โอปป้าจ๋า หนูมาแล้วววววจ้า…

ทริปนี้ดี๊ด๊าเป็นพิเศษ เพราะแพลนว่าจะพาร่างไปปะทะอากาศหนาว เดินเหงา ๆ ในเมืองสวย ๆ สงบจิตใจอันฟุ้งซ่านที่ ปูซาน (Busan) เมืองท่าริมทะเลที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้สักหน่อย ซึ่งหลัก ๆ เราก็จะเที่ยวแบบชิล ๆ ด้วยการนั่งคาเฟ่ริมทะเล ส่องโอปป้า เดินเลาะหาด feel like ไมอามี หรือหันมองบางทีก็เหมือนอยู่ออสเตรเลีย เที่ยวที่เดียวได้หลายเมืองแบบไม่ต้องทำวีซ่า พร้อมพิกัดอาหารคาวหวานถูกปากจนไม่มีอะไรจะติ เพราะเขากินรสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ ตามจริตบ้านเรา ส่วนที่พักหรอ โอ้โหหหห.. บอกเลยว่าสวยมากแม่ วิวทะเลกับห้องสไตล์มินิมอล งานนี้ทางเรามั่นใจสุด ๆ ว่าแต่ละที่ที่ลิสต์มาให้ อาหารตา อาหารใจ ของอิ่มท้อง ที่เที่ยวฟิน ๆ เพี๊ยบบบบ!! กลับไปพร้อมหัวใจที่พองโต ลืมเรื่องแย่ ๆ พร้อมมูฟออนเป็นเส้นตรงแน่นอนจ้า

HOW TO PLAN A TRIP TO BUSAN

ก่อนอื่นต้องมีธีมและแนวในการเที่ยวก่อนว่าอยากได้แบบไหน อย่างคราวนี้อินสไปร์การเที่ยวของเรา คือแพลนตามแลนด์มาร์กหลัก คาเฟ่เก๋ เน้นถ่ายรูปสวยถึงสวยมาก ที่ลงรูปปุ๊ปทางบ้านจะต้องตาร้อนกันเป็นแถบ.. แน่นอนว่านอกจากรีเสิร์ชที่เที่ยวแบบบคัดแล้วคัดอีกแล้ว การจองตั๋วเครื่องบิน และที่พักก็สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งคนไม่มีเวลาก็ย่อมต้องการความสะดวกสบายพร้อมเสิร์ฟ อย่างเรามีตัวเลือกดี ๆ ที่เป็นเหมือนเลขาส่วนตัวประจำทริป จัดการทุกอย่างให้ในคลิกเดียวกับ Traveloka ให้บริการทั้งแบบ website และ application ใช้ง่ายมาก เราจองตั๋วเครื่องบินบินตรงจาก กรุงเทพฯ – ปูซาน แค่กำหนดวันและเส้นทาง เขาก็คำนวณเทียบราคาของแต่ละสายการบินมาให้ ไม่ต้องเสียเวลาบวกลบคูณหารเอง ส่วนที่พักก็เช่นกัน จะชอบมีดีลพิเศษ ลดโน้นลดนี่ให้เต็มไปหมด ยิ่งคนใช้ครั้งแรกคูปองลดยิ่งเยอะ มีปัญหาอะไรก็โทรคุยได้ตลอด 24 ชม. โดยฝ่ายดูแลลูกค้าเป็นคนไทยพูดภาษาไทยเข้าใจง่าย นอกจากได้ราคาถูกแล้ว การบริการเอาไปเลยห้าดาว เพื่อนคนไหนอยากตามทางเรามาปูซานอย่าลืมแวะเข้าไปดูราคากันที่ Travloka ตามลิ้งนี้เลยนะ >> https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-south-korea รับรองคุ้มค่า ไม่เสียเวลาแน่นอน

WHERE TO VISIT IN BUSAN

01 Gamcheon Culture Village

หมู่บ้านบนเนินเขา สีสันสวยงามสลับไปมารวม ๆ หลายร้อยหลังคาเรือน เป็นเหมือนภาพวาดศิลปะที่สรรค์สร้างออกมาได้อย่างลงตัว หลายคนคงคิดว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านใหม่ ที่ทำมาเพื่อการท่องเที่ยว แต่ความจริงเขาอยู่กันมาตั้งแต่ปี 1950 แล้วจ้าาาา ยาวนานมากแม่!! พวกเค้าเป็นกลุ่มคนอพยพลี้ภัยมาจากสงครามเกาหลี ซึ่งในช่วงแรกบ้านเรือนก็เป็นแบบธรรมดาทั่วไป แต่พอเวลาผ่านไปเริ่มทรุดโทรม รกร้าง จนมาถึงปี 2009 ทางรัฐบาลได้รวมตัวศิลปิน และจิตรกรมาช่วยกันทาสีบ้านฟื้นฟูหมู่บ้าน เสกบ้านสีพื้นไร้วิญญาณ เป็นสีลูกกวาดสดใส พัฒนาจากหมู่บ้านศาสนา เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรม จนได้รับสมญานามว่าเป็นซานโตรินีแห่งเกาหลี บ้างก็เรียกว่าเป็นมาชูปิกชูแห่งปูซาน


นอกจากประวัติสุดว้าว.. ที่เราเล่ามา ข้างในหมู่บ้านนี้ก็ว้าว.. ไม่แพ้กัน มันมีร้านขายของดีไซน์แปลกตา แกลลอรี คาเฟ่น่ารัก ๆ เต็มไปหมด อย่างร้านกาแฟชมพู๊ชมพูที่เราไปนั่งชิลชมวิว ก็เผลอหันไปเจอสาว ๆ ในชุดฮันบก ดูเข้ากันเคลิ้มจนตาลอยไปเลยเธอ.. ไหนจะไปแวะถ่ายรูปกับเจ้าชายน้อย  นิทานในใจของใครหลายคน ที่กำลังนั่งมองเหม่อชมวิวบ้านเมืองไล่เลาะเทือกเขาสวยงามแบบนี้ ถือเป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว มายืนต่อแถวรอถ่ายรูป​ยาว​เป​็นหางว่าว​เลยทีเดียวเชียว

02 Nampodong Street

มาถึงเกาหลีไม่ชอปปิงก็คงไม่ได้ เพราะเครื่องสำอางค์​ เสื้อผ้า​แฟชั่น​ นั้นถูกแสนถูก จนคนรับพรีกันทั่วบ้านทั่วเมือง หากมาปูซานก็ต้องขอแนะนำให้มาเดินที่ Nampodong แห่งนี้แหละ ที่สุดของ shopping street เพราะมีทุกแบรนด์แฟชั่นที่โซลมี โดยเฉพาะเครื่องประทินผิว รองเท้า เสื้อผ้า ร้านอาหาร และขนมดัง ๆ  เขามาจับจองพื้นที่สร้างแลนด์มาร์กกันหมดแล้วจ้า จนถูกเรียกขานกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เมียงดงแห่งปูซาน” เลยทีเดียว และด้วยความที่เปิดตั้งแต่ 10:00 – 22:00 น. เราจึงอยากให้เพื่อนขาชอปทั้งหลาย แพลนเวลาให้กับที่นี่นานหน่อย เพราะเดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้เผลอ ๆ ก็เกือบหมดวันแล้ว

ตอนเดินที่นี่ก็แอบสะดุดตากับรูปปั้นทองเหลืองที่วางอยู่ตามถนน เสา ป้ายต่าง ๆ ว่ามันคืออะไร.. ซึ่งถ้าเป็นคอหนังก็คงจะรู้กันดีว่า เดือนตุลาคมของทุก ๆ ปี เขาจะมีงานเทศกาลหนังเมืองปูซาน (BIFF) เทศกาลที่ดังระดับโลก เหล่าดารานักแสดงทั่วเกาหลีจะเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง และเหล่ารูปปั้นที่ยืนต้อนรับ ให้เราถ่ายรูปเล่นอยู่นี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของงานนั้นนั่นเอง

03 Bosu Book Street

ตามชื่อเลยค่ะคุณผู้อ่าน.. ที่นี่เป็นถนนในตรอกเล็ก ๆ ที่ขายแต่หนังสือมือสอง โดยเริ่มจากคนต่างถิ่นที่พลัดหลงมากับสงครามนำหนังสือมาขายเมื่อปี 1945 จนมีการปล่อยขาย และแลกเปลี่ยนหนังสือกันเยอะขึ้น ตลาดขยายใหญ่ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ที่ถนนเส้นนี้มีร้านหนังสือมือสองกว่า 100 ร้านค้าเต็มสองข้างทาง ใครเป็นหนอนหนังสือ ที่นี่อาจเป็นสวรรค์ของคุณได้ ถ้าตาดีเราจะได้หนังสือที่ใช่มาครอบครองในราคาย่อมเยาทันที แม้ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือภาษาเกาหลี แต่ภาคอินเตอร์ก็มีให้เลือกเยอะไม่แพ้กัน ตั้งแต่นิยาย นิตยสาร หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน จนไปถึงหนังสือเด็ก ที่กี่ยุคกี่สมัยก็ยังใช้ได้ หากใครไม่อินกับหนังสือ ไม่ใช่แนวที่อยากจะดู แค่แวะมาเดินถ่ายรูปเล่นก็ได้อยู่ เพราะมีมุมสวย ๆ หลายจุด เดินรับอากาศดี ๆ มีกลิ่นหนังสือเก่าโชยมาอ่อน ๆ ก็ได้บรรยากาศที่แตกต่างไปอีกแบบนะ

04 Oryukdo Skywalk

อีกไฮไลต์ Oryukdo Skywalk นางเป็นจุดชมวิวสุดป๊อปที่นักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมเยือนกันแบบไม่ขายสาย เพื่อชมวิวรอบหมู่เกาะออยุคโดกว้างสุดตา สูดกลิ่นทะเลอากาศบริสุทธิ์ที่พัดโชยมากอดร่างให้สดชื่น แล้วเพิ่มความเสียวนิด ๆ ด้วยทางเดินกระจกรูปเกือกม้า ยื่นออกไปนอกหน้าผาสูงชันยาว 35 เมตร ให้เราเห็นทุกอย่างเบื้องล่าง เหมือนเดินลอยอยู่บนอากาศเลยทีเดียว ถ้าใครกลัวความสูงตรงนี้ต้องวัดใจกันหน่อย แต่ปลอดภัยแน่นอน เพราะเขาใช้กระจกกันกระสุนหนา 50 มม.

05 Heading Yonggungsa Temple

วัดเก่าแก่ที่สวยที่สุดในปูซาน มีมานมนานตั้งแต่ปี 1376 ที่เห็นสีสันสวยงามแบบนี้เขาได้มีการบูรณะใหม่เมื่อปี 1970 งานศิลปะรอบวัด ทั้งภาพเพ้นต์ เหล่ารูปปั้น และพระพุทธรูป ดูเหมือนเป็นการผสมผสานระหว่างจีนกับเกาหลี ภายในวัดมีเจดีย์หินสูงสามชั้น สิงโต 4 ตัว (ตัวแทนของความสนุก, ความโกรธ, ความเศร้า, ความสุข) บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (yak suh toh) ที่ชาวเกาหลีจากทั่วสารทิศ มาต่อแถวรอดื่มกันเยอะมาก และเหล่าทวยเทพที่รอให้เราสักการะตามจุดต่าง ๆ นอกจากประวัติที่ยาวนานแล้ว ที่นี่ก็ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยมากอีกแห่งของปูซาน ในช่วงปีใหม่ชาวเกาหลีเชื่อว่าถ้าได้มาดูพระอาทิตย์ขึ้น อาบแสงแรกของปีที่นี่จะทำให้โชคดี และมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดทั้งปี

06 Gwangalli Beach

ชายหาดขาวสะอาด น้ำทะเลใส ๆ พร้อมให้เรากระโจนลงไป หากมาในช่วงหน้าร้อน จุดนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าเที่ยวที่นี่แล้วเหมือนอยู่ไมอามี ชายหาดรูปพระจันทร์เสียวยาว 1.4 กม. กว้าง 6 ม. ที่ด้านหลังเป็นตึกสูง เต็มไปด้วยความเจริญ ในทะเลเห็นผู้คนที่มาเที่ยวเล่นน้ำ นอนอาบแดด เซิร์ฟบอร์ด ขี่เจ็ทสกีอย่างสนุกสนาน แต่งแต้มสถานที่นี่ให้ดูมีชีวิตชีวา ทอดสายตาออกไปไกลอีกหน่อย เป็นสะพานแขวน Gwangandaegyo ยาวถึง 7.4 กม. สะพานแขวนข้ามทะเลแห่งแรกและยาวที่สุดของเกาหลี โดยรอบชายหาดแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่ให้เราเลือกนั่งได้ตามชอบ

07 Haeundae Beach

หาดแฮอึนแดแห่งนี้ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลีใต้เลยทีเดียว ด้วยความใหญ่โตของชายหาดที่ทอดยาว 1.5 กม. กว้างถึง 40 – 50 เมตร ซึ่งความสวยของน้ำทะเล และหาดทรายที่นี่ ก็สามารถดึงดูดนักเที่ยวได้มากมาย และยังมีกิจกรรม อีเวนต์เรื่อย ๆ ดูคึกคักตลอดทั้งปี จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหล ไม่เคยซบเซา ส่วนชื่อ แฮอึนแด นี้ได้มาจากนักปราชญ์ขงจื้อชาวเกาหลี ที่มาที่นี่เมื่อปี 857 เห็นความสวยงามของชายหาดจนต้องสลักคำว่า “แฮ อึน แด” ไว้บนหิน ผู้คนจึงเรียกเป็นชื่อชายหาดนี้ตามคำของท่านมาจนถึงปัจจุบัน หากพวกเธอมาในเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเจอเหล่านกนางนวลที่หนีหนาวมาจากไหนไม่รู้อยู่เต็มหาด นักท่องเที่ยวก็จะชอบเอาข้าวเกรียบมาให้อาหาร จนกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ไปโดยปริยาย และรอบ ๆ หาดนี้นอกจากร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ศูนย์วัฒนธรรม สนามกอล์ฟ สโมสรเรือยอชเดอะเบย์ 101 ฯลฯ ให้เราได้เดินเที่ยวชมอีกด้วย

08 Dongbaek-ro

ใกล้ ๆ กับชายหาดแฮอึนแดมีจุดชมพระอาทิตย์ตกดินสุดโรแมนติก บริเวณ Dongbaek-ro Station เป็นลักษณะทางเดินระเบียงกว้าง ๆ ริมทะเล เมื่อเรามาถึงก็มีหลายคนต่างมาจับจองหาที่นั่งชิว ดูการแสดงของพระอาทิตย์ที่มาทำการแสดงทุกวันไม่อิดออด ฟ้าสีใสที่กำลังเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ จากชมพู ส้ม ม่วง ไล่เกรเดียนสวยงาม เบื้องหน้ามีทั้งสะพานแขวน และตึกสูงเรียงรายกันเป็นกลุ่มก้อน แทนที่เราจะรู้สึกรกตา แต่มันกลับดูสวยงามอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งช่วงเวลาที่เห็นภาพตึกสะท้อนน้ำ อื้อหือ.. สวยมากแม่ บางมุมมีความเหมือนบริสเบน เมืองริมทะเลที่ออสเตรเลียมาก ๆ จนมาถึงตอนกลางคืนที่ฉากหลังมืดดำไม่เหลือแสงใด ๆ ก็ถึงเวลาการแสดงของเหล่าตึกน้อยใหญ่ ที่เปิดไฟระยิบระยับให้เราเห็นสะท้อนประกายในตา ถือเป็นไอจีสปอตที่ต้องมีเก็บไว้ในหน้าฟีดจริง ๆ

WHAT TO EAT

01 Goraesa Fish Cake Haeundae

มากับเราเรื่องกินเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นขอเริ่มร้านแรกด้วยซิกเนอเจอร์ของที่นี่ Goraesa Fish Cake Haeundae อยู่ตรงหาดแฮอึนแดเลย ร้านขายออมุกลูกชิ้นปลาแบบเกาหลีสอดไส้หลากหลาย  และอูดง หรือต๊อกบกกีราดซอสแสนอร่อย ที่เราบอกเลยว่าใครพลาดต้องเสียดาย จากหน้าร้านเราจะเห็นไม้เสียบออมุกยักษ์แปะอยู่หน้าตึกใหญ่โตมาก ให้มันรู้กันไปว่าจะหาร้านไม่เจอ ร้านนี้เขามั่นใจในฝีมือออมุกสุด ๆ เพราะเปิดขายมาตั้งแต่ปี 1963 จากออมุกธรรมดาก็มีวิวัฒนาการมาสอดไส้ชีส, ผสมต้นหอม, ผสมกุ้ง ฯลฯ ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ที่ชิ้นละ 1,000  – 5,000 วอนไปเล้ยยย..

เราเลือกมาสามชิ้น กับต๊อกบกกีกับซอสสไตล์เกาหลีหวาน ๆ เผ็ด ๆ พอได้กินตอนมันร้อน ๆ คือฟินมากจ้า อยากเดินไปขอเติมซอสเอามาจิ้มกับออมุกอีก ส่วนตัวออมุกที่เราหยิบมาแม้จะหลากหลายไส้แต่กินเข้าไปรสชาติก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นัก จะออกหวาน ๆ เค็ม ๆ บางชิ้นเพิ่มเผ็ดมานิดหน่อยอร่อยดี เขามีซอสมะเขือเทศ มายองเนส น้ำดื่มให้เราเติมฟรีด้วย ถ้าใครติดใจเขาก็มีซื้อแบบฟรีซห่อแพ็กอย่างดี เอาไปเป็นของฝาก คนที่บ้านต้องชอบแน่ ๆ

02 Haeundae Traditional Market

ที่นี่คือสวรรค์ของนักล่า!! ด้วยความที่ตลาดแห่งนี่อยู่ใกล้กับชายหาดแฮอึนแดแค่เอื้อม ทำให้ร้านค้ามีเรียงรายกันเยอะมาก และคึกคักตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืนเลยทีเดียว ที่นี่เน้นไปที่อาหารทะเล ของสด และของแห้ง ร้านแต่ละร้านที่มาเปิดบนตลาดเส้นนี้ได้นั้น จะต้องได้รับการรับรอง มีมาตรฐานชัดเจน ราคาสมกับสินค้า เพราะฉะนั้นวางใจเรื่องคุณภาพได้เลย เดินดูเรื่อย ๆ นั่นก็อยากกินนี่ก็อยากลอง ราคาก็สบายกระเป๋าจนน่าตกใจ เราเดินเข้าร้านเกี๊ยวเกาหลี ต่อด้วยออมุกริมทาง ขนมกรุบกริบนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีอิ่มจนต้องร้องขอชีวิต กรดไหลย้อนแทบกำเริบ เพราะอร่อยจนลืมตัวจริง ๆ ร้านไหนแถวยาวก็พาพุงยุ้ย ๆ ไปยืนต่อไม่เกรงใจตัวเองเลย ถ้าใครเป็นนักล่าของอร่อยเราขอท้าให้มาตรงนี้เลยจ่ะ อิ่มท้องหลับสบายตั้งแต่บ่ายแน่นอน

03 BIFF Square : ถนนอาหาร แห่ง ปูซาน สตรีทฟู้ด

ยิ่งใหญ่จนมนุษย์ที่เกิดในประเทศครัวของโลกอย่างเราจะต้องยอมใจ เมื่อมาย่าน BIFF Square ที่เขาเสกให้ซอยทั้งซอยกลายเป็นถนนสตรีทฟู้ด รถเข็นขายอาหารตั้งเรียงรายกันกว่าร้อยร้านค้า ใครอยากส่องโอปป้าเราบอกเลยให้มาที่นี่ … นอกจากอิ่มอาหารแล้ว ยังอิ่มตาอิ่มใจด้วย เพราะเหล่าวันรุ่นปูซาน และนักท่องเที่ยววัยรุ่นเกาหลีเขามาสุมตัวหาของกินกันเยอะมาก ซึ่งประเภทอาหารเกาหลีก็มีเยอะแยะไม่แพ้พี่ไทยเลย เมนูที่มาถึง BIFF Square สิ่งที่เราอยากลองมานาน เพราะเห็นตามซีรีย์เกาหลีพระเอกนางเอกยืนกินไป คุยกันไป คือของเสียบไม้แล้วจุ่มแช่ตุ๋นอยู่ในซอสโคชูจังสไตล์เกาหลี เหมือนอุ่นร้อนไว้ ให้ซอสซึมเข้าเนื้อตลอดเวลา อย่างที่เราเกริ่นนำไปตั้งแต่แรกว่าอาหารเกาหลีถูกจริตเรามากออกหวานเผ็ด ซีอาชโฮต๊อกนี่ก็เช่นเดียวกัน ทำเอาเราแทบน้ำตาไหลเลย เพราะเดินมาเหนื่อย ๆ เจอของเผ็ด ๆ ร้อน ๆ เข้าไปมันชื่นใจมาก

และเมนูที่มาถึงปูซานแล้วพลาดไม่ได้เลยคือ โฮต๊อก ของหวานประจำชาติเกาหลี ที่พบเห็นทั่วไปจะเป็นขนมแป้งทอดสอดไส้ข้างในด้วยไส้หวาน ๆ กลิ่นชินนามอน แต่ที่ปูซานนั้นเขาเรียกว่า ซีอาสโฮต๊อก มีกิมมิกพิเศษไม่เหมือนใคร ด้านนอกเป็นแป้งทอดเหมือนที่อื่น ๆ แต่ข้างในสอดไส้ด้วยน้ำตาล เมล็ดทานตะวัน และธัญพืชหลายชนิด ที่สำคัญคือต้องกินตอนที่เพิ่งทำเสร็จร้อน ๆ แป้งทอดหอม ๆ หนึบ ๆ เขาให้เข้าไปเจอเมล็ดธัญพืชหวานกรุบแล้ว มันเคี้ยวสนุกมาก ไม่มีกลิ่นหืนน้ำมันเลย ถือว่าเป็นขนมประจำถิ่นที่ควรค่าแก่การมายืนต่อแถวรอกินจริง ๆ ออ ที่นี่มีหลายร้านให้เลือกมากจ้า จุดนี้!!! อยู่ที่บุญพาวาสนาส่งนะเธอ!! ขอให้ทุกคนเจอร้านแซ่บ ๆ แบบเราสาธุ

04 Geumsam Dabang

เกาหลีคือประเทศแห่งร้านกาแฟชิคเก๋ที่ไม่เหมือนที่ไหน ทุกร้านทำมาในฟีลนั่งเล่นบ้านเพื่อน การจัดวางร้านเหมือนเป็นโซน ๆ ห่างกันนิดหน่อย ไม่วุ่นวาย เฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกันสักโต๊ะ แต่กลับลงตัวอย่างน่าแปลกใจ ซึ่งร้าน Geumsam Dabang (금샘다방) แห่งนี้ก็เช่นกัน เราตามร้านนี้มาจากไอจี ด้วยขนมที่วางเสิร์ฟมาแบบตะมุตะมิน่ารัก และปราณีต ที่เขาถ่ายรูปกันออกมาคือโคตรสวย จนต้องเดินตามหาแล้วมาลองบ้าง ร้านตกแต่งในโทนขาวคลีนสะอาดตา มีเฟอร์นิเจอร์ไม้ โซฟาสีเอิร์ธโทนสร้างความสบายตา และอุ่นใจให้แก่ผู้พบเห็น

เมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือดังโงะย่าง ที่เสิร์ฟมาเป็นเตาย่างมีไฟลุกเบา ๆ พร้อมดังโงะสามไม้หน้าตาน่าเอ็นดู มีซอสราดให้เรามาประกอบพิธีเอง เอาจริงมันน่ารักมากจนไม่กล้ากินอะ เหมือนชุดของเล่นที่เราชอบเล่นตอนเด็ก ๆ สั่งมาพร้อมกับสตรอว์เบอร์รีโซดา ท๊อปด้วยไอศกรีมซอร์เบต์หวานอมเปรี้ยว เย็นชื่นใจ กินกับดังโงะหนึบ ๆ ที่ราดซอสหวานโรยคินาโกะเบา ๆ ก็คือเยี่ยมยอดอะแก.. เติมพลังระหว่างมื้อได้ดีเลย

05 Cafe Roof Top

ร้านนี้เหมือนเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของเมืองไปแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจเดินทางมานั่งดาดฟ้า ถ่ายรูปงาม ๆ เช็กอินกันไม่หยุดหย่อน ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้นแหละฮะ ความชิวชองร้านนี้คือไม่เป็นสองรองใครแน่นอน กับวิวทะเลกว้างไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง เจ้าของร้านคือเฮงมากที่ได้ที่ตรงนี้มาครอบครอง.. อิจฉา อะเข้าเรื่องคาเฟ่ก่อน ร้านนี้ไมได้ใหญ่มากนะ แต่เขาปรับที่นั่งได้หลายโซน และแต่ละโต๊ะมีมุมสงบของตัวเองทั้งนั้น นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนติดใจ อาหารเครื่องดื่มมีทั้งคาวหวาน ดูอินเตอร์ ๆ ถ่ายรูปสวย เรื่องกาแฟก็คืออ่อนแหละ ฟีลเหมือนญี่ปุ่น แต่ก็ยังคงความหอมอยู่เหมือนกัน และอาหารให้จานใหญ่ ใช้ของดี จัดจานสวย คุ้มค่าคุ้มราคาอยู่ อยากแนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพราะสีของฟ้าพอตัดกับผ้าใบ และเบาะร้านขาว ๆ นี้แล้ว ต้องถ่ายรูปสวยมากแน่ ๆ นี่มาตอนบ่ายแดดแยงหัวยังรู้สึกว่าสวยเลย

06 Noe Bakery

โอ้ย..​ แม่จ๋าเจอร้านน่ารักอีกแล้วจ้า ร้าน Noe Bakery สีเหลืองสดใสที่เห็นนี่แหละ เป็นอีกร้านโปรดที่เราการันตีรสชาติ เป็นร้านเล็ก ๆ ที่ชาวปูซานเองก็แวะเวียนมาซื้อกลับบ้านอยู่ตลอด ซึ่งเมนูแนะนำของร้านก็จะเป็นขนมพวกโดนัทเป็นหลัก ซึ่ง.. โดนัทหน้าดีมากกกกกกกกกกกกกกก สวยเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนเลย มีน้องหมาขนฟูน่ารักดูสะอาดสะอ้านรอต้อนรับแขกอยู่ จับมาเป็นแบบ ให้เป็นเพื่อนนั่งจิบชากินขนมก็ไม่บ่นสักคำ และชิ้น recommend ที่เราอยากแนะนำก็คือ “Red Velvet Doughnut” ชิ้นสีแดงนี้แหละ ความซอฟของแป้งโดว์ หอมหวานอ่อน ๆ กินตัดกับครีมชีสเปรี้ยวเบา ๆ แล้ว คือดีงามมาก ที่สำคัญราคาขนมคือไม่แพงเลยอยู่ที่ 3,000 – 4,000 วอนเท่านั้น

07 On a Season

ที่สุดของความคลีนคงต้องให้ร้านนี้ ด้วนธีมร้านสีขาวที่โอโม่มาตั้งแต่หน้าร้าน ผ้าม่าน เคาร์เตอร์ ยันขนม ทุกอย่างเป็นขาวตัดกับสีอ่อน ๆ ทั้งหมด ทำให้รู้สึกว่านี่แหละ ถึงเกาหลีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะสไตล์ของคาเฟ่บ้านนี้เริ่มต้นจากแนวนี้จริง ๆ ถ่ายรูปสวยแค่จับวางบนโต๊ะแบบไม่ต้องขยับ ถ่ายแชะ ก็สวยเลยอะ ร้านนี้เราสั่งทั้งกาแฟ และเค้กมาลองชิม บอกตรง ๆ ว่ากาแฟดีงาม ลาเต้ร้อนมีอาร์ตงาม ๆ พร้อมความหอมละมุนในแบบที่มันควรจะเป็น และ Corn Cheesecake ชีสเค้กข้าวโพด รสชาติแปลกดีแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน แต่พอกินตัดกับกาแฟ ก็คือเข้ากันได้ ไหลลื่นไม่ติดขัด

08 All About World Supper

ร้านนี้น่ารักด้วยแพ็กเกจจิ้ง และรสชาติที่ทำเอาเราชื่นใจจนอยากมาบอกต่อ เป็นคาเฟ่ที่ไม่ซีเรียสเรื่องการตกแต่งจริง ๆ เข้าถึงง่ายไม่ต้องชิคเก๋ เน้นการขายแบบ take away คือเดินเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในห้องทำเค้กเลย เอาจริง ๆ อยากให้รีวิวสามารถโชยกลิ่นให้ดมได้ แค่มีกลิ่นหอมของการอบขนมเราก็ฟินมากแล้ว แม้จะเน้นขายแบบซื้อกลับแต่วัยรุ่นเกาหลีเขาก็ถ่ายรูปเช็คอินกันเยอะมากนะ แสดงว่าเด็ดจริง เราเลยลองซื้อมาเซ็ตนึงคือ Berry Cheesecake และ Ice Americano พนักงานยื่นถุงลายตารางสดใส และมีลายมือเขียนชื่อร้าน เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของร้านที่ใครซื้อก็ต้องถ่ายรูปลงกัน พร้อมแก้วสีแดงทรงน่ารักมาก อยากจะล้างแล้วเก็บกลับบ้านไปด้วย ภายในถุงกระดาษนั้นคือขนมเค้กที่เราสั่งมานั่นแหละ หน้าตาดูทำง่ายมากแก ไม่เน้นสวยงาม แต่เรื่องรสชาติคือเอาไปเลยเต็มสิบ ครีมชีสหนานุ่มที่ทำออกมาคล้ายโยเกิร์ต รสออกเปรี้ยว ๆ ด่านล่างเป็นแครกเกอร์บดอบละเอียด ที่ใช้เนยกลิ่นหอมมาก อบได้กรอบตัดกับเนื้อชีสด้านบนกำลังดี ทำให้เรากินได้เรื่อย ๆ ไม่เลี่ยน ซึ่งเขามีให้เลือกสองรสคือ สตรอว์เบอร์รี และมิกซ์เบอร์รี อยากให้แวะมาลองซื้อทานกัน

09 복수가게

ได้รีวิวร้านนี้เพราะสะดุดจากโลโก้เลยนะ เป็นหยึ๋ย ๆ ดูน่ารักดี เลยคิดไปว่าร้านต้องน่ารักแน่ ๆ (ตรรกะไหน? 55555 ) และด้วยความที่โลโก้เขาดูง่าย ๆ เราเดินเข้าไปในร้านเขาก็ดูทำแบบง่าย ๆ เหมือนกันนะ ตกแต่งสวยงามแต่จัดวางของแบบชิว ๆ เห็นครัวแบบเปิดทุกอย่าง วาง ๆ ไม่ได้เป็นระเบียบมาก แต่ก็ดูสะอาด จุดเด่นของร้านน่าจะเป็นของคาวหวาน ที่มีส่วนประกอบของขนมปัง เบเกิล และ scone เพราะ scone ที่เอามาวางมีหลายรสเลย ทั้งเอิร์ลเกรย์ มะนาว ชาเขียว ขิง ฯลฯ และเขาก็ทำสดใหม่ทุกวัน มีกลิ่นขนมอบหอมตลบอบอวลเต็มร้านไปหมด พอจะสั่งเมนูเจ้ากรรมมีแต่ภาษาเกาหลีทั้งหมด.. เราเลยลองไถไอจีแล้วสั่งเมนูยอดฮิตตามเขาดู ปรากฎว่าได้ Avocado Toast (6,500 วอน) และ Grapefruit Soda (3,500 วอน) มาวางอยู่ตรงหน้า อโวคาโดคือให้มาทั้งลูกอะแก เยอะมากถูกใจคนรักผลไม้อย่างเรา ด้านบนราดด้วยน้ำมะกอกหอม ๆ คือดีย์ ราคารวม ๆ ตก 10,000 วอน ให้จานใหญ่ ราคาโอเคมากเด้อ..

WHERE TO STAY

มาถึงจุดฟีนาเล่ที่ทำให้เราสุขสมทุกค่ำคืน กับที่พักฟิน ๆ ที่เรามาหลับนอนตลอดทริปนี้ Gwanganli Hotel 1 จ่ายในราคาหลักพัน ถ้าจองทันรับรองว่าได้วิวหลักล้านแน่นอน ด้วยโลเคชั่นติดริมหาด กับการตกแต่งที่เน้นแสงธรรมชาติ กระจกบานยาว ตั้งเรียงกันเป็นกำแพงเผยให้เห็นวิวโล่งกว้างของทะเลภายนอก แสงที่สาดส่องเข้ามาก็ทำให้เห็นเป็นเงาตามร่องกระจกดูสวยงาม มินิมอลแบบไม่ต้องตกแต่งอะไรมากมาย ส่วนของห้องพักก็เช่นกัน เราจองห้องแบบ sea view เขามีห้องหลายแบบหลายราคาให้เลือก ความฟินของเราคือตื่นมาก็เจอวิวทะเลกว้างแบบนี้เลยอะแก รอบกายก็เป็นผนังลายหินอ่อนสีขาว เตียง โต๊ะ ตู้ก็สีขาวสะอาดตาไปหมด ถ่ายรูปออกมาเหมือนห้องคุณหนูสมัยใหม่มีทั้งความมินิมอลปนความหรูหรา สวยจริงตามรีวิวไม่จกตาแน่นอน

หลังจากที่ลองเปิดใจมาเที่ยวเมืองหนาวริมทะเลแล้ว เราก็รู้สึกว่าปูซานเป็นอีกเมืองที่มองอะไรก็ดูสวยงามไปหมด ภาพเกาหลีอันวุ่นวายด้วยแสงสีเสียง เหล่าคนแฟชั่นเดินเชิดตามถนน เด็กวัยรุ่นหน้าตาดีไว้ผลิตไอดอลนั้นหายไปจากสมองตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลย พอเราได้สัมผัสเกาหลีจริง ๆ จากแหล่งท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมการกิน การอยู่ มันค่อนข้างมีเสน่ห์ไม่แพ้ที่ไหนเลยเช่นกัน ผู้คนในปูซานรวมไปถึงวัยรุ่นที่มาเปิดร้านเองนั้นช่างแตกต่างจากชีวิตคนเมือง เขาดูเป็นตัวของตัวเอง มีชีวิตชวา ถ้าใครตามหาความสงบ และสิ่งสวยงามไว้พักตาพักใจ เราว่าที่นี่แหละเหมาะมาก ไม่ต้องทำวีซ่า ไม่ต้องนั่งเครื่องบินไกล แพลนก็ง่ายมีตัวช่วยอย่าง Traveloka ให้ดีลเยอะ ประหยัดสุดคุ้มงบไม่เกิน กระเป๋าไม่ฉีกแน่นอน เชียร์ขนาดนี้ต้องจองตั๋วแล้วล่ะ …