เชียงใหม่ก็ทำไม่ได้ ภูเก็ตหรอหลบไป๊!!!!!!! ฮัทช่าฮัทช่า เพราะที่นี่อินเดียนะจ๊ะนายจ๋า รับทานอลังอลัง นอนโฮสเทลดีดี เหมารถ ออโต้ริกชอร์ เที่ยวแบบส่วนตั๊วส่วนตัว หมดตังยังไม่ถึง 2,500 บาทเลยแกร๊ ( ไม่รวมค่าตั๋ว กับ ค่าวีซ่า นาจา ) ตายตายถูกแบบนี้ไม่ลองไปโดนไม่ได้แล้ว เราเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยิน … เรื่องราวต่างต่างนานาเกี่ยวกับประเทศอินเดีย จากคนที่เคยไปมาบ้าง จากพี่โน๊ตในเดี่ยวไมโครโฟนบ้าง บางคนต้องมีส่ายหน้าและจดอินเดียไว้ในลิสลำดับท้ายท้าย ของประเทศที่อยากไปเที่ยวแน่นอน บางคนอาจหนักถึงขั้น พูดออกมาเลยว่า อินเดียหรอ หึหึ ไม่ไปแน่นวล แต่สำหรับเราแล้วเรื่องแย่แย่ทุกสิ่งอย่างที่เคยได้ยินมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารเอย เรื่องห้องน้ำเอย มันไม่ได้ทำให้ความอยากไปประเทศนี้ลดลงเลย ในทางตรงข้าม กลับทำให้เรารู้สึกอยากไปพิสูจน์ ไปสัมผัส ไปลิ้มลอง ประเทศนี้เพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำ ซึ่งในที่สุดโอกาสการ ไปเยือนอินเดียของเราก็มาถึง โดยครั้งแรกที่อินเดีย เราบินนตรงกับไทยสมายล์ไปลั๊ลลาเฮฮาที่เมืองจัยปูร์ นครสีชมพูแห่งสาธารณรัฐอินเดีย รอบนี้ขอทดลอง สั้นสั้นแบบ 3 วัน 3 คืน ติดใจค่อยว่ากันใหม่ครั้งหน้าเนอะ ( ออกเดินทางคืนที่ 16 ก.พ. กลับถึงไทยคืนที่ 19 ก.พ. ) คณะฉิ่งฉาบทัวร์ของเรา ณ เมืองจัยปูร์จะเป็นยังไงเชิญ เสพภาพและบันทึกเรื่องราวได้ตามอัธยาศัยจร้า …..


นี่คือคำนิยามสั้นสั้นของเมืองจัยปูร์จากที่เราได้ไปสัมผัสมา
“ความสวยงาม”

“รอยยิ้ม”

“อาหาร”


[การเดินทาง]

ที่เค้าเตอร์ไทยสมายล์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เรากะเดอะแก๊งมารวมตัวกัน 6 คน เพื่อทำการเช็คอินและโหลดกระเป๋า ทริปนี้เราออกเดินทางเวลา 22.05 น. กับเที่ยวบิน WE337 ราคาค่าตั๋วขึ้นอยู่กับดวงนาจา

กระซิบบอกนะแกร๊ว่าช่วงนี้ไทยสมายล์เค้ามีโปรอยู่ ราคาเริ่มต้น 4,510 บาท อยากดวงดีบินถูกตามตามไปเช็คกันดูที่เวบไซด์นี้เลยจร้าwww.thaismileair.com

เอฟวายไอ :
1.) บินต่างประเทศควรเผื่อเวลาอย่างน้อยน้อย 2 ชั่วโมง
2.) สุวรรณภูมิ-จัยปูร์ มีบินตรงแค่สัปดาห์ละ 3 เที่ยวนาจา เพราะฉะนั้นถ้าจะไปวางแผนกันดีดีนะ
3.) บินกับไทยสมายล์โหลดเป๋าฟรี 30 โล แต่ถ้านั่ง Smile Plus แบบเราจัดไปเน้นเน้น 40 โล

บอกตามตรงเลยว่าครั้งนี้เราบินกับไทยสมายล์ครั้งแรก และครั้งแรกก็บินแบบ Smile Plus เลยจร้า ไฮโซไปอีก แฮทแทคด่าได้หมั่นไส้ได้แต่อย่าแรงเนอะ

พอเสร็จสรรพจากเค้าเตอร์เช็คอินเราทั้งหกคนก็ถือตั๋วคนล่ะใบเดินเฉิดฉายผ่าน ตม. ไปยัง Royal Silk Loung

ทานโทษนะครัช Lounge ของการบินไทยไม่ธรรมดานะแกร๊ อาหารมีให้รับทานหลากหลายมาก จะจัดของว่าง อย่างกาแฟ น้ำผลไม้ ขนมปัง หรือจะจัดหนักจัดเต็มแบบอิ่มพุงกาง อย่างข้าวสวยร้อนร้อนฟิสเจอริ่งกับแกงเผ็ด หรือต้มข่าไก่ ก็ได้นะเออ

ส่วนพวกเราหรอรับทานอลังอลังกันไปดิ จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบมาก

และนอกจากอาหารที่มีให้เลือกทานเยอะแยะมากมายแล้ว ภายใน Lounge ยังมีมุมอ่านหนังสือ โซนเงียบเงียบเป็นล็อคล็อคไว้ให้นั่งทำงานอีกด้วย ดีไปอี๊ก ออและอีกอย่างนึงใครแฮฟอะเบบี้หรือใครมีเด็กเด็กไปด้วยหายห่วงจร้าเพราะใน Lounge มีรูมคิดส์ไว้ให้เด็กเด็กแก้เบื่อด้วยแกร๊

เราทานข้าวกันเสร็จประมาณสามทุ่มนิดนิด จากนั้นก็เดินไปยัง Gate เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่อง

ภายในห้องโดยสารของไทยสมายล์กว้างขวางตามภาพเลย ส่วนโซน Smile Plus ของเราจะเป็นสามแถวแรก ดีงามตรงที่มี Welcome Drink สดชื่นสดชื่นให้ดื่มด้วย

ในขณะที่เครื่องกำลังพาเรามุ่งหน้าสู่จัยปูร์ เสียงประกาศจากแอร์โฮสเตสก็ดังขึ้น “อีกสักครู่เราจะมีบริการอาหาร” นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าไทยสมายล์เค้ามีบริการอาหารบนเครื่องแบบอลังคงจัดเต็มแบบไม่เหลือช่องว่างในกะเพาะที่ Lounge ไปแล้ว แต่นี่รู้ไงอีกครึ่งท้องของเราก็เลยเหลือที่ว่างเพื่อเต็มเติมอาหารบนเครื่อง ฮ่าฮ่า เรื่องกินวางแผนดีขน๋าดนี้แล้วกับงานจริงจังเท่านี้ไหมลูก :}

และนี่คือเซทเมนูอาหารที่เราเลือก “แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย” เสิร์ฟพร้อมสลัดผัก หนมปัง หนมหวานและ ถั่วแบบอินเดียสไตล์ ( อีกหนึ่งเซทที่สามารถเลือกได้เป็นเมนูอาหารอินเดียจ้า )

ภาพการบริการจากพี่พี่แอร์โฮสเตสคนสวย ยิ้มหวานตามสโลแกนของสายการบินเค้าจริงจริง “รอยยิ้มคู่ฟ้า” (แล้วกรูหล่ะคู่ใคร TT )

ประมาณ 4 ชั่วโมงสายการบินไทยสมายล์ก็พาเราลัดฟ้ามาถึงสนามบินเมืองจัยปูร์อย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนั้นเวลาท้องถิ่นคือตีหนึ่ง พวกเราเดินตามตูดกันเข้าแถวส่งพาสปอร์ต วีซ่า พร้อมกับยื่นหน้าสวยสวยหล่อหล่อให้ ตม. อินเดียดู หลุดจาก ตม. ทุกคนก็แบกกระเป๋าเดินไปที่ทางออก

เวลาตีหนึ่งคนไทยหกคนกำลังเคว้างคว้างในต่างแดน และดึกขน๋าดนี้พวกเค้าจะหารถที่ไหนเพื่อไปที่พักกัน

เดินผ่านประตูออกไปด้านนอกทางขวามือจะมีเค้าเตอร์แท็กซี่ พวกเราวิ่งเข้าใส่แบบไม่รีรอตกลงราคาเหมาแท็กซี่ไปยังที่พักทันที

[ ที่พัก ]

เราพักกันที่ Backpacker Panda Jaipur
ที่พักจะเป็นแบบกึ่ง Hotel กับ Hostel มีห้องรวมแบบนอนได้ 4 คน กับห้องนอนแยก นอนได้ห้องล่ะ 2 คน ซึ่งเราจองแบบห้องแยกทั้งหมด 3 ห้อง ราคาต่อคืนอยู่ที่ 450 บาท ลองหารสองดิตกคนล่ะไม่กี่บาทถูกมาก!!

ถึงแม้ตึกด้านนอกของที่พักจะดูโทรมและเก่าไปหน่อย แต่ด้านในโอเครมากเลยครับ เพราะก่อนจองที่พักพวกสืบข้อมูลมาอย่างดีและที่นี่การันตีด้วยรีวิวจากพวก Backpacker ฝรั่งที่วนเวียนมาพักกันตล๊อดตลอด

ห้องพัก

ส่วนห้องน้ำก็ค่อนข้างโอเค สะอาด มีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่เสียอย่างเดียวที่ไม่มีพวกสบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัวให้ เพราะฉะนั้นถ้าแกร๊จะไปพักที่นี่เราขอขีดเส้นใต้ไว้เลยว่าห้ามลืมพกอุปกรณ์อาบน้ำไปด้วยนะ

ชั้นสามของที่พักมีห้องซึ่งเราขอเรียกมันว่าห้องอเนกประสงค์ พอเปิดประตูห้องเข้าไปจะเจอกับครัว โดยที่ภายในครัวจะมีตู้เย็น กาน้ำร้อน หม้อ กะทะ แก้ว จาน ชาม ไว้ให้บริการ แน่นวลว่าถ้าหากอาหารอินเดียไม่ถูกปากครัวนี่แหล่ะจะช่วยชีวิตเรา มาม่าเอย โจ๊กเอย ต้มน้ำกินวนไปค่ะ 555+

นอกจากนี้ภายในครัวจะมีโซนที่เค้ากั้นเป็นห้องเล็กเล็กขึ้นมาอีกหนึ่งห้อง ภายในห้องนั้นจะมีเครื่องซักผ้า ราวตากผ้า ไว้บริการสำหรับคนที่มาทริปยาวยาวแล้วบั๊บว่าพกเสื้อผ้ามาน้อยชิ้นไรงี้

สำหรับที่พักราคา 450 บาทต่อคืนไม่ได้รวมอาหารเช้านะครับ แต่เราสามารถสั่งเซทอาหารเช้ากับที่พักได้เลย โดยเค้ามี 2 เซทให้เลือกทาน คือ อเมริกันเซท กับอินเดียเซท อย่าถามว่าเราหกคนสั่งเซทไหน ไม่ต้องเดาไม่ต้องสืบแทงเน้นเน้นเลย อเมริกันรัวรัวจร้า

ภาพตอนเย็นจากในห้องพัก แสงดีย์งามมาก

สำหรับที่ทานมื้อเช้าจะมีด้วยกัน 2 ที่ คือ ห้องอาหาร กับดาดฟ้า พวกเราเลือกขึ้นไปนั่งทานกันบนดาดฟ้าทั้งสองวันเลยเพราะอากาศถ่ายเทหายใจโล่งกว่าห้องอาหารเยอะ
และนี่คือภาพอเมริกันเซทกับวิวบนดาดฟ้า

นอกจากดาดฟ้าจะมีที่นั่งทานข้าวแล้ว ตรงผนังเค้ายังทำกราฟฟิตี้เท่เท่ไว้ให้ถ่ายรูปอีกด้วย

อันนี้เป็นภาพยามค่ำที่เราถ่ายมาจากดาดฟ้าของที่พัก

ถ้าสนใจตามรอยและอยากไปพักที่เดียวกันกะเรากดจองได้เลยตามลิ้งด้านล่าง

https://www.backpackerpanda.com/

[ 7 โลเคชั่นที่ต้องห้ามพลาดในเมืองจัยปูร์ ]

ALBERT HALL

หรือพิพิธภัณฑ์กลางของเมืองจัยปูร์ ที่นี่สร้างตามสถาปัตยกรรมของอังกฤษ ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูแปลกแยกจากรูปแบบอาคารบ้านเรือนของจัยปูร์

ด้านนอกตัวอาคารไม่ว่าจะเป็นผนัง กำแพง ล้วนใช้เป็นฉากหลังในการโพสท่าชิคชิคได้ทั้งนั้น ที่สำคัญรูปดูแพงและแปลกตามาก อิอิ

         

         

ด้านในอาคารจะมีการจัดแสดงวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยในราชสถาน รวมถึงห้องสมุดและภาพวาดแบบย่อส่วน (Miniature Painting) ในสมัยของโมกุลให้ชมด้วย

ความอลังการภายในตัวอาคาร

อีกหนึ่งมุมความอลังการภายในตัวอาคาร

NAHARAGRH FORT

หรือที่รู้จักกันในชื่อเกร๋เกร๋ ป้อมไทเกอร์ (Tiger Fort) ป้อมนี้จะอยู่ห่างจากเมืองจัยปูร์ไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร สร้างในปี ค.ศ. 1734 เพื่อช่วยปกป้องเมืองจัยปูร์อีกด้านหนึ่ง ปัจจุบันด้านบนยังมีพระราชวังเก่าหลงเหลือให้ชมอยู่บ้า

 เส้นทางสายแว๊น ฮ่าฮ๋า คือเส้นทางขึ้นไปยังป้อมแห่งนี้

ลุงคนขับ ออโต้ริกชอร์ บอกกับเราว่าด้านในป้อมไม่ค่อยสวยดูวิวแค่ด้านนอกก็พอ และลุงก็บอกต่ออีกว่าเด๋วจะพาไปอีกที่ซึ่งสวยกว่า คำถามก็คือพากรูฝ่าดงฝุ่น วิ่งขึ้นเขา มาเพื่อ??
เพื่อมาเก็บภาพกำแพงกะแขกสองคนนี้หรอ ฮ่าฮ่า

จากป้อมมองลงไปก็จะเห็นวิวเมืองจัยปูร์

สรุปลุงแกรพาขึ้นมาชมวิวแค่ด้านหน้าแล้วก็กลับ ดีงามไปอี๊ก ฮ่าฮ่า

AMBER FORT

เราให้ที่นี่คืออันดับหนึ่งเรื่องความสวยงามและความอลังการจากเจ็ดโลเคชั่นที่ไปมา ด้วยความที่ที่นี่สร้างอยู่บนเนินเขามันจึงทำให้ความอลังและความยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

 สถาปัตยกรรมและการดีไซน์ของที่นี่จะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบราชปุต (Rajput) และฮินดู (Hindu) ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว
ป้อมปราการแห่งนี้จะสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เพราะมีขนาดใหญ่และตัวอาคารมีสีขาวครีมสวยเห็นได้ชัดเจ

ทางเดินขึ้นเพื่อเข้าไปชมภายใน Amber Fort

วิวทิวทัศน์จากด้านบนของ Amber Fort

อีกหนึ่งมุมที่แนะนำให้ไปเก็บภาพพคือด้านหน้าของ Amber Fort ด้วยความที่ด้านหน้ามีทะเลสาป พอเก็บภาพออกมาจะได้เงาสะท้อนกับน้ำ เรียกได้ว่างามจนขนหัวลุก ฮ่าฮ่า

JAL MAHA

อีกหนึ่งพระราชวังที่ต้องห้ามพลาด ด้วยความโดดเด่นของพระราชวังนี้ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ Man Sagar Lake มันจึงทำให้ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าหลงไหล

 Jal Mahal มีอีกชื่อซึ่งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเรียกกัน “The Water Palace”

แน่นอนด้วยความที่อยู่กลางทะเลสาปถ้าอยากจะเที่ยวชมพระราชวังแห่งนี้ต้องแจวเรือเข้าไปชมนะจ๊ะ

ส่วนใครงก(แบบเรา)ไม่อยากเสียตังค่าเรือเพิ่ม ก็ยืนชมพระราชวังแห่งนี้จากจุดชมวิวพอ

THE CITY PALACE

คือแลนมาร์กสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจัยปูร์ ไปเชียงรายต้องไปวัดร่องขุ่นฉันใดมาจัยปูร์ก็ต้องมาที่นี่ฉันนั้น เอาเป็นว่าถ้ามาเที่ยวเมืองจัยปูร์แล้วไม่มาที่นี่คือมาไม่ถึงนะยูร์

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1729-1732 โดยงานสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จะผสมผสานระหว่างศิลปะสไตล์ราชปุต (Rajput), โมกุล (Mughal) และยุโรป ดีงามจริงจริงมิกซ์สี่อย่างเข้าด้วยกัน ฮ่าฮ่า สถานที่สำคัญในพระราชวัง อาทิ Chandra Mahal และ Mubarak Mahal เป็นต้น

 ข้างใน The City Palace ตกแต่งด้วยสี ชมพูอมส้ม

         

         

ซึ่งถ้าทะลุอีกประตูอีกชั้นเข้าไปจะเป็นโทน สีเหลือง

         

HAWA MAHAL

ฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) หรือ พระราชวังสายลม (The Palace of Wind) เป็นส่วนหนึ่งของพระรางวังซิตี้พาเลซ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 หูยตอนเค้าสร้างที่นี่เรายังเป็นวุ้นมะพร้าวยุเลยยังไม่เกิดจร้า มีความเก่าแก่มากมายจริมจริม ความโดดเด่นของที่นี่ยกให้ตัวอาคารที่มีความชมพูพริ้งอมส้ม

 ซึ่งถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นตึก 5 ชั้น มีหน้าต่างบานเล็กบานน้อยเรียงรายคล้ายรังผึ้ง ที่สำคัญตกแต่งด้วยลายฉลุสวยงามสุด

แนะนำว่าควรไปที่นี่แต่เช้าเพราะแสงยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างแต่ละบานเข้าไปในตัวอาคารมีความงดงามมากครับ

นอกจากความสวยงามด้านนอกแล้ว ด้านในพระราชวังสายลมก็ไม่ธรรมดานะครับ มีมุมสวยงามให้เก็บภาพอีกเพียบเลย มาถึงที่นี่ทั้งทีก็ต้องยอมเสียตังค่าตั๋วเพื่อเข้าไปชมความอลังนะแกร๊

         

         

JANTAR MANTAR

เป็นหอดูดาวที่สร้างขึ้นมานานมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปก็ช่วงก่อนศตวรรษที่ 18 สร้างขึ้นด้วยการผสมผสานระหว่างเรื่องราวของวิทยาศาสตร์และศิลปะให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งสมัยโบราณมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 ทรงใช้ที่นี่เป็นเครื่องมือในการคำนวณพระจันทร์ ดวงดาว และพระอาทิตย์ เพื่องานสำคัญต่าง ๆ ในสมัยนั้น หูย!! ทำไมข้อมูลแน่นทำไมรู้เยอะเบอร์นี้ สารรูปเลยตรงนี้ว่าก๊อปมาจากเน็ตจ้าาาาาา


ด้วยความสวยงามของ Jantar Mantar ที่นี่จึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2010 ด้วยนะแกร๊

         

สามฮิพ สายคูล แบบเราเสียตังค่าตั๋วเข้าไปชมไม่สูญเปล่าแน่นอนจ้า นอกจากได้ชมความสวยงามแบบอลังอลังแล้ว ได้รูปสวยสวยมาอัพโปรไฟล์ facebook ig tweeter แน่นวล

ถ้าพูดถึงแหล่งชอปปิ้งเมืองจัยปูร์ต้องขอใช้เวลาระลึกแป๊บนึงว่าเราเจอบ้างไหม? “เอานิ้วชี้สองข้างป้ายน้ำลายแล้ววนวนที่หัวแบบอิกคิวซัง” นึกออกล่ะย่านชอปปิ้งที่เราเจอจะอยู่ข้างถนนด้านหน้า HAWA MAHAL หรือพระราชวังสายลมนั่นเอง แต่ขอบอกว่าเกือบทุกร้านขายของเหมือนกันหมด คือ ผ้า กะ กระเป๋า

พรีเซนเตอร์+กระเป๋า : เป็นกระเป๋าที่ซื้อไปใช้เองก็ได้ซื้อไปฝากเพื่อนก็ดี รุ่นพี่ที่ไปด้วยจัดกันคนล่ะ 5-6 ใบ เอาไปฝากเพื่อน

เราเชื่อว่า “อาหาร” คือ หนึ่งเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจนอกจากภาพถ่ายสวยสวยของทริปอินเดียแน่นวล จัยปูร์ทริปครั้งนี้เราก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึง ฮ่าฮ่า

หนึ่งเมนูที่เราอยากจะนำเหนอ คือ มันบดผสมเครื่องเทศ กรรมวิธีการทำก็คือ พี่แขกของเราจะใช้มือขย้ำขย้ำแล้วก็ปาใส่ถ้วยโฟมจากนั้นก็ตักน้ำที่ปรุงรสด้วยเครื่องเทศมาราด ….
ตู้ม!! ออกมาหน้าตาก็เป็นแบบนี้ ส่วนรสชาติเราจะไม่ขอพูดถึงต้องมาลองเองนะจ๊ะนายจ๋า

หลังจากมันบดผสมเครื่องเทศ เมนูอื่นอื่นเราก็แค่มองเก็บภาพแล้วก็เดินจากไปแบบสงบสงบ

ถึงแม้พ่อค้าจะพูดจาเชื้อเชิญขน๋าดไหนก็ตาม เราขอผ่านก่อนนะแกร๊

ผ่านเมนูข้างทางเกือบทุกอย่างจนมาเจอ ไอติมถั่วบดผสมนม ดูจากคนต่อแถวซื้อแล้วมันต้องเป็นไอติมที่ฮิตสุดและแซ่บสุดของเมืองนี้แน่นอน ลักษณะร้านสังเกตไม่ยากเป็นรถเข็นตกแต่งด้วยสีเหลือง สามารถหากินได้ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวดังดังในเมืองจัยปูร์

หนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดที่คนขับรถ ออโต้ริกชอร์ คันที่เราเหมาเที่ยวแนะนำและพาเรามาทานก็คือ ” ร้านไรหว่าจำชื่อไม่ได้” ซึ่งแน่นวลมันต้องเป็นร้านอาหารอินเดียสไตล์
หน้าร้านตอนนี้พ่อครัวกำลังทำโรตรีแผ่นอยู่ครับ ลักษณะการทำเค้าจะไม่ได้ทอดแบบที่เคยกินกันในไทย เค้าจะเอาแป้งไปอบในหม้อดิน
เดินผ่านหน้าร้านเข้าไปนั่งรอข้างในกันเลยจร้า เริ่มหิวล่ะ

บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างอึดอัดและตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ แต่ก็เอาหว่ะไหนไหนพี่แกรก็พามา ไหนไหนเราก็มาถึงเมืองจัยปูร์ล่ะ ขอลองอาหารอินเดียสักมื้อล่ะกัน

จัดไปชุดใหญ่ไฟกระพริบ สำหรับพี่พี่ทุกคนที่ไปด้วยกันกะเราเค้าบอกว่าอาหารโอเครทานได้ แต่สำหรับเราคือไม่ไหวเพราะไม่ค่อยถูกกะกลิ่นเครื่องเทศเท่าไหร่
เอฟวายไอ.โรตรีกินคู่กับแกงสีส้มส้มจานนี้ทุกคนดูชอบและแฮปปี้กันมาก ไงถ้ามีโอกาสไปเที่ยวลองสั่งทานกันดูนะฮ่ะ

Wind View Cafe’ & Tatto Cafe’


เป็นสองร้านกาแฟที่อยู่บนดาดฟ้าของตึกด้านหน้าพระราชวังสายลม ร้าน Wind View Cafe’ จะมีทั้งเครื่องดื่มและเค้กให้เลือกทานหลากหลายในขณะที่ร้าน Tatto Cafe’ ไม่มีเค้กขายเลย

แต่ร้าน Tatto Cafe’ จะอยู่ตรงตำแหน่งด้านหน้าแบบตรงกับพระราชวังสายลมพอดีเป๊ะ เราจึงเลือกนั่งกันที่ร้านนี้

เราจัดเมนูไอซ์คอฟฟี่มานั่งจิบชิวชมวิวและความวุ่นวายของเมืองจัยปูร์

พ่อค้าแซ่บ&แม่ค้าแซ่บแคปมาฝาก
ก่อนมาเราพอทราบบ้างล่ะว่าคนอินเดียชอบถ่ายรูปมาก ซึ่งเรามาพิสูจน์แล้วแมร่งจริง แค่หยิบกล้องขึ้นมาไม่ว่าพวกนางจะทำอะไรอยู่นางจะหันหน้ามาหากล้องแล้วโพสให้แบบไม่เขิลอายเลย พีคสุดคือ รุ่นพี่ที่ไปด้วยโดนแม่ค้าลากแขนเข้าไปหาแล้วนางก็บอกว่าถ่ายรูปฉันสิ ฉันสวย ฮ่าาา

พ่อค้าชาเย็นที่พระราชวังสายลม

พ่อค้าโรตรี ( สามคนหลังมีความแย่งซีน จิกกล้องแรงสุด )

พ่อค้าน้ำมะพร้าว

พ่อค้าผลไม้

โตแล้วตัดผมที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีแบตเตอเลี่ยน กระจก และต้นไม้ไว้แขวนกระจก เท่านั้นพอ ฮ่าฮ่า

นายช่างก็มา

แม่ค้านอนหลับขายผักในฝันหรืออะไร ตอบ

เรามีความรู้สึกว่าเมืองนี้พ่อค้าแซ่บจะมีเยอะกว่าแม่ค้าแซ่บ

เนียนเนียนไปยืนถ่ายรูปกับเค้าได้สบายเลยครับ คนที่นี่เค้าชอบ

ก่อนจบทริปนี้เราขอเอาบรรยากาศเมืองจัยปูร์มาฝาก

         

ถ้าอยากถ่ายรูปกับคนอินเดียง่ายมาก แค่เดินเข้าไปนั่งเนียนเนียนกะเค้า แล้วจากนั้นก็ชี้ไปที่กล้องพร้อมบอกกับพวกเค้าว่าเราจะถ่ายรูปด้วย เท่านั้นแหล่ะแต่คนองค์ลงเลยจร้า ทั้งยิ้ม ทั้งจิก ทั้งโพส สู้กล้องแบบไม่มีเขิลอายแบบไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว

         

         

         

         

ใครที่ชอบถ่ายรูปแนว Street แนว Life อินเดียตอบโจทย์มากมาก

         

[ การเดินทางในเมืองจัยปูร์ ]

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราไปนู้นนี่นั่นในจัยปูร์เราเดินทางยังไง มาจ๊ะมานั่งเมาท์กัน คืองี้แกรการเดินทางเที่ยวแต่ล่ะจุดมันมีด้วยกันหลายวิธีมาก แกรจะเดิน รถเมย์ แท็กซี่ หรือ ออโต้ริกชอร์ ก็เลือกเอาที่ชอบที่ชอบได้เลย แต่ทริปนี้ 90% เราเลือกเดินทางด้วย ออโต้ริกชอร์ ( อีก 10% เดิน ) สงสัยอีกดิว่าอี ออโต้ริกชอร์ มันคืออะไร ลองดูรูปประกอบดิแล้วจะถึงบางอ้อ

มันก็คือสามล้อบ้านเราดีดีนี่เอง แต่อินเดียเรียกชื่อซะคูลเล

เหมาลำบอกเลยว่าราคาถูกจนหน้าตกใจ เค้าบอกราคามาเราแทบไม่ต่อกันเลย

ความดีงามของการเหมาลำคือจะเที่ยวที่ไหนก็ได้ จะจอดถ่ายรูปที่ไหนก็ได้ แถมยังใช้เป็นพรอพรูปเกร๋เกร๋ได้อีกด้วย

จบทริปนี้เราบินกลับด้วยสายการบินไทยสมายล์ WE338 ออกจากสนามบินจัยปูร์ ตีสองสิบห้าถึงไทยโดยสวัสดิภาพตอนแปดโมงสิบห้า

         

และทั้งหมดนี้คืออินเดียครั้งแรกของเรา และมันจะไม่ใช่อินเดียครั้งสุดท้ายแน่นอน
อยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสแล้วจะติดใจนะจ๊ะนายจ๋า

Thai Smile Airways #จะเที่ยวไปไหน #ThaiSmile #India #Jaipur