โอ๊ะไฮโยโกไซมัส คาวาอิ ฮะจิเมะมาชิเต๊ะวาตาชีวะ ฟิสิกส์ เคมี อุ๋ยเดส โออิชิเดสก่ะ ภาษาญี่ปุ่นมาขนาดนี้คงไม่ต้องเดากันก็น่าจะรู้นะว่าทริปนี้เราจะพาเพื่อนเพื่อนไปเที่ยวที่ไหน ?? “ญี่ปุ่น” ประเทศในฝันของใครหลายหลายคนรวมถึงเราด้วย จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นญี่ปุ่นผ่านรีวิวไหนสักอันซึ่งมันก็นานมากแล้ว ความรู้สึกตอนนั้น คือ วะวะวะว้าววมาก ยิ่งพักหลังมานี้ความอยากไปญี่ปุ่นของเราก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อย จะอะไรยังไงทำไมอีกหล่ะก็เพราะคนไทยเนี่ยแหล่ะไปเที่ยวและทำรีวิวกันออกมาแบบเยอะมากมายจริมจริม จนปัจจุบันเห็นเค้าว่าคนไทยเป็นนักท่องเที่ยวอันดับสองที่เข้าไปญี่ปุ่นรองจากพี่จีนเลยนะแกร ไหนไหนพี่ไทยก็ตามพี่จีนมาเป็นอันดับสองล่ะเราขอเป็นอีกหนึ่งคนที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นล่ะกันเผื่อพี่ไทยจะแซงพี่จีนขึ้นไปเป็นนัมเบอวัน ฮ่าฮ่า การไปญี่ปุ่นครั้งนี้เราเลือกไปในจังหวัดที่ดูเหมือนรีวิวจะมีน้อยกว่าที่จังหวัดอื่นอื่นนั่นก็คือ จังหวัดคุมาโมโต้ หนึ่งในเจ็ดจังหวัดทางตอนใต้บนเกาะคิวชูของญี่ปุ่นที่เพิ่งได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวเมื่อช่วงเมษายนที่ผ่านมา แต่ขอสาระรูปตามตรงนะว่าเรื่องแผ่นดินไหวที่เกาะคิวชูเราก็เพิ่งรู้แค่ 2-3 วันก่อนวันเดินทาง คือไม่ใช่ไรหรอกไปค้นหาที่เที่ยวแล้วเจอข่าว บอกตามตรงนะครัชว่าข่าวสารบ้านเมืองในไทยยังง่อยเลยต่างประเทศไม่ต้องพูดถึง …. สำหรับทริปนี้ของเราเป็นทริปสั้นสั้นแบบ 3 วัน 2 คืน ถ้าจะให้เก็บทุกซอกทุกมุมของจังหวัดคุมาโมโต้ก็แลดูว่าจะทำไม่ได้แน่แน่ เพราะฉะนั้นการเที่ยวคุมาโมโต้ครั้งนี้ของเราหลักหลักจะเป็นการเที่ยวบนเกาะ Shimoshima ( Shimoshima Island ) โอเครถ้าพร้อมกันแล้วจัดปลาเก๋า ถรุยย กระเป๋าแล้วตามเราไปที่หนามบินเลยครัชชช


เราเดินทางด้วยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG613 บินตอนเวลา 01.00 น. ของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 สาเหตุที่เลือกเวลานี้เพราะมีไฟล์บินบินตรงไปฟุกุโอกะแค่รอบเดียวจ้า หลังจากเช็คอิน ผ่านนู้นนี่นั่นอีกหลายขั้นตอนตามระเบียบการเดินทางออกนอกประเทศ เราตรงดิ่งไปขึ้นเครื่องตามเกทในตั๋วที่ถืออยู่ในมือ เมื่อทุกอย่างพร้อมเครื่องบินก็พาเราบินลัดฟ้ามาถึงเมืองฟุกุโอกะเวลาประมาณ 8.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่เร็วกว่าไทยสองชั่วโมงนาจ

หลังจากที่ถูกสัมภาษณ์โดย ตม. ญี่ปุ่นประมาณสองถึงสามคำถามเราก็ได้ไปต่อ ทันทีที่ก้าวออกประตูก็มีคำทักทายจากเพื่อนใหม่ของเราชาวญี่ปุ่นเป็นประโยคสั้นสั้นสุดคลาสสิคว่า “สวัสดีค่ะ” เฮ้ยยยยนางพูดไทยได้หรอ(คิดในใจ) และรอลุ้นประโยคต่อไปที่นางจะพูด “ฉันชื่อมะลิค่ะ“ หลังจากนางแนะนำตัวนางก็รัวภาษาไทยมาเลยจ้าาา เดี๋ยวเราจะนั่งแท็กซี่ไปที่สถานีรถไฟ Hakata ในใจก็คิดมันแล้วจ้านางเข้าใจภาษาไทยแบบถ่องแท้เพราะนางเคยเปิดร้านอาหารไทย เคยมาเมืองไทย ชอบดูละครไทย การเที่ยวของเราครั้งนี้มันต้องสนุกแน่นอนเพราะมีคนญี่ปุ่นแท้แท้ที่เข้าใจภาษาไทยแบบสุดสุดพาเที่ยว

นั่งแท็กซี่แป๊บเดียวเราเดินทางมาถึงที่ Hakata Station และเพื่อไม่ให้เป็นการไม่เสียนาฬิกา เอิ่ม เสียเวลาเราซื้อตั๋วรถไฟฟามเร็วสูง shinkansen เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองคุมาโมโต้ทันที

30 นาทีโดยประมาณ หลับยังไม่ทันเต็มอิ่มก็มาโผล่ที่ Kumamoto Station

ความเป็นจังหวัดคุมาโมโต้ก็ต้องยกให้เจ้าตัวเลยครับ คุมะมง ที่ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหนเราก็จะเจอเจ้าตัวนี้ ทั้งโซนที่เค้าจัดไว้ให้ถ่ายรูปเช็คอิน

ความเป็นจังหวัดคุมาโมโต้ก็ต้องยกให้เจ้าตัวเลยครับ คุมะมง ที่ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหนเราก็จะเจอเจ้าตัวนี้ ทั้งโซนที่เค้าจัดไว้ให้ถ่ายรูปเช็คอิน

หรือแม้แต่ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก

และก่อนที่เราจะนั่งรถไฟ Local line ไปยังอีกสถานีเพื่อจะไปต่อเรือสำหรับเดินทางไปยังเกาะ Shimoshima เรายังพอมีเวลาอยู่นิสนิง แต่ก็ไม่ได้นานพอที่จะไปนั่งทานอาหารในร้าน เราจึงเลือกที่จะหาซื้อเข้ากล่องเพื่อเอาขึ้นไปทานบนรถไฟ

 

ส่วนว่าเราจะซื้อไรไปทานนั้นเด๋วขึ้นรถไฟรู้กันจ้า

ตอนนี้ขอเดินหาที่ขึ้นรถไฟสาย Amakusa Misusi Line ก่อนนะ #มันคือเส้นทางรถไฟที่เราจะนั่งไปยังท่าเรือ Misusi ในวันนี้

          

จาก Kumamoto Station ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จะไปถึง Misumi Station

ระหว่างนั้นก็ล้วงเอาข้าวกล่องที่ซื้อจากสถานีรถไฟคุมาโมโต้มานั่งโซยพร้อมพร้อมกับชมวิวตลอดสองข้างทางไปเรื่อยเรื่อย

บนรถไฟนำเที่ยวเส้นนี้จะมีบาร์เล็กเล็กไว้สำหรับบริการเครื่องดื่ม ขนม ให้กะนักท่องเที่ยว มีพวกของที่ระลึกจำหน่าย รวมถึงมีตัวแสตมป์ไว้แสตมป์โปสการ์ดอีกด้วย แลดูมีกิมมิก

จะบอกว่าตลอดทางไม่มีคำว่าหลับ ถึงแม้ว่าก่อนมาจะได้นอนแค่แพพเดียวก็ตาม เพราะตลอดสองข้างทางมันดูแปลกตาและหน้าเก็บภาพมากเราก็ถ่ายรูปวนไปจนรถไฟพาเรามาถึงที่ Misumi Station

ออกจากสถานีเดินข้ามถนนเราก็จะเจอท่าเรือ Misumi

           

หน้าตาท่าเรือ Misumi

เมื่อผู้โดยสารทุกคนรวมถึงเราลงเรือเรียบร้อยเรือก็พร้อมแล่นออกจากท่า วาปกลับไปก่อนวันเดินทางตามพยากรอากาศที่เราได้เช็คล่วงหน้ามันเป็นไปตามคาดจร้าา เรือแล่นออกจากท่าแพพเดียวฟ้าก็รั่วทันที ฝนตกลงมาหนักมาก หนักชนิดที่ไม่เห็นวิวสวยสวยตลอดเส้นทางเลย เสียจุยฝุดฝุด

ข้างหน้าคือท่าเรือที่เราจะลงใช่ไหมครับมะลิ ยังไม่ใช่ค่ะท่านี้ค่ะท่าถัดไปถึงจะเป็นท่าที่เราจะลง นั่งวนไปค่ะ จนในที่สุดก็มาถึงท่าเรือ Honodo-Ko บนเกาะ Shimoshima

           
พอเหยียบบนเกาะ Shimoshima รถแท๊กซี่ที่จะพาเราเที่ยววันนี้ก็มารอรับเราที่สถานนีเรียบร้อยแล้ว (มะลิติดต่อไว้แล้วก่อนมาดีงามไปอีก) ด้วยความที่เรามาถึงบนเกาะประมาณเที่ยงกว่ากว่าที่แรกที่จะไปคงไม่ต้องถาม ร้านอาหาร สิจ๊ะ หิวแบบไม่ต้องสืบ
ร้าน Janome Sushi เป็นร้านชื่อดังบนเกาะแห่งนี้
บรรยากาศภายในร้านโอเครมาก สัมผัสได้ถึงความเป็นญี่ปุ่
           
เมนูที่เราจัดมื้อแรกบนเกาะนี้ก็เป็น Shushi Set หน้าตามตามรูปเลยจ้า สาระพัดปลาทะเลญี่ปุ่นถูกเฉือนแบบบรรจงวางอยู่บนข้าวปั้นพอดีคำ ตอนนี้เสริฟวางอยู่ตรงหน้าพร้อมกับมิโซะซุป และชาเขียวร้อนร้อน อยากจะแดรกทันทีแต่ต้องห้ามใจ

เพราะตามทำเนียมไทยแลนสไตล์แล้วจะกินไม่ได้ หากยังไม่ได้ถ่ายรูป ฮ่าฮ่า // เราก็เช่นกันรีบจัดการถ่ายรูปให้เรียบร้อยแล้วก็บรรจงแดรกให้เรียบค่ะ รสชาติออริจินอลมันดีต่อใจจริมจริมมันมีฟามฟินเฟ่อมากกกกก

*เกาะ Shimoshima เป็นแหล่งอาหารทะเลของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ และด้วยความสดของปลาทะเลมันก็เลยยิ่งทวีความอร่อยเข้าไปอีก

จบของคาวก็มาต่อที่ของหวาน ซึ่งในส่วนของของหวานวันนี้ คือ ไอติมมัน ฟังมะลิบอกตอนแรกคิดไม่ออกว่ารถชาติมันจะเป็นยังไง เพราะเคยกินแต่ไอติมเผือก แต่พอได้ลองเท่านั้นแหล่ะผมนี่ถึงขั้นอยากจะเบิ้ลสอง #อร่อยมากครับ
หลังจากที่เราทานอาหารกันเรียบร้อยลุงแท็กซี่ใจดีก็พาเราไปยังจุดเที่ยวจุดแรกของวันนี้
สะพานหิน สะพานเก่าแก่ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ยุคหิน บางทีก็เว่อไปนะแกรรร ฮ่าฮ่า สารภาพตามตรงว่าจำข้อมูลไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้ามาเกาะนี้ควรจะต้องแวะมาเก็บภาพนะเหวย
 ณ จุดจุดนั้นเราก็ไม่หวั่นแม้จะเป็นวันที่ฝนเทลงมามากก็ตาม กางร่มถ่ายรูปไปครัช
           
จากสะพานหินเรามุ่งหน้าต่อไปยัง OPPAIIWA จากรูปเพื่อนเพื่อนอาจจะสงสัยว่าที่นี่คืออะไร แล้วเค้ามาเพื่ออะไร เพราะถ้าจะอ่านเองจากป้ายคืองงแดรกแน่นวล เพราะนอกจากคำว่า OPPAIIWA ก็ไม่มีคำไหนในป้ายเลยที่อ่านออก
จุดนี้จะมีหินขน๋าดใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายนมของผู้หญิง ซึ่งสาวสาวญี่ปุ่นเค้าเชื่อว่าใครที่ได้มาสัมผัสหินก้อนนี้แล้วนมจะใหญ๋นมจะสวย เรานี่ถึงกะอึ้งค่ะ ญี่ปุ่นเค้าก็มีฟามเชื่อตัลลั๊คแบบนี้เหมือนกันหรอเนี่ย อิอิ
สาวสามคนในรูปมาเพื่อจุดประสงค์อะไรไม่ต้องบอกเป็นอันเข้าใจตรงกันนาจา เราก็เดินลงไปลูบหินนะอยากรู้ว่าถ้าผู้ชายไปลูบแล้วอะไรจะใหญ่ขึ้น ขำขำนะแกร อิอิ
พอเก็บภาพที่หินเพิ่มนมใหญ่จนพอใจแล้ว เราก็เดินทางกันต่อไปยัง Tomioka Visitor Centre
ด้านบนก็จะมีปราสาทสีขาวดำเทาแบบญี่ปุ่นสไตล์
จะมองเห็นวิวสวยสวยของเกาะ Shimoshima จากด้านบน
สวยงามแค่ไหนเบิ่งภาพปลากรอบกันเลยจร้าาาาาา
           
วันแรกเราตะเวนไปตามจุดต่างต่างหลายจุดมากกะเอาให้คุ้มค่าที่สุด หลังจากเก็บภาพวิวที่ Tomioka Visitor Centre เรียบร้อย คุณลุงแท็กซี่คนดีคนเดิมก็พาเรามาต่อที่ BLUE GARDEN จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะ สวยแค่ไหนดูจากรูปถ่ายเล็กเล็กในรูปถ่ายเราอีกทีนะ

อย่างที่เราบอกตั้งแต่แรกว่าวันนี้ฝนตกและฟ้ามืด คงไม่ต้องถามหาแสงเย็นจากภาพเรานะ

           

ระหว่างทางลุงแท็กซี่ก็จอดข้างทางแล้วพาเราลงไปดูหินยักษ์ในทะเล

ลุงแท็กซี่บอกว่าหินนี้มีรูปปร่างคล้ายช้าง ซึ่งพอเราลองจินตนาการดูมันก็คล้ายจริงจริง แต่อันนี้แล้วแต่จินตนาการเลยใครจะเป็นตัวอะไรก็สุดแล้วแต่นะ

เรายังคงตะเวนเที่ยวกันอย่างต่อเนื่องจนมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกดินอีกหนึ่งจุด

หลังจากที่รถจอดเราก็เดินไปชมวิวถนนริมทะเล เวลาตอนนั้นฝนปรอยเบาเบา ลมแรงแรง อากาศเย็นมากมากเย็นถึงขั้นหนาวเลยครับ ฮ่าฮ่า
เดินข้ามมาอีกฝากก็จะเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน แต่ไม่ต้องรอนะครัชดูฟ้าก่อน บั๊ยยยยยยยย
 ก้มมองนาฬิกาเวลาตอนนี้ก็เย็นมากล่ะ เรารีบไปเก็บที่เที่ยวสุดท้ายของวันนี้ซึ่งระหว่างที่ลุงแท็กซี่ขับพาเราไปนั้น หนังตาเราอ่อนล้าไม่ไหวแล้วจริมจริม สลบตลอดทางมาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่รถจอดอยู่ที่ไหนสักแห่ง

เราเดินลงจากรถข้ามถนนและตามมะลิกะคุณลุงคนขับแท็กซี่ไปยัง Sakisu Kyokai ( เอฟวายไอ. Kyokai แปลว่าโบสถ์นาจา )

ระหว่างเดินเราเจอสิ่งสวยสวยงามงามอีกแล้ว ญี่ปุ่น งานดีจริมจริม // เธอสวยแต่เธอมากะแฟน

เลิกโฟกัสความสวยของสาวญี่ปุ่นคนนี้มาโฟกัสที่ความสวยงามของโบสถ์คริสที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า สวยงาม ยิ่งใหญ๋เหลือเกิน

ภายนอกว่างามแล้วพอเข้าไปข้างในผมนี่อ้าปากค้างเลย สวยมากครับ // เราขอขีดเส้นใต้ตรงนี้เลยว่า ถ้าใครมาเกาะนี้แล้วไม่มานี่ถือว่าพลาดจ๊ะ
เก็บภาพเรียบร้อยเราก็เดินไปที่ทะเลด้านหลังโบสถ์ วิวดีงาม เงียบสงบ เห็นบ้านติดทะเลแบบนี้แอบอิจฉาเลยจ้าอยากมีบ้างจัง
ตื่นเช้ามาคงจะฟินน่าดู
จบสักทีกะการตะลอนเที่ยวทั้งวัน หลังจากนี้ก็ขับกันยาวยาวไปยังที่พักของเรา
ในส่วนของที่พักคืนแรกนั้นเราพักที่ IGAYA RYOKAN
หลังจากเช็คอินเรียบร้อยเราก็เข้าไปพักผ่อนในห้อง จนถึงประมาณหนึ่งทุ่มเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น มะลิมาเคาะห้องเรียกเราไปทานข้าว
มือเย็นวันนี้เราทานกันที่ห้องอาหารในที่พักเลยจร้าาาาาา
ทันทีที่เราเข้าไปนั่งอาหาค่อยค่อยเริ่มเสริฟทีล่ะอย่าง แบบว่าจำเมนูไม่ได้นะแกรดูภาพเอาล่ะกันว่าดีต่อกะเพราะแค่ไหน
หอยใหญ่ยักษ์อร่อยมากมาก ปลาย่างก็โคตรฟิน สลัดก็เลิศ(นี่ปกติไม่ทานผักนะแกร แต่ผักที่นี่ไม่เหม็นเขียวเลย) ซุปร้อนร้อนคลายหนาวได้ดีมากเลย
พอหลังจากทานของคาวเสร็จ เราก็ตบท้ายด้วยของหวานแล้วก็แยกย้าย

 ห้องพักตอนแรกที่แกเห็นตอนแรกไม่มีที่นอนมีแต่โต๊ะนั่ง ตอนนี้ได้แปลงร่างเป็นที่นอนเรียบร้อยแล้ว เราจะบอกว่าก่อนจะอาบน้ำนอนเราลงไปแช่ออนเซนด้วยแหล่ะแกรครั้งแรกเลย อิอิ #แต่ไม่ได้เก็บภาพมาจ๊ะ

เอฟวายไอ.ที่พักไม่ใหญ่แต่มีออนเซนเปนของตัวเอง ดีข๋าดนี้ถ้าแกรมีโอกาศมาเที่ยวที่นี่อย่าลืมมาพัก IGAYA RYOKAN กันนาจา

เช้าวันที่สองบนเกาะ Shimoshima Island เราตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นเที่ยวที่ไทยเราไม่ตื่นแน่นอน แต่นี่ญี่ปุ่นไงมันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากอยากรู้ว่าวันนี้จะเจออะไรบ้าง และเช้านี้ที่เราเจอสิ่งแรกก็คือห้องอาหารที่โคตรกว้าง
ทันทีที่เราเข้าไปนั่งเมนูปลาก็พร้อมเสิร์ฟ
เสิร์ฟกับเซทเครื่องเคียงต่างต่างไม่ว่าจะเป็น ซุป ผักดอง และอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้จัก ทำเอาต่อมน้ำลายแตกตั้งแต่เช้าเลยจร้าาา
สลัดบาร์ก็ให้ตักทานนะครัชชชช ไข่ที่เห็นคือใครดิบ คือ คนญี่ปุ่นเค้าจะเอามาราดข้าวเลยอ่ะแกร แต่เราไม่ถนัดเอาซะเลยขอผ่านนะ
หลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยพวกเราก็ขึ้นไปเก็บของเช็คเอาแล้วเดินไปที่สถานีรถบัส ถะถะถะถูกต้องนะครัช วันนี้เราจะนั่งนถบัสเที่ยวกันจ๊ะ
ตามเวลาที่มะลิแจ้งรถบัสแล่นออกจากสถานี บนรถมีโฆษคอยบรรยาย ( เราเรียกโฆษกถูกป่าวหว่า )
 บรรยากาศยามเช้านี้ที่มีแสงแดดอ่อนอ่อนสาดส่องลงมา มันทำให้เส้นทางที่รถบัสวิ่งผ่านดูสวยงามไปหมด และถึงแม้ว่าผมจะง่วงแค่ไหนผมก็นอนไม่ได้เพราะไม่อยากพลาดความสวยงามระหว่างทาง
เก็บภาพไปฟังโฆษกแนะนำจุดต่างต่างไปเพลินมากแต่ไม่เข้าใจนะ เพราะเค้าบรรยายเป็นเวอชั่นญี่ปุ่นโนซับอิ้งซับไทยค่ะ แต่เราโชคดีที่ได้มะลิมาแปลให้ฟังอีกที อิอิ
เราชมวิวตลอดข้างทางมาเรื่อยเรื่อยจนในที่สุดเราก็มาถึงที่ Amakusa Dolphin จุดเที่ยวสุดท้ายบนเกาะ Shimoshima ของทริปนี้
พอลงจากบัสเราก็เดินเข้าไปซื้อตั๋วเรือเพื่อจะไปไล่ล่าตามหาปลาโลมาในท้องทะเลกัน และนี่คือภาพจากโปสการ์ดที่ชวนให้เรามโนถึงส่ิงที่จะไปเจอในทะเล
พอได้ตั๋วเรียบร้อยเราก็ออกเดินไปขึ้นเรือ // เรือแล่นพาเรามุ่งหน้าสู่ท้องทะเลเพื่อไล่ล่าตามหาโลมา
พอเรือแล่นมาจอดในจุดที่เคยเห็นโลมามาว่ายเล่น จอดอยู่นานมากนานพอที่เรือลำอื่นอื่นค่อยค่อยทะยอยมาจุดนี้เป็นสิบสิบลำ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าโลมาจะออกมาเลย
สักพักใหญ่เสียงโห่ดังขึ้นจากเรือลำไหนสักลำ เรือที่เหล่อก็แล่นพุ่งตรงไปตามเสียงนั้น เราเห็นแล้วจ้าครีบหลังปลาโลมา
พอเจอครั้งแรกเท่านั้นแหล่ะเจอเรื่อยเรื่อยเลยจร้า โลมามีความแวกว่ายโดดน้ำไปมาโผล่ข้างเรือที ตรงนู้นที ตรงนั้นที เห็นด้วยตาคือสวยมาก แต่เก็บภาพแบบว่าไม่ทันมันเกิดขึ้นเร็วมาก เท่าที่จับภาพมาได้แค่นี้อ่ะแกรดูแก้ขัดไปก่อนนะ
หลังจากที่ได้เจอโลมา เก็บภาพได้สักพัก ก็หมดเวลาสนุกแล้วสิหมดเวลาสนุกแล้วสิ
เรือแล่นพาพวกเรากลับมาส่งที่ฝั่งอย่างปลอดภัย
จบภาระกิจล่าโลมาเรานั่งรถบัสคันเดิมไปยังท่าเรือ
ก่อนจากกันมีความเก็บภาพร่วมกับโฆษกประจำรถและคนขับรถบัสไว้เป็นระลึก
และนี่คือเรื่องราวความประทับใจทั้งหมดบน Shimoshima Island ส่วนจบจากเกาะนี้จะไปไหนนั้น ขออนุญาตไปซื้อตั๋วแพพ
ได้มาแล้วจร้าตั๋วจาก Shimoshima Island ไปยัง Kamoshima Island
หลังจากลงเรือเรียบร้อยเราสลบทันทีมาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนเรือใกล้จะเทียบท่า
อยากจะตะโกนดังดังว่าถึงแล้ว Kamoshima Island
บริเวณท่าเรือ Matsushima-Ko บน Kamoshima Island จะมีแหล่งซ้อปปิ้งและร้านอาหารร้านกาแฟมากมาย ที่นี่เค้าเรียกว่า L’sola Terrace ซึ่งตอนนี้เรามีเวลาแค่ 30 นาทีที่จะอยู่ตรงนี้ ผมไม่รอช้าครับฝากกระเป๋าไว้กับมะลิแล้วผมก็เดินเก็บภาพบรรยากาศเรื่อยเรื่อย
จากนั้นก็มาจบที่คาเฟ่ริมทะเล จัดทั้งไอติม ทั้งกาแฟ
อร่อยจนอยากใช้คำหยาบ อร่อยซิบหายย

จากท่าเรือเราเดินขึ้นเนินมานิดหน่อยเพื่อมานั่งรอรถบัสที่จะพาเรากลับเข้าตัวจังหวัด Kumamoto หน้าญี่ปุ่นญี่ปุ่นเสื้อแดงลายสก๊อตในรูปก็เราไงจะใครล่ะ ฮ่าฮ่า

ตั้งใจว่ายังไงก็จะไม่หลับ เพราะว่าอยากซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองของญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด

แต่สรุปพอขึ้นรถบัสเก็บภาพได้ประมาณ 10 ใบ สลบไปตอนไหนไม่รู้ มารู้อีกทีตอนมะลิเรียกว่าเราใกล้ถึงแล้วอุ๋ย
เราถึง Kumamoto เวลาตอนนั้นประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง ครั้นจะเข้าโรงแรมเลยก็เกรงจะเสียเวลา
ตัดสินใจแบกกระเป๋าแบบพะรุงพะรังเข้าสถานีเพื่อนซื้อตั๋วรถบัสแบบวันเดย์ทริป
ตามสถานี และที่เที่ยวต่างต่างในญี่ปุ่นเค้าจะมีแผนที่ให้นะแกร
ซึ่งพอหลังจากได้ตั๋วก็เดินไปรอที่ป้าย ครู่เดียวรถบัสก็มาจอดเทียบป้าย
จากนั้นรถบัสพาเรามาส่งที่ปราสาทคุมาโมโต้ แต่ด้วยความที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งก่อนทำให้ที่นี่ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมด้านในเพราะเค้าเกรงเรื่องความปลอดภัย เราจึงทำได้แค่เพียงเดินวนเก็บภาพรอบปราสาท
โซนด้านข้างปราสาทก็จะมีสนามหญ้า ต้นไม้เปลี่ยนสี ซึ่งตอนที่เราไปทั้งแดงทั้งเหลืองทั้งเขียว ใบไม้จ๊ะใบไม้ไม่ใช่สัญญานไฟจราจร อาจจะไม่สวยเท่ากับเมืองอื่นนะครับ แต่แค่นี้มันก็ดีต่อใจเราแล้วอ่ะแกรรร
จะบอกว่าทั้งทริปถ้าเราไม่รู้มาก่อนว่าที่คุมาโมโต้ได้รับความเสียหายหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยเพราะว่าที่นี่ตอนนี้เค้าสามารถเคลียปัญหาทุกอย่างให้กลับมาสู่ภาวะปกติได้เรียบร้อยแล้วจร้าาา
แต่สิ่งที่บ่งบอกได้ว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวก็มีแค่มุมของรั้วปราสาทคุมาโมโต้เท่านั้นที่ยังพอหลงเหลือร่องรอยให้ได้เห็นบ้าง
หลังจากเดินวนเยี่ยมชมปราสาทคุมาโมโต้เรียบร้อย เราเดินต่อไปยังโรงแรม Kumamoto Hotel Castle โรงแรมที่เราจะพักคืนนี้ ซึ่งหลังจากที่เช็คอินเรียบร้อยเราฝากกระเป๋าไว้ตรงข้างล่าง แบบยังไม่ขึ้นห้องเพราะรีบตรงดิ่งไปยัง Kumamon shop เกรงว่าถ้าไปช้าแล้วเด๋ว shop ปิด
เดินไปถามไป ไม่ใช่เราถามนะ มะลิถามจ๊ะ เพราะถ้าเราถามคืนนี้คงหาไม่เจอแน่นวลจร้าาาา ฮ่าฮ่า
ในที่สุดก็มาถึง shop ที่เราตามหา
ก่อนจะทำการซื้อของสั่งน้ำมาทานก่อนเลย เดินแบบติดสปรีดขน๋าดนี้ต่อให้อากาศหนาวแค่ไหนก็เหนื่อยได้เหมือนกัน
พอได้น้ำปั่นเย็นเย็นคลายเหนื่อย พอสดชื่นก็ตัวใครตัวมันเลยจร้าา แยกย้ายซื้อของฝงของฝากตามอัธยาศัยครับ
ซื้อของกันเสร็จ มติก็เป็นเอกฉันคือไปหาข้าวเย็นทานกัน เพราะตอนนี้หิวแบบไม่ไหวแล้ว โดยเย็นวันนี้เราไปฝากท้องกันที่ร้าน Ishimatsu Chaya ตามป้ายในรูปก็คือหลังเลขสี่จ๊ะ
ภายในร้านที่นั่งจะถูกกั้นเป็นล็อคล็อคตามนี้นาจา เอฟวายไอ.ร้านนี้ดูดบุรี่ได้ ใครแพ้บุหรี่อย่างแรงไม่ควรไป #เชิญหาร้านเอง
มาแล้วจ้าเมนูเด็ดของเมืองคุมาโมโต้ เนื้อม้า Sashimi จะบอกว่ามีแค่คุมาโมโต้ที่เดียวนะแกรที่เค้ากินเนื้อม้าญี่ปุ่นเมืองอื่นเค้าก็ไม่แดรกกันจ้าาา มะลิคงอยากให้เราสัมผัสความเป็นคุมาโมโต้โดยสมบูรณ์ก็เลยสั่งมาให้เราชิม
ชมกันอีกครั้งแบบ HD
รสชาติแนะนำว่าควรไปลองกันเอง อิอิ
หลังจากเนื้อม้ามาเสิร์ฟ เมนูอื่นก็ค่อยค่อยตามมาเรื่อยเรื่อย จริงจริงมีเยอะกว่าบนโต๊ะนะแกรแต่ด้วยความหิวก็เลยรีบถ่ายแล้วรีบกิน
ทานมื้อเย็นกันเสร็จเราไปเดินเล่นในเมืองกันต่อ เจอร้านของฝากก็แวะ อยากถ่ายรูปตรงไหนก็หยุด ที่มาเดินเล่นนี่ไม่ใช่ไรหรอกจุกมื้อเย็น คือบั๊บว่าถ้าจะกลับน้องนอนเลยก็เกรงจะไม่ไหวเดินย่อยดูนู้นนี่นั่น รับลมหนาวก่อนล่ะกัน
พออาหารเริ่มย่อยก็เริ่มหิวอีก ฮ่าฮ่า
นี่คือที่นอนของเราคืนนี้ครับ พร้อมนอนคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวไทย
วันนี้เราตื่นแต่เช้าเช้าแบบว่าห้องอาหารของโรงแรมยังไม่เปิด ที่ต้องรีบตื่นก็เพราะต้องรีเดินทางโดยรถไฟกลับไปที่ Hakata Station
จาก Hakata Station เรานั่งแท็กซี่ไปที่ Fukuoka Airport เพื่อเตรียมตัวบินกลับตอน 11.40 น.
      
**คือถ้าไม่รีบตื่นมีตกเครื่องแน่นวลลล
พอเช็คอินเรียบร้อยก็ต้องกล่าวคำว่า Sayonara กับมะลิ จากนั้นก็แยกกันเราเข้าเกทขึ้นเครื่องและบินกับไทย ส่วนมะลิก็กลับไปทำงานต่อ

ก่อนจากกันเรามีข่าวดีดีมาบอก :

ถ้าแกรเจอโลโก้นี่ที่ไหน ในเว็บไซต์หรือตามเอเจนซี่ทัวร์ ก็หมายความว่าแกรจะได้สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่นการรับของที่ระลึก หรือ free wifi และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งสามารถเห็นโลโก้นี้ตามสถานีรถไฟ ซึ่งแกรก็จะสามารถใช้ wifi ฟรีได้ เป็นต้น ซึ่งโลโก้นี่เป็นเหมือนแคมเปญที่ทางคิวชูจัดขึ้นเพื่อมอบสิทธิประโยชน์บางอย่างให้กับนักท่องเที่ยวค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุมาโมโต้ดูได้จากลิ้งด่านล่างนะครับ

https://kumanago.jp/hereiam/th/

สุดท้ายเราอยากจะบอกว่า ทุกคนลืมภาพข่าวแผ่นดินไหวกับความเสียหายที่ผ่านมาของ Kumamoto ไปเลย เพราะถ้าทุกคนไปตอนนี้ทุกคนจะสัมผัสถึงความปกติของจังหวัดนี้แบบที่เราไปสัมผัสมา สำหรับทริปนี้ของเรา 3 วัน 2 คืนคือไม่จุใจเลย ถ้าเป็นได้อยากจะเปลี่ยนเป็น 10 วัน 10 คืนเลยฮ่ะ ทั้งอากาศ ทั้งอาหาร มันดีต่อใจเรามากมาก ถ้าไม่ติดต้องกลับมาทำงานมีอยู่แต่แน่นวล ส่วนใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเราหวังว่าจังหวัดนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เพื่อนเพื่อนจะนำไปเป็นตัวเลือกนะครับ สำหรับทริปนี้ขอจบไว้แค่นี้ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ