็นที่สุด กับความสะดวกสบายในการไม่ต้องพกเงินสดมากมายออกไปเที่ยว เพราะเราสามารถรูดผ่านบัตรได้กับทุกสกุลเงินทั่วโลกแบบไม่โดนชาร์จ 2.5% รวมถึงรูดในไทยได้ด้วย แถมสะดวกยิ่งขึ้นกับการกดแลกเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา งานนี้ 13 สกุลเงินไหนร่วง เรทดี ทางเราก็พร้อมเข้า SCB EASY App กดแลกเก็บไว้ไม่ว่าอยู่ตรงไหนของซีกโลก อย่างทริปอเมริการอบนี้เราก็แลกไว้ล่วงหน้าในราคาที่สุดคุ้ม จนเราแทบจะลืมเงินสดไปเลย เพราะไม่ว่าจะเที่ยวในเมืองยันเข้าอุทยานแห่งชาติต้องบอกว่าบัตรเดียวเอาอยู่จริง ๆ แถมยังรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ และจากที่ได้ลองใช้จริง ๆ ด้วยตัวเองมาแล้ว 4 ทริป ทางเราก็กล้าการันตรีว่าเป็นบัตรที่ดี ทุกคนควรมี ออ!! แล้วอย่าลังเลให้เสียเวลา เพราะสมัครบัตรก่อนสิ้นปี ฟรีไปเลยค่าธรรมเนียมตลอดชีพจ้า

San Francisco

ทริปนี้เราเริ่มต้น Road Trip กันที่ San Francisco เมืองที่ครบเครื่องไปซะทุกด้าน แบบทุกด้านจริง ๆ ที่นี่เป็นเมืองใหญ่โตโอ่อ่า สุดทันสมัย แต่มันก็ไม่ได้วุ่นวายจนทำให้จิตใจไม่สงบ กลับกันมันเนืองแน่นไปด้วยความสุขแบบครบครัน เป็นสวรรค์ของนักเดินทางที่อยากจะพบกับความหลากรสในหนึ่งทริป ทั้งมิวเซียมเก๋ ๆ ให้เดินเท่ได้ทั้งวัน ทั้งคาเฟ่ชิค ๆ ที่ทำให้เราอยากกาแฟได้แบบไม่มีหยุด ทั้งจุดเช็คอินตามรอยหนัง ทั้งแลนด์มาร์คมากมายที่เราเห็นผ่านตามาตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งภูเขาลูกโต ทั้งสายน้ำในทะเล เพราะมันมีภูมิประเทศแบบเขา และมีชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ช่วยส่งเสริมให้ความครบเครื่องทุกอย่างอยู่ในบรรยากาศที่ดีเลิศ น่าเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่จึงชวนฝันนักสำหรับนักเดินทาง อ่ะ ปิดประตูให้สนิท เราจะพาไปขับรถชิว ๆ ชม 8 จุดเช็คอินที่บอกเลยว่าเด็ด!!!

001 Golden Gate Bridge

ท่ามกลางความครบครันมากมาย เราขอเริ่มต้นกัน ณ ที่สุดแห่งซานฟราน Golden Gate Bridge สะพานแขวนสีแดงสีที่ทำจากเหล็กกล้ากำลังยืนท้าสายหมอก ทอดตัวอย่างอลังการและมั่นคง มุ่งหน้าตรง 1,600 เมตรจากฝั่งหนึ่งสู่อีกฝั่ง โดยไม่หวั่นไหวแม้เบื้องล่างคืออ่าวที่ลึกกว่า 90 เมตร มากว่า 80 ปี ที่ร้อยทั้งร้อยไม่มีนักเดินทางคนไหนไม่รู้จัก โดยมุม IG Shot ที่ห้ามพลาดของสะพานแห่งนี้ก็จะมีหลัก ๆ ด้วยกัน 5 จุด คือ Battery Spencer, Golden Gate Bridge Vista Point, Golden Gate Overlook, Marshall’s Beach และ Baker Beach แกเอ๊ยยยย!!!!! ก่อนไปแนะนำให้เปิดเพลงเก่าแต่คลาสสิคที่จะทำให้เห็นภาพซานฟรานได้สวยงามยิ่งขึ้นกับเพลง San Francisco ตั้งแต่สตาร์ทรถวนไปเลย รับรองพอจอดปุ๊บเนื้อเพลงที่ยังวนซ้ำในหัวจะทำให้ภาพตรงหน้ามีสีสันขึ้นอีกหลายเท่า มา … ร้องพร้อมกัน If you’re going to San Francisco be sure to wear some flower in your hair ……….

002 Pier 39

ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอ่อน ๆ และลมเย็นพริ้วไหว นี่แหล่ะคือบรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับการไปชิวที่โลเคชั่นถัดมาอย่าง Pier39 อดีตท่าเรือที่เคยใช้สำหรับขนส่งสินค้าที่บัดนี้ได้ถูกยกเครื่องเปลี่ยนมาเป็นย่าน Shopping สุดฮิตของเมืองซานฟานซิสโกที่อยู่ตรงกลางระหว่างสะพานสะพานโกลเดนเกต และสะพาน Bay Bridge ที่เต็มไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ ร้านขายของฝาก ที่ทำให้เหล่าบรรดาชาวเมือง และนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราต้องขอพูดว่าที่นี่มันดีจริง ๆ และที่สำคัญการเดินทางในโลเคชั่นนี้ก็ทำให้เราหวนคิดถึงหนังอเมริกาสักเรื่องใน Netflix อยู่บ่อย ๆ ยิ่งทำให้เราอินกับป้ายโฆษณา ม้าหมุน เด็กน้อยผมบรอนซ์ ตาฟ้า ต้นปาล์มที่สูงชะลูด แม้แต่ตู้กดไอศกรีมก็ยังทำให้เรากดชัตเตอร์ลงได้ เราเชื่อว่าวัฒนธรรมอเมริกาที่ถูกฝังรากในใจเรา ผ่านหนัง และเพลงมาตั้งแต่เด็ก มีผลกับเรามากจริง ๆ

หลังจากเดินผ่านรวงร้าน ถ่ายรูปหลวย ๆ หลาย 10 ช็อต เพื่อเก็บความทรงจำไว้ในความทรงจำ เราก็ต้องมาหยุด ณ จุดที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ขวัญใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก บนหัวมุมปลายท่าเรือ ที่ซึ่งเปรียบเสมือนเตียงผ้าใบอาบแดดสำหรับเจ้าสิงโตทะเลสายพันธุ์ California Sea Lions สิงโตทะเลสีน้ำตาลเข้มที่ตัวเหลือบมะเมื่อม ซึ่งพร้อมใจกันว่ายน้ำมานอนพัก ส่งเสียงอุ๋ง ๆ โดดขึ้นลงน้ำ ตีกันบ้าง ดีกันบ้าง หลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยตัวแบบไม่แคร์สายนักท่องเที่ยวสัญชาติมนุษย์ที่มายืนชม ยืนถ่ายรูป เหมือนตรงนี้เป็นพิพิธภัณฑ์แบบเอ้าดอร์ที่ใครผ่านไปต้องแวะมา

เที่ยว Pier39 เสร็จ เราก็แนะนำให้เดินชิว ๆ กินลมชมวิว แวะดูนักดนตรีเปิดหมวกเต้นตามสักสองสามเพลง แล้วค่อยเดินต่อไปที่ Fisherman’s Wharf ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ คอมมูนิตี้ริมน้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในซานฟรานซิสโก ที่ยังคงกลิ่นอายของยุคประวัติศาสตร์ และความคึกคักของปัจจุบันสายอย่างดีเยี่ยม และยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นอ่าวซานฟรานซิสโก สะพาน Golden Gate รวมถึงอดีต และปัจจุบันของเมืองซานฟรานได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยร้านอาหารที่แน่นไปด้วยของทะเลสด ๆ ฉ่ำ ๆ รสชาติแท้ ๆ และดั้งเดิมของเมืองไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนเมนูที่เราอยากจะแนะนำก็คือเบอร์เกอร์ยัดไส้กุ้งลอฟตอร์เนื้อแน่น รสชาติหวาน ๆ เด้งดึ๋ง หอม ๆ ครีมมี่ และชุ่มฉ่ำ กับซุปร้อน ๆ อีกสักถ้วยจะเป็นอันว่าฟินมากแล้วจ้าพี่จ๋า

003 California Street ( Powell St & California St )

และอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับซานฟานซิสโกมาอย่างยาวนานนั่นก็คือรถราง ที่ยังเปิดบริการสำหรับการนั่งชมเมือ งซึ่งหากแกมีเวลาเราก็ขอแนะนำให้ลองขึ้นไปใช้บริการดู แต่ถ้าแกแค่อยากเก็บภาพรถรางในมุมสุด Popular เราขอแนะนำฃจุดที่ใคร ๆ ต่างก็มาหยุดถ่ายรูปนั่นก็คือจุดตัดของถนน Powell St และ California St มุมที่จะให้บรรยากาศเหมือนเรากำลังเดินทางย้อนยุคกลับไปสู่สมัยเริ่มแรกของเมืองซานฟราน ซักสองสามภาพก่อนจะหันหลังแล้วเดินตามถนนเพื่อกลับมาสู่ยุคปัจจุบัน

หากเราตาม California street เรื่อย ๆ ก็จะมาเจอกับ Union Square ที่แต่เดิมมันเป็นจุดชุมนุมเพื่อสนับสนุนกองทัพในช่วง Civil War มันจึงเป็นอีกหนึ่งจุด แลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และเมืองซานฟรานซิสโก แม้ว่าไฟของการสู้รบได้ดับลง การชุมนุมก็ยังคงมีต่อไป แต่แตกต่างออกไปตรงที่ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อใช้กำลัง หรือเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการรวมตัวชุมนุมกันของความสนุกสุขสันต์ตามสไตล์เมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ของกิน ของใช้ แหล่งช้อปปิ้ง แบรนด์เนม มุมถ่ายรูปแจ่ม ๆ เรียกว่าครบ จัดจ้าน มากที่สุดกับย่านนี้

004 Lombard Street

โลเคชั่นถัดไปคือถนนที่ขึ้นชื่อว่าคดเคี้ยวสุดในโลก! Lombard Street ที่อยู่ในย่านสุดไฮโซหรูหรา ถ้าแกคือคนที่ชอบความท้าทายถนนสายนี้ก็พร้อมจะตอบโจทย์สิ่งนั้น แต่หากแกคือสายถ่ายรูป หรือสายแฟชั่นในดงดอกไม้ ย่านนี้ก็จะไม่ทำให้แกผิดหวัง เพราะที่นี่มีสวนหย่อมกระจายตัว แบ่งกลุ่มบานสะพรั่งสลับกันไปตามแต่ละฤดูให้ได้เดินเล่น ให้ได้สมมุติว่าตัวเองเกิดให้ทุ่งลาเวนเดอร์ และถ่ายรูปกับสวนหลังบ้าน จัดเป็นอีกหนึ่ง โลเคชั่นคูล ๆ ที่ไม่อยากให้พลาด

005 Painted Lady

ถัดมาก็ยังคงเป็นแลนด์มาร์คที่ใคร ๆ ต่างต้องมาปักหมุดหยุดเช็คอิน ณ ที่ที่เค้าบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองซานฟานซิสโกนั่นก็คือบ้านแบบ Painted Lady ซึ่งก็คือบ้านสไตล์ Victorian และ Edwardian ที่สร้างติดกัน และมีสีมากกว่า 3 สีขึ้นไป แล้วด้วยความที่มันเป็นย่านที่พักอาศัย มันก็เลยไม่ได้มีความตื่นตาตื่นใจอะไรมากนัก แต่มันก็เป็นสถานที่ชิว ๆ ที่ชวนมาเดินเล่นถ่ายรูปกันเพลิน ๆ ชมวิถีชีวิตของชาวซานฟรานแบบแท้จริงได้ดีเยี่ยมเลยล่ะ แต่ที่มันโด่งดังมากมายจนกลายเป็นแลนด์มาร์คขนาดนี้ก็เพราะว่าบ้านเหล่านี้ถูกฉายลงในภาพยนตร์แล้วกว่า 70 เรื่อง ทำให้ใคร ๆ ต่างก็อยากมีแบคกราวสุดป๊อบแบบนี้กันทั้งนั้น และใช่เราก็คือหนึ่งในนั้น

006 San Francisco Museum of Modern Art (SFMOMA)

แน่นอนว่าเมืองสมัยใหม่ ที่ดูทั้งอาร์ททั้งติสท์แบบซานฟราน ถ้าขาดมิวเซียมไปคงจะเป็นอะไรที่งง ซึ่งถ้าลองจิ้มเสิร์ชหาบอกเลยว่าเยอะมาก ๆ ตาแตก เที่ยวได้เป็นอาทิตย์เลยจ้าแม่ แต่ที่เด็ดดวงพวงมาลัย เดินมาง่าย ๆ จาก Union Square ทางเราก็ยกให้ที่นี่เลยจ้า San Francisco Museum of Modern Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะสไตล์โมเดิร์นและ Contemporary ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ที่จะมีนิทรรศการทั้งถาวรและหมุนเวียนจัดให้เราได้ชมกันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นศิลปะภาพวาด รูปถ่ายสถาปัตยกรรม การออกแบบ หรือแม้แต่มีเดียอาร์ต ก็สามารถหาชมได้ทุกแบบบนพื้นที่ 45,000 สแควฟีต

ซึ่งช่วงที่เราไปก็ได้เจอกับนิทรรศการ 3 สไตล์ ได้แก่ 1April Dawn Alison นิทรรศการหมุนเวียนที่นำรูปโพลารอยด์กว่า 200 ชิ้นของ April Dawn Alison ช่างภาพผู้มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่บัดนี้ได้จัดแสดงผลงานรูปเซลฟี่ของตัวเองในอิริยาบถต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันในยามเศร้าหมอง ความสุขในยามโดดเดี่ยว และอิริยาบถอื่น ๆ ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนให้เราได้เห็นกัน

2Don’t Photography and the art of mistake ก็ตามชื่อของนิทรรศการนั่นแหละ เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีความสำเร็จไหนไม่เคยผิดพลาดมาก่อน และคนที่รู้ดีที่สุดก็คือศิลปิน เขาจึงนำภาพที่ดูเหมือนจะเป็นความผิดพลาดไม่ว่าจะเป็น ภาพที่ถ่ายมาไม่ชัด ภาพที่มีแสงสว่างมากเกินไป หรือภาพที่มีแสงเข้าแบบแปลก ๆ ที่ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เรียกว่าดี และแย่

และสุดท้ายกับ 3 Stephen ESPO Powers ผลงานศิลปะที่นำเอาสื่อสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร หรือภาพตัดแปะ ที่เราเห็นในชีวิตประจำวันธรรมดามาแต่งแต้ม และนำมารวมกัน เพื่อพูดคุยกับจิตใต้สำนึกของเราผ่านศิลปะบนผนัง ต้องยอมรับเลยว่าการได้เดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยศิลปะ ก็เหมือนการค่อย ๆ ถูกปลุกอารมณ์ความรู้สึกลึก ๆ ภายในของเราให้ตื่นขึ้นมีชีวิตชีวา และพร้อมที่จะสื่อสารได้มากขึ้นกว่าเดิม

เที่ยวมากันแล้ว 6 โลเคชั่น ทางเราก็บอกเลยว่าไม่มีที่ไหนต้องใช้เงินสดเลย ความสะดวกสบายไม่ว่าจะจ่ายค่าโรงแรม ค่าที่จอดรถ ซื้อน้ำเปล่าหนึ่งขวด ยันนั่งกินข้าวในร้านหรู แทบทุกอย่างจ่ายผ่านบัตร แถมบางที่รับแต่บัตรอีกด้วยจ้า แล้วพอเรามี PLANET SCB ก็ต้องบอกอีกครั้งว่ามันดีจริง ๆ อยากให้ทุกคนไปสมัคร เพราะตอนนี้นอกจากฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพเมื่อสมัครก่อนสิ้นปีแล้ว เค้ายังมีโปรโมชั่นออกมายั่ว ๆ เยอะมาก ทั้งรับสิทธิ์เข้า Miracle Lounge ฟรี, รับเงินคืนสูงสุดถึง 1,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมเป็นสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงลุ้นบินไปญี่ปุ่นฟรีพร้อมพ็อคเก็ตมันนี่อีกหนึ่งรางวัล สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดตลอดแคมเปญ ตั้งแต่ 3 ต.ค. 62 – 31 ม.ค. 63 และโปรโมชั่นที่น่าสนใจอีกมากมาย สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมกันได้ที่นี่ คลิกเลย OMG ดีมากเว่อร์ขนาดนี้ ไม่มีไม่ได้แล้วป่ะ

007 Hayes Valley

ท่ามกลางย่านชิคเก๋ ตัวพ่อตัวแม่ของความอาร์ทมากมาย Hayes Valley ก็เป็นโซนที่แหวกทุกย่านมารับมงยืนหนึ่งอย่างไร้ขอกังกา ต้องบอกว่าเป็นย่านที่เราชอบมาก ๆ แนะนำว่าทุกคนต้องมา เป็นย่านดี ๆ ที่มีสนามหญ้าให้เรานั่งชิว มีงานอาร์ทเล็กน้อย พร้อมเก้าอี้ให้นั่งรับไอแดดพร้อมนั่งสือเล่มโปรด รอบ ๆ ก็ เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านรวงที่ตบแต่งดูดีมีสไตล์ ร้านจากศิลปินท้องถิ่น มีสตรีทอาร์ทที่น่าไปยืนถ่ายรูปคู่ และบรรยากาศชิค ๆ สำหรับคนมีเวลาว่าง อยากสัมผัสบรรยากาศสบาย ๆ สไตล์ท้องถิ่น เราว่ามาสิงอยู่ย่านนี้ได้ทั้งวันเลย

แม้ว่าจะมีร้านคาเฟ่มากมาย ที่จะให้เก็บครบอาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน ร้านขวดสีฟ้าที่เชื่อว่าคอกาแฟหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดีคือร้านที่ห้ามพลาด เพราะ Blue bottle ที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลก original เค้าอยู่ที่ซานฟรานนี่เอง ถึงจะไม่ใช่สาขาแรกทางเราก็ปริ่มเพราะได้มากินถึงถิ่นเค้าเลย ร้านนี้นั้นเค้าโด่งดังมาจากการเสิร์ฟกาแฟด้วยกรรมวิธีการชงแบบสุญญากาศทีละแก้วทีละแก้ว อย่างตั้งใจ เพื่อให้ได้รสชาติของกาแฟแท้ ๆ ที่บางเบาหอมกรุ่น ละมุนไปด้วยเอกลักษณ์ของกาแฟ จนถูกลิ้นถูกอกถูกใจของนักดื่มกาแฟทั่วโลก วันนี้เราเลยขอสั่งลาเต้ร้อนที่รสชาติละมุนมาถ่ายรูปพร้อมแคปชั่น รสชาติฟินเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือมากินที่เมืองต้นกำเนิดให้เพื่อนเพื่อนหมั่นไส้เล่นจ้า

008 Mr. Holmes Bakehouse

ร้านนี้เราเจอมาใน blog ฝรั่ง ที่เขียนเครมไว้ดิบดีว่าครัวซองส์เด็ด อวยกันแบบว่าถ้ามาถึงไม่ได้มาต่อแถวกิน นางบอกว่าเหมือนมาไม่ถึงซานฟราน และหลังจากยังไม่ปักใจเชื่อแต่ก็เผลอคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ของร้านนี้ เราก็จะแอบเชื่อ 99.99% แล้วล่ะว่ามันดีจริง เพราะไม่ว่าจะเป็น CNN TIME แม้แต่ VOGUE ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เคยพูดถึงร้านนี้แล้วทั้งนั้น เราจึงต้องขออาสาพาพวกแกไปดูร้านนี้ด้วยตาของตัวเอง อืมมมม แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆเพราะที่นี่เป็นร้านเล็ก ๆ แต่บรรยากาศน่ารักมากเว่อร์  logo เป็นรูปนิ้วชูสองนิ้วสีชมพู ดูเรียบง่ายแต่แบบเท่อ่ะ ออ ร้านเปิดเช้าขายจนกว่าของจะหมด ซึ่งแน่นอนว่าคนมาต่อแถวกันแต่เช้า แล้วของก็หมดไวมาก สาย ๆ ของเหลือให้เลือกน้อย ทางเราแนะนำให้ไปเช้าหน่อย จะได้กินของที่อยากนะจ้ะ

ขนมปังทุกชิ้นถูกอบสดใหม่วันต่อวัน ทำให้แค่อยู่หน้าร้านก็ได้กลิ่นหอมของเนยสดนม และขนมปังอบลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งบรรยากาศ จึงเป็นอะไรที่ยากมาก ว่าเราควรจะเลือกชิ้นไหน ให้ลงมาอยู่ในกระเพาะของเรา แต่สุดท้ายหวยก็มาออกที่เมนูเด็ดตามที่ฝรั่งนางนั้นเขียนในบล็อก ซึ่งก็คือ Raspberry Rose Croissant ครัวซองต์สีเข้มชิ้นกำลังดีที่มีด้านหนึ่งถูกชุบด้วยซอสราสเบอร์รี่สีชมพูดูน่ารัก กัดคำแรกแป้งมีความกรอบนอกนุ่มใน หอม หวานแบบดีมากกก กัดทำที่สองพร้อมด้านที่มีราสเบอร์รี่ให้พอได้ความเปรี้ยวมา เพิ่มความหวาน และความสดชื่น โอ้ย!!! น้ำตาไหลมากแม่ ฟินจ้า แนะนำเลยว่าต้องมาโดน

ดื่มดำกับความเป็นเมืองที่มีส่วนผสมแสนจะลงตัวอย่างซานฟานซิสโกเป็นที่เรียบร้อย เราก็ขอสตาร์ทรถเพื่อออกเดินทางสู่ Yosemite National Park โดยครั้งนี้จะขอเลือกใช้เส้นทางที่อ้อมกว่าปกติสักหน่อย เพราะเราอยากจะไปลองสัมผัสถนนรอบชายฝั่งที่เค้าเคลมว่าสวยที่สุดในอเมริกาอย่าง Highway หมายเลข 1 Highway No.1 – Livingston สัก 1 ใน 4 ของเส้นทาง แวะเช็คอินที่ Panther Beach เพื่อขอออกไปมองชายหาดอันแสน กว้างใหญ่ที่มีทิวทัศน์สวยงามสวย จนทำให้มันเป็นขวัญใจของนักเดินทางได้ไม่ยาก

Yosemite National Park

ถ้าถามถึง Wishlist ในอเมริกาที่หลายคนตั้งใจไว้ว่าสักครั้งในชีวิตต้องไปให้ได้ เราเชื่อว่าจะต้องมี Yosemite National Park อย่างแน่นอน เพราะนี่คือมรดกโลกทางธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกตกแต่งไม่ใช่จากน้ำมือของคน แต่เป็นธรรมชาติมาหลาย 1,000 ปี จนกลายมาเป็นอุทยานแห่งชาติกว่า 2,000,000 ไร่ ที่มีหุบเขาสลับซับซ้อน มีธรรมชาติอันหลากหลาย และมีสิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยอย่างอุดมสมบูรณ์ โดยมีภาพจำที่ตราตรึงในหัวใจของใครหลายคนคือหน้าผาหินแกรนิตที่แข็งแกร่งใหญ่โต ภาพน้ำตกที่ไหลรุนแรง และภาพของสัตว์ป่า และสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นเรื่องราวเริ่มต้นที่ทำให้เราพาตัวเองมาอยู่ที่ตรงนี้

ท่ามกลางต้นสนที่ขึ้นสูงด้านล่างคือเต้นท์ขนาด 4 คน สีขาวที่มีประตูสีเขียวรอให้เราเปิดเข้าไปสัมผัสการใช้ชีวิตท่ามกลางมรดกโลกทางวัฒนธรรมเป็นครั้งแรก โดยมีเบื้องหลังคือยอดเขาอันสูงชัน ที่สูงพอ ๆ กับความดัน และความสุขในหัวใจของเรา ณ ขณะนี้ ไม่ต้องเสียแรงพูดถึงความฝันในวัยเยาว์ที่อยากมาใช้ชีวิตแบบนี้ดูสักครั้ง เพราะความจริงตรงหน้าค่อนข้างจะเกินฝัน หากตอนนี้เด็กชายในใจของเราตื่นขึ้น เค้าคงจะวิ่งไปมาแบบไม่หยุดหย่อน พร้อมโบกมือไปมาทักทายผู้คนโดยไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าอีโก้ หัวใจของเราสุดที่จะลิงโลดด้วยความตื่นเต้น แค่คิดถึงค่ำคืนที่กำลังคืบคลานมาว่าจะเป็นยังไงบ้างนั้นแพชชั่นในตัวก็พุ่งกระฉูดไปทั่วแล้ว นี่แหล่ะมั้งคือคำตอบว่าเราเดินทางทำไม

001  Tunnel View

เริ่มจุดไฮไลท์แรกของอุทยานกับภาพที่เราเห็นมานานบนจอ Macbook ที่ Tunnel View จุดชมวิวที่ฮอตฮิตติดลมบนยิ่งกว่ามุมไหน ๆ เพราะความลงตัวเป๊ะของมันที่ยืนปุ๊บก็เห็นแลนด์มาร์คของอุทยานครบปั๊บในคราวเดียว ทั้ง El Capitan, Half Dome และ Bridalveil fall โอ้โห้แม่ ครบเครื่องพร้อมหน้า พร้อมตายิ่งกว่า Family tree อีกจ้า ใครมาร้อยทั้งร้อยก็ต้องมายืนถ่ายรูปตรงนี้ แล้วแบบนี้เราจะพลาดได้ไง ว่ามั๊ย??

สำหรับเราที่นี่สวยทุกเวลา ชวนให้จ้องแบบไม่ล่ะสายตา แต่ถ้าให้เลือกเป็นที่สุดเราขอยกมงให้ช่วง sunset แสงสีส้มพาดผ่านยอดเขา ฟ้าอมชมพูอมม่วง และเงาก็เร่ิมทำให้บางส่วนมืดมิด ดูช่างเป็นศิลป่ะที่ถูกสร้างแบบไร้การปรุงแต่งที่ธรรมชาติมอบให้ ณ จุดนี้ต้องบอกว่าเราคอมพลีสมากแล้วกับที่นี่ ที่เหลืออื่น ๆ คือกำไรแล้วล่ะ

002 Mirror lake

อีกหนึ่งมุมคลาสสิคสุดแสนจะคุ้นตาในทุกการหาข้อมูลของ Yosemite ที่นี่เราจะสามารถเห็น Half Dome, Tenaya Canyon, Mount Watkins, Washington Column และวิวรอบข้างแจ่ม ๆ อีกหลายสิ่ง นี่คงเป็นความเยอะเดียวที่เรารัก และสายเทรลต้องไม่พลาดเพราะที่นี่มีเส้นทางเดินเทรลให้เลือกสองเส้นทางคือระยะ 3.2 กิโลเมตรที่ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิด ๆ และระยะ 8 กิโลเมตรที่สามารถเดินเล่นชมธรรมชาติกันแบบจุก ๆ  ทำตัวคูล ๆ แบบคนท้องถิ่น แอ็คท่าเป็นสายลุยแบบเท่ ๆ ได้เลย

สำหรับ Mirror lake จริง ๆ แล้วมันจะเห็นภาพภูเขาสะท้อนน้ำสมชื่อนะ แต่ทางเรามาหน้าร้อนน้ำก็เลยแห้งไปนิ้สสสส 555 แต่เอาจริงมันก็ดีนะ แบบมันเหมาะมากกับการหอบขนมกรุปกริป มาปูเสื่อปิกนิกทานข้าวกับเพื่อนไรงี้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมาปิกนิกกินอาหารกลางวัน และเล่นน้ำที่นี่กันนั่นแหล่ะ คือธรรมชาติอ่ะเนอะ เค้าสวยทุกที่ มีดีทุกเวลา เราอยากเห็นแบบไหนเราก็ต้องเลือกไปตามเวลาของเค้านะ

003 Olmsted Point

Olmsted Point แลนด์มาร์คสุดฮิตอีกจุดที่ต้องมาเพราะนอกจากจะมาง่าย อยู่ติดริมถนนไม่ต้องเดิน หรือเคลื่อนกายไปไหนให้เสียพลังงาน และสามารถมองเห็น Half domeอยู่ถัดจาก Clouds Rest และ Tanya Lake ในอีกทิศหนึ่ง บริเวณนี้จะเป็นภูเขาหินหรือเอาจริง ๆ เรียกว่าเนินหินน่าจะถูกกว่า เพราะมันไม่สูงมาก มีมุมให้ถ่ายรูปเก๋ ๆ อยู่พอตัว มีต้นสนขึ้นมาแซม ๆ แต่ถ้าอยากเดินเทรงสั้น ๆ สัก10 นาที ก็มีจุดชมวิวชิว ๆให้เดินขึ้นไปแบบเหงื่อยังไม่ทันตกด้วย

004 Lake Tenaya

ถ้าถามทะเลสาบไหนห้ามพลาดเมื่อมาอุทยานแห่งนี้ ทางเราก็ต้องขอยกมือสูง ๆ โหวตให้กับ Lake Tenaya ทะเลสาบที่อยู่บนความสูง 8150 ฟีต ทำให้มันมีสีฟ้าใสเหมือนถูกย้อมด้วยท้องฟ้า ใสเหมือนแกว่งด้วยสารส้ม นิ่งเหมือนกระจก จนมันได้รับการขนานนามว่าเป็นอัญมณีบนประเทศแห่งความสูง ที่ซึ่งเหมาะแก่การพายคายัก ว่ายน้ำ อาบแดด ปิกนิก ที่นี่จึงคึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะที่ขับให้ความสวยงามนั้นสดใสขึ้นทันตาเห็น

อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า Yosemite เป็นอุทยานที่ใหญ่มาก มี Trail ให้เดินเยอะมากกกกกกกกกกก เรียกว่าถ้าเป็นสายน้ำ สายเขา สายเดิน นี่เราก็เดาไม่ถูกว่าต้องอยู่กี่วัน กี่เดือน ถึงจะเที่ยวครบ แต่ถ้าเวลาจำกัดเอาแค่ 4 จุด กับนอนเต้นท์ในอุทยานสักคืนสองคืนก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคามากแล้ว เพราะราคาของความฝันนั้นยากที่จะประเมินค่า ถ้าแกมีโอกาสควรชวนแก๊งค์เพื่อนรักมาสานฝัน สร้างโมเม้นท์ดี ๆ ด้วยกันที่นี่สักครั้งเถอะ ถือว่าเราขอร้อง 555

และนี่คือหนึ่งในทริปที่เราพูดได้เต็มปากเลยว่าสวยหมดจด ครบรส และสวยยิ่งกว่าความฝันทริปหนึ่ง เราไม่รู้ว่าความฝันของแกคืออะไร แต่เราเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน และทุกความฝันควรค่าแก่การออกตามหา และทำให้มันเป็นความจริงซะ แล้วแกจะรู้ว่าแกไม่อยากฝันอีกต่อไป เมื่อความจริงตรงหน้ามันดีกว่าความฝันเป็นไหน ๆ หรือถ้าแกยังไม่แน่ใจว่าความฝันของแกคืออะไร ลองออกเดินทางตามหาดูนะ บางครั้งแกอาจจะเจอว่าความฝันของแกมันอยู่แค่ก้าวแรกเท่านั้นเอง