ถ้าถามว่าประเทศไหนน่าไปเที่ยวที่สุดเราคงตอบไม่ได้เพราะแต่ละประเทศล้วนมีความสวยงามและความน่าสนใจต่างกันไป กล่าวสั้นสั้นง่ายง่ายคือถ้ามีตังค์ก็น่าเที่ยวหมดแหล่ะแกร แต่ถ้าลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น ” ประเทศไหนไปเที่ยวแล้วมีเรื่องกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังแบบสามวันห้าวันไม่จบ ” เราขอโหวตจีน การันตรีจากการไปคุณหมิงครั้งที่แล้วของเรา และก็ครั้งนี้ที่เรากำลังจะเมาท์ให้ฟัง

สำหรับจีนทริปนี้เราจะพาพวกแกรไปชมความงามของสามเมืองท่องเที่ยวหลักของมณฑลหูหนาน นั่นก็คือเมืองจางเจียเจี้ยเมืองที่เป็นแรงบันดาลใจให้อีเจมส์ คาเมรอน หยิบมาสร้างหนังที่สามารถกวาดรางวัล Oscar ไปอย่างท้วมท้นอย่าง Avatar จากนั้นไปเดินชมบรรยากาศบ้านเรือนจีนโบราณริมน้ำ หาของแซ่บแซ่บ คาเฟ่คูลคูลนั่งจิบชิวต่อกันที่เมืองโบราณเฟิ่งหวง แล้วค่อยมาจบทริปเกร๋เกร๋เดินกินชมวิวบรรยากาศเมืองเมืองกันที่ฉางชา

บรรยากาศระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นเขาเทียนเหมินซาน

บรรยากาศชิวชิวริมน้ำเมืองโบราณเฟิ่งหวง

บรรยากาศถนนคนเดินเมืองฉางชา

DAY 0

  • การเดินทาง

เพียงแค่คิดว่าทริปนี้จะเดินทางในเอเชีย บวกกับประเทศที่ต้องการจะไปคือจีนด้วยแล้ว สายการบินสีแดงเจ้าเก่าเจ้าเดิมเจ้าประจำก็ลอยมาในหัวทันที ไม่ลอยได้ไงหล่ะเพราะ Ariasia เค้ามีบินตรงไปจีนถึง 13 เมือง นี่พูดเลยว่าวัยฮอร์โมนทรัพย์ไม่หนากระเป๋าไม่ตุงแบบเราเราอยากไปเที่ยวจีนมันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วนะเหวย เพราะแอร์เอเชียสายการบินราคาประหยัดเค้ามีโปรโมชั่นมาออกมาให้ได้จับจองกันเรื่อยเรื่อย

เค้าว่ากันว่า ฉางซา คือประตูสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจจำนวนมาก รวมถึงสองเมืองหลักที่เราจะไปเที่ยวครั้งนี้ด้วย ( จางเจียเจี้ย /เฟิ่งหวง ) ดังนั้นฐานทัพหลักที่เราจะบินไปลงและบินกลับจึงอยู่ที่เมืองฉางซา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ฉางซา คือ 1 ใน 13 เมืองที่แอร์เอเชียบินตรงทุกวัน

ทริปนี้บินด้วยไฟล์ FD2603 ซึ่งออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง 7:30 น. ถึงสนามบินฉางซาก็ราวราว 12:10 น. สิริเวลาบินรวมจะอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 40 นาที ( เวลาที่จีนเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง )

Note : ใครอยู่เหนือไม่ต้องหอบสังขารมาขึ้นเครื่องถึงดอนเมืองนะ เพราะแอร์เอเชียเค้ามีบินตรง เชียงใหม่-ฉางซา ทุกวันด้วยเช่นกัน

กรุงเทพฯ – ฉางซา บินกันยาวนานเกือบสี่ชั่วโมง แถมยังเป็นไฟล์แบบไก่เพิ่งขันเสร็จ บินเช้าเบอร์นี้เราไม่พลาดที่จะจองอาหารล่วงหน้าแน่นอน ซึ่งความดีงามของการสั่งล่วงหน้าก็คือ หนึ่งได้กินเมนูที่อยากกินแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ และสองพอสัญญาณรัดเข็มขัดบนเครื่องดับลงพี่แอร์เค้าก็เข็นรถมาเสิร์ฟอาหารให้เราทานเป็นลำดับแรกแรก ภายใต้ความอาหารบนเครื่องของทุกสายการบินที่เคยทานมา ผัดกระเพราของสายการบินแอร์เอเชีย ถูกปากเราที่สุด อร่อยจนอยากให้เพื่อนเพื่อนที่กำลังอ่านรีวิวอยู่ตอนนี้สั่งตาม ไม่ได้ชมเว่อ ไม่ได้จ้างมาอวย คืออันนี้เต็มใจอวยจริง

พอพวกเราทานข้าวกระเพราไก่และกรอกใบ ตม. เข้าจีนกันเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาปรับเอนเบาะนอนงีบกันยาวยาวจนกว่าแอร์โฮสเตสจะเดินมาสะกิดบอกพวกเราว่า ” อีก 30 นาที จะถึงสนามบินฉางซา ”

ก่อนจะเริ่มเมาท์ให้ฟังตั้งแต่เก้าแรกที่เหยียบจีนแผ่นดินใหญ่ เราขอตอบคำถามที่หลายคนอาจจะค้างคาใจจนทำให้ไม่กล้าตัดสินใจไปเที่ยวจีนสักที ” จีนไปเที่ยวเองไม่ง้อทัวร์ได้ไหม ไม่ได้ภาษาไปเที่ยวจีนได้ไหม ” บอกตรงนี้เลยว่าวัยรุ่นแบบเราเราสะบัดผมเชิดหน้าใส่ทัวร์ไปเลย เพราะจีนไม่ได้เที่ยวยากเกินความสามารถ เพียงแค่รู้จักวางแผนให้ดี ซึ่งปัจจุบันช่องทางในการหาข้อมูลเพื่อนำมาวางแผนเที่ยวก็มีให้เลือกเยอะ ไม่ว่าจะตามเพจท่องเที่ยวต่างต่างในเฟสบุ๊ค เวบไซด์ท่องเที่ยว รวมถึงห้องบูลแพลนเน็ต ที่มีคนนำประสบการณ์การเดินทางมาแชร์ไว้เพียบ ส่วนเรื่องภาษาก็ทำใจเย็นเย็นคนจีนเค้าก็ไม่พูดภาษาอังกฤษกันเลย อ้าวแล้วจะเที่ยวยังไง? วิธีการให้จดชื่อเมืองที่จะไปเป็นภาษาจีนใส่โน๊ตในมือถือเอาไว้ เวลาซื้อตั๋วบัสก็ยื่นให้เค้าดู มันช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเดินทางได้แน่นอน ส่วนที่เที่ยวในเมืองนั้นนั้นค่อยไปพยายามหาทางเที่ยวเอา อาจจะใช้กูลเกิ้ลทรานสเลท หรือถามจาก รร ที่เราไปพักเอา ซึ่งบาง รร พนักงานพูดภาษาอังกฤษพอได้ เราเชื่อว่าทุกคนทำได้ ยกตัวอย่างทริปนี้เราสามคนภาษาจีนไม่ได้เลย ภาษาอังกฤษก็พอถูถูไถไถ ยังเที่ยวจนจบทริปได้เลย (:

Note : อีกหนึ่งแหล่งข้อมูลที่จะทำให้การเที่ยวจีนไม่ใช่เรื่องยาก ปุ่มวาร์ป คลิกที่นี่ ปุ่มนี้จะนำพาพวกแกรไปพับกบ เอ๊ย ไปพบกับ เอ๊ย ถูกแล้ว  China Easy Guide ที่สรรสร้างโดยสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งข้อมูลค่อนข้างเป็นประโยชน์สำหรับการนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับทริปของตัวเอง หรือใครขี้เกียจแพลนยังสามารถเที่ยวตาม  China Easy Guide ง่ายง่ายแค่เข้าไปดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในมือถือหรือจะปริ้นท์มาเก็บไว้กับตัวก็เลิศทั้งนั้น

หลังจากที่แอร์เอเชียพาบินลัดฟ้ามาถึงสนามบินฉางซาอย่างปลอดภัย  พวกเราสามคนก็เดินตามชาวบ้านไปเข้าแถวเพื่อผ่าน ตม. พอยื่นหน้าสวยสวยหล่อหล่อพร้อมกับส่ง Passport ให้ ตม. จีนเสร็จเรียบร้อย พวกเราไม่รอช้าคว้ากระเป๋าแล้วเดินต่อไปยังเค้าเตอร์ขายตั๋วรถบัสทันที

เมืองแรกของทริปนี้ พวกเราไปพักกันที่ อู่หลิงหยวน ( Wulinyuan ) ซึ่งวิธีการเดินทางตามนี้

  1. นั่ง Airport Bus ไปยังสถานีขนส่งสายตะวันตก Changsha West Bus Station ค่ารถ 29.5 หยวน/คน ปกติรถจะออกทุกๆ 2 ชม. แต่ถ้าเต็มเร็วออกเลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. โดยประมาณ
  2. ซื้อตั๋วรถเพื่อเดินทางไปยังสถานีขนส่งอู่หลิงหยวน ค่ารถ 102 หยวน/คน ซึ่งโดยปกติจะมีแค่ 2 รอบต่อวัน คือ 08.20 น. และ 14.30 น. เพราะฉะนั้นกรณีที่เครื่อง Delay ถึงสนามบินฉางซาช้า ให้เปลี่ยนการเดินทางจากข้อหนึ่งเป็นการนั่งแท็กซี่แทนซึ่งน่าจะไวกว่า

พวกเราโชคดีตรงที่มาถึง Changsha West Bus Station ก่อนรถรอบบ่ายสองครึ่งจะออก แต่โชคร้ายตรงที่ที่นั่งเหลือแค่สองที่ ซึ่งภายใต้ความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีที่วันนั้นมีรถเสริมไปสถานีขนส่งอู่หลิงหยวน รอบ 15:20 น. ไม่รีรอยื่นตังค์พร้อม Passprot เพื่อทำการซื้อตั๋ว พอได้ตั๋วเรียบร้อยก็ไปล้างหน้าล้างตา หาอะไรรองท้อง นั่งรอรจนถึงเวลารถบัสออก

เราเดินทางมาถึงที่อู่หลิงหยวนราวราวสองทุ่ม พอรถบัสจอดส่งที่สถานีเรียบร้อย เราทั้งสามก็เดินลากกระเป๋าคนล่ะใบเข้าไปเช็คอินยังที่พัก

โยนกระเป๋าเก็บเข้าห้องพักเรียบร้อย พวกเราทั้งสามเดินออกไปหาข้าวเย็นแถวแถวที่พักทานกันต่อ ซึ่งด้วยความที่ร้านค้าร้านอาหารที่นี่ค่อนข้างปิดเร็ว ประมาณสามทุ่มครึ่งก็เริ่มทะยอยเก็บร้านกันหมด คืนนี้เลยไม่มีทางเลือกไม่มากนัก อีกอย่างคืออยากรีบรีบสั่ง รีบรีบทาน จะได้กลับห้องอาบน้ำพักผ่อนเอาแรงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเที่ยววันถัดไป

DAY 1

  • Zhangjiajie National Park

ถ้าใครเคยเห็นฉากขุนเขาอันยิ่งใหญ่และแปลกตาที่ถ่ายทอดออกมาผ่านหนังที่กวาดรางวัล Oscar ไปอย่างท่วมท้นอย่าง Avatar เมืองจางเจียเจี้ยแห่งนี้แหล่ะคือที่ตั้งของขุนเขาในฉากนั้น อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย ตั้งอยู่ที่เขตอู่หลิงหยวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองจางเจียเจี้ยออกไปราวราว 1 ชั่วโมง

Note : การเดินทางเที่ยวภายในอุทยานมีหลายรูปแบบให้เลือกตั้งแต่เดินเท้า รถบัสของอุทยาน เคเบิ้ลคาร์ รวมถึงลิฟท์ โดยค่าตั๋วเข้าจะรวมแค่การเดินทางโดยรถบัสเท่านั้น หากอยากนั่งเคเบิ้ลคาร์และลิฟท์ต้องซื้อตั๋วเพิ่มต่างหาก

เช้าวันที่สองอันแสนสดใส หลังจากที่พวกเราสามคนอาบน้ำทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่จะเที่ยวจริงๆจังๆกันสักที และด้วยความที่จางเจียเจี้ยเป็นอุทยานที่ใหญ่มาก มากชนิดที่ว่าถ้าอยากเที่ยวให้ครบทุกจุดต้องมีเวลาอย่างน้อยต่ำต่ำ 2 วัน แต่พวกเรามีเวลาให้อุทยานแห่งนี้แค่ 1 วันเพราะฉะนั้นขอแพลนเอาแต่จุดพีคพีค ซึ่งตัวช่วยในการเที่ยวแต่ล่ะจุดของเราครั้งนี้ก็คือพนักงาน รร นั่นแหล่ะที่เป็นคนช่วยเลือกให้

จากที่พักเราใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีก็มาถึงประตูทางเข้า B ไม่รีรออะไรทั้งนั้นเดินดุ่มดุ่มพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋ากางกางควักตังค์คนล่ะ 245 หยวน ยื่นให้พนักงานเพื่อซื้อตั๋วเข้าอุทยาน และอย่างที่เราได้เกริ่นแต่ต้นว่าค่าเข้าอุทยานไม่ได้รวมค่ากระเช้าและลิพท์ เพราะฉะนั้นถ้าจะนั่งต้องมีเงินเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 67 หยวน + 72 หยวน ( กี่บาทไปบวกเอาเองหาเครื่องคิดเลขไม่เจอ )

โดย 67 หยวน สำหรับค่าขึ้นกระเช้าหนึ่งรอบ และ 72 หยวน สำหรับค่าลงลิฟต์แก้วอีกหนึ่งรอบ

เรานั่งบัสของอุทยานจากจุดขายตั๋วมาขึ้นกระเช้าไปยังจุดแรก จุดที่พนักงาน รร นางบอกกับเราว่าที่นี่จะมี 3 จุดไฮไลท์หลักหลักคือ The Imperial Brush Peak ( เขาพู่กันจักรพรรดิ ) / Fairy Dispersing Flowers ( เขานางฟ้าโปรยดอกไม้ ) / Tianzi Pavillion

เราใช้เวลาซึมซับบรรยากาศเก็บภาพความประใจของมุมแรกที่เราได้เห็นเทือกเขาอวตาลราวราว 1 ชั่วโมง จากนั้นถึงค่อยเดินกลับมาต่อแถวเพื่อนขึ้นบัสของอุทยานไปยังจุดต่อไป

Tianbo Mansion คือจุดที่สองที่เราจะมาเดินเผาผานแมคโดนัลด์ที่เพิ่งแวะกินตอนเดินออกจากจุดแรก สำหรับจุดที่สองเราให้เป็นจุดที่ใช้เวลานานที่สุดของวันนี้ เพราะนอกจากจะเสียเวลาในการเก็บภาพภูเขาที่สลับซับซ้อนสวยงามแปลกตาแล้ว การเดินขึ้นไปจุดนี้ค่อนข้างยาก เพราะต้องเดินผ่านทั้งบันไดที่ชันตลอดเส้นทาง ผ่านทางเลียบหน้าผา ช่องแคบ ซึ่งมนุษย์โลกทั่วไปสามคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแบบพวกเราใช้เวลาเดินเกือบถึง 2 ชั่วโมงเลยนะเหวย ถึงจะขึ้นไปยืนชมวิวบนจุดนี้ได้

 

หลังจากเก็บภาพความประทับใจ รับลมเย็นเย็นบน Tianbo Mansion จนพอใจพวกเราก็เริ่มเดินกลับเพื่อไปเก็บจุดเที่ยวอื่นอื่นในอุทยานต่อ

หายใจแรงแรงสามที นั่งพักกันจนหายเหนื่อย พวกเราก็ไปต่อแถวขึ้นบัสเพื่อไปยังสุดท้ายของวันนี้ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เราตั้งใจจะเดินตามไหล่เข่าเพื่อกินลมชมวิวของเทือกเขาวตาลไปเรื่อยเรื่อยจนกว่าจะถึงลิฟท์แก้ว

หึหึ ความตั้งใจอันสวยหล่อของพวกเราสามคนที่หวังว่าจะเดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยเรื่อยจนถึงลิฟท์แก้ว ก็มลายหายสิ้นเพราะความเหนื่อย สรุปเลี้ยวเข้าถนนหลักเพื่อรอรถบัสไปยังลิฟท์แก้ว

พอลงลิฟท์แก้วส่งพวกเราถึงข้างล่าง ทุกคนก็ต้องว้าวอีกรอบก่อนกลับกับภูเขายักษ์ที่สวยดังภาพวาด ไม่ต้องสืบเลยพวกเราใช้เวลาถ่ายภาพอยู่ตรงนี้กันนานแค่ไหน กดชัตเตอร์กันรัวรัวจากนักท่องเที่ยวหนาแน่นตอนนี้เริ่มทะยอยกลับกันเรื่อยเรื่อยจนกระทั่งเหลือพวกเราแค่สามคน ฟ้าเริ่มมืด อากาศเริ่มเย็น หันซ้ายหันขวาก็มีแต่พวกเรา เพราะฉะนั้นพวกเราควรโบกมือลายอดเขาอวตารกลับเข้าเมืองอู่หลิงหยวน

  • Wulingyuan Xibu Street

หลังจากที่นั่งรถบัสของอุทยานกลับมายังทางออกแล้ว พวกเราเดินต่อเอาของไปเก็บเข้าที่พัก ล้างหน้าล้างตา แล้วเดินออกมาโบกโบกโบกสองมือโบกโบกโบก ขวาโบกซ้ายโบก โบกแท็กซี่เพื่อไปที่ย่าน Xibu Street ซึ่งย่านนี้ถือเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร ร้านขายของฝาก คลับ รวมถึงเอเวอรี่ติงจิงเกอเบลอื่นอื่นอีกมากมาย เรียกสั้นสั้นง่ายง่ายคือแหล่งบันเทิงครบวงจร

เวลาประมาณหกโมงเย็น ไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาถูกว่านักท่องเที่ยวสายแดรกแบบพวกเรามาทำอะไรกันที่ย่านนี้ ฮ่าฮ่า ถูกต้องแล้วแหล่ะพวกเรามาหาอะไรอร่อยอร่อยทานกันนั่นเอง จากร้านแรกถึงร้านสุดท้ายร้านไหนน่ากิน คนเยอะ เราขอสัญญาว่าจะแวะทานทุกร้าน

แต่ด้วยความที่ถนนคนเดินค่อนข้างใหญ่และเต็มไปด้วยร้านอาหาร ของกินเล่น เรียงราย ถ้าเก็บภาพมาฝากกันทั้งหมดทุกร้านที่กินก็เกรงว่ารีวิวนี้จะเล่าไม่จบ ดังนั้นเราขอเลือกหนึ่งร้านสุดพีคที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนเพื่อนทุกคนไปลองเมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่  ร้านไม่สามารถระบุชื่อได้เพราะทุกตัวอักษรบนหน้าร้านเต็มเปี่ยมและอัดแน่นไปด้วยภาษจีนจร้า เอาเป็นว่าใครอยากลองไปทานไม่ยาก ให้สังเกตหน้าร้านที่ตกแต่งด้วยโมเดลจำลองมือขวามนุษย์อันใหญ่ยักษ์ถือตะเกียบคีบก้อนสี่เหลี่ยมสีดำดำอะไรสักอย่าง

หลังจากแหวกคนจีนหลายพันคนเข้าไปฉะโงกดู เราเห็นพ่อค่าแซ่บสามคนกำลังช่วยกันทำอย่างเอาเป็นเอาตาย นางหนึ่งอยู่หน้าเตาทำการทอด อีกนางทำหน้าที่ปรุงรส ส่วนอีกนางก็ตักใส่ถ้วยส่งให้ลูกค้า มองหน้าตาอาหาร แล้วหันกลับมามองแถว คิดในใจเราต้องสตรองมากมากถ้าอยากจะลองทานร้านนี้

ถึงแม้แถวจะยาวแค่ไหน มาถึงจุดนี้แล้วก็ต้องต่อไม่มีถอยแน่นอน 5 นาทีผ่านไป 7 นาทีผ่านไป 14 นาทีผ่านไป เราคุยกะเพื่อน “ถ้าอีก 6 นาทียังไม่ถึงคิวเราขออนุญาติบรั๊ย” พอยื่นคำขาดแบบนี้กลายเป็นว่ารออีกแค่ 2 นาทีถึงคิวเฉยเลย

สรุปเวลายืนรอทั้งหมด 16 นาที ก็ทำให้เราได้รู้ว่าก้อนดำดำที่เห็นมันก็คือเต้าฮู้เหม็นนั่นเอง สำเรารสชาติให้ผ่านแต่ให้ต่อแถวซื้ออีกต่อไหม? ส่ายหน้าไปกลับสามทีแล้วตอบว่าโน แต่ถ้าพวกแกรไม่เคยลองก็ต่อแถวไปเหอะ

พอยัดทั้งของคาว ของหวาน ลงท้องจนแทบจะต้องคลานกลับที่พัก พวกเรามาเดินย่อยอาหารดูวิวบรรยากาศยามค่ำคืนริมน้ำของเมืองอู่หลิงหยวน

คืนนี้เราขอปิดท้ายด้วยวิวสะพานยามค่ำคืน ณ จุดนี้พวกเราขอตัวกลับเข้าที่พักอาบน้ำ นอนเอาแรงสำหรับลุยวันที่สอง

DAY 2

  • Zhangjiajie Glass Bridge

9 โมงเช้าที่สถานีรถบัสอู่หลิงหยวน ตอนนี้พวกเราสามคนนั่งอยู่บนรถบัสที่กำลังมุ่งหน้าไปยัง Zhangjiajie Glass Bridge สะพานกระจกที่สูงที่สุดและยาวที่สุดในโลก โดยสะพานนี้ตั้งอยู่ที่ยอดเขาเซียนหนี่ว์ซ่านฮวาใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองอู่หลิงหยวนราวราวหนึ่งชั่วโมง

หลังจากหลับหลับตื่นตื่นในที่สุดบัสก็พาเรามาถึง ด้วยความรีบเร่งและอยากทำเวลาพวกเรามุ่งตรงดิ่งไปยังทางเข้าทันทีโดยไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น ทันทีที่กระเป๋าพวกเราสามคนผ่านเครื่องสแกนด้านหน้าทางเข้าก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์บังเกิด ที่นี่ห้ามนำกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดีโอ รวมถึงอุปกรณ์ต่างต่างที่มีความเสี่ยงจะหล่นแล้วทำให้สะพานแก้วแตกร้าวเสียหายเข้า ณ จุดนี้บอกตามตรงเลยว่าเซงแบบสุดสุด คือถ้ายังไม่ได้ซื้อตั๋วเราไม่เข้าแน่นอนเอาแค่โดรนบินเข้าไปเก็บภาพมุมสูงพอ

แต่ด้วยความที่บัตรเราซื้อจากที่พักมาเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นคงจะลังเลไม่ได้ว่าจะเข้าหรือไม่เข้า ยังไงคำตอบก็คือเข้าเพราะเสียเงินไปแล้ว พวกเราสามคนแบกกระเป๋าแบบผู้แพ้เหมือนไม่ได้ไปต่อในบ้าน AF มายังด้านหน้าเพื่อทำการฝากของแล้วจึงเดินกลับไปที่ประตูสแกนใหม่อีกครั้ง ราคาฝากกระเป๋า 5 หยวนนะเหวย

สารภาพตามตรงเลยว่าพวกเราแอบเอากล้องฟิล์มใส่กระเป๋ากางเกงเข้าไปเก็บภาพมาด้วยแหล่ะ หลังจากเดินชมวิวและถ่ายรูปพร้อมกับโพสต์เช็คอินอวดเพื่อนว่าเรามาเหยียบสะพานแก้วที่ครองตำแหน่งที่สุดในโลกเสร็จสับ พวกเราก็เดินกลับไปขึ้นบัสเพื่อกลับเข้าเมืองอู่หลิงหยวนทันที

สรุปแล้ว : Zhangjiajie Glass Bridge ก็ทำเราอึ้งกับความยิ่งใหญ่อลังการ และความเสียว พี่จีนของเราเยี่ยมมากมันดีจริง แต่ด้วยความที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียงนักท่องเที่ยวชาวจีนรวมถึงต่างชาติแบบเราเราต่างหลั่งไหลมาที่นี่เยอะมาก บนสะพานจึงค่อนข้างแออัด ถ้าใครจะไปเราขอแนะทำให้คิดท่าโพสต์เกร๋เกร๋ มุมคูลคูล ท่ากลางผู้คนไปล่วงหน้าเลยจร้า

เรากลับเข้ามาถึงเมืองอู่หลิงหยวนประมาณบ่ายโมงกว่า ซึ่งสิ่งแรกที่เราทำหลังจากการก้าวขาขวาลงบัส คือการเดินหาร้านอาหารที่น่าจะถูกปากสักหนึ่งร้าน และระหว่างที่เดินหาก็เก็บภาพบรรยากาศของเมืองไปเรื่อยเรื่อย

เราก็สะดุดตากับร้านอาหารร้านหนึ่ง ชื่นร้านตามภาพด้านบนเลยนะ คือแบบว่าเป็นภาษาจีนเพียวเพียวไม่มีตัวอักษรอังกฤษพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ผสมแม้แต่ตัวเดียว เราเลือกร้านนี้เพราะเมนูที่แปะหน้าร้านดูแล้วพวกเราน่าจะกินได้

ร้านตั้งอยู่ในตึกแถวบนนถนนเส้นหลักของเมืองอู่หลิงหยวน ร้านไม่ได้ใหญ่มากมีโต๊ะนั่งประมาณ 8 โต๊ะ บรรยากาศทั่วไปก็แบบจีนสไตล์เลย ส่วนอาหารก็มีหลากหลายเมนูให้เลือกทาน อย่างเราสั่งมาลองสี่อย่างคือ ซุปเกี๊ยว ข้าวผัด บะหมี่ไก่ตุ๋น และก็เกี๊ยวนึ่ง

โดยรวมถือว่าโอเครสั่งมาสี่อย่างอร่อยสามอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนเพื่อนไปเที่ยวแล้วสามารถเดินตามหาร้านนี้ได้ เราก็แนะนำให้กิน

  • Miland Bread Cake Coffee

กินคราวไม่กินหวานสันดารไพร่ยังคงเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดในตอนนี้ สำหรับการหาคาเฟ่ดีดีสักที่หนึ่งนั่งจิบชากาแฟกับขนมปัง แต่จากการเดินสำรวจอยู่นานแสนนานเราก็พบว่าทั้งอู่หลิงหยวนมีคาเฟ่อยู่สองร้านคือ ร้าน Miland กับ ร้าน Miland ฮ่าฮ่า ใช่แล้วแกรมันเป็นร้านแฟรนไชส์

หลักหลักร้านนี้ขายเมนูขนมปัง ซึ่งที่ร้านมีสารพัดขนมปังกว่า 30 ชนิดเมนูให้เลือกทานเลยทีเดียว ส่วนเครื่องดื่มมีไม่มากนักหลักหลักเป็นชากับกาแฟ

ชานมกับขนมปังฟินฟิน ตอบโจทย์ความนั่งชิวสำหรับการหลบแดดบ่ายนี้ได้ดีที่สุด

ประมาณสี่โมงกว่าพวกเราออกจากร้านกาแฟแล้วเดินต่อมายังย่าน Xibu Street อีกรอบ คือรอบนี้ตั้งใจมาเดินเก็บภาพบรรยากาศเมืองอู่หลิงหยวนริมน้ำในตอนกลางวัลดูบ้าง

ตอกแรกพวกเราตั้งใจจะเดินเล่นถ่ายรูปกันไปเรื่อยเรื่อยเพื่อรอเก็บภาพพระอาทิตย์ตก แต่พวกลืมไปว่าที่นี่ประเทศจีนพระอาทิตย์ตกดินตอนทุ่มสี่สิบ สรุปเก็บภาพได้แค่ถึงเวลาหนึ่งทุ่มก็ต้องไปสถานีรถบัสเพื่อออกเดินทางไปค้างต่อที่เมืองจางเจียเจี้ย

DAY 3

  • Tianmen Mountain

เช้าวันที่สามเวลา 7 โมงครึ่ง พวกเราสามคนรีบโบกแท็กซี่จากโรงแรมไปยังจุดขายตั๋วเพื่อขึ้นไปชมความยิ่งใหญ่ของ Tianmen Mountain ซึ่งตั๋วสำหรับขึ้นเทียนเหมินซานจะมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบ A นั่งกระเช้าขึ้นแล้วนั่งบัสกลับ ( มีรอบเร็วสุดวันที่เราไป 11 โมง ) และ แบบ B คือนั่งบัสขึ้นแล้วนั่งกระเช้ากลับ ( มีรอบสุดวันที่เราไป 8 โมง ) ซึ่งคำตอบมันก็ถูกบังคับให้เราต้องเลือก B อยู่แล้ว เพราะเราคงไม่เลือก A แล้วกลับไปนอนต่อรอ 11 โมงค่อยกลับมาใหม่แน่นอน

รถบัสของอุทยานจะพาเราวิ่งตามไหล่เขาขึ้นสู่เทียนเหมินซาเรื่อยเรื่อย โดยระหว่างทางก็จะมีจอดแวะให้ถ่ายรูปเป็นจุดจุด โดยจุดสุดท้ายบัสจะพาเรามาย่อนที่ประตูสวรรค์ แห่งเขาเทียนเหมินซาน สำหรับคำว่าประตูสวรรค์ (The Heaven’s Gate of Tianmen Shan) นั้น เป็นชื่อที่เรียกตามลักษณะคือ โพรงหินธรรมชาติที่อยู่สูงบนภูเขาขนาดใหญ่ เมื่อมองจากด้านล่างดูคล้ายประตูขนาดใหญ่ที่เปิดทางเข้าสู่เบื้องบน โดยเฉพาะที่แสงอาทิตย์รอดผ่านโพรงหิน ซึ่งดูตระกาตาให้ความรู้สึกว่า ประตูจากสวรรค์กำลังเปิดต้อนรับทุกคนแล้ว

จากจุดจอดบัสเราต้องเดินขึ้นบันไดทีละขั้น ทีละขั้นจนครบทั้งหมด 999 ขั้น ก็จะถึงทางเข้าประตูสวรรค์ โดยถัดจากประตูสวรรค์เดินทะลุถ้ำ ขึ้นบันไดเลื่อนไปเรื่อยเรื่อยเราก็จะไปโผล่บริเวณด้านบนของเขาเทียนเหมินซาน

เขาเล่าว่าถ้าขึ้นไปถึงด้านบนเราจะพบกับวิวสวยงามจนต้องหยุดสายตาและอ้าปากค้างด้วยความตะลึง เพราะรอบรอบเขาเทียนเหมินซานจะอุดมไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ เคลมได้เลยว่าป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์สุดสุด แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งพอพวกเราขึ้นถึงยอดเขาเทียนเหมินซานปุ๊บฟ้าจากเดิมที่สดใสตอนนี้เต็มไปด้วยหมอกครึ้มครึ้มมองไม่เห็นวิวอะไรเลย

สิ่งที่พวกเราทำได้ดีที่สุดระหว่างรอฟ้าเปิดก็คือการถ่ายรูปเล่นกันไปเรื่อยเรื่อย 1 2 3 โพสต์ 1 2 3 เปลี่ยนท่า 1 2 3 สตรอง 1 2 3 ไม่รู้โพสต์ท่าไหนแล้วเนี่ยยยยย

ถ่ายรูปไป เดินสูดกลิ่นธรรมชาติและไอหมอกไปอยู่ราวราวหนึ่งชั่วโมง หมอกก็เริ่มจางลง ซึ่งตอนนี้มันเผยให้เห็นวิวที่ดีดีงามงามตามที่เค้าเล่ากัน

ไฮไลท์เด็ดที่ขึ้นมาถึงยอดเทียนเหมินซานแล้วต้องห้ามพลาด คือ การนั่งชิวรับลมเย็นเย็นบนกระเช้าที่เปิดโล่งแบบนั่งไปลมกระแทกหน้าไป ( กระเช้าอันนี้จะคนล่ะอันกับที่ใช้ ขึ้น-ลง ยอดเขาเทียนเหมินซานนะเหวย )

กับอีกหนึ่งไฮไลท์ที่พีคที่สุดที่ใครหลายหลายคนต่างอยากมาท้าความเสียวสักครั้งก็คือ การเดินบนกระจกใสที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,433 เมตร ใครชอบความเสียวบอกเลยว่าไม่ควรพลาด

หลังจากที่พวกเราเดินตามไหล่เขาชมไฮไลท์ต่างต่างกันจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะนั่งกระเช้าชมวิวชิวชิวกลับเข้าเมืองจางเจียเจี้ย

กลับลงจากเขาเทียนเหมินซานพวกเราตรงดิ่งมายังใจกลางเมืองจางเจี้ยเจี้ย ซึ่งเวลาตอนนั้นประมาณบ่ายสามโมงกว่ากว่า จากการพยามยามค้นหาข้อมูลว่าเมืองจากเจียเจี้ยเกี่ยวกับ walking street หรือ street food เราทั้งสามก็ต้องพบกับความล้มเหลว เพราะแคมเปญเดินชิวหาของอร่อยกินครั้งนี้ของพวกเราอากู๋ก็ช่วยไม่ได้ พันทิพย์ก็ไม่มีข้อมูล ส่วนเพจท่องเที่ยวส่วนมากมาตัวเมืองจางเจียเจี้ยก็จะเที่ยวแต่เขาเทียนเหมินซานกันเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเดินชิวรอบรอบรูปปั้นสัตว์ในตำนานที่มองยังไงก็มองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรกันไปก่อนล่ะกัน

ประมาณสี่โมงครึ่งระหว่างที่พวกเราเดินกำลังเดินเล่นกันอยู่แถวแถวศูนย์กลางเมืองจางเจียเจี้ย เพื่อนคนหนึ่งก็สะกิดให้หยุดฟังเสียงเพลงจีนที่ดังลอยตามลมมาแต่ไกล ไม่รอช้าเราสามคนเดินตามเสียงนั้นไปจนในที่สุดพวกเราก็กลับมาโผล่ตรงลานที่มีรูปปั้นรูปปั้นสัตว์ในตำนานที่มองยังไงก็มองไม่ออกอีกครั้ง จากลานที่ดูไม่มีอะไรตอนนี้ประชาชนชาวจีนทั้งอาม่า อากง ลุง ป้า น้า อา ลูกเด็กเล็กแดงจูงมือกันมาเต้นออกกำลังกายกันเต็มลานเลย

แถมร้านค้า ร้านอาหารต่างต่าง บริเวณนี้ก็เร่ิมทะยอยเปิดเรื่อยเรื่อย ซึ่งภายใต้ความใกล้ลานที่ชาวจีนแสนล้านคนกำลังเต้นกันอยู่นั้น มีร้านหมึกย่างเจ้าหนึ่งที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนที่มีโอกาสไปเที่ยวจางเจียเจี้ยควรลอง

หมึกย่างเจ้านี้เค้าจะคัดสรรเฉพาะหนวดมาเสียบไม้ เสร็จแล้วก็จะปิ้งย่างกับเตาร้อนร้อน ทีเด็ดจะอยู่ที่น้ำซอสที่ใช้ราดระหว่างที่พ่อค้ากำลังย่าง ซึ่งพอนางย่างเสร็จก็จะเอาผงอะไรสักอย่างมาโรยเพิ่มความเผ็ด จากนั้นก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมยื่นไม้ให้เราทานร้อนร้อนทันที

สำหรับเมนูนี้เราให้เป็นที่สุดของทริปนี้เลยนะแกร อร่อยกลมกล่อมจนทำให้เราสามคนเดินมาซื้อกินวนจนไม่ทานข้าวเย็น จบคืนนี้พวกเราทานกันเบาเบาไปคนล่ะ 8 ไม้ จุกจนทานมื้อเย็นกันต่อไม่ได้ …

จางเจียเจี้ยมีมุมน่ารักด้วยนะเหวย สำหรับใครที่ซื้อปลาหมึกแล้วไม่รู้จะไปทานที่ไหนเราแค่แนะนำให้ถือใส่ถุงคนล่ะสองสามไม้ มานั่งชิวรับลมเย็นเย็นกินไปดูหนังกางแปงเวอชั่นจีนไป ก็ได้อรรถรสดีนะ อิอิ

DAY 4

  • Feng Huang

เราออกเดินทางจากจางเจียเจี้ยด้วยบัสรอบ  9 โมง ถึงเมืองโบราณเฟิ่งหวงประมาณบ่ายกว่ากว่า เวลาเดินทางทั้งหมดที่ใช้ถ้าอยากรู้ก็ไปหักลบเอาเด้อ ราคาตั๋วรถอยู่ที่ 140 หยวนต่อคน พอถึงสถานีรถบัสพวกเราก็โบกแท็กซี่ต่อไปยังที่พักซึ่งเราพักกันที่ Fenghuang Corner Time Inn ที่บอกชื่อที่พักเพราะมันโอเคร เจ้าของใจดีพูดภาษาอังกฤษได้ ที่พักสะอาด โลเคชั่นก็เลิศอยู่ในเมืองโบราณติดริมน้ำเลยแกร แต่เสียอย่างเดียวคือต้องนั่งยองยองเวลาขับถ่ายมวลสารออกจากร่างกาย แต่แต่ปัญหานี้ก็มิได้หนักหนาเพราะเจ้าของที่พักนางมีอุปกรณ์เสริมเป็นที่นั่งไม้เอาไว้ครอบโถส้วมเวลาจะขี้อ่ะแกร เห็นปะหล่ะว่าที่นี่เค้าใส่ใจคนพักจริงจริง

หลังจากที่เช็คอิน เก็บของเข้าห้องเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินลงมาขอแผนที่เที่ยวเมืองโบราณเฟิ่งหวงกับเจ้าของที่พัก ซึ่งนางก็ใจดีมอบแผนที่ให้พร้อมกับคำแนะนำต่างต่างอีกมากมาย สำหรับเที่ยวเมืองโบราณเฟิ่งหวง เมื่อทุกอย่างพร้อมพวกเราทั้งสามก็ออกไปลุย

สำหรับเมืองโบราณเฟิ่งหวงนั้น เป็นเมืองเล็กเล็กที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของมณฑลหูหนานตัวเมืองตั้งอยู่ในหุบเขาสีเขียวมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง โดยตลอดสองฝั่งจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝากที่อยู่ภายในอาคารไม้เก่าแก่ ความสวยงามของที่นี่ถูกการันตีโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก ซึ่งเราคิดว่าองค์การยูเนสโกทำถูกแล้วเพราะที่นี่สวยงามจริงจริง

จากที่พักเราทั้งสามเดินเลียบทางริมน้ำที่ผ่ากลางเมืองโบราณเฟิ่งหวงมาเรื่อยเรื่อย ระหว่างทางก็ชมเมืองไปถ่ายรูปไปจนกระทั่งมาถึงเค้าเตอร์ขายตั๋วสำหรับล่องเรือชมเมืองยามเย็น หลังจากใช้ความพยามยามทั้ง google translator ภาษามือ ภาษากาย พร้อมกับคำอุทานภาษาไทยเป็นพักพัก ในที่สุดเราก็ได้ตั๋วเรือสำหรับล่องเรือเย็นนี้ สำหรับเวลาที่จะเริ่มล่องเรือของเราจะอยู่ที่หนึ่งทุ่ม ซึ่งระหว่างนั้นเรายังพอมีเวลาหาคาเฟ่ชิคชิคนั่งหลบแดดเม้าท์มอยกันสักร้านหนึ่ง

จากสายตาที่คอยสอดส่องหาคาเฟ่ตั้งแต่เริ่มเดินออกจากที่พักจนมาถึงเค้าเตอร์ขายตั๋วเรือ เราสามคนโหวตเป็นเสียงเดียวกันให้คาเฟ่ในภาพคือผู้ชนะในครั้งนี้ เหมือนเดิมไม่มีอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น คือ ป้ายหน้าร้านมาเป็นภาษจีนหมดจร้า แต่ร้านหาไม่ยากเพราะอยู่ติดกับเค้าเตอร์ขายตั๋วเลย

บรรยากาศร้านโดยรวมจะออกแนวสบายสบาย ดูอบอุ่นด้วยโทนสีน้ำตาลของเฟอร์นิเจอร์ไม้ แล้วยิ่งพอนั่งจิบกาแฟมองผ่านกระจกออกไปนอกร้านมองเห็นวิวแม่น้ำกับบ้านเรือนไม้ที่วางเรียงรายทำให้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความเป็นจีนสุดสุด สำหรับเราร้านนี้เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อน นั่งชิวเป็นที่สุด

   

ประมาณหนึ่งทุ่มเราก็มาลงเรือตามเวลานัดหมายในตั๋ว ซึ่งเรือลำหนึ่งจะนั่งได้ทั้งหมด 10 คน แต่เรามากันสามเพราะฉะนั้นพวกเราจึงถูกนำไปมัดรวมกับกรุ๊ปอื่นที่มากัน 2 คน 3 คน แบบพวกเรา เมื่อเรือลำของเราครบ 10 คน ลุงก็เริ่มแจวเรือพาเราล่องตามน้ำชมวิวเมืองยามเย็นไปเรื่อยเรื่อย

จากฟ้าสว่างตอนนี้ก็เร่ิมมืดลงพร้อมกับอากาศที่เย็นสบายขึ้นเรื่อยเรื่อย ไฟของร้านค้าบ้านเรือนสองฝั่งแม่น้ำถั่วเจียงก็ค่อยค่อยทยอยเปิดขึ้น วิวกลางวันว่าสวยแล้วกลางคืนสวยกว่า 10 10 10 ไปเลยจร้า

พวกเราใช้เวลาล่องเรืองทั้งหมด 30 นาทีก็มาจบที่เจดีย์วั่นหมิง เจดีย์ที่ถือเป็นแลนมาร์คที่ใครมาแล้วไม่ได้มาโพสต์ท่าถ่ายรูปเกร๋เกร๋ด้วยถือว่ามาไม่ถึง

จากเจดีย์วั่นหมิงเราเดินชมบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองโบราณเฟิ่งหวงเพื่อกลับมายังที่พัก

ระหว่างทางก็จะมีร้านอาหารเยอะแยะมากมาย มื้อเย็นของเราวันนี้ก็คือการเดินไปกินไปเจอร้านไหนหน้ากินก็แวะ พอทานกันอิ่มเรียบร้อยก็เลี้ยวเข้าร้านนั่งชิวจิบเบียร์เย็นเย็นฟังเพลงเพลินเพลินแล้วจึงกลับเข้าที่พัก

DAY 5

ความตั้งใจของเช้าวันที่ห้า คือพวกเราทั้งสามจะตื่นแต่เช้าไปเดินเล่นชิวชิวเก็บภาพบรรยากาศเมืองโบราณเฟิ่งหวง แต่ด้วยฤทธิ์ของแอลกฮอร์เมื่อคืนทุกคนพร้อมใจกันปิดนาฬิกาปลุกที่ตั้งปลุกไว้ตอนหกโมงเช้า เราตื่นกันอีกทีตอน 11 โมง ชิบหายสิครับรีบเก็บของ อาบน้ำ เช็คเอาท์ แล้วโบกแท็กซี่ดึ่งไปยังสถานรถบัสทันที เพราะเราจองตั๋วบัสกลับฉางซารอบเที่ยง พุทโธธัมโมสังโฆ!! เกือบตกรถ

พวกเราเดินทางมาถึงเมืองฉางซาประมาณหกโมงเย็น

  • Huangxing Road Walking Street

พอเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยก็ไปเดินชิวหาอะไรทานกันต่อที่ถนนคนเดินหวงซิง (ถนนคนเดินฉางซา) ถนนที่เป็นศูนย์รวมของการชอปปิ้ง ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าทั้งแบรนด์และไม่แบรนด์มากมาย อารมณ์จะประมาณสยามหรือแพลททินั่มบ้านเราเลยแกร วัยรุ่น คนทำงาน รวมถึงนักท่องเที่ยวอย่างเราเราเดินกันอย่างหนาแน่นสุด

ทั้ง 2 ข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง รวมไปถึงศูนย์การค้าต่างๆ บนถนนที่มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร จากตอนแรกตั้งใจมาเดินเล่นแป๊บแป๊บหาอะไรทานแล้วจะรีบกลับไปนอน เดินไปเดินมากลับห้องห้าทุ่มเลยจร้า

DAY 6

  • Yuelu Mountain

สายก่อนวันสุดท้ายของทริปจีน หลังจากที่พวกเราทานเคเอฟซีกันเสร็จเรียบร้อย ตามแพลนคือเราจะไปเที่ยวกันที่เกาะส้ม เกาะที่อยู่กลางแม่น้ำ Xiangjiang River ซึ่งถือว่าเป็นสถานสุดฮิตที่  80% ของรีวิวเมืองฉางซาพาร์ทกลางวันจะต้องมี แต่ด้วยความที่ช่วงก่อนวันที่เรามาถึงฉางซาฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำขึ้นสูงจนท่วมทางเดินบางส่วนบนเกาะส้ม ทำให้ทางการจีนประกาศปิดแบบไม่มีกำหนดรอจนกว่าน้ำจะลด ณ จุดนั้นคือเซงสุดแต่ก็ไม่หยุด เราสามคนหยิบมือถือขึ้นมาเปิดค้นหาสถานที่เที่ยวเมืองฉางซากันทันที ระหว่างที่หาข้อมูลอยู่นั้นเสียงเจ้าของที่พักก็ลอยมาในหัว ยูลู ยูลู เออใช่เราไปเที่ยวเขายูลูตามคำแนะนำเจ้าของที่พักกันดีกว่า จากประตูเข้าเกาะส้มพวกเราก็โบกแท็กซี่มาที่จุดขายตั๋วสำหรับขึ้นเขายูลู

“ช่วงสาระมีอยู่จริง” ยูลูเป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองฉางซา มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ บรรยากาศร่มรื่นสดชื่น บริสุทธิ์ ที่นี่จะสวยสุดและพีคสุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ใบเมเปิลทั่วทั้งหุบเขาจะพากันเปลี่ยนสีสันอย่างสวยงาม ส่วนเรามาหน้าฝนก็ก็ชมความเขียวความกรีนวนไปจ้า เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวยอดเขาก็จะขาวโพลนไปด้วยหิมะ สำหรับวิธีขึ้นไปบนยอดเขายูลูจะมีให้เลือกทั้งหมดสามทางคือ เดิน นั่งบัส และนั่งกระเช้าขึ้นไป สำหรับเราเลือกวิธีนั่งกระเช้าขึ้น

ใครที่คิดว่าบนยอดเขาจะต้องมีแต่ต้นไม้ใบหญ้าและสัตว์ป่าเราบอกเลยว่าคิดผิด เพราะบนยอดเขายูลูมีครบทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวเมือง ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายที่ระลึก คาเฟ่ ที่นั่งชิว รวมถึงจุดถ่ายภาพอีกเยอะแยะมากมาย

หลังจากเดินเล่นบนยอดเขาจนเบื่อ พวกเราก็เดินลงเรื่อยเรื่อยตามทางประมาณ 2 ชั่วโมง ที่ทั้งเดินทั้งหยุด ในที่สุดก็มาโผล่ที่ทางออก ซึ่งจุดนี้จะมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ ศาลาริมน้ำสไตล์จีนสีแดงที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องเดินเข้าไปเก็บภาพ

ในบริเวณใกล้ใกล้กันกับศาลาริมน้ำมีร้านขายของฝาก ของที่ระลึก ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านด้วยแกร

หลังจากเดินกันนานร่วม 3 ชั่วโมงครึ่ง พวกเราแบกความหิวโซมาซัดทั้งของคาว ของหวาน กันที่หน้าประตูทางเข้าเขายูลู พออิ่มก็ไปชิวต่อที่ริมแม่น้ำเซียงเจียง

  • Xiangjiang River

ถ้าใครจำวิชาสังคมตอน ม.ปลาย เราเชื่อว่าชื่อแม่น้ำแยงซีเกียงจะต้องคุ้นอยู่ในห้วงความทรงจำของทุกคนแน่นอน ที่มาชวนลำลึกความหลังก็แค่อยาจะบอกว่าแม่น้ำเซียงเจียงที่ไหลผ่านเมืองฉางซาแห่งนี้แหล่ะคือต้นกำเนิดของแม่น้ำแยงซีเกีย สำหรับเราริมแม่น้ำแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่จะทำให้เราเห็นวิวของเมืองฉางซาได้อย่างสวยงาม

นอกจากที่นี่จะเป็นหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวอย่างเราเรามาเดินเล่นกับภาพแล้ว คนเมืองฉาซายังนิยมออกมาปั่นจักรยาน วิ่งออกกำลังกายกันอีกด้วย แต่ถ้าอยากได้พิกัดความแซ่บเราแนะนำให้มาเดินแถวแถวด้านหน้า Hunan Univercity นะแกร หนุ่มฮอตสาวสวยเพียบเลย

  • Taiping Street

มื้อเย็นคืนสุดท้ายที่ฉางซาเรามาฝากท้องกันที่ “ถนนคนเดินไท่ผิง” (Taiping Street) ซึ่งถ้าเทียบกับถนนคนเดินความหวงซิงที่นี่มีความเป็น Street Food มากกว่า โดยตลอดความยาว 500 เมตรของถนนแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยอาหารน่ากิน

นอกจากร้านอาหารแล้วที่ถนนคนเดินไถผิงแห่งนี้จะมีเยอะแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าน่ารักๆ ของฝากตะมุตะมิจากเมืองจีนที่น่าซื้ออีกเยอะแยะมากมายมาย เพราะฉะนั้นคืนสุดท้ายก่อนกลับไทย ควรแวะมาซื้อของเป็นที่ซู๊ด

DAY 7

กินอาหารที่ไม่คุ้นชินมายาวนานถึง 8 วัน การบินกลับไทยแล้วได้กินแกงเขียวหวานไก่บนเครื่องถือว่าเป็นอะไรที่ฟินสุดจริงจริง ประมาณสามชั่วโมงนิดนิดแอร์เอเชียไฟล์ FD2604 ที่ออกจากฉางซา 12:55 น. ก็พาเราบินลัดฟ้ากลับถึงไทยอย่างปลอดภัย ถือเป็นการปิดทริปที่ดีงาพระรามเก้าอีกทริปหนึ่ง

จีนเป็นประเทศใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย การเดินทางไปสัมผัสจีนครั้งที่สองของเรายังคงไม่สามารถบรรยายความเป็นจีนออกมาได้ครบถ้วน เราบอกได้แค่ว่าจีนเป็นประเทศที่สวยงามมากมากเพราะแค่เสี้ยวหนึ่งที่เราไปสัมผัสมายังดูน่าหลงไหลขนาดนี้ ยังไงถ้ามีโอกาสคงกลับไปเที่ยวเมืองอื่นอื่นของจีนอีกแน่นอน


ลองไปเที่ยวจีนกันดูนะ แล้วจะรู้ว่าความสวยงามแบบอลังการของจริงเป็นยังไง!!