รอบที่ 6 ของการมาเยือนเกาะสีชัง ความต่างคือ 5 ครั้งที่ผ่านมาของเราจะเป็นแบบ วัน-เดย์-ทริป-ชิค-ชิค-คูล-คูล ที่จะต้องมีเพื่อนพ้องน้องพี่ไปเที่ยวด้วยกันตลอด แต่รอบนี้นี่ดิ มาค้าง 1 คืนกะอีก 2 วัน แบบอโล๊นอโลนเลยจร้า ถ้าถามว่าเหงาไหมตอบเลยว่ามาก ถ้าถามว่าชอบเที่ยวคนเดียวไหมตอบเลยว่าไม่ แต่ถ้าจะให้เลือกไม่ไปเที่ยวกับไปเที่ยวคนเดียวแบบไม่มีเพื่อน ยังไง๊เราก็เลือกเที่ยว #สายเที่ยว #ใจกรูรัก #ให้กรูเหอะ ทริปของเราครั้งนี้เกิดขึ้นในวันธรรมดา และการมาสีชังในวันธรรมดาครั้งนี้ทำให้เราค้นพบว่า เฮ้ย!! สีชังที่ไม่ใช่เสาร์อาทิตย์หรือหยุดยาวมันคือช่วงเวลาที่น่าเที่ยวมาก จะไปถ่ายรูปจุดไหนก็ไม่ต้องแย่งใคร เทียบกับวันเสาทิตที่เราเคยมา ณ ตรงสะพานสะพานอัษฎางค์ บั๊บว่าถ้าจับคนที่มารอถ่ายรูปจัดแถวตอนเรียงหนึ่งตามลำดับไข่น่าจะยาวสามกิโลได้อ่ะ 555+ และอีกอย่างที่เราสัมผัสได้และมันโอเครมากและเราอยากบอกให้รู้ก็คือถ้าแกรทั้งหลายอยากจะพักผ่อนแบบสงบกันจริมจริม ไปเกาะสีชังวันธรรมดาเหอะโอเคร๊มากเลย “ใครจะพกเมียมาฟีสเจอริ่งผลิตลูกก็ได้ พกงานมานั่งทำชิวชิวก็ดี” เรื่องราวทั้งหมด ทั้งที่กิน ทั้งจุดถ่ายรูป ของเราครานี้จะเป็นเยี่ยงไร เชิญทุกคน พับกบ เอ๊ย!! พบกับรีวิว ณ บัดนี้ …


เปิดวาปจาก กทม มาที่ท่าเรือจรินทร์ ไม่ต้องสงสัย และไม่ต้องอ้าวเห้ยนะแกร๊ ว่าทำไมไม่เป็นท่าเรือเกาะลอย ถือโอกาศบอกตรงนี้เลยว่าท่าเรือเกาะลอยปิดปรับปรุงประมาณ 2 ปี #นานจังหว่ะ ทำให้ต้องย้ายมาใช้ท่าเรือจรินทร์ซึ่งเดิมทีที่นี่ก็เคยเป็นอดีตท่าเรือไปสีชังนั่นแหล่ะ

Tip : ใครที่มารถส่วนตัวคงต้องแนะนำว่าให้รีบมาแต่เช้าเพราะที่ท่าเรือจรินทร์มีที่จอดน้อยมาก น้อยแบบไม่ถึง 1/4 ของท่าเรือเกาะลอย แต่เราโชคดีที่ไม่จำเป็นต้องมาแต่เช้า เพราะเราพักที่ somewhere koh srichang ซึ่งเป็นเครือเดียวกับ kantary bay sriracha นั่นก็หมายฟามว่าเราเอารถไปจอดที่ รร แล้วให้รถของทาง kantary bay sriracha มาส่งที่ท่าเรือได้ ดีงามฝุดฝุด

ในส่วนตั๋วเรือข้ามไปเกาะนั้นราคาอยู่ที่ 50 บาท/คน/เที่ยว เรือออกทุกทุกชั่วโมง หลังจากที่เราซื้อตั๋วเรือเรียบร้อยก็เดินชิวชิวเลือกที่นั่งบนเรือได้ตามสบายเลยจร้า จะเปลี่ยนที่ทุกทุกหนึ่งวินาทียังได้เลย ก็จะอะไรหล่ะวันทำดาไงคนก็น้อยตามที่บอก อิอิ ….

นั่งฟังเพลง ดูวิว งีบได้แพพเดียว เรือก็แล่นพาเรามาถึงเกาะสีชัง เวลาที่ใช้คร่าวคร่าวก็แค่ 45 นาทีเองแกร๊!!

พอเท้าเยียบเกาะเราก็ดิ่งไปหารถสกายแลปที่ทางโรงแรมส่งมารอรับ พอเจอกันพี่สกายแลปก็พาเราออกจากท่าเรือมาส่งที่โรงแรม

Somewhere Koh Srichang โรงแรมขน๋าดไม่เล็กไม่ใหญ่ แบบว่ากำลังดี คุมโทนด้วยสีฟ้าขาวน้ำเงิน เป็นโรงแรมที่เราเลือกพักในครั้งนี้

ถึงโรงแรมก็ตามทำเนียมจ๊ะ เช็คอิน แต่สิ่งที่เราชอบตอนเช็คอินมีอีกอย่าง คือ ลุ้นว่าเวิลคัมดริ้งจะมีอาไรเด็ดเด็ดให้ดื่ม ของที่นี้ก็น้ำองุ่น #สดชื่นไปอี๊กกกกกก #สายแดรกสุด

ดื่มน้ำเรียบร้อยตอนนี้เราก็ได้รับ คีย์การ์ด แล้วจ๊ะ ตามเราไปดูห้องพักกันว่าจะดีต่อใจแค่ไหน

ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักของเราซึ่งอยู่ชั้นสอง เอฟวายไอ. รร มีแค่สองชั้นนาจา ชั้นสองจะเห็นทั้งวิวสระและวิวทะเล

ถ้าได้แบบแจ่มแจ่มมานั่งตรงนี้รูปคงจะดีกว่านี้อ่ะ

ถึงแล้วจร้าาาห้องพัก มาคนเดียวแต่เสือกจองเตียงคู่เพื่อ?? กูรู้มึงคิดอยู่ ห้องพักมีความสะอาดใหม่สีก็คุมโทนแบบเดียวกะบรรยากาศภายนอกเลยฮัฟฟน่านอนมาก #มันต้องเป็นห้องนอนดูดวิญญาณแน่นวล อิอิ

จากการเดินสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปการณ์ภายในห้องครบถ้วนตามมาตรฐานที่ รร ควรจะมี ทีวี ตู้เย็น โต๊ะทำงาน บลาบลา

ส่วนนี่ห้องน้ำจ๊ะ

จากห้องน้ำมาต่อที่ระเบียง ซึ่งมีเก้าอี้ไว้ให้นั่งรับลมเย็นเย็นมองวิวทะเล มองดาวยามค่ำคืน!!

หลังจากเก็บของเดินสำรวจบรรยากกาศภายในห้องพักกันนานพอสมควรแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาออกไปลั๊ลลาข้างนอกกันสักที

แต่ก่อนออกข้างนอกอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพตรงบริเวณสระน้ำ กะสนามหญ้าของโรงแรม เพราะตอนนี้ทั้งฟ้าที่โคตรแจ่มจะแดมแจ่มว้าว ทั้งแสงที่สาดลงมาเก็บรัวรัวไปค่ะ

         

การตะลุยเกาะสีชังของเราครั้งนี้ เราเลือกนั่งเกวียน ถรุย!! เราเช่ามอไซด์ขับเองจ๊ะ เรทราคาอยู่ที่ 300 บาท/วัน น้ำมันต้องเต็มถังนะ (ถ้าเค้าบอกให้เมิงไปเติมเองคือเมิงโดนหลอก) ต่อราคาได้ก็ต่อไปนะแต่อย่าต่อไปต่อมาได้แพงก่าเราหล่ะ

Tip : คำแนะนำถ้าขับมอไซเป็นแนะนำว่าให้ขับเอง เพราะถ้าแกรเหมาสกายแลปเที่ยว เค้าจะพาเที่ยวแค่จุดสำคัญคัญเพียงไม่กี่จุด แต่ใครอยากซอกแซกชิคชิคคูลคูลหามุมถ่ายรูปแบบเราเมิงก็ต้องสวมวิญญาณสายแว๊น สายสกอยกันนาจา #สู้ค่ะ

ป้ายแรกของทริปนี้เริ่มต้นที่ สะพานสะพานอัษฎางค์ คือไม่ใช่ไรหรอกเลี้ยวซ้ายออกจากที่พักนับ 1 ยังไม่ถึง 10 ก็เจอทางเข้าแล้ว จุดนี้ใครไม่รู้จักแนะนำให้เปลี่ยนที่เที่ยวไปค่ะไม่ต้องมาสีชัง เพราะที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่คุณจะต้องห้ามพลาด แวะมาเก็บภาพด้วยนะแกร๊

ฟ้าใสใสแบบในภาพก็ต้องแลกมากับความร้อนอันมหาศาลล้านแปด ซึ่งตอนนี้เราทนไม่ไหวล่ะขอหาที่นั่งหลับแดดก่อน

ในบริเวณที่เที่ยวเดียวกันกับสะพานจะมีเรือนไม้สีเขียวที่สร้างตั้งแต่สมัย ร.4 ตอนนี้ได้ดัดแปลงมาเป็นที่ขายเครื่องดื่ม ไอติม มาม่า โจ๊ก ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักหลบแดด ส่วนตัวเราตอนนี้ขอเวลาแพพนะหลบแดดหาอะไรเย็นเย็นทานก่อน

นั่งประมาณ 20 นาที เรากำลังจะเดินกลับไปเอามอไซดันไปเห็นประภาคารอยู่ไกลไกล

         

เราก็เลยถามป้าที่อยู่แถวนี้ว่า ตรงนั้นผมเดินไปได้ป่าว แล้วตรงนั้นมีอะไร ป้าบอกว่าเดินตามทางปูนไปเรื่อยเรื่อยจนสุดจากนั้นก็เดินลัดป่านิดนึงก็จะเจอแหลมวัง ที่นั่นเค้าเรียกแหลมวัง จะมีประภาคาร หาดเล็กเล็ก ที่น้ำใสมาก ส่วนมากคนแถวนี้ไปนั่งตกปลากัน ( แอบกระซิบขยะเยอะไปนิส ) นู๋จะลองเดินไปดูก็ได้นะ

ไม่รีรอแกร๊ ป้าบอกขน๋าดนี้ก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อยว่าน้ำจะใสแค่ไหนเชียว พอเดินมาถึงคือตามที่ป้าบอกทุกอย่างน้ำใสแต่แอบมีขยะเยอะ

ส่วนใครที่ใจรักการถ่ายภาพเราบอกเลยว่ามันเป็นโลเคชั่วที่ดีงามมาก มีโขดหินให้ขึ้นไปถ่ายรูปคูลคูลด้วย

Tip : ใครที่มาตั๋วคนเดียวแบบเราขาตั้งกล้องจำเป็นมากจ๊ะ นี่ถ้าไม่ได้ขาตั้งกล้องช่วยไว้ไม่มีรูปแบบนี้แน่นวลจร้า

จากแหลมวังเราแว๊นต่อมายังหาดถ้ำพัง หาดเดียวของเกาะสีชังที่สามารถเล่นน้ำได้ ที่หาดถ้ำพังก็จะมีกิจกรรมต่างต่างให้นักท่องเที่ยวเล่นกันไม่ว่าจะเป็นพายคายัค ขี่เรือกล้วย เล่นน้ำ แต่เหตุผลของการมาที่หาดของเรารอบนี้ไม่ใช่กิจกรรมทางน้ำนะ เราแค่อยากมานั่งชิวชิวรับลมทะเล หาซีฟู๊ดอร่อยอร่อยทาน ( ซึ่งร้านอร่อยหายากมากวัดดวงกันเอาเองนะ )

หอยแครงลวกก๊ะโค๊กบนโต๊ะ คือ 1/8 ของอาหารที่สั่งมาทานค่ะ แต่ถ่ายแค่นี้พอ รอถ่ายจนมาครบไม่ไหว หิวหนักมาก หลังจากนั้นข้าวผัด กุ้งแช่น้ำปลา ต้มยำ ก็ตามมารัวรัว

พออิ่มก็งีบค่ะ!! ทริปนี้มีความชิวสุดทีนนนนบ่องตรง แกรแกรวันธรรมดาตรงหาดนักท่องเที่ยวน้อยสุดเงียบสุด จากแค่งีบของกรูเปลี่ยนเป็นหลับแบบจริงจังเลยจร้าาาา สะดุ้งตื่นอีกที 4 โมงเย็นเช็คบิลแล้วไปต่อกันดีกั่ว ….

แหลมถ้ำพัง คือจุดต่อไปที่เราจะพาเพื่อนเพื่อนไปเก็บภาพ นั่งรอดูตาวันตกดินกันจ๊ะ ซึ่งจุดนี้ตามรีวิวทั่วไปจะไม่ค่อยพูดถึงเพราะส่วนมากคนจะไปรอดูตะวันตกดินอีกจุดนึงซึ่งเค้าว่าสวยกว่าจุดที่เรากำลังจะไป อ้าวแล้วมุงไปตรงนี้ทำไมถ้าอีกที่สวยกั่ว#มีคนคิดเรารู้ ฮ่าา ก็ไปให้รู้ไงจะได้มาช่วยเฟิมอีกเสียงว่าตรงไหนสวยกว่า อีกอย่างขับออกจากหาดถ้ำพังเลี้ยวซ้ายแพพเดียวก็ถึง

แหลมถ้ำพัง ลักษณะก็จะเป็นแหลมยื่นยาวลงไปในทะเล จุดนี้จะมีชชาวบ้านมานั่งตกหมึกกันค่อนข้างเยอะ จุดพีคของที่นี่คือมุมที่เราถ่ายรูปเลยจร้านั่งห้อยไข่ห้อยขาได้รูปโคตรคูลเลยเราโคตรชอบ

หลังจากเก็บภาพเม้ามอยกับเจ้าถิ่นที่มานั่งตกหมึกพี่เค้าบอกว่าไปดูพระอาทิตย์ตกที่ช่องเขาขาดดิสวยกว่า แหลมที่ยื่นลงไปในทะเลก็ยาวกว่า โอเครตามนั้นเปลี่ยนแผนมูฟ ณ บัดนาว

จากแหลมถ้ำพังสวมวิญญาณสายแว๊นรีบบิดคันเร่งมาที่ช่องเขาขาดอย่างเร่งด่วน ดีออกมากค่ะ!! อะไรคือจากฟ้าสวยสวยก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นเมฆหนาโคตรแบบว่าแสงอาทิตตอนนี้ริบหรี่ เก็บภาพใบเดียวแล้วบรั๊ย!! ฟ้าไม่โออย่างแรง

ประมาณหกโมงเย็น กลับมาที่ somewhere koh srichang โรงแรมของเราอีกครั้ง ไม่กลับจะให้ไปไหนหล่ะค่ำมืดดึกดื่นเด๋วโดนฉุด อิอิ หลอกหลอก จริงจริงคือไม่รู้จะไปไหนต่างหาก

กลับเข้าห้องอาบน้ำแล้วเราก็มานั่งในห้องอาหาร มือเย็นวันนี้ฝากท้องที่โรงแรมแหล่ะครับ ที่ห้องอาหารของ somewhere koh sichang มีเมนูให้เลือกทานหลากหลายมากครับไม่ว่าจะอาหารไทยอาหารเทศ ต้มยำกุ้ง พิซซ่า สปาเก็ตตี้ คือมีหมด เลือกเองไม่ไหวเราจัดตามคำแนะนำของพนักงานเลยจร้า ต้มยำกุ้งหนึ่ง ผัดไทยหนึ่ง สปาเก็ตตี้หนึ่ง ข้าวเปล่าหนึ่ง ตอนนี้ความหิวกำลังครอบงำพนักงานคงคิดในใจมึงมาคนเดียวนี่สั่งมากินหรา? กรูคิดในใจกลับป่าวจ๊ะสั่งมายัด ฮ่าา ขำขำนะแกร๊ ความจริงเราแค่อยากลองเมนูหลากหลาย

ระหว่างรออาหารก็มีความอิตาเลี่ยนโซดา 3 สี 3 แก้ว เบาเบาค่ะ!!

มาแล้วววหน้าตาหน้ากินมาก ใครติ่งคาเฟ่แคนทารี่จะรู้ดีว่าเค้กกะพิซซ่าของเครือแคนทารี่เด็ดมาก ครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้ลองอาหารแบบของคาวจัดเต็มดูบ้าง เฮ้ยแกร!! รสชาติดีมากเลยอ่ะ สปาเก็ตตี้คือดี ผัดไทยคือเลิศ อันนี้ไม่อวยอร่อยจริง เพราะถ้าไม่อร่อยจะไม่เขียนจ๊ะ

แต่พระเอกของมื้อนี้ยกให้ต้มยำกุ้งถ้วยนี้ พอกินกะข้าวสวยร้อนร้อยร้องขอชีวิตเลยจร้า อร่อยสุด!!

หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จเราก็กลับเข้าห้องพักผ่อน เล่นเน็ต อัพเฟส นั่งดูทีวี เล่นเกมส์ พอเบื่อก็ปิดไฟนอน เป็นอันจบวันแรก

อรุณสวัสดิ์เกาะสีชัง!!

รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปทานมื้อเช้า จากเมื่อนวานบรรยากาศในห้องอาหารเราไม่ได้ถ่ายมาให้เพื่อนเพื่อนดูเลย ที่ไม่ถ่ายเพราะไม่ถนัดถ่ายตอนกลางคืนไม่ใช่ไม่อยากถ่ายนะ ฮ่าฮ่า!! สายโคตรโคตรวันนี้ถือโอกาศเก็บบรรยากาศห้องอาหารมาฝากกัน ที่เห็นไม่ค่อยมีคนนี่ไม่ใช่ไม่มีคนพักนะ คืองี้เค้าตื่นกันแต่เช้าทานเสร็จออกไปเที่ยวกันหมดล่ะ

จากบรรยากาศโต๊ะอาหารเรามาต่อกันที่มื้อเช้าวันนี้ ข้าวต้ม หนมปัง สลัดบาร์ นม โยเกิร์ต ไข่ดาว ใส้กรอก จะทานอะไรก็เลือกจัดได้ตามใจชอบ

         

บนโต๊ะทั้งหมดนี้คือมื้อเช้าแบบเบาเบาของเรา มีโดฟไข่ลวก 2 อิอิ

#เบาพ่อง เชื่อว่าต้องมีคนคิด

หลังจากทานข้าวช้าวเรียบร้อยก็ถึงเวลาออกไปตามเก็บที่เที่ยว ที่ถ่ายรูปบนเกาะสีชังกันต่อ ….

ก่อนอื่นเลยขอเริ่มต้นที่คาเฟ่นะ คาเฟ่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมครับขับเลี้ยวซ้ายออกจากปากซอย รร สังเกตขวามือแพพเดียวก็จะถึ

 บรรยากาศร้านตามรูปเลยนะ และเท่าที่เราสังเกตก็เหมือนจะมีแค่ร้านกาแฟร้านนี้ร้านเดียวนะบนเกาะสีชัง

         

ออกจากร้านกาแฟเราแว๊นมาที่ท่ายายทิมก่อนเลยครับ และนี่คือเส้นทางสายแว๊นจ๊ะ ทางแอบน่ากลัวนิดนิดแต่ก็พอมีรถสวนไปมาบ้าง

ท่ายายทิม จากคำบอกของพี่เจ้าของร้านกาแฟจุดนี้เป็นจุดที่เค้ามาชมพระอาทิตขึ้น ซึ่งแกรู้หมือไร่!! ที่นี่แอบมีทะเลแหวกด้วยนาจา คือถ้ามาเช้าเช้าน้ำจะลงทำให้เราเดินไปที่เกาะเล็กเล็กอีกเกาะหนึ่งได้ แต่กูรู้ข้อมูลนี้ตอนสิบโมงก่าถามว่าทะเลแหวกจะยังรอไหม? ไว้รอบหน้าจะลองไปดู นอกจากนี้ตรงถ้ายายทิมจะมีภูเขาหินปูนที่ถูกคนระเบิดเอาหินไปทำอะไรซักอย่าง ตรงภูเขาหินปูนจะมีหญ้าเขียวเขียวขึ้นพอถ่ายรูปออกมาก็แอบสวยใช้ได้

ผมนี่ตั้งขาตั้งกล้องแล้วรีบไปยืนเป็นแบบ แอ๊บดูแผนที่ ดูเป็นนักท่องเที่ยวหลงทางไปจร้าาาา

ขออีกมุมนึง อิอิ

จบท่ายายทิมมาต่อกันที่แหลมงู โคตรพีคน้ำใสมากแต่ไม่มีคนเลยจะให้ลงไปเล่นคนเดียวก็แปลกม่ะ และอีกอย่างเราก็ไม่รู้ด้วยว่าน้ำตรงนี้มันเล่นได้หรือป่าว คือถ้าใสขน๋าดนี้ไม่มีคนมาเล่นไม่มีคนมารีวิวก็หน้าคิดนะว่าที่นี่อาจมีพลังงานบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ เพิ่นสิครัชคุณเจนญาณทิพย์!!

ออกจากแหลมงูเรากลับเข้าโรงแรมเพื่อเก็บของเตรียมตัวเช็คเอาท์ เวลาตอนนั้นก็ใกล้ใกล้เที่ยง หิวค่ะหิวหิวอีกแล้ว!!

ความตั้งใจคือทริปนี้ยังไงก็ต้องมีพิซซ่า ก่อนกลับขอโซ่โล่แบบชุดใหญ่ไฟกระพริบที่ห้องอาหารของโรงแรม somewhere koh srichang นี่แหล่ะ ทั้งพิซซ่า ทั้งสเต็ก ทั้งสลัดที่เอาไว้ประกอบฉาก กรูเริ่มกลัวตัวเองหล่ะแดรกเยอะไปอีก

อร่อยมากก็พิซซ่าหน้าแซลม่อนย่างถาดนี้แหล่ะ แต่ที่อร่อยกว่ากว่าก็คือคนถือครัช ไม่เชื่อลองชิมไหมหล่ะ อิอิ #อ่อยไปอี๊กกกก

หลังจากยัดของคาวทุกอย่างบนโต๊ะลงท้องเรียบร้อยแล้ว

เรามาต่อกันที่ของหวานจร้า #กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร นี่คือเหตุผลหราาาาาา? อย่างที่เราบอกตอนแรกว่าติ่งคาเฟ่แคนทารีจะรู้ดีว่าเค้กที่นี่แซบเว่อ ขออนุญาตสั่งมาทานเพื่อการันตรีคุณภาพว่าเค้กบนเกาะก็เลิศนะเหว่ย บางทีเหตุผลกับข้ออ้างก็คือเส้นบางบางที่กั้นไว้

เค้กแซ่บเว่อ

ออกจากโรงแรมก่อนจะไปท่าเรือเราแว๊นขึ้นเขาไปที่จุดชมวิวรอยพระพุทธบาท จุดนี้จะเป็นจุดชมวิวที่ดีงามที่สามารถมองเห็นตัวอำเภอเกาะสีชัง บ้านเรือน ได้ชัดเจน มาถึงสีชังไม่แว๊นขึ้นไปถือว่าพลาดนะแกร๊!!

Tip : ถ้ามีเวลาเยอะแนะนำให้ไหว้พระที่ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนแล้วค่อยเดินขึ้นบันไดทีล่ะขั้นขึ้นไปที่จุดชมวิวรอยพระพุทธบาท แต่ถ้าไม่มีเวลาสามารถแว๊นมอไซด์ขึ้นไปได้ทางชันนิดนึงแต่มอไซไหว สี่ครั้งที่ผ่านมาเราแว๊นซ์มอไซขึ้นตลอด ครั้งแรกที่มาไม่รู้เดินขึ้นจร้าเหนื่อยสุด #เหงื่อท่วมตัวอย่างกะอาบน้ำมา

พอลงจากจุดชมวิวรอยพระพุทธบาทเราแวะศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่กราบพระขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางกลับ

        

         

เป็นไงหล่ะแกร๊!! 2 วัน 1 คืนของเราที่สีชังมีฟามหน้าสนใจบ้างไหม สำหรับเราการมาติดเกาะรอบนี้รู้สึกได้รีเฟรสตัวเองอีกครั้ง ดีขน๋าดนี้ ใกล้กรุงขน๋าดนี้ ว่างว่างต้องหาเวลากลับมาพักผ่อนอีกแน่นวล สำหรับทริปนี้ขอจบตรงที่เรายืมตังคนแปลกหน้าเพื่อซื้อตั๋วเรือกลับ ไหนไหนก็ไหนไหนขอทดเวลาบาดเจ็บอีกนิดนึง อยากเล่าต่อ คือเราตอนนั้นทั้งตัวเหลือแค่แบงค์พันใบเดียวพอจะจ่ายเงินซื้อตั๋วเค้าไม่รับบอกไม่มีทอนบอกให้ยืนรอไปก่อน จู่จู่ก็มีพี่คนนึงเดินมาอย่างหล่อเอาตังมายัดใส่มือเราแบบงงแล้วพูดว่าเข้าฝั่งค่อยคืนพี่ก็ได้ โคตรโชคดีเลยครับนี่แหล่ะนะที่เค้าเรียกว่าน้ำใจคนไทย ผมขอบคุณความมีน้ำใจของพี่ผ่านรีวิวนี้เลยและถ้าพี่เป็นแฟนเพจผมรบกวน inbox มาหน่อยนะครับ เด๋วส่งของไปขอบคุณ องอ่ะเครหมดเวลาบาดเจ็บที่ทดล่ะ จบได้บรั๊ย…..

ข้อมูลที่เราพักตามลิ้งจร้า : เพจ : Cape & Kantary Hotels เวบไซด์ : http://somewherehotel.com/ #จะเที่ยวไปไหน #เกาะสีชัง #somewherehotel