ถ้าถามถึงประเทศที่เที่ยวได้เดือนเว้นเดือน อาทิตย์​เว้นอาทิตย์แบบ​ไม่มีเบื่อ ทางเราขอยกให้ “ญี่ปุ่น” เพราะไม่ว่าจะเมืองหลัก หรือเมืองรอง ให้เที่ยวจนช่ำชองแค่ไหน ก็ยังอยากกลับไปมองมุมใหม่ให้ชื่นใจอีกเรื่อย ๆ แพลนญี่ปุ่นรอบนี้เราขอพาพวกเธอตามไปเก็บจุดเช็กอินแมส ๆ ฉบับคนญี่ปุ่นเขาเที่ยวกัน ณ 4 เมืองตอนกลางของประเทศ อย่าง Gifu, Nagano, Tateyama และ Toyama แห่งชุบุ (Chubu) ภูมิภาคที่ธรรมชาติสวยงามเป๊ะปังอลังเวอร์ อาหารคาวหวานก็เลอค่า ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมก็ชวนหลงใหล ไล่มาตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ของเจแปนแอลป์ หมู่บ้านโบราณกลางหุบเขาที่เที่ยวได้ทุกฤดูกาล พิพิธภัณฑ์สุดคูลที่มีสถาปัตยกรรมสุดล้ำ ทะเลสาบรูปหัวใจที่จะทำให้ใจพองโต น้ำตกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น รวมถึงจุดชมซากุระ และใบไม้เปลี่ยนสีปัง ๆ ที่จะทำให้ทุกคนอยากจะฝังตัว ฝังใจ และอยากหยุดเวลาไว้แบบไม่อยากไปไหนกันเลย

การเดินทางครั้งนี้การันตีความคุ้มค่าคุ้มราคาถ้าพวกเธอเลือกใช้ Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass พาสที่จะทำให้เข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในภูมิภาคชูบุได้สะดวกยิ่งขึ้น ใช้งานได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลา 5 วัน สนนราคาความน่ารักที่ 17,830 เยน (เด็ก 8,910 เยน) จาก JR พระเอกสายเปย์ที่มักมอบความคุ้มค่ากว่าเงินที่จ่ายไปให้นักท่องเที่ยวน่ารักอย่างเราเสมอ เค้าเป็นพาสที่เริ่มใช้ได้ตั้งแต่สนามบิน CHUBU เลยจ้า … เรียกว่าแทบไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทางเพิ่มเลยก็ว่าได้ ใบไม้ผลิปีนี้ใครขี้เกียจแพลนก็ก๊อปปี้ลิสต์ เบิกเงิน จองที่พัก กำพาสให้แน่นแล้วเริ่มเดินทางตามเรามาได้เลย สำหรับ Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://touristpass.jp/th/alpine/

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวในรูทนี้ พวกเธอสามารถเลือกบินคุ้มคุณภาพครบด้วยสายการบินราคาประหยัดอย่าง ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ที่มีบินตรงมาลงสวย ๆ ที่สนามบินชูบุเซ็นแทรร์ (Chubu Centrair International Airport) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “สนามบินนาโกย่า”  ได้เลยจ้า ซึ่งความดีงามจนอยากบอกต่อของสนามบินแห่งนี้ก็คือความใหญ่โต ไม่วุ่นวาย แต่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมแบบที่ทั้งหาได้และหาไม่ได้จากสนามบินที่ไหนในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นช้อปปิ้งแอเรีย, ร้านอาหารขึ้นชื่อ, แช่ออนเซ็นชมวิวเครื่องบิน, ชมความไฮเทคที่ FLIGHT OF DREAMS, ขี่รถยืนสองล้อ (เซกเวย์) และอื่น ๆ อีกมากมาย แถมใกล้ ๆ สนามบินก็มี AEON mall ที่มีสะพานเดินเชื่อมไปถึง เผื่อไว้เก็บตกซื้อของฝาก ช้อปของใช้ในวินาทีสุดท้าย ออ!!! แล้วที่ถือว่าโดดเด่นมากเวอร์เลยคือใช้เวลาเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองนาโกย่า ได้อย่างสะดวกสบายเพียง 28 นาที จ้า

01 Gifu

ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อจังหวัดกิฟุกันมาบ้างแล้ว เพราะเมืองนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างชิราคาวาโกะ เมืองโบราณทาคายาม่า แหล่งออนเซ็นที่มีชื่อเสียงโอคุฮิดะ มีแหล่งน้ำมากมายจนได้ชื่อว่าเมืองแห่งสายน้ำ ทำให้ธรรมชาติที่นี่เป๊ะปังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่มาเที่ยวกับเราจะซ้ำคนอื่นได้ยังไงใช่มั้ย.. เราขอแนะนำที่เที่ยวใหม่ ๆ ให้พวกเธอทำความรู้จักกับเมืองน่ารักแห่งนี้เพิ่มกันอีกหน่อยแล้วกันนะ

  • MAGOME JUKU (NAGATSUGAWA-SHI)

เมืองในอดีตที่มีมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่เราอยากจะเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดกิโมโน เอาดอกไม้ทัดหูมาเดินพริ้มซะจริง ๆ เมื่อสมัย 400 ปีที่แล้ว หมู่บ้านนี้มีความเจริญ​รุ่งเรือง​มากจนกลายเป็น​เมืองหลัก​แห่งหุบเขา​คิโซะ เพราะตั้งอยู่บนถนนนากาเซ็นโด (Nakasendo) และ มาโกเมะจุกุ (Magome-Juku) ซึ่งเป็นทางผ่านระหว่างโตเกียวและเกียวโต คนสมัยนั้นต้องใช้เวลาเดินทางเป็นระยะเวลาถึง 10 วัน ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยที่พักมากกว่า 60 แห่ง แม้ในปัจจุบัน เขาจะย้ายเส้นการเดินทางไปที่อื่นแล้ว ที่นี่ก็ยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ทางเดินหินโบราณ ตลอดเส้นทางทั้งทางราบ และเนินเขายาว ๆ เราจะได้ยินเสียงน้ำไหลจากลำธารที่ตัดผ่านหมู่บ้าน และล้อหมุนน้ำแสนไพเราะ ที่สอดประสานกับเสียงนกสร้างความสงบในใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมสองข้างทางก็เต็มไปด้วยร้านค้าที่บางร้านเป็นคุณยายอายุกว่า 80 ปีคอยยิ้มต้อนรับขายขนมให้เราอย่างน่ารัก ที่พัก และพิพิธภัณฑ์มากมาย มันจึงเต็มไปด้วยมนต์ขลังแห่งโบราณสถานอันสมบูรณ์​ ดูเหมือนได้ย้อนยุคไปสมัยนั้นจริง ๆ นอกจากเดินเล่นในเมืองแล้ว ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์​ เรียวกังแบบออริจินัล​ หอชมวิว ให้เราถ่ายรูปทิวเขากว้างใหญ่ได้ด้วยนะ

ถ้าถามว่ามาช่วงไหนดีช่วงไหนเหมาะ เราบอกได้เต็มปากเลยว่า ที่นี่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะในหน้าหนาว เราจะได้เห็นหิมะสีขาวปกคลุมบ้านเรือนสีเข้มและทางเดินตัดกันดูสวยงามเหมือนฉากในหนัง ส่วนในฤดูร้อน – ใบไม้ผลิ ตามข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกไม้ ดอกไฮเดรนเยีย พันธุ์ไม้หลากสี และยิ่งช่วงใบไม้ร่วงทั้งเมืองจะกลายเป็นสีแดง ดำ น้ำตาลแซมไปตามสีต้นไม้ ใบไม้และบ้านเรือน เป็นโทนสีอุ่นตา ทำให้จดจำไม่รู้ลืม

วิธีเดินทาง :: จากสถานีรถไฟ Nakatsugawa นั่งรถบัส 25 นาที ลงที่ป้าย Magome Jyuku

  • ENA KYO VALLEY (ENA-SHI)

เอะนะเคียว ทะเลสาบริมเขื่อนที่มีบรรยากาศไม่เหมือนเขื่อนทั่วไป ด้วยก้อนหินที่เรียงตัวกันสูงสวยงามอยู่ล้อมรอบและมีแมกไม้ขึ้นเป็นป่าที่หนาแน่น ด้วยอายุของเขื่อนนั้นสร้างตั้งแต่ปี 1924 ทำให้ที่นี่กลมกลืนกับธรรมชาติ เหมือนผลงานศิลปะที่ร่วมสร้างกับมนุษย์​ได้อย่างลงตัว โดยไฮไลท์ของที่นี่คือสะพานสีแดง Enakyo เชื่อมระหว่างสองหุบเขา ซึ่งแม้ฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร สะพานแดงนี้ก็จะฉายแววสวยเด่นขึ้นมาทุกช่วงเวลา ทำให้เราสามารถมาเที่ยวได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ที่ทั้งเขาจะเป็นสีเขียวตัดกับน้ำสีฟ้า ฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกซากุระผลิบานทั่วพื้นที่ ฤดูใบไม้ร่วงที่แกรนด์ที่สุด เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่ตั้งใจเดินทางมาเพลิดเพลินกับการชมการไล่สีของเหล่าใบไม้ และฤดูหนาวที่แม้ต้นไม้จะยืนโล้นเปล่า ไร้ใบ แต่เราจะได้เห็นฝูงนกอพยพ ที่เขาได้จัดกิจกรรมดูนกให้แก่นักท่องเที่ยวเอาไว้ด้วย เราสามารถนั่งเรือ Ena Gorge ชมทะเลสาบแห่งนี้ได้ทั่ว เป็นระยะทาง 20 กม. ใช้เวลาประมาณ 30 นาที (1,250 เยน) ถือเป็นวิวแกรนด์ ๆ เดินทางสะดวก ราคาสบาย และใช้เวลาเพียงนิดเดียวที่ทุกคนไม่ควรพลาด

วิธีเดินทาง :: จากสถานีรถไฟ Ena นั่งรถบัส 3 นาทีลงป้าย Enakyo

  • MOSAIC TILE MUSEUM (TAJIMI-SHI)

ใครจะไปคิดว่าจังหวัดท่ามกลางหุบเขาอย่างกิฟุจะมีมิวเซียมงาม ๆ เก๋ ๆ ให้เราได้เสพอาร์ต สร้างสรรค์ผลงานกันด้วย..​ ในเมืองทาจิมะ (Tajima) เราจะเจอตึกทรงแปลกตาเหมือนหมู่บ้านในการ์ตูน ใครผ่านไปมาต่างฉงนสงสัย​ว่าที่นี่คืออะไร ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์กระเบื้องโมเสก สร้างโดยสถาปนิกผู้โด่งดังของประเทศญี่ปุ่น คุณฟูจิโมริ เทรุโนบุ (Fujimori Terunobu) ถ้าเราลองมองเข้าไปใกล้ ๆ ตัวตึกจะเห็นว่ามันเป็นลักษณะเหมือนบ้านดิน ที่ภายในกำแพงนั้นจะมีกระเบื้องลายและทรงต่าง ๆ ฝังไว้อยู่ด้วย เหตุผลที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองทาจิมะเป็นเพราะที่นี่คือแหล่งกำเนิด และแหล่งผลิตกระเบื้องโมเสกที่ขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

ซึ่งนอกจากภายนอกจะสวยแล้ว ข้างในก็สวยไม้แพ้กัน แบ่งการจัดแสดงเป็นโซน ๆ มีการออกแบบแตกต่างกันไป ดูยังไงก็ไม่เบื่อ และที่ชั้น 1 เขายังมีกิจกรรมตกแต่งกรอบรูปด้วยกระเบื้องของที่นี่ในราคา 500 เยน และใช้เวลาเพียง 30 นาทีด้วย ถือเป็นของที่ระลึกชิ้นเดียวบนโลก สร้างด้วยมือเราเอง เก๋ไม่น้อยเลยเนอะ

วิธีเดินทาง :: จากสถานี Tajimi นั่งรถบัส 20 นาทีลงป้าย Mosaic Tile Museum-Mae

02 Nagano

จังหวัดนากาโน่ เป็นอีกเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งนั้น เพราะมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ป่าไม้เมืองหนาวแน่นขนัดจนมีกลิ่นหอมสดชื่นไปทั้งเมือง เป็นจังหวัดที่เที่ยวได้ตลอดปีเลยแหละ เพราะสีสันของธรรมชาติประเทศนี้มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ยิ่งช่วงใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วงนี่ไม่อยากจะบรรยายความสวยงาม เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเวอร์ ใครไม่บินมาเห็นเอง ไม่รู้หรอกว่ามีดีงามขนาดไหน ยิ่งช่วงหน้าหนาวก็กลายเป็นเมืองแห่งสกีไปอีก ธรรมชาติปังแล้ว สถาปัตยกรรมโบราณเขาก็ดีเด่นไม่น้อยหน้าใครเหมือนกันนะ ประวัติศาสตร์ และความกล้าหาญของเหล่านักรบถูกบันทึกไว้อย่างดี บ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองในอดีตเหล่านั้นก็ส่งผลต่อยอดมาถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของสมัยนั้นอยู่

  • MATSUMOTO CASTLE

มาถึงนากาโน่สถานที่ที่พลาดไม่ได้ทางเราขอยกให้ ปราสาทมัตสึโมโตะ เพราะนี่คือ 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมที่ยังคงสวยงาม และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ปราสาทนี้สร้างขึ้นในปี 1592 มีความสำคัญต่อญี่ปุ่นมากเพราะเป็นทั้งโบราณสถานและสมบัติของชาติ ความโดดเด่นของเขาคือมีหลังคาสีดำ ตัดกับกำแพงสีขาว ซึ่งเป็นคู่สีที่คอนทราสต์ พร้อมด้านหลังที่เป็นวิวเทือกเขาแอลป์ มีหิมะปกคลุมยอดตลอดแนวเขา ดูละมุนสวยงามเหมือนหลุดมาจากภาพวาดเลย ภายในปราสาทมีเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมายให้เราได้ค้นหา ทั้งชุดเกราะ ข้าวของเครื่องใช้ ในสมัยนักรบซามุไร ภูมิปัญญา ชัยภูมิการตั้งรับข้าศึก มีข้อมูลบอกทุกจุดให้ไม่พลาดทุกการเรียนรู้ อย่างช่องส่องยิงธนูเล็ก ๆ ถ้าเดินผ่านเฉย ๆ ก็นึกว่ารูไว้ระบายอากาศ และชั้นบนสุด ((ชั้น6) ก็เป็นจุดชมวิวแกรนด์ ๆ ที่เราจะได้เห็นทั้งเมือง พร้อมธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทิวเขายาวสุดตา ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่ก็เป็นอีกจุดชมดอกซากุระที่สวยไม่แพ้ปราสาทอื่นในญี่ปุ่นเลย เชื่อว่าถ้าพวกเธอมาเห็นต้องตะลึงแน่นอน

วิธีเดินทาง :: จากสถานี Matsumoto เดินประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัส Town Sneaker Northern course bus loop line ประมาณ 5 นาที

  • KAMIKOCHI

อีกจุดท่องเที่ยวสุดฮอตของนากาโน่ หนึ่งในเส้นทางสำรวจหุบเขาของ Japan Alps มีเส้นทางที่เดินได้แบบวันเดียวสวย ๆ และเดินผจญภัยปีนป่ายค้างแรม ด้วยความสูงเฉลี่ย 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ที่นี่เป็นจุดสำหรับ Hiking Lover ของเหล่าคนญี่ปุ่นและต่างชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งใครอยากมาทำกิจกรรมเดินป่า ปีนเขานั้นจะต้องลงทะเบียนก่อนเข้าไปเพื่อความปลอดภัยด้วย เพราะเขามียอดเขาสูงมากมายทั้ง Nishihotakadake(2,909 เมตร), Okuhotakadake(3,190 เมตร), Yakedake (2,455 เมตร) ฯลฯ จะเลือกเดินเส้นทางไหนก็มีความสวยที่ต่างกัน ตามความยากในการเข้าถึง ถ้าใครไม่มีเวลา เราขอแนะนำเส้นมหานิยมระยะสั้น ๆ คือป่าริมแม่น้ำอาซุสะ (Azusa River) เส้นแม่น้ำใส ๆ เย็น ๆ จนไอชื้นชื่นใจกระทบผิวเรา เริ่มจากสระน้ำไทโช (Taisho Pond) ไปยังสะพานเมียวจิน(Myojin Bridge) ใช้เวลาการเดินประมาณ 2-3 ชม. เป็นทางพื้นราบที่เราจะเพลินไปกับพืชพันธุ์เมืองหนาวแปลกตา ที่มนุษย์เมืองร้อนอย่างเราจะต้องร้องว้าว.. เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายลุยที่ไม่อยากเหนื่อย แต่อยากได้วิวแพง ๆ อินเนอร์แรง ๆ ไว้อัพไอจีอวดเพื่อนกันล่ะ

วิธีเดินทาง :: จากสถานี Matsumoto Station นั่งรถไฟ Matsumoto Electric Railway ไปลงที่ Shin-Shimashima Station และต่อรถบัสมายัง Kamikochi (ไม่สามารถใช้ JR ได้)

  • NARAI-JUKU

ถ้าใครคิดว่าถนนคนเดินแบบเอโดะที่ไหนก็เหมือน ๆ กัน เที่ยวเมืองไหนก็ได้ คุณคิดผิด!! อย่างน้อยต้องไม่ใช่ที่นี่อย่างแน่นอน เมืองนาราอิจูกุคือเมืองเอโดะโบราณ ตั้งอยู่ในแถบหุบเขาคิโซะ เคยเป็นเมืองทางผ่านระหว่างโตเกียวและเกียวโตบนถนนนากาเซ็นโด (Nagasendo) ในสมัยนั้นก็ถือเป็นอีกเมืองในหุบเขานี้ที่มีความเจริญมั่งคั่ง​ และด้วยความยาวของเมืองยาวถึง 1 กิโลเมตร ทำให้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเก่าเอโดะที่ยาวที่สุดในประเทศ ทั้งสองข้างทางที่เราเดินผ่านจะเต็มไปด้วยร้านขายของฝาก ที่พักและร้านอาหาร เดินไป..ซื้อขนมพื้นเมืองกินไป.. เรียกว่าเพลินตาเพลินพุงมาก ๆ แล้วยังมีสะพาน ศาลเจ้าเก่าแก่ สวนธรรมชาติท่ามกลางหุบเขาให้เราได้เช็กอินไม่หยุดหย่อน เช่น  Narai Kiso no Ohashi เป็นสะพานไม้ที่สร้างในปี 1991 เพื่อข้ามแม่น้ำ นาราอิกาวะ (Naraigawa) เป็นสะพานไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างจากต้นไซปรัสอายุ 300 ปี มีความยาวถึง 33 เมตร หรือเดินขึ้นเนินไปยังจุดชมวิวเพื่อชมเมืองเล็ก ๆ ที่ด้านหลังเป็นเทือกเขาใหญ่โตคอยให้ร่มเงาอยู่ ก็เป็นวิวที่หาชมได้ยาก และสวยใช่ย่อยเหมือนกันนะ

วิธีเดินทาง :: ลงรถไฟที่สถานี Narai ก็ถึงทางเข้าหมู่บ้านเลย

03 Tateyama

เส้นทางในฝันของใครหลายคน รวมถึงเราด้วย.. ถึงแม้ว่าผู้คนจะแห่แหนกันมารีวิวจนช้ำตาแล้ว แต่ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองก็เหมือนชีวิตไม่ Complete นั่นคือเส้นทางเจแปนแอลป์ (Japan Alpine Route) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปตามเส้นทางที่ทัวร์จัดไว้ให้ หรือตามสะดวกเพราะมีเวลาจำกัด.. ความจริงถ้าออกนอกเส้นทางไปตามจุดแวะย่อย ๆ สักหน่อย วิวที่เห็นมันจะแรร์จนเธอจะไม่รู้สึกเสียดายเวลาเลยแหละ อย่างที่เรากำลังจะแนะนำอยู่นี้ มันมีความ ‘ที่สุด’ ของญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วยนะ

  • MIKURIGA-IKE

ทะเลสาบแห่งใหญ่ที่ตั้งอยู่บนปล่องภูเขาไฟ Tateyama สูงจากระดับน้ำทะเล 2,405 เมตร บ่อน้ำแห่งนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า “คามิโนะทาเมะโนะโซโบโนะอิเคะ” ที่แปลว่าครัวเพื่อเทพเจ้า ซึ่งคนในสมัยก่อน นำน้ำจากที่นี่มาทำอาหารถวายแด่เทพเจ้านั่นเอง รอบ ๆ ทะเลสาบแห่งนี้เต็มไปด้วยพืชพรรณไม้บนที่สูงดูแปลกตา เป็นแหล่งที่อยู่นกไรโจหรือที่เรารู้จักกันในชื่อนกสายฟ้าเป็นจำนวนมาก เป็นสัตว์ประจำเมือง Tateyama มีมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง โบราณเชื่อว่าเป็นนกส่งสารของเทพเจ้าอีกด้วย ถ้าใครมาเราก็ขอให้ได้เจอนะฮะ เพราะที่อื่นก็คงหาดูไม่ได้ง่าย ๆ นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมที่นี่ได้ตลอดทั้ง 4 ฤดูกาลเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นวิวหิมะที่ชวนต้องมนต์ในฤดูหนาว ใบไม้แดงผลัดไล่สีกันอย่างสนุกสนานในฤดูใบไม้ร่วง และตั้งแต่หลังเดือนมิถุนายน – ตุลาคม ทะเลสาบแห่งนี้จะกลายเป็นสีเขียวมรกตสะท้อนกับภูเขาจนกลายเป็น “ทะเลสาบรูปหัวใจ” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยทีเดียว นอกจากชมวิวแล้ว เขายังมีน้ำพุร้อน จุดชมวิวหุบเขา Jigokudani กระท่อมเก่าแก่อายุ 200-300 ปีให้เราเที่ยวชมอีกด้วย

วิธีเดินทาง ::  เดินจากสถานีรถไฟ Murodo

  • SHOMYO-DAKI

ไปหมู่บ้านเอโดะยาวที่สุด เที่ยวปราสาทสวยที่สุดกันไปแล้ว ลองมาดูน้ำตกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นกันบ้าง น้ำตกโชเมียวความสูงกว่า 350 เมตร หรือคนญี่ปุ่นเรียกว่าไดบะคุฟุ (Daibakufu) หมายถึงน้ำตกยิ่งใหญ่และสูงที่สุดในญี่ปุ่น มีน้ำไหลตลอดปี ยิ่งถ้ามาในช่วงเดือนเมษายน -​พฤษภาคม​จะเป็นช่วงที่หิมะบนภูเขาละลาย จนทำให้เราได้เห็นน้ำตกฮันโนะกิ (Hannoki)​ ความสูง 500 เมตร สูงกว่าน้ำตกโชเมียวที่ตกอยู่เคียงข้างกันด้วย ซึ่งภาพน้ำตกสองสายไหลลงมาบรรจบกันจนเป็นรูปตัว V นี่ยิ่งใหญ่มากเด้อ มีละอองน้ำกระเซ็นจนเราเย็นไปทั้งตัว เหตุผลที่น้ำตรงนี้มีเยอะจนกลายเป็นความยิ่งใหญ่ เพราะว่าเขาอยู่ใกล้กับ Japan Alpine route หิมะเลยเยอะมากก เวลาละลายทีก็จะอลังการหน่อยแหละเนอะ และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี น้ำตกแห่งนี้ก็คือสาวงามที่ขึ้นแท่นนางงามประจำเมืองได้เลยทีเดียว ลองจินตนาการ​ว่าสีเขียวทั้งหมดในรูปนี้กลายเป็นสีแดงสิ มันจะฟินขนาดไหน.. รู้แบบนี้ต้องรีบยัดเข้าไปในแพลนเส้นทาง japan alpine แล้ว

วิธีเดินทาง :: จากสถานีรถไฟ Tateyama นั่งรถบัสไปที่น้ำตกโชเมียวใช้เวลาประมาณ 15 นาที

  • TATEYAMA ROPEWAY

ในเส้นทาง Japan alpine route นั้น นอกจากกำแพงหิมะที่เป็นไฮไลท์​แล้ว การนั่งกระเช้าแกรนด์ ๆ จาก kurobedaira -​ Daikanbo ก็เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กที่เรายกเป็นจุดเด็ดห้ามพลาดอีกแห่งหนึ่งเลยแหละ เพราะตลอดระยะเวลาในการขึ้นกระเช้านั้นใช้เวลาประมาณ 7 นาที ถ้าเป็นได้ก็อยากตัดภาพชีวิตตอนนั้นให้เป็น slow motion แบบช้า ๆ เนิบ ๆ ยืนเป็นนางเอกมิวสิกสักครั้ง ความพิเศษ​ของกระเช้านี้​คือตลอดระยะทาง 1.7 กิโลเมตร​นั้นไม่มีเสาค้ำระหว่างเชือกเลย มันแอบเสียวนิด ๆ แต่ดีตรงความสมูท​ไหลขึ้นไปแบบชิล ๆ ไม่ติดขัด พอรวมกับวิวงาม ๆ ของเทือกเขาแอลป์แบบพาโนราม่าแล้ว บอกเลยว่าแทบหยุดหายใจ มันกว้างสุดตาเหมือนเราเป็นนกที่กำลังเชยชม dream destination ของชีวิตอย่างสุขสม ยิ่งช่วงกลางเดือนกันยายน-​กลาง​ตุลาคม ​จะเป็นเวลาของใบไม้เปลี่ยนสี และเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการมาชมธรรมชาติของเทือกเขาเจแปนแอลป์ ยิ่งถ้าพวกเธอได้มายืนบนจุดชมวิวที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล​ถึง 2,316 เมตรแบบนี้ บอกเลยว่าภาพที่เห็นคือสวยประหาร ประหารทุกขุนเขาที่เคยไปมาแน่นอน

04 Toyama

จังหวัดเลียบชายฝั่งที่หลายคนมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงเมืองทางผ่าน เราขอบอกเลยว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งของดีแห่งชูบุ เที่ยวได้ทุกฤดูทุกช่วงเวลา แม้ในยามกลางคืนในสวนสาธารณะกลางเมืองเขาจะเปิดไฟสวยงาม มีสะพานพร้อมหอคอยสูงตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองฝั่ง แสงไฟและตัวหอคอยฉายสะท้อนน้ำ มองไปมองมาเหมือนอยู่ประเทศแถบยุโรป ออกจากเมืองมาเที่ยวถนนโบราณแสนสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว เพราะมัวแต่ตกใจกับความงามที่เป็นถึง 1 ใน 100 ถนนสวยที่สุดในญี่ปุ่น ในทุกปีจะมีงานเทศกาลยิ่งใหญ่เป็นจุดสนใจของคนทั่วประเทศ พร้อมลิ้มลองอาหารประจำเมืองที่ชนะเลิศทั้งหน้าตาและที่มาของอาหาร ทั้งหมดนี้บอกเลยว่า unseen แบบคนรอบตัวยังไม่มีใครเคยมาแน่นอน

  • FUGAN UNGAKANSUI – KOEN

สวนสาธารณะสุดคิ้วท์ที่เหมาะสำหรับการออกเดท บนพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 96,000 ตารางเมตรติดริมแม่น้ำ Fugan ทอดยาวกลางสวน ถูกวางองค์ประกอบอย่างงดงาม เพื่อให้ชาวเมืองได้มาพักผ่อนหย่อนใจกัน ถ้าเดิน ๆ ไป เราจะเห็นคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งบ้าง คู่รักมาจู๋จี๋ ครอบครัวมาปิกนิก ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์รวมของชาวเมืองโทยามะเลยก็ว่าได้ อย่างงานเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ก็จัดกันที่นี่ตลอดทั้งปี นอกจากต้นไม้ที่ขึ้นหนาฟูดั่งปอดของเมืองแล้ว ยังมีนกนานาชนิดที่ส่งเสียงร้องเพลงให้เราฟังไม่หยุดหย่อน ฉะนั้นกิจกรรมส่องนกจึงเป็นที่นิยมของคนที่นี่อีกด้วย เอาใจสายศิลป์กับพิพิธภัณฑ์หอศิลปะโทยามะ ซึ่งบางภาพในนี้ได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้ว ร้านอาหาร ร้านกาแฟมีให้ครบเครื่องเรื่องหย่อนใจ อีกอย่างที่เราขอแนะนำคือนั่งเรือฟุกังซุยโจไลน์ (Fugan Suijo Line) ที่จะล่องพาเราชมรอบสวนอันยิ่งใหญ่นี้ทุกซอกมุมในเวลา 1 ชม. (ราคา 3,000 เยน) ยิ่งช่วงซากุระบานนะยิ่งต้องมา เพราะเขาจัดให้เป็นอีกจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย

วิธีเดินทาง :: จากสถานี Toyama เดินต่อประมาณ 9 นาที

  • YATSUO NO MACHINAMI 

ภาพเมืองเก่าที่เราเห็นจนเริ่มชินตาแต่กลับไม่เบื่อเลยแม่แต่น้อย อาจเป็นเพราะผู้คนพื้นเมืองที่ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นและของวางขายก็แตกต่างกันไปตามวัตถุดิบดีเด่นประจำพื้นที่ละมั้ง.. ที่นี่เป็นอีกเมืองเก่าแก่สมัยเอโดะ โดดเด่นด้วยหลังคาสีดำ ประตูไม้สีเข้มตัดกับกำแพงสีขาวเรียงรายพร้อมโคมไฟประดับเมืองยาวเป็นเส้น อย่างภาพที่เห็นนี้เป็น 1 ใน 100 ถนนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ชื่อว่าถนน Yatsuomachi Suwamachi ซึ่งในทุก ๆ วันที่ 1-2 กันยายนจะมีงานเทศกาลยิ่งใหญ่โด่งดังระดับชาติอยู่ ชื่อว่า Owara Kaze-no-Bon Festival งานประเพณีเก่าแก่มีมากว่า 300 ปีแล้ว โดยจะมีชาวเมืองเดินเต้นด้วยหมวกฟางใบโตที่ปิดเกือบทั้งใบหน้า และกิโมโนลายเฉพาะถิ่น โบกสะบัดมือด้วยท่าที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเมืองกึกก้องไปด้วยเสียงพิณ กลองและซอทำให้เมืองเงียบ ๆ นี้กลับมีชีวิตชีวา และคึกครื้นขึ้นทันตา ผู้คนที่มาร่วมงานก็จะใส่กิโมโน และยูกาตะเช่นกัน เราว่าครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากมางานแบบนี้เหมือนกันนะ พวกงานเทศกาลโบราณที่คนญี่ปุ่นเขาตื่นเต้น แต่งตัวจัดเต็มกันคงน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลย

วิธีเดินทาง :: จากสถานี Etchu-Yatsuo นั่งรถเมล์ 12 นาที

  • TOYAMAWAN SUSHI

อีกจุดเด่นของจังหวัดโทยามะคือเป็นเมืองเลียบชายฝั่ง มีอ่าวขนาดใหญ่และมีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลมาก จนขึ้นชื่อว่าเป็น “แหล่งเพาะพันธุ์ปลาทางธรรมชาติ” เพราะในน้ำมีจุดที่ยุบตัวลึกลงไป รูปทรงคล้ายหุบเขาเป็นจำนวนมาก เรียกว่า “ไอกาเมะ” เป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลหลากชนิด และน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาทาเตยามะลงสู่อ่าวก็เป็นน้ำที่เต็มไปด้วยสารอาหารเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเหล่าสัตว์น้ำเช่นกัน.. ฉะนั้นการได้มากินอาหารทะเลสด ๆ ที่โทยามะจึงเป็นสิ่งที่ Must try ที่สุดในทริป!! ซึ่งเมนูที่เราแนะนำคือ Toyamawan sushi ซูชิ 10 ชิ้นที่มีหน้าตาแตกต่างกันตามฤดูกาล ความพิเศษของซูชิที่นี่คือ วัตถุดิบอาหารทะเลสด ๆ ที่จับได้วันต่อวัน และข้าวที่ปลูกขึ้นในจังหวัดโทยามะเอง ถือเป็นเมนูเด็ดประจำเมือง ถ้าใครมาแล้วยังไม่ได้กินคือพลาดมากเด้อ

ความจริงถ้าเราลองแพลนเที่ยวแบบคละเคล้าความแมสกับไม่แมสเข้าไปในทริปเดียวแบบนี้ มันก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าเที่ยวแบบไม่ซ้ำเลย มันจะได้แต่ความสงบก็จริง แต่อรรถรสมันจะหายไป เพราะความมีชีวิตชีวา ความจอแจมันก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้การท่องเที่ยวมีเสน่ห์ อย่างสถานที่ท่องเที่ยว 4 เมืองที่เราแนะนำอยู่นี้ก็มีบางจุดเป็นที่นิยมบางจุดก็เป็นแค่ทางผ่าน ซึ่งถ้าไปตามลิสต์ทั้งหมดนี้ คงเป็นทริปที่ได้ครบรสจริง ๆ ลองวางแผนการเดินทางดีขึ้นอีกหน่อย ลองแวะใส่ใจมองหารายละเอียดอีกสักนิด เราเชื่อว่าพวกเธอจะได้ความประทับใจ และได้เที่ยวไม่เหมือนใครดั่งใจหวังแน่นอน