กลับมา Say Hello อีกครั้งกับแดนดินถิ่น F4
 ทริปนี้เรามีโอกาสได้กลับไปเยือน “ไต้หวัน” เป็นครั้งที่ 2 และด้วยความที่มันเป็นครั้งที่ 2 นี่แหล่ะ บางคนอาจมองว่า “ ก็เคยไปแล้วนิ ” แล้วครั้งนี้จะเที่ยวยังไงไม่ให้ซ้ำ แต่เดี๋ยวนะมายเฟรนด์ที่เคารพรัก นี่ประเทศไต้หวันนะ ไม่ใช่ตลาดนัดเจเจกรีนที่ไปเดินครั้งหนึ่งก็เก็บได้ทุกซอกทุกมุม

ถ้ายังพอระลึกถึงทริปครั้งที่แล้วกันได้ จะเห็นเลยว่า 95% ของทริปนั้นเที่ยวในเมือง ​(กรุงไทเป) เป็นหลัก ซึ่งพอเรามานั่งแพลนเที่ยวไต้หวันรอบสองมันก็เลยเป็นโจทย์ที่ง่ายมาก ง่ายกว่าบางแคมเปญใน The Face Thailand อีกนะเหวย เพราะนอกจากกรุงไทเปแล้ว ไต้หวันยังมีธรรมชาติที่สวยงาม หมู่บ้านโบราณจิ่วเฟินที่โคตรคูล และ Cat Village Houtong ที่เต็มไปด้วยความตะมุตะมิของนุ้งแมว ที่รอให้เราไปสัมผัส

ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอุทยานแห่งชาติที่น่าไปเที่ยวอยู่หลายแห่งด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Yushan / Kenting / Alishan รวมถึงสถานที่ชมความความงามทางธรรมชาติอย่าง Sun Moon Lake ซึ่งแน่นอนว่าทริปทริปหนึ่งของคนปกติทั่วไปคงเก็บได้ไม่หมดทุกอันที่กล่าวมา เว้นเสียแต่ว่าไปอยู่ไต้หวันแบบยาวยาวสักสองสามอาทิตย์ ซึ่งไม่ใช่เราแน่นอนเพราะเราคงไม่ว่างยาวนานขนาดนั้น

ดังนั้นสองอุทยานแห่งชาติที่ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลสำหรับ season นี้ ได้แก่ Taroko National Park และ Yangmingshan National Park ส่วนอันอื่นโน๊ตเก็บไว้ในลิสแล้วค่อยกลับไปเก็บในครั้งหน้า

แต่ถึงแม้จะเน้นเที่ยวธรรมชาตินอกเมืองเป็นหลัก เราก็ไม่สามารถสลัดทิ้งซึ่งกิเลสตัณหาของแสงสีเสียงยามค่ำคืนในกรุงไทเปได้ ทริปนี้ยังคงเลือกพักในเมืองเหมือนเดิมด้วยเหตุผลหลักคือ Street food อย่างที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าไต้หวันเป็นเมืองแห่ง Night Market ซึ่งแต่ละแห่งก็จะเต็มไปด้วยของกินที่ชวนให้น่าไปลอง

เอฟวายไอ.การที่กลางวันอยากออกไปเที่ยวธรรมชาตินอกเมืองแต่เสือกเลือกที่พักในเมืองนั้นสามารถทำได้ แต่บางสถานที่เที่ยวนอกเมืองที่จะไปจำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อให้สามารถไปเที่ยวแบบ One day Trip ได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่อยากตื่นนอนตั้งแต่เช้าตีห้าหกโมง เรานะนำให้ไปนอนเมืองนั้นนั้นที่อยากไปเที่ยวจะดีกว่า

เนื่องด้วยทริปนี้เราเดินทางค่อนข้างเยอะ บวกกับอยากเที่ยวชิวชิวแบบไม่ต้องแบกหามของหนัก ไต้หวันรอบนี้เราก็เลยเลือกหยิบ Lumix GF9 พร้อมกับ Kit Lens 12-32mm f/3.5-5.6 ไปด้วย เลนส์ตัวเดียวพอจะได้ไม่ต้องมาคอยแบกมาคอยเปลี่ยนให้วุ่นวายเสียเวลา

:: Lumix GF9 เป็นกล้อง Mirrorless รุ่นล่าสุดของพานาโซนิค ที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 269 g ด้วยความเบาและขนาดเล็กกะทัดรัดหน้าพกพา แถมฟีเจอร์ต่างต่างก็อัดแน่นแบบเต็มเหนี่ยวไปเลยพี่เต็มที่ไปเลยเถิด กล้องรุ่นนี้จึงเหมาะกับทริปนี้ที่สุด ::

การเดินทาง

ทริปนี้เราเลือกเดินทางด้วยสายการบิน Nokscoot ด้วยเหตุผลหลักหลักคือมีไฟล์บินตรง กรุงเทพ(ดอนเมือง) – ไต้หวัน(เถาหยวน) ทุกวัน แต่ความดีงามคือนางบินออกจากไทย 02:15 น. ถึง ไต้หวัน 07:05 น. ซึ่งพอถึงปุ๊บก็สามารถโยนกระเป๋าเข้าที่พักแล้วออกไปลั๊ลลาได้ทันที ถือว่าได้วันเที่ยววันนั้นมาเต็มเต็ม

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเรากับ Nokscoot ชอบเลยเพราะที่นั่งกว้าง ปรับเอนได้เยอะ พร้อมเหยีดแข้งเหยียดขาหลับสบายยาวยาวจนกว่าจะถึงใต้หวัน

หลังจากที่เดินหล่อหล่อผ่าน ตม. ได้เป็นที่เรียบร้อย 2 สิ่งที่แนะนำให้ทำหลังจากนั้น คือ

1).  หาซื้อ Local Sim ซึ่ง Local Sim ที่ใต้หวันมีแพ็คเกจให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น 3 วัน, 5 วัน, 7 วัน ไล่ขึ้นไปเรื่อยเรื่อยถึง 1 เดือนก็มีนะเออ แถมราคาก็ไม่แพงด้วย เราจัดแบบ 5 วัน 4G Unlimited มาในราคา 300 NT 

2). ไปยังช่องขายตั๋วรถบัส ซึ่งรถบัสจากสนามบินเถาหยวนไปยัง Taipei Main Station มีด้วยกันหลายสาย ปอ. ก็มี รถฟรีก็มา อิบ้าไม่ใช่ไทยแลนด์บ้านเรา ฮ่าฮ่า มีสาย 1819, 1840, 1841, 1843 และก็ 1860 แต่ที่แนะนำจะเป็นสาย 1819 เพราะสายนี้ออกจากหนามบินแล้วตรงดิ่งไปยัง Tipei Main Station เลย ส่วนสายอื่นก็จะมีอ้อมน้อยอ้อมใหญ่ผ่านตลาดบางพลูบ้าง บางแคบ้าง อาจใช้เวลานานกว่า ราคาตั๋วก็อยู่ที่ 125 NT

เราพาทุกคนมาส่งได้แค่ Tipei Main Station ส่วนใครจองที่พักอยู่สถานีอื่นก็ลองหาวิธีเดินทางต่อไปเองซึ่งมันไม่ยากเลยนะเหวย แต่เราจอง Hostel ใกล้กับ Tipei Main Station ก็สบายไป

Hostel

4 คืนที่ไต้หวันเราเลือกพักที่ Cavemen Hostel Taipei Station Youth Branch ซึ่งเป็น Hostel ที่อยู่ห่างจาก Tipei Main Station เพียงแค่ 0.4 กิโล แน่นอนใครที่จะตามรอยเราหรือมีแพลนเที่ยวนอกเมืองใกล้เคียงกับเรา ขอแนะนำว่าให้หาที่พักแถวเดียวกันกับเราดีสุดเพราะถ้าพักแถวนี้พวกแกรสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะว่า Tipei Main Station คือจุดรวมรถบัส รถไฟใต้ดิน รถไฟความเร็วสูงออกนอกเมือง ( ลืมเก็บภาพในห้องนอนมาฝาก แต่การันตีด้วยเราว่าที่พักดีงามและน่าพักมาก )

– DAY 1 –

001 Chiang Kai Shek Memorial Hall

วิธีการเดินทาง : นั่ง MRT ไปลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall เดินออกที่ทางออก 5 ก็จะเจอเลย ถ้าไม่เจอแปลว่าเดินออกผิดทางออกหรือไม่แกรก็คงก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือแล้วลงผิดสถานี

วัดร่องขุ่นเคียงคู่เชียงรายฉันใด อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็คก็คู่กับกรุงไทเปฉันนั้น ที่นี่ถือเป็นแลนด์มาร์คอันดับต้นต้นที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะมาเช็คอิน ส่วนไฮท์ไลท์หลักหลักที่ถ่ายรูปแล้วดูคูลก็จะเป็นซุ้มประตูตรงทางเข้า กับอาคารสีขาวขาวหลังคาน้ำเงินเข้มที่มีรูปปั่นท่าน เจียง ไคเช็ค อยู่ด้านใน นอกจากสองไฮท์ไลท์ที่เรากล่าวข้างต้นแล้ว ที่นี่ยังมี Concert Hall กับ National Theater ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมความสวยงามและความอลังการได้

ไหนไหนก็มาถึงแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงไทเปแล้ว เราไม่พลาดที่จะอัพรูปลงเฟสบุ๊คส่วนตัวให้เพื่อนอิจฉาเล่นแน่นอน แต่มุมถ่ายรูปที่ Chiang Kai-Shek Memorial Hall ไม่ได้มีหลากหลาย ดังนั้นถ้าหากมุมไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น ท่าโพสต์ก็ควรที่จะต้องยากและสตรองกว่าทุกคนที่เคยถ่ายภาพตรงจุดนี้มาก่อน เราจะต้องชนะ ฮ่าฮ่า

:: ไม่ว่าจะกระโดดฉีกแข็ง ฉีกขา ตีลังกาสามสี่ตลบก็หายห่าง เพราะ Lumix GF9 นางมากับฟีเจอร์พีคพีคอย่าง 4K Photo ที่ถ่ายได้เยอะสูงถึง 30 ภาพต่อวินาที ซึ่งต่อให้เราถ่ายท่ายากแค่ไหนก็มั่นใจได้ว่าเก็บมาครบจังหวะแน่นอน และเหนือความพีคทั้งปวง GF9 นางยังมากับฟีเจอร์ใหม่อย่าง 4K Selfie และ Panorama Selfie อีกด้วย ดีงามสุดสุดไปเลย ::

:: Panorama Selfie เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ดีต่อใจมาก ถ้าไปคนเดียวนี่แบบหายห่วงเลยเพราะถ้าเลือกใช้โหมดนี้เราก็จะสามารถเก็บได้ครบทั้งคนทั้งวิว ซึ่งหลังจากลองทดสอบใช้โหมดนี้เรารู้สึกชอบรูปที่ได้มาก เมื่อได้ภาพถูกใจก็ไม่รอช้าเชื่อมต่อ Wifi แล้วส่งภาพเข้ามือถือ พร้อมอัพลงเฟสบุ๊คได้ทันที ::

002 Raohe St. Night Market

เป็น Street Food ยามค่ำคืน ที่ติดท็อป 1 ใน 3 ของไทเปเลยก็ว่าได้ การเดินทางมาก็ง่ายแสนง่ายนั่ง MRT มาลงที่ Songshan Station เดินออกประตู 5 ก็เจอเลย พอเราเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปใน Nigng Market แห่งนี้ ก็จะพบกับร้านอาหารทั้งคาว ทั้งหวาน คือถ้าเดินนับกันจริงจริงไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยร้านแน่นอน ตลอดสองข้างทางความยาวประมาณ 600 เมตร นักชิม สายแดรก ทั้งหลายจะเพลินมากมาก ร้านที่เราจะพาไปชิมต่อไปนี้เราไม่ได้บอกว่ามันเป็นร้านที่อร่อยที่สุดนะเพราะเราเลือกร้านตามจำนวนคนที่มายืนรอ คือร้านไหนเค้าต่อแถวมุงซื้อเราก็ซื้อตาม

ซาลาเปาหมูพริกไทย หรือ Pepper Buns ร้านนี้ถือว่าเป็นร้านที่ดังและคนต่อแถวรอซื้อยาวสุดของย่านนี้เลยก็ว่าได้ อย่างครั้งที่แล้วเราก็มีโอกาสมาเดินที่นี่ก็อดลองเพราะแถวยาวนี่แหล่ะ ครั้งนี้มีโอกาสมาอีกแถวยาวแค่ไหนก็ต้องอดทน เพราะถ้าไม่ได้ลองกลับห้องไปคงนอนไม่หลับแน่แน่

ซาลาเปาหมูพริกไทยเจ้านี้ใช้วิธีอบให้สุกและกรอบด้วยเตาถ่าน ซึ่งดูแล้วก็แปลกตาดี

ถ้าเทียบความอร่อยกับการยืนต่อคิวรอนานเราว่าไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ สำหรับเราใส้คือดีงามหอมกินตอนร้อนร้อนคือดี แต่แป้งไม่โอเครเราว่ามันแข็งไปเคี้ยวทีนึงปวดกามไปสามวัน เอาเป็นว่าถ้าไม่ต้องต่อแถวรอนานก็โอเครที่จะซื้อ แต่ถ้าแถวยาวรอ 10-20 นาที ไปกินอย่างอื่นก็ได้ ฮ่าฮ่า

:: Post Focus เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ของ Lumix GF9 ที่ค่อนข้างโอเครและตอบโจทย์กับคนที่ถ่ายรูปหลุดโฟกัสบ่อย ซึ่งปกติพอโฟกัสพลาดภาพที่ได้ก็จะเป็นแบบนั้นไปตลอดกาลไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ Post Focus จะทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไปเพราะเราสามารถเลือกจุดโฟกัสหลังจากที่ถ่ายภาพมาแล้วได้ ดีแบบนี้ก็ 10 10 10 ไปเลยจ้า ::

เต้าหู้เหม็น เป็นเมนูที่หากินไม่ยากไม่ใช่เพราะมีขายหลายร้านนะ แค่แกรยืนนิ่งนิ่งหายใจลึกลึกแล้วก็ตามกลิ่นเหม็นนั้นไปรับลองว่ายังไงก็เจอร้าน อย่างที่ Raohe St. Night Market จะมีร้านขายเต้าหู้เหม็นให้เลือกทานหลายร้านด้วยกัน อันนี้ไปวัดดวงเอาเองนะแกรว่าจะเจอร้านโอเครหรือไม่โอเคร แต่ใครไม่อยากจะเสี่ยงอะไรทั้งนั้นก็จำหน้าร้านจากภาพเราไว้แล้วเดินหาเอา เพราะร้านนี้เรากินแล้วมันโอเครเลย

ส่วนหน้าตาของเจ้าเต้าหู้เหม็นราดซอส มันก็คล้ายคล้ายกับเต้าหู้ทอดบ้านเราเลย ต่างแค่กลิ่นที่รุ่นแรงกว่า รสชาติไม่สามารถสรุปได้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะถ้าคนชอบก็จะชอบไปเลย คนไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย ( พูดเพื่อ? ) เอาเป็นว่าแกรจะชอบหรือจะไม่ชอบแนะนำให้ไปลองเองน่าจะดีกว่า

อีกหนึ่งเมนูที่เราโคตรชอบนั่นก็คือปลาหมึกย่าง เมนูนี้แค่ที่ Raohe St. Night Market ที่เดียวน่าจะมีเกิน 5 ร้าน เพราะฉะนั้นแนะนำให้เดินดูก่อนอย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อ เพราะจากที่เราเดินสำรวจบางร้านก็ตัวเล็ก บางร้านก็ตัวใหญ่ บางร้านก็ทั้งใหญ่ทั้งอวบ

มันเป็นหมึกย่างที่อวบที่สุดเท่าที่เคยกินมา แถมรสชาติก็ดีงามไม่เหนียวจนเกินไป เป็นเมนูที่คุณคู่ควร

ออกจากร้านหมึกย่างเรากะน้องขอพักเรื่องกินไว้ก่อน ขอเดินดูพวกของฝาก ของที่ระลึก เสื้อผ้าบ้าง เพราะตอนนี้อาหารอยู่ตรงคอหอยล่ะคือถ้ายัดลงไปอีกคำนึงมีสำรอกออกมาแน่แน่

1 ชั่วโมงผ่านไปทุกสิ่งอย่างที่กินมาเริ่มถูกเอาไปใช้กับการเดิน การช้อปปิ้ง ซะหมดเกลี้ยง ความหิวของน้องกับเราก็บังเกิดขึ้นอีกครา ซึ่งเวลานั้นก็เป็นจังหวะที่พอดี๊พอดีที่เดินผ่านหน้าร้านร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่มีคนยืนต่อแถวยาวมาก เราก็เลยเดินไปส่องดูว่าเค้าขายอะไร และสิ่งแรกที่เราเห็นตรงหน้าคือเค้าวางหมึกกรอบเป็นจานจาน ( หมึกกรอบแบบที่ใส่เย็นตาโฟบ้านเรา )

เรายืนดูกรรมวิธีการทำของเค้าตั้งแต่นำปลาหมึกกรอบในจานลงไปลวกในน้ำร้อนพร้อมกับใบโหระพา จากนั้นก็เอามาปรุงรสด้วยน้ำอะไรสักอย่าง ซึ่งก่อนนางจะปรุงเมียนางจะถามว่าเอาเผ็ดไหม ให้เพื่อนเพื่อนตอบนางไปเลยว่า very very spicy ระหว่างที่รอเค้าปรุงรสกลิ่นหอมของใบโหระพากับน้ำปรุงรสนี่โชยตามลมมาแตะจมูกชวนลิ้มลองมากมายเลยแกร

ได้มา 1 ถ้วยเรียบร้อย รสชาติธรรมดาจะแย่ก็ไม่ใช่จะอร่อยก็ไม่เชิง แต่ก็กินได้เรื่อยเรื่อยเพลินเพลิน เอาเป็นว่าเมนูนี้คืออีกหนึ่งเมนูที่ควรไปลองเอง ส่วนเหตุผลที่เราบอกให้แกรสั่งแบบ very very spicy แซ่บแซ่บขอพริกทั้งสวน ก็เพราะว่าเราสั่งแบบ spicy แล้วมันออกมาไม่เผ็ดเลย

กินคาวไม่กินหวานสันดารไพร่ ยังคงใช้เป็นข้ออ้างที่ดีในการเดินหน้าหาของกินต่อที่ Night Market แห่งนี้ และอย่างที่เราบอกด้วยจำนวนร้านที่เยอะการเลือกกินแต่ล่ะร้านก็เหมือนกับการเล่นเกมส์วัดดวง ถ้าโชคดีเจอร้านที่รสชาติอร่อยถูกปากก็ฟินไป แต่ถ้าโชคร้ายเจอร้านรสชาติไม่ค่อยคุ้นลิ้นก็ซวยไปตามระเบียบ อย่างเราก็สุ่มลองผิดลองถูกไปเรื่อยเรื่อย แต่ร้านของหวานที่รู้สึกกินแล้วชอบก็จะมีอยู่กี่ร้าน อย่างขนมที่มีรสชาติคล้ายขนมโตเกียวร้านนี้เป็นร้านที่เราขอส่งต่อความแซ่บให้ทุกคนไปลอง ไม่ต้องถามถึงชื่อเสียงเรียงนามของขนมนะ ชื่อร้านเรายังไม่รู้เลย ตัวอักษรในป้ายก็มีแต่ภาษาจีนหมด เอาเป็นว่าถ้าอยากไปลองให้จำหน้าพ่อค้า จำหน้าร้านเอาไว้ ถ้าร้านไม่เจ้งซะก่อนไปเดินยังไงก็เจอ

นี่คือหน้าตาของขนมที่เราบอกว่ารสชาติคคล้ายขนมโตเกียวบ้านเรา ขนมมีให้เลือกหลายไส้มากลองไปดูรูปเมนูที่ร้านแล้วก็สุ่มจิ้มจิ้มเอาดูนะแกร

Raohe St. Night Market คืนนี้เรามาปิดจ๊อบก่อน Hostel ที่ร้านน้ำแข็งใสที่ดีต่อใจโคตรโคตร ร้านนี้เราเอาหัวเป็นประกันเลยว่ามันเด็ดจริงจริง เพราะนี่คือการกลับมากินครั้งที่สองของเราซึ่งถ้ามันไม่แซ่บไม่มีรอบสองแน่นอน

ครั้งที่แล้วมากินมะม่วงกับสตอเบอรี่ รอบนี้ขอมะม่วงเพียวเพียวโป๊ะด้วยพุดดิ้งเกร๋เกร๋ ฟินฟินอ้วนอ้วนแล้วไปนอนได้

– DAY 2 –

003 Taroko National Park

ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติแบบน้องเนยรักโลก แต่ไม่อยากลำบาก แบบดอยหลวงเชียงดาวก็ไม่เอา ภูกระดึงก็ไม่ไหว เขาช้างเผือกก็ยากไป(จองยาก) ถ้ามีโอกาสได้ไปไต้หวันเราแนะนำให้ไปเดินชมวิวเขาสวยสวยที่อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ ( ไทหลู่เก๋อ / Taroko National Park) ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไต้หวัน

ด้วยความอลังการของภูเขาหินอ่อนอันสูงใหญ่ที่เรียงตัวสลับซับซ้อนบวกกับหน้าผ้าสูงชันที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำ เลยทำให้วิวที่นี่สวยงามจนกลายเป็นสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่อและฮอตฮิตเป็นอันดับต้นต้นของไต้หวันเลยก็ว่าได้

ด้วยความกว้างของอุทยานแห่งชาติ การเดินทางไปเที่ยว 2 วัน 1 คืน น่าจะดูเหมาะสมและไม่เหนื่อยจนเกินไป แต่ถ้าใครมีเวลาในไต้หวันไม่มาก อย่างน้อยก็ต้องให้เวลากับที่นี่ 1 วันเต็มเต็ม ซึ่งการไป Taroko ของเรารอบนี้ก็เป็นแบบ one day trip

เช้าวันที่สอง ณ กรุงไทเปเราแหกขึ้ตาตื่นกันตั้งแต่ตื่น 6 โมงเช้า เพื่อรีบไปขึ้นรถไฟความเร็วสูง TRA ให้ทันรอบ 07:20 น. จาก Taipei Main Station ไปลงที่ Hualien ซึ่งถ้าไปขึ้นรถไฟรอบนี้ทันเราก็จะถึงสถานีปลายทางเวลา 09:25 น.

โดยปกติที่นี่จะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้วยกันหลายจุด ซึ่งการจะเดินแต่ล่ะเส้นทางนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เรามีเวลาแค่ 5 ชั่วโมง สิ่งที่ทำได้ดีสุดคือเหมาแท็กซี่ให้นางพาไปถ่ายรูปตามจุดที่เป็นแลนด์มาร์คหลักของที่นี่ ราคาเหมาแท็กซี่จะอยู่ที่ชั่วโมงละ 500 NT ( จะถูกจะแพงกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับสกิลการต่อรองราคา )

004 Xi-Men Walker

ซีเหมินเป็นย่านที่ไม่ได้อยู่ในแพลนของเราตั้งแต่แรก แต่ที่มาโผล่ตรงนี้ก็เพราะว่าร้านชาบูหม่าล่าที่เพื่อนอยากทานมีสาขาใกล้สุดอยู่ที่นี่ ซึ่งพอกลับจาก Taroko National Park พวกเราก็นั่ง MRT ต่อมาลงที่ Ximen Station ทันที

พอโผล่หัวออกจากใต้ดินก็พบว่าย่านนี้คงไม่ใช่ย่านที่เราจะแค่มากินกินแล้วก็กลับแน่นอน เพราะแวบแรกที่เห็นก็ใช่เลย ทั้งชอบและทั้งไขข้อข้องใจจากทริปไตัหวันครั้งแล้ว “วัยรุ่นไต้หวันแต่งตัวชิคชิคเค้าไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหน” รอบนี้ถึงบางอ้อทันทีเพราะย่านซีเหมินทำให้เรารู้ว่าย่านนี้คือลานประลองการแต่งตัวของวัยรุ่น ถ้าลองไปเดินก็จะรู้ว่าวัยรุ่นแต่ละนางแต่ละนายแต่งตัวคูลกันพลังแบบไม่มีใครยอมใคร

นอกจากวัยรุ่น และชาวไต้หวันแล้ว ที่ซีเหมินก็ยังเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจเยอะไม่แพ้ Night Market อื่นอื่น ซึ่งหนึ่งในนักท่องเที่ยงต่างชาติที่เราพบเยอะมากที่สุด อ้างอิงจากการจับกลุ่มเม้าท์มอยตามร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ร้านเสื้อผ้า ก็พี่ไทยของเรานั่นเอง

ด้วยความที่ซีเหมินเป็นแหล่งรวมร้านขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางค์ เลยไม่แปลกที่ชะนีไทยและบรรดาขาช้อปทั้งหลายจะมาสุมหัวกันอยู่ย่านนี้ นอกจากร้านช้อปปิ้งแล้วที่นี่ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อย ร้านนั่งชิว ร้านคาราโอเกะ เรียกได้ว่าที่นี่คือย่านเอ็นเตอร์เทนครบวงจรอีกหนึ่งแห่งในกรุงไทเปเลยก็ว่าได้

005 Mala Yuanyang Hotpot

หากพูดถึงเมนูที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปไต้หวัน คำตอบที่แรกที่แวบเข้ามาในหัวก็คงเป็นชาบูไต้หวัน หรือหม้อไฟไต้หวัน ซึ่งแน่นอนว่าไต้หวันคงไม่มีร้านชาบูเจ้าเดียวแน่นอน แต่จากการสืบเสาะข้อมูลเราก็พบว่า Mala Yuanyang Hotpot @ Taipei, Taiwan คือที่สุดของชาบูที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวใต้หวัน และด้วยความที่มันเป็นที่สุดเราขอแนะนำให้รีบไปจองคิวเพราะอย่างเร็วก็น่าจะ 1 ชั่วโมงถึงจะได้กิน ส่วนพวกเราคืนนี้รอ 2 ชั่วโมงวนไปจร้าาาา

หลังจากเดินช้อปซื้อของนู่นนี่นั่นเพื่อรอคิวทานบุฟเฟ่ต์ชาบูหม้อไฟ ในที่สุด Buffet Time ของพวกเราก็มาถึง ก้าวแรกที่เหยียบในร้านก็เข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่มารอคิวกันแน่นเบอร์นี้ ที่บาร์มีสารพัดสัตว์น้ำที่กวาดสายตามองอย่างละเอียดแล้วพบว่ากุ้ง หอย ปู ปลา หมึก ยกโขย่งกันมาทั้งทะเลใต้หวัน นอกจากนี้ยังมีพวกลูกชิ้น ไส้กรอก ผัก เห็ด เกี๊ยว ให้เลือกตักมานั่งทานกับน้ำซุปหม่าล่าร้อนร้อน แถมในเมนูที่วางอยู่บนโต๊ะก็ยังมีสารพัดสัตว์บกให้จิ้มเลือก ไม่ว่าจะเป็นหมูสไลด์ เบคอน เนื้อสันนอก เนื้อสันใน อยากอะไรก็จิ้มวนไปค่ะ

พอทานคาวเสร็จเลอดังดัง จากนั้นก็ตบท้ายด้วยผลหมากรากไม้ ไอติม Haagen-Dazs เกร๋เกร๋ก่อนกลับที่พักอาบน้ำนอน

– DAY 3 –

006 Yangmingshan National Park

“หยานหมิงซัน” เป็นโลเคชั่นแนะนำสำหรับคนมีเวลาน้อยไม่อยากไปไหนให้ไกลจากกรุงไทเป แต่ยังมีความอยากสัมผัสของธรรมชาติกรีนกรีน

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซัน : ให้นั่งรถบัสสาย 260 จาก Taipei Main Station ( 15NT ) ไปจนสุดสาย ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 45 นาทีโดยประมาณ ( ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับจราจรวันนั้น ) จากนั้นเราสามารถนั่งมินิบัสไปยังจุดต่างๆ ของอุทยานได้ในราคา 15NT

ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำพุร้อน ดอกซากุระ และก็จุดชมวิวภูเขาไฟที่ดับไปแล้วแต่ยังมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นกำมะถัน ซึ่งสามสิ่งข้างต้นที่กล่าวมาไม่ใช่เหตุผลที่เราเลือกมามาที่นี่ แต่เรามาเพราะอยากเดินเขาขึ้นไปที่ระดับความสูง 1220 ม. เพื่อพิชิตยอดเขา 7 ดาว ( Seven Stars)

:: ด้วยความที่หยานหมิงซัน เป็นสถานที่ที่อยากมาที่สุดสำหรับทริปนี้ ดังนั้นเมื่อมาถึงเราก็ไม่พลาดที่จะอัพรูปอวดเพื่อนเพื่อนใน facebook ซึ่ง ณ จุดนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความมี Wifi ในตัวของเจ้า Lumix GF9 มันช่างดีต่อใจเหลือเกิน ถ่ายปุ๊บส่งเข้ามาปั๊บอัพภาพอวดเพื่อนฝูงได้เรียลไทม์ทันที ::

ใครอยากตามรอยไปพิชิตยอดเขา 7 ดาว ให้นั่งมินิบัสของอุทยานไปลงที่ Xiaoyoukeng จากนั้นก็ค่อยค่อยเดินไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยเรื่อย โดยจากจุดเริ่มเดินจนจบเทรลแบบไม่ย้อนกลับที่เดิมใช้เวลาราว 1-2 ชม.

แต่วันที่เราไปฟ้าฝนไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ เดินพ้นเนินแรกทั้งฝนทั้งหมอกมาหนักแบบมองไม่เห็นวิวอะไรเลย เรากะเพื่อนเลยจำเป็นต้องจบความอยากด้วยการเดินกลับลงทางเดิม เอาเป็นว่าไต้หวันรอบหน้าต้องกลับมาทำให้มิชชั่นนี้คอมพลีสแน่นอน

หลังกลับจากหยานหมิงซัน เราก็ตรงดิ่งมาที่ย่าน Gongguan ซึ่งเป็นย่านที่มีมหาวิทยาลัยที่โด่งดังที่สุดของไต้หวัน ( National Taiwan University ) ตั้งอยู่ แถวมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีร้านกาแฟตั้งรอบรอบเยอะแค่ไหนที่ไต้หวันก็คล้ายกัน ซึ่งจากการเดินสำรวจย่านนี้เราพบว่ามีร้านกาแฟชิคชิคเท่เท่มาก 10 ร้าน แต่ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัดทำให้เราเก็บคาเฟ่มาด้วยกัน 2 ร้าน

007 Map of Editors Book & Cafe’

เป็นคาเฟ่ที่เห็นแวบแรกก็เดินเข้าแบบไม่มีความลังเลใดใดทั้งสิ้น เพราะมองจากนอกร้านทะละประตูเข้าไปเห็นกองหนังสือวางเรียงเยอะมาก แต่ทานโทษค่ะ ลืมคิดไปว่าที่นี่ไต้หวันหนังสือในร้านก็มีแต่ภาษาจีนกับอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่ได้แตกฉานอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ ฮ่าฮ่า

ร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ซึ่งดูลงตัวกับผนังสีเขียวของร้านมาก บรรยากาศภายในร้านก็จะออกเงียบเงียบที่มีแต่เสียงดนตรีคลาสสิคขับกล่อม มันจึงเป็นร้านที่เลอค่าเหมาะแก่การมานั่งอ่านนั่งสือจิบกาแฟเป็นที่สุด

นอกจากพวกกาแฟ เครื่องดื่มต่างต่างแล้วทางร้านยังขายเมนูอาหารเช้า พิซซ่า รวมถึงเมนูกินเล่นต่างต่างอีกหลายอย่าง

008 Good Design Institute

พอออกจากร้านกาแฟร้านแรกเราก็มาเพิ่มคาเฟอีนกันต่อที่ร้านสองทันที Good Design Institute เป็นร้านกาแฟที่เราปักหมุดไว้ใน google map ตั้งแต่ไต้หวันทริปแรก แต่ด้วยเวลาครั้งนั้นมีจำกัดเลยจำเป็นต้องตัดออก ครั้งนี้จะไม่ให้มีอะไรมาขัดขวางการมานั่งชิวชิวร้านนี้แน่นอน

ถ้าเทียบกับร้านแรกร้านนี้จะค่อนข้างวุ่นวายกว่า อาจจะเป็นเพราะร้านค่อนข้างสวยมีมุมถ่ายรูปเยอะก็เลยทำให้มีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา

เก็บภาพมุมเท่เท่หน้าร้านแล้วค่อยไปต่อ

009 National Taiwan University

ไหนไหนก็มาถึงย่านที่ตั้งชื่อดังของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันแล้ว มีรึที่เราจะพลาดเดินเข้าไปส่องนักศึกษาสาว เอ๊ยไม่ใช่ล่ะ เดินเข้าไปชมมหาวิทยาลัยแห่งนี้ดู

เฮ้ยแกร!! มันเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่และสวยมากมาก เสียดายเข้าไปเก็บภาพได้แค่สองสามใบฟ้าดันมืดเสียก่อน เราว่าถ้าเพื่อนเพื่อนอยากได้ภาพคูลคูลฮิปฮิปมันต่างในไต้หวันไว้อัพโซเชียลที่นี่อาจจะตอบโจทย์ก็ได้นะ ลองแวบเข้าไปดูเองล่ะกัน

010 Trang Lao la Shabu Shabu

เราเดินออกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมาทานมื้อเย็นกันที่ร้าน Trang Lao la Shabu Shabu ซึ่งเป็นร้านที่พบระหว่างที่เราเดินสำรวจร้านกาแฟย่านนี้ตอนบ่ายบ่าย จากจำนวนนักศึกษาที่มาต่อแถวรอกินกันเยอะมากคงจะการันตีถึงรถชาติและราคาได้เป็นอย่างดี ไหนไหนก็อยู่ย่านนี้จนมืดแล้วขอพิสูจน์ชาบูร้านนี้ดูล่ะกันว่าจะแซ่บสู้ร้านชาบูหม่าล่าที่ย่าน Xi-men ได้หรือเปล่า

บรรยากาศภายในร้านก็ตามรูปเลย จากการสังเกตคนที่มานั่งทานในร้านจะพบว่ามีแค่แก๊งนักศึกษาและชาวไต้หวันเท่านั้น เรากับเพื่อนน่าจะเป็นสิ่งแปลกปลอมของร้านนี้แต่ก็ดอนท์แร์อยู่แล้วจร้า

ที่นี่ขายเป็นเซทไม่ได้เป็นบุฟเฟ่แบบชาบูหม่าล่าที่ไปกินมาในคืนสอง โดยหนึ่งเซทเราสามารถเลือกได้ว่าจะกินหมู เนื้อ หรือไก่ เพียงหนึ่งอย่าง หลังจากเลือกเสร็จเค้าก็จะยกมาเสิร์ฟพร้อมกับชุดผักและก็หม้อประจำตำแหน่งอีกคนล่ะหนึ่งหม้อ ส่วนใครที่ไม่อิ่มสามารถสั่งผักสั่งเนื้อเพิ่มได้ตามสะดวกแต่บวกตังเพิ่ม อิอิ ถึงแม้ที่นี่จะไม่ใช่บุฟเฟ่ แต่ราคาชุดหนึ่งเค้ารวมเครื่องดื่ม ไอติม ไปแล้วเรียบร้อย เพราะฉะนั้นทานเสร็จก็ล้างปากด้วยไอติมฟรีได้เลยจร้า

ใครอยากทานก็ลองไปเดินหากันดูนะแกร หน้าตาร้านตามรูปเลยจ้า

011 Gongguan Night Market

อีกหนึ่งตลาดกลางคืนที่อยู่ตรงข้าม National Taiwan University ซึ่งแน่นอนว่ามีมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไหนก็จะต้องมีร้านอาหาร ร้านกาแฟเกร๋เกร๋ และ Street Food ชิคชิคอยู่ที่นั่นเช่นกัน และด้วยความที่ Gongguan Night Market เป็นตลาดที่ค่อนข้างครบเครื่อง แถมร้านค้าขายของในราคานักศึกษาไม่แพง เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นตลาดกลางคืนที่คุณคู่ควรแก่การละลายทรัพย์ที่ซู๊ดดด

โดยปกติคนไทยส่วนใหญ่อาจจะมาเพื่อช้อปปิ้ง เพราะที่นี่เป็นแหล่งรองเท้าผ้าใบแบรนด์เนม รวมถึงเป็นที่ตั้งของร้าน Rockland ร้านขายกระเป๋า Kanken ชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีร้านแว่นตาอีกหลายร้าน ที่ขายคอนแทคเลนส์ในราคาถูกตามสไตล์ของย่านร้านค้านักศึกษา แต่สำหรับเรามาที่นี่เพราะ 2 ร้านสุดแซ่บที่คนต่อแถวซื้อยาวสามกิโล

ร้านที่หนึ่ง : ร้านซาลาเปาอบโอ่ง

ร้านที่สอง : ชานมไข่มุก Chen San Ding รสชาติอร่อยจนต้องร้องขอชีวิต

– DAY 4 –

012 Jiufen Old Street

ถ้ากางลิสที่เที่ยวของคนที่กำลังจะเดินทางไปไต้หวัน เชื่อว่า 90% จะต้องมีจิ่วเฟิ่นอยู่แผนเที่ยว ซึ่งลิสเที่ยวไต้หวันรอบนี้ของเราก็เช่นกันมีไปจิ่วฟิ่นด้วยแหล่ะ

เช้าวันสุดท้ายในไต้หวันหลังจากล้างหน้าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เราก็นั่ง MRT ไปลงที่ Zhongxiao Fuxing Station เพื่อต่อบัสสาย 1062 ไปยังจิ่วเฟิ่น (ค่าโดยสาร 98NT) สำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวจิ่วเฟิ่นแบบ One Day Trip เหมือนเรา แนะนำให้แหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพราะถ้าสายไปวินาทีเดียวจากแถวขึ้นบัสสั้นสั้นอาจกลายเป็นแถวที่ยาวเป็นกิโลได้ ยิ่งถ้าใครไปตรงกับเสาร์อาทิตย์ล่ะก็ยืนหลับสามตื่นก็อาจจะยังไม่ได้ขึ้นบัส

Note : ถ้ารถบัสคิวยาวรอมาสามชั่วโคตรก็ยังไม่ได้ขึ้นเราแนะนำให้ใช้เงินบำบัดนั่งเเท็กซี่ไปเลยจ้า ราคาตกคนล่ะ 200NT ไม่ต้องเอาไปเทียบกับราคาบัสเพราะมันแพงกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าแลกกับความสะดวกไม่ต้องรอต่อคิวยาวยาว แถมไปแท็กซี่ใช้เวลาแค่ 40 นาที ก็ถือว่าคุ้ม

เนื่องด้วยจิ่วเฟินเป็นเมืองเล็กเล็กที่แทรกตัวอยู่บนภูเขา วิวทิวทัศน์จึงสวยงามมองเห็นวิวทะเลกับภูเขาได้ไกลสุดลูกหูลูกตา เดิมทีที่นี่ก็คือแลนมาร์คหลักที่ใครใครต่างอยากมาแต่พอวันนึงหนังแอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away ใช้ที่นี่เป็นเมืองต้นแบบ เลยส่งผลให้เป็นนักท่องเที่ยวทั้งจีน ญี่ปุ่น รวมถึงคนไต้หวันเองนิยมมาที่นี่ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คหลักที่คนมาไต้หวันแล้วต้องห้ามพลาด

จิ่วเฟิ่นถือเป็นสวรรค์ของคนรักการกินอย่างแท้จริง เพราะตลอดสองข้างทางของถนนเส้นหลักจะเต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่น ซึ่งมีร้านขายของกินเยอะชนิดที่ว่าหากลื่นล้มไปด้านหน้า ด้านซ้าย ด้านขวา หรือด้านหลังก็สามารถหาของกินยัดใส่ปากได้

และอย่างที่เราบอกว่าร้านขายของกินที่นี่เยอะมาก เราก็เดินลองผิดลองถูกกินกันมั่วไปเรื่อยซึ่งแน่นอนว่าร้านที่เจอก็จะมีทั้งร้านที่อร่อยแบบฟินฟิน กับร้านที่รสชาติไม่ค่อยจะโอเท่าไหร่ แต่เมนูต่างต่างที่เราเอามาลงให้ชมกันนี้ถือว่าผ่านเข้ารอบและคัดสรรมาแล้ว ใครอยากเจอแต่ของอร่อยเดินกินตามนี้ได้เลยจร้า

นอกจากร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมากแล้ว ที่นี่ยังมีคาเฟ่ชิคชิคคูลคูลวิวงามงามให้เลือกนั่งเยอะมากเช่นกัน ซึ่งพอเริ่มเมื่อยจากการเดินกินเรากับเพื่อนก็เลยมานั่งจิบชากาแฟชมวิวกันที่ร้านกาแฟ

ร้านจะออกแนวญี่ปุ่นสไตล์ มีความมินิมิลโล่งและสะอาด ทีเด็ดคือวิวจากร้านดีต่อใจมาก

นั่งพักทานกาแฟ ชาเขียว กันจนหายเมื่อยแล้วจึงค่อยออกไปเดินกันต่อ

กินกันมาราธอนขนาดนี้ กลับออกมาเดินถนนเส้นหลักรอบนี้ขอโฟกัสไปที่การช้อปปิ้งย่อยอาหารล่ะกัน ซึ่งที่นี้มีของฝากให้เลือกซื้อมากมายไม่ว่าจะเป็นของ Handmade โปสการ์ด สมุด รวมถึงของที่ละลึกตะมุตะมิอีกหลายสิ่ง

013 Houtong Cat Village

จากจิ่วเฟิ่นเรานั่งบัสสาย 788 มาลงที่ Ruifang Station โดยมีเป้าหมายหลักคือการมาสวมบทบาททาสแมวผู้แสนน่ารักที่ Houtong Cat Village ซึ่งจากจิ่วเฟิ่นใช้เวลาเดินทางมาที่นี่แค่ 50 นาที เพราะฉะนั้นทาสแมวทั้งหลายมิควรพลาดนะเหวย

เขาเล่าว่าหมู่บ้านนี้เคยเป็นเหมืองเก่า ลูกหลานส่วนใหญ่ก็หนีไปทำงานในเมืองกันหมดเหลือแต่คนเฒ่าคนแก่เฝ้าบ้าน ด้วยความเหงาคนแก่เค้าจึงเลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อนซึ่งเลี้ยงกันเกือบทุกบ้าน แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็ได้มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปแมวที่นี่อัพขึ้นอินเตอร์เน็ตจนสุดท้ายก็กลายเป็นแหล่งเที่ยวของคนรักแมวจากทั่วทุกสารทิศ ก็เลยทำให้หมู่บ้านเหงาเหงาที่มีแต่คนแก่แห่งนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทุกบ้านก็เลยมีรายได้ก็จากเจ้าแมวเหมียวพวกแหล่ะแกร

นอกจากจุดเด่นจะเป็นแมวแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ยังถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาแถมตรงกลางยังมีแม่น้ำไหลผ่าน วิวก็ไม่ต้องพูดถึงมันดีงามเหมาะแก่การถ่าย selfie เป็นที่ซู๊ดดดด

:: อีกหนึ่งข้อดีที่ส่งผ่านตั้งแต่ Lumix GF7 มาจนถึงรุ่นล่าสุดอย่างเจ้า GF9 ก็คือปุ่มชัตเตอร์ที่ 2 ที่ช่วยให้เราสามารถถือ Selfie ได้สะดวกทั้งมือซ้ายและขวา ซึ่งพอปุ่มซัตเตอร์ที่ 2 มารวมกับฟีเจอร์ 4K Selfie เรายกให้รุ่นนี้คือที่สุดของ Mirror Less ณ ตอนนี้เลย ::

คนรักแมวจะเพลิดเพลินมาก เพราะไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็จะเห็นความน่ารักของนุ้งแมว

หมู่บ้านนี้แมวจะมีด้วยกัน 2 ฝั่ง เชื่อมด้วยทางเดินรูปแมว จากรูปด้านขวาจะเต็มไปด้วยร้านขายของฝาก ร้านอาหาร และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ส่วนอีกฝั่งจะเต็มไปด้วยร้านคาเฟ่ ร้านน้ำชา ของที่ละลึกแบบคูลคูล ซึ่งแต่ละร้านก็จะเรียกแขกด้วยการเพ้นผนังร้านเป็นรูปน้องแมวแต่งต่างกันออกไป

หลังจากที่เดินเล่นกันอยู่พักใหญ่ ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องโบกมือลาน้องแมวกลับเข้าเมือง ซึ่งขากลับเข้าเมืองเราสามารถนั่งรถไฟที่ Houtong Station ไปยัง Taipai Main Station ได้เลย

เรารองท้องด้วยบะหมี่ที่ร้านตรงสถานี ระหว่างรอรถไฟเข้าเมือง

014 Shilin Night Market

คงไม่ต้องพูดพร่ามอะไรเยอะสำหรับ Shilin Night Market เพราะถ้าได้อ่านรีวิวไต้หวันของเราหรือของคนอื่นในพันทิพ ก็จะรู้ว่าที่นี่เป็น Night Market ที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดเลยของไต้หวันเลยก็ได้ ที่นี่มีทั้งร้านค้าให้ช้อปปิ้งและร้านอาหาร Street Food เยอะแยะเต็มไปหมด ใครที่มาเที่ยวไทเปครั้งแรกยังไงก็ต้องห้ามพลาด เรามาครั้งที่สองก็ยังไม่พลาดเลยนะ

เหตุผลของการกลับมาที่นี่อีกครั้ง คือ อยากพาเพื่อนมาลองกินไก่ทอดชิ้นยักษ์ร้านนี้

กว่าจะได้ชิ้นนี้มาลองก็นานไม่ต่างจากครั้งที่แล้วที่มาเลย แถวยาวมากยาวแค่ไหนให้นึกถึงเกมส์งูในโนเกีย 3310 ที่แบบพอกินแล้วหางยาวขึ้นเรื่อยเรื่อย ร้านนี้ก็เช่นกันแถวขดขดมาหลายชั้นมาก

ลองไก่ทอดเสร็จเราก็พาเพื่อนมาต่อที่ร้านที่เป็นที่สุดของเราที่ Shilin Night Market แห่งนี้ นั่นก็คือร้านหมี่ขาวหอยนางลม ร้านนี้มีความอร่อยและหน้าตาละม้ายคล้ายกับเส้นหมี่ร้านหน้าแบบบ้านเรา แต่มันต่างที่รสชาติจะออกเปรี้ยวหน่อยหน่อย

หลังจากพาเพื่อนตะลุยกินของอร่อยเรียบร้อย ก็ถึงเวลาช้อปปิ้งซื้อของให้ตัวเอง ซื้อของฝาก ก่อนจะรีบกลับ Hostel อาบน้ำปะแป้งนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปสนามบินเพื่อกลับไทย

ใครที่มีภาพจำไต้หวันเป็น Night Market รีวิวนี้คงจะทำให้เห็นว่าธรรมชาติของประเทศนี้ก็สวยงามและอลังการไม่แพ้ที่อื่น และถ้า 4 วันในใต้หวันของเรามันดีต่อใจเบอร์แนะนำให้สะกิดแฟนสะกิดเพื่อนแล้วพากันไปตามรอยเราได้เลย

สำหรับเราไต้หวันรอบนี้ยังคงเต็มอิ่มไปด้วยความประทับใจเหมือนเดิม ….