หนึ่งในประเทศที่แม้จะพูดและฟังภาษาเขาไม่เข้าใจ แต่ก็ไปได้ไม่หยุดไม่หย่อน ไปทีไรก็รู้สึกสบายใจเหมือนเจอคนรัก อบอุ่นเหมือนกลับบ้าน และสนุกสนานเหมือนนั่งคุยกับเพื่อน แน่นอนว่าจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่น้องเจแปนคนดีคนเดิม สำหรับญี่ปุ่นรอบนี้ขอไม่ไปเดินเที่ยวเหมือนทุกครา ขอไม่พาไปโร้ดทริปเหมือนที่เคย แต่จะชวนพวกเธอไปเที่ยวเช็กอินกรุบกรุบให้พอมีสตอรี่ แล้วไปฟินกันให้เต็มด้วยการสวมชุดนักกีฬามือโปรให้เต็มยศ แล้วลองประสบการณ์มันส์ ๆ ที่ต้องทำให้ได้สักครั้งก่อนถึงวันข้อเข่าจะเสื่อม นั่นก็คือการท้าทายแรงโน้มถ่วงไถลสโนว์บอร์ดจากยอดภูเขาหิมะลงมาสู่ลานหิมะกว้างเบื้องล่าง แล้วนั่งกระเช้าจากข้างล่าง ขึ้นไปไถลบอร์ดจากด้านบน ทำแบบนี้วนลูปให้หนำใจตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ก่อนจบวันด้วยออนเซ็นอุ่น ๆ อาหารฟิน ๆ พร้อมรูปถ่ายชีวิตดี ๆ ตลอด 5 วัน 4 คืน งานนี้ทางเรารับรองว่าความสนุกครั้งนี้ จะไม่มีเวลาให้เธอได้คิดถึงบ้าน ร้องไห้อยากกลับไทยแน่นอน …

ทริปนี้เราขอสงท้ายเดือนแห่งความรัก ด้วยการทำอีกความตั้งใจของชีวิตให้สำเร็จ กับการเล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรกที่จะทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม.. ซึ่งแน่นอนสำหรับมนุษย์เมืองร้อนอย่างเรามาเที่ยวลุยหิมะ เล่นสกีเล่นสโนว์บอร์ด ถือเป็นความท้าทาย และยุ่งยากพอสมควรเลยนะเพราะไหนจะอุปกรณ์ ไหนจะสภาพอากาศ แพลนเที่ยว โรงแรม ค่าคอร์สที่หลากหลายเลือกยาก และไหนจะการทรงตัวที่แค่เดินเฉย ๆ ก็เกือบสะดุดยอดหญ้าแล้ว เราก็ต้องการตัวช่วยที่จะมาดูแล ไกด์เราแบบจริงจัง เอาแบบสอนแป๊ปเดียวรู้เรื่อง เล่นได้เลยไม่ใช่ถ่ายรูปคูล ๆ ลงโซเชียลเฉย ๆ จนเรามาเจอ VACIO Funfun Ski Snowboard Club ที่เขามีทุกอย่างครบตามที่เราต้องการ ดูแลดุจมากับแฟนใครก็ทำแทนไม่ได้

ซึ่งที่นี่เค้ามีแพ็คเกจทัวร์ให้เลือกหลากหลายแบบ ต่างกันที่โรงแรม และกิจกรรม บางอันนอน 2 โรงแรมในแพ็คเดียวได้หลากหลายบรรยากาศ บางอันนอนที่เดียวเล่นสโนว์บอร์ดกันแบบจัดเต็มเน้น ๆ ทุกวัน ซึ่งอันนี้สามารถเลือกได้ตามความชอบของแต่ละคน ถ้ายังไม่เห็นภาพขอเรียนเชิญให้ลองเข้าไปดูใน www.vaciofunfun.com เค้าบอกทั้งรายละเอียดทัวร์ และข้อมูลลานสกีท๊อป ๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่เขามีทีมสอนรอให้เราไปรับความรู้ แชร์ความมันส์อยู่ ที่สำคัญภาษาไม่ใช่ปัญหาด้วย เพราะมีคนคอยแปลให้ และสต๊าฟบางคนก็สอนเราเป็นภาษาอังกฤษได้แบบสบาย ๆ ด้วย ทำให้สิ่งที่เราจะได้กลับไปแน่นอนคือสกิลการเล่นสกี หรือสโนว์บอร์ด แบบเบสิคพริ้ว ๆ เที่ยวที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวเขิน อีกความดีงามของการมาทัวร์เฉพาะทางแบบนี้คือเขารวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้แล้ว ทั้งรถบัส ที่พัก โค้ชผู้สอน อุปกรณ์เช่าสำหรับเล่นกิจกรรมสกีหรือสโนว์บอร์ดตลอด 3 วัน ค่าเข้าสถานที่ รวมไปถึงประกันชีวิต คือตัดสินใจแค่ครั้งเดียวว่าเอาแพ็คไหนนอกนั้นก็สบายแล้วอะ นอกจากไม่ยุ่งยากแล้วยังปลอดภัยอีก เพราะบริษัทนี้เขามีโรงเรียนสอนเล่นสกี สโนว์บอร์ดโดยเฉพาะมากว่า 30 ปี มีโค้ชมากกว่า 40 คนเลยเด้อ โปรจนทางเราขอฝากชีวิตทริปนี้ไว้กับเขาเลยอะ

Day 1

และเมื่อจุดหมายคือเซ็นได การบินไทยจึงเป็นช้อยส์แรกที่นึกถึง ใช่จ้า!!! เค้าเป็นเจ้าเดียวที่บินตรง ซึ่งในหนึ่งอาทิตย์มีถึงสามไฟล์ทให้เลือก กรุงเทพฯ – เซ็นได บินทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และอาทิตย์ ออกจากไทยค่ำ ๆ 23:50 น.ถึงเซนได ก็เช้าพร้อมลุยพอดี ส่วน เซ็นได – กรุงเทพฯ มีไฟล์ทวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ออกสาย ๆ 11:15 น. ถึงไทยช่วงบ่าย ๆ รถไม่ติด กลับบ้านนอนสบาย ๆ แถมยังบริการทุกระดับประทับใจ อาหารอร่อย ขึ้นลงนิ่ม ถ้าอยากมีฟีลลิ่งแบบนี้ขอให้กดจองเถอะคุ้มชัวร์

ลงสู่พื้นดินก็มีคนมารอรับอย่างอบอุ่น ไม่ต้องยืนเคว้งเหมือนเด็กหลงให้เสียเวลา จากไทยอากาศเกือบ 30 องศา ถ้าให้ไปเจอหิมะหนัก ๆ ก็อาจจะโหดไป เลยมีทัวร์พาเที่ยวก่อนสักสองสามที่ให้พอชื่นใจ หลังจากเดินคูล ๆ ขึ้นรถเรียบร้อย จุดมุ่งหมายต่อไปของเราก็คือล่องเรือสวย ๆ ที่ Matsushima Bay (อ่าวมัตสึชิมะ) 1 ใน 3 อ่าวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เกาะแก่งเยอะกว่า 260 เกาะ เกาะเหล่านี้จะคอยรับแรกกระแทกจากคลื่นทะเลด้านนอก ทำให้พื้นที่ริมอ่าว สถานที่สำคัญ ๆ แถวนี้ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากคลื่นยักษ์สึนามิเลย และด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทำให้พรรณไม้มีเยอะหนาแน่น จนเที่ยวได้ตลอดปี มีจุดให้เดินเที่ยวหลายจุด อย่าง Godaido วัดโบราณที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมัตสึชิมะสร้างมาตั้งแต่ปี 807 มีสะพานแดง Sukashibashi สะพานระหว่างเกาะให้เราเดินไปยังวัด ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ที่ทุกคนต้องมาเช็กอินให้ได้

มาถึงนี่เขาก็ต้องจัดอาหารขึ้นชื่อประจำอ่าวมัตสึชิมะอย่างหอยนางรมให้เรากินแบบจุก ๆ โดยรอบนี้พวกเราทานกันที่ Senshin-an ซึ่งพอเดินเข้าไปในร้าน อาหารทุกอย่างก็ถูกวางเป็นเซ็ตรอเราอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแบบไมต้องหนักใจเลือกเมนูเองเลย ซึ่งในเซ็ตก็ประกอบด้วยนาเบะหรือหม้อร้อนญี่ปุ่น พร้อมหอยนางรมทอด มีน้ำจิ้ม และเครื่องเคียงเล็กน้อย ทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ ขอให้เครดิตหอยนางรมทอดของเขาหน่อยนะมันสดม๊ากกก ทอดได้พอกรอบนอกในนุ่มสดฉ่ำเหมือนหอยนี้เพิ่งขึ้นมาจากทะเลเมื่อกี๊อะแก

หลังจากอิ่มหนำกับของดีไปจำเมืองเขาแล้วก็มาดูโอทอปประจำถิ่นกันต่อที่ Morioka Handcraft Village หมู่บ้านที่รวมศิลปินท้องถิ่น มาผลิตสินค้าหัตถกรรมไว้ในที่เดียว ที่นี่แยกออกเป็นโซน ๆ ตามความถนัด มีทั้งอาหาร ขนม เครื่องปั้น งานไม้ ฯลฯ  โดยนักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ สามารถมาเวิร์คชอปได้ตามคอร์สที่เขามีจัดสอน อย่างรอบนี้ได้ลองทำโมริโอกะเซมเบ้ ขนมญี่ปุ่นโบราณที่เราได้กินสด ๆ ร้อน ๆ เป็นครั้งแรก.. อร่อยมากแม่ดีกว่าที่กินแบบห่อ ๆ เยอะเลย

เช็คอินกรุปกริปกันไปเรียบร้อย ก็ถึงเวลามุ่งตรงขึ้นสู่ที่สูงไปโรงแรมที่เราจะใช้เวลากันแบบจุก ๆ เน้น ๆ 2 วันเต็ม Hotel Appi Grand โรงแรมที่มีลานสกีใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาคโทโฮคุ เป็น 1 ใน 10 ลานสกีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีทั้งออนเซ็น สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย ลานสกี ร้านอาหาร คาเฟ่ครบครันแบบอยู่ในนี้เป็นอาทิตย์ยังเพลิน ในส่วนของห้องนอนก็กว้างใหญ่ขนาดอยู่กันได้ 5 คนสบาย ๆ ชุดคลุมอาบน้ำ ชุดยูกาตะมีครบจนชุดนอนที่เตรียมมาแทบไม่ต้องใช้เลย แล้วพอมองออกไปนอกหน้าต่างก็คือน้ำตาไหล วิวดีงามมาก ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ยิ่งพอมองวิวจากในห้องนอนอุ่น ๆ อะ คิดดูว่ามันฟินขนาดไหน

หลังจากสำรวจห้องนอนเสร็จทุกซอกมุมก็ถึงเวลาดินเนอร์ที่ห้องอาหาร Richoen ภายในโรงแรมนี่แหละ แค่ได้กลิ่นถึงกับต้องสะดุดเพราะความหอมเย้ายวนของอาหารในมื้อนี้ นั่นคือเซ็ตเนื้อย่าง ซึ่งร้านนี้เขาเสิร์ฟเนื้อชั้นดีที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น และค่ำคืนนี้สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ “กิวตัน” ลิ้นวัวที่เราเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกขณะจิต เมื่อได้ย่างจนสุกเข้าที่ จุ่มน้ำจิ้มเล็กน้อย แล้วตรงเข้าปาก โสตประสาททุกจุดแทบดับแล้วโฟกัสไปที่การรับรสอย่างเดียว มันนุ่ม กรุบ หอม หวานมาก ๆ เรียกว่าเป็นจานโปรดของชีวิตเลยแหละ

Day 2

ตื่นแต่เช้าด้วยเสียงหัวใจเต้นตุบตับ วันนี้แล้วสินะที่เราจะได้ทำอีกหนึ่งประสบการณ์ที่อยากลองมานานแล้ว หลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อย ก็ได้เวลาลงไปรวมพลด้วยใจที่หนักแน่นเหมือนจะไปออกรบ โดยเขาแบ่งกลุ่มคนที่เลือกเรียนสกี กับสโนว์บอร์ด ซึ่งคนคูลอย่างเราก็ต้องเลือกสโนว์บอร์ดอยู่แล้ว เข้าไปในห้องเลือกอุปกรณ์ เสื้อโค้ช รองเท้าที่เข้ากับตัวเอง เสร็จก็เริ่มลงสนามกันได้เลย เริ่มจากวอร์มเล็กน้อยให้ร่างกายอบอุ่นก่อน สิ่งที่โค้ชกำชับเรามาก ๆ เลยก็คือร่างกายต้องอุบอุ่นอยู่เสมอ จากนั้นก็เป็นสอนท่าเบสิค ทรงตัว ไหลไปตามทาง เดินหน้าถอยหลัง ตอนนี้คือคิดถึงตัวเองสมัยหัดเดินอะ.. คงรู้สึกแบบนี้แหละเนอะ และแน่นอนทุกคนมีครู และสต๊าฟคอยประกบอยู่ด้วย ทำให้เราอุ่นใจในเรื่องความปลอดภัยมาก ๆ

หลังจากที่เขาให้ลองผิดลองถูก หัดทรงตัว และขำกับท่าล้มของตัวเองกับเพื่อน ๆ จนท้องแข็ง ทางเราก็เริ่มรู้สึกคุ้นชิน จากความกล้า ๆ กลัว ๆ ก็กลายเป็นสนุก การมีเท้าติดอยู่กับแผ่นกระดานแผ่นเดียวนี้กลับรู้สึกขยับได้เป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะดูไม่โปรเหมือนผู้เจนสนามกลุ่มอื่น ๆ แต่นี่ถือเป็นการเริ่มต้นที่รวดเร็วมากสำหรับเรา เมื่อหน้าตาเราเริ่มดูมั่นใจ ร่างกายเริ่มคล่องแคล้ว แต่ท้องเจ้ากรรมก็ดังแกร่วววววววจนลืมไปว่ายังไม่ได้กินข้าวเที่ยง เมื่อถึงเวลาสต๊าฟพักเบรคให้พวกเราเข้าไปเลือกหาร้านอาหารทานกันเอง ซึ่งเราก็ซัดไปหนัก ๆ เพราะรู้ชะตากรรมว่าหลังจากนี้ต้องเป็นเวลาที่เนิ่นนานแน่ ๆ

ในช่วงบ่ายของการฝึกวันแรกเราก็ได้ลงสนามจริงแล้วจ้า.. ครูฝึกให้เรานั่งกระเช้าขึ้นเขาไปเริ่มทดลองกันเลย ประหม่ามากแม่จ๋า.. เพราะนั่งกระเช้าห้อยขาพร้อมสโนว์บอร์ดนั่นแหละ ตอนลงก็ต้องไหลออกมาเองด้วย ความกังวลมีมากมายเต็มสมองไปหมด แต่พอฮึดว่าต้องทำได้ มันก็ทำได้จริง ๆ บวกกับระบบเซฟตี้ที่เราเชื่อมั่นด้วยแล้ว รู้ว่าถ้ามีอะไรเขาต้องดูแลเราได้แน่นอน ความชันสุดของที่นี่อยู่ที่ประมาณ 34 องศา ซึ่งสำหรับบิกินเนอร์อย่างเราแค่ 15 องศาก็เสียวแล้วเด้อ.. ซึ่งตลอดบ่ายนี้เรายอมรับว่าครูเขาเก่งจริง และเหล่าสต๊าฟก็ดูแลเราได้ดีมาก จึงสนุกไร้กังวลจนเหมือนเด็กได้เล่นของใหม่แล้วเล่นไม่หยุด แม้สต๊าฟเรียกให้กลับนี่ยังไม่ยอมกลับเลยจ้า

หมดวันแรกไปแบบไขข้อสงสัยใจไปได้ว่าทำไมเพื่อนที่มาเล่นสกี สโนว์บอร์ดแล้วถึงติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น อยู่ได้กันเป็นอาทิตย์ เพราะนี่ขนาดเราเองแค่วันแรก ยังรู้สึกอยากข้ามมื้อเย็น ข้ามการอาบน้ำ ข้ามการนอน แล้ววาร์ปไปเป็นเช้าพรุ่งนี้เลย คิดถึงลานสกีจนเนื้อเต้น อยากเล่นอีกแล้วจ้า

Day 3

เริ่มต้นวันแบบเดจาวูเล็กน้อย กินข้าวเช้า เปลี่ยนชุด วอร์มร่ายกาย ตื่นเต้นนิดหน่อย แล้วพร้อมลุย !! วันนี้ยังคงสนุกเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือมันส์กว่า เพราะทางเราจะได้เล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย และโค้ชก็เริ่มสอนท่ายากขึ้นเรื่อย ๆ แถมพานั่งกระเช้าไปจุดที่สูงขึ้นอีก ทำให้อะดรีนาลีนพาลพลุ่งพล่านเพิ่มขึ้นอีก ยิ่งสูงนอกจากยิ่งหนาวแล้ว ก็ยิ่งสวยด้วย เราจำได้ดีว่าวันที่สามของทริปเรายืนอึ้งกับความสวยจนหน้าชาไปหมด หนาวจนเหมือนจมูกจะหลุดออกมา และเสียงย้ำของโค้ชที่บอกว่า “ต้องทำให้ร่างกายอุ่นตลอดเวลา” ก็ก้องขึ้นมาในหัว

หลังจากอึ้ง ตะลึงงัน อิ่มเอมกับวิวตรงหน้า เราก็เริ่มขยับ ไถลตัวเองลงมาตามเนิน ล้มบ้าง ( แต่น้อยกว่าเมื่อวาน ) ท่าแย่บ้าง สวยบ้าง เสียวบ้างสลับกันไป และหิมะที่นี่ก็ดีมากล้มยังไงก็ไม่เจ็บ เล่นง่ายไม่สะดุด เห็นทางทีมบอกว่านี่คือหิมะแบบ Powder คือหิมะเกรดดีที่เหมาะกับการเล่นสกีและสโนบอร์ดมากที่สุด มันดีจนเราเล่นวนไปเรื่อย ๆ ได้ทั้งวันไม่เบื่อ นอกจากภาพชิค ๆ ที่ถ่ายแบบตั้งใจเก๋ ๆ ก็มีท่าเท่ ๆ ตอนเล่นจริงจังมาอวดความเป๊ะให้เพื่อน ๆ กดว้าวอยู่หลายสิบใบเหมือนกันนะแก

ช่วงเย็นทางทัวร์พาเราย้ายมาพักที่ Hanamaki Onsen Hotel โรงแรมที่มีน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ มีออนเซ็นให้เลือกสามแบบคือแบบ indoor, outdoor และออนเซ็นดอกกุหลาบสำหรับผู้หญิง เพราะว่าเขามีสวนดอกกุหลาบที่ปลูกไว้ตั้งแต่ปี 1960 จนมีกุหลาบกว่า 6,000 ต้น เขาเลยเอามาโรยบ่อให้สาว ๆ ได้แช่กัน คือเอาใจมากเวอร์ และตั้งแต่โถงต้อนรับไปจนถึงห้องนอนที่เป็นแบบเสื่อทาทามิ มีมุมนั่งชิลให้จิบชาแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่น มองวิวข้างนอกที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ดูแลดีประหนึ่งเราเป็นคนสำคัญ ฟีลเจ้าหญิง หรูหราดูแพงมาก ถ้าพวกเธอไม่รักนี่ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว แล้วพอเทียบกับราคาทัวร์ที่ไม่ถึงแสน โอ้โหรอบที่ยี่สิบ คุ้มมากจริง ๆ ให้ร้อยเล่นล้านมากจ้า

ในเมื่อจุดเด่นของเขาคือบ่อออนเซ็นเราจะใจเย็นกันอยู่ได้ยังไงงงง.. รีบผลัดผ้า เกียมสบู่ โฟมล้างหน้าต่าง ๆ แล้วตรงดิ่งไปที่บ่อกันแทบจะทันที วันนี้เราเล่นสโนว์บอร์ดค่อนข้างหนักหน่วง ตอนเล่นก็ไม่รู้สึกพอมาตอนค่ำอยู่ ๆ ร่างมันก็ล้าเหมือนจะเทตัวลงนอนให้ได้ แต่พอร่างกายได้เจอน้ำร้อน ๆ อุดมไปด้วยแร่ธาตุจากออนเซ็นที่นี่แล้วกล้ามเนื้อก็ผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด ผิวยังนุ่มเปล่งละเอียดเหมือนเด็กเกิดใหม่ด้วย แช่ออนเซ็นทีไรเป็นแบบนี้ทุกที รักกก..

ในส่วนของมื้อเย็นวันนี้ก็ยังคงรับประทานอลัง ๆ แบบไม่หยุดกับบุฟเฟ่ต์ขาปูแน่น ๆ และอาหารอีกหลากหลายสไตล์ ของทอด เสต็ก เนื้อย่าง ราเมง ซูชิ ข้าวหน้าปลาดิบ เค้ก โมจิ ฯลฯ เนืองแน่นไปหมด แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่ใครมาแล้วต้องหยิบก็คือหม้อข้าวที่เห็นนี่แหละ มีแบบปู และเห็ดให้เลือก ซึ่งวิธีกินคือเราจะต้องจุดเทียนเพื่อจับเวลาข้าวสุก เมื่อเทียนหมดให้นั่งทานอย่างอื่นรออีก 5 นาทีถึงจะโซ้ยได้ เป็นกิมมิกน่ารัก ที่แอบทำให้เราตื่นเต้นนิด ๆ ตอนเปิดดู เพราะลุ้นว่าจะสำเร็จมั้ย และรสชาติข้าวญี่ปุ่นที่หุงพร้อมเห็ดสุกใหม่ ๆ คล้ายข้าวต้มน้ำขลุกขลิกนี้คือดีงามมาก ของที่ใช้นั้นคุณภาพดีหมด ถือเป็นมื้ออาหารฟิน ๆ อีกหนึ่งวัน

ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนโค้ชเขาจะเรียกรวมตัว​ และร้องเพลงสามัคคีชุมนุม… ไม่ใช่!!! เขาจะเรียกเรามาฟังสรุปผลของคลาสทั้งหมดที่เราเรียนไป โดยทีมงานจะนำวีดิโอที่เราเล่นมาวิเคราะห์ให้ฟังว่าทำไมเราถึงล้ม ทำไมท่านี้ถึงทำไม่ได้สักที นี่ฟังไปก็คิดในใจไปว่าเขาจริงจังมาก ๆ อยากให้เราเล่นเป็นจริง ๆ ใส่ใจทุกรายละเอียดของผู้ฝึกอะ เราเชื่อว่าคนห่วยกีฬายังไงมาที่นี่ก็ต้องเล่นได้ ประทับใจมาก

Day 4

เช้าวันนี้พี่ ๆ พาเราออกมาเดินสูดอากาศรอบ ๆ โรงแรมกันที่ Hanamaki Onsen Inari ศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่ตั้งแถว ๆ โรงแรม โดยทุกคนจะได้ป้ายสำหรับเขียนคำอธิษฐานไปแขวนไว้ที่หน้าศาลเจ้า ซึ่งตามความเชื่อศาลเจ้านี้สามารถช่วยในเรื่องของการเกษตร การงาน และโรคภัย แต่ตัวเรานั้นเขียนอธิษฐานไว้ว่าขอให้ได้กลับมาอีก.. เดี๋ยวมารอดูกันว่าจะได้กลับมามั้ย แฮร่~

เดินออกมาจากศาลเจ้านิดหน่อย ก็ได้กลิ่นหอมของขนมปังโชยมา นี่ก็เดินหาอย่างว่องไวกลัวไม่ได้กิน จนมาเจอร้านกันสาดผ้าใบแดง ประตูเขียวสะดุดตานี่แหละ เป็นร้านขายขนมปังในเครือโรงแรม Hanamaki Onsen เช่นกัน ขนมปังอบใหม่ ๆ ที่ร้านนี้มีหลากหลาย ทั้งไส้แกงกะหรี่ ผักโขมไก่สับ เมเปิ้ลผสมถั่ว มันมายองเนส แอปเปิ้ล แต่ที่เราหยิบมาก็คือซิกเนอเจอร์ของร้าน ขนมปังรูปนกฮูก ในภาษาญี่ปุ่นนกฮูกแปลว่าโชคดีนั่นเอง ข้างในเป็นไส้คัสตาดครีมเหมือนเป็นขนมกินเล่นได้ สื่อความหมายได้ด้วย เผื่อเอาไปฝากเพื่อนที่กำลังเดินทาง หรือซื้อเก็บไว้เองตอนเล่นสโนว์บอร์ดนี่แหละ เผื่อจะโชคดีได้ท่าสวย ๆ กับเขาบ้าง

หลังจากที่เราได้ฝึกซ้อมและรับคอมเม้นต์กันไปเรียบร้อยแล้ว ครึ่งบ่ายวันนี้จึงเป็นวันที่เราจะใช้สกิลทั้งหมดในการเล่นสโนว์บอร์ดที่ Geto Kogen Resort ที่นี่เรียกได้ว่าเป็น King of Snow เลยแก เพราะความชันของเขาและเส้นทางคือสูงมาก แถมมีเนื้อหิมะดีงามพอ ๆ กับที่ Appi เลย มีหลายเส้นทางทั้งแบบง่ายและยากแบ่งออกเป็น 6 ระดับเลยแหละ ซึ่งเราก็เล่นกันอยู่ที่ Biginner แหละฮะ ค่อย ๆ ลาดลงไปไม่มีต้นไม้กีดขวาง ให้ดิ่งแบบคนอื่น แล้วยังต้องหลบต้นไม้พี่ไม่ไหวจริง ๆ แต่บอกอย่างนึงว่าด้านบนที่เรานั่งกระเช้าขึ้นไป วิวสวยม๊ากกกกกก เราเล่นไปมองไปเพลินอะ ล้มก็ไม่เจ็บ กลิ้งก็ไม่อาย เพราะไม่ได้สนใจคนอื่นเลย นอกจากวิว

เล่นฟินจนเกือบลืมดูเวลาแพลนวันนี้เราต้องย้ายที่นอนกันอีกครั้ง แอบตื่นเต้นว่าจะได้นอนที่ไหน เพราะมันพีคขึ้นเรื่อย ๆ ทุกที่จริง ๆ จนราชรถของเรามาเกยที่หน้า Resort Park Hotel Onikoube Miyagi อีกโรงแรมที่เลือกมานอนได้ในอีกแพ็คเกจ สกีรีสอร์ทที่มีห้องพักไม่เยอะมาก ด้วยการออกแบบที่ดูเหมือนรีสอร์ทสมัยก่อน ก็รู้เลยว่าเปิดมานานแต่ก็ยังได้รับการดูแลอย่างดี สะอาด กลิ่นหอม บริการเยี่ยม.. Vacio เป็นทัวร์เจ้าแรกที่เข้ามาดิวกับที่นี่ เพราะเมื่อก่อนเขารับแขกจากบริษัทมิตซูบิชิเท่านั้น และเพิ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าพักเมื่อไม่นานมานี้เอง

มื้อสุดท้ายขอจบแบบแกรนด์ ๆ ด้วยเซ็ตอาหารเย็นเลิศหรูอลังการสำหรับแขกคนพิเศษอย่างเรา เพราะถ้ามาเองเซ็ตนี้สั่งไม่ได้นะจ๊ะ ต้องมากับ Vacio เท่านั้น และเขาจะทำให้ตามจำนวนคนในคณะ ซึ่งเซ็ตนี้คือจานเด่นจานดัง ที่เขาทำเสิร์ฟแขกมิตซูบิชิในสมัยก่อนนั่นเอง ทีเด็ดของมื้อนี้คือ.. ทุกอย่างงงงงงงที่อยู่บนโต๊ะนี่แหละ !! กุ้งล๊อบสเตอร์ตัวกำลังดีสำหรับ 1 คน ชุบแป้งทอดกินจิ้มซอสทงทัตสึนิดหน่อย คืออร่อยมาก แป้งกรอบไม่บาดปาก กุ้งนุ่มหวานกำลังดี กินสลับกับสุกี้ยากี้หม้อร้อนข้าง ๆ จุ่มไข่ดิบก่อนเอาเข้าปากคือสุดจัด เหมือนจะเป็นมื้ออาหารเบา ๆ จานนิดจานหน่อยที่อิ่มท้องพอดี ๆ นอนได้แบบไม่เป็นกรดไหลย้อน

เวลาผ่านไปไวมากแป๊ป ๆ ก็ถึงเวลากลับบ้านแล้ว นี่เป็นอีกทริปที่เราได้มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ นี่ถ้ามาเองยังไงก็ไม่ได้ความเต็มอิ่มขนาดนี้ ขอบคุณการตัดสินใจของตัวเองและ VACIO Funfun Ski Snowboard Club ที่ช่วยให้เราปลดล๊อค ก้าวผ่านความกลัวแทนที่ด้วยประสบการณ์สนุก ๆ กับกีฬาแนวใหม่ที่กำลังจะเป็นอีกกิจกรรมสุดโปรดของเรา การดูแลที่ดีเหมือนมีเพื่อนร่วมทางคอยดูแลใส่ใจเราตลอด ไม่เหงา ไม่หิว ไม่งอแง กระตุ้นให้เราแอคทีฟตลอดเวลา เรามั่นใจในความปลอดภัยทุกครั้งที่เท้าแตะพื้นหิมะ คงไม่มีใครทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้ขนาดนี้แล้วแหละ ยังไงหากพวกเธอสนใจทางเราก็อยากให้มาลองสกีหรือสโนบอร์ดกับ VACIO Funfun Ski Snowboard Club นี่แหล่ะจ้า