หลังจากแยกย้ายกันดูแลตัวเอง Work Form Home เครียดกับปัญหาไวรัสโควิดกันอยู่หลายเดือน วันนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามที่ทางเราอยากจะบอกว่า … ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ!!! 3 วัน 2 คืนต่อจากนี้ ขอเชิญพบกับทริปฮอตฉ่าทุกองศาของเหล่าเพื่อนสาว ที่ก้าวเท้าเข้าเมืองตรังไปนั่งตุ๊กตุ๊กหัวกบในช่วงซัมเมอร์แบบดีเลิศเลอเต็ม 10 ไม่หัก พร้อมใจกันลากกระเป๋าเข้าพัก ณ ถิ่นกำเนิดยางพารา เริ่มต้นทริปกันที่ชานชลาสถานีกันตัง แล้วต่อกันไม่ยั้งทั้งคาเฟ่ อีกทั้งทะเลใส ๆ บนเกาะแสนสวยที่เพียบพร้อมด้วยธรรมชาติ ไม่พอยังขอประกาศความเป็นสายกิน ด้วยการตระเวรชิมจนอิ่มตัวแตก ยังมีย่านเมืองเก่าชิค ๆ สตรีทอาร์ตคูล ๆ ที่ทำให้เราติดใจจนกลับมาก็ยังมูฟออนไม่ได้ ก่อนอื่น!! ระวังหญ้าหน้าบ้านท่านไว้ให้ดี ๆ เพราะทริปนี้บอกเลยว่า เมืองตรัง นั้นเด็ดจริง เด็ดมาก เด็ดจนงงว่าทำไมครบรสครบเครื่องไปทุกด้านได้ขนาดนี้ ตรังเค้าไม่ได้มีดีแค่ทะเลจ้าเธอจ๋า

Daily flight direct to Trang

ไม่ว่าจะบินในประเทศ หรือต่างประเทศ เราก็มักจะเลือกบินกับ แอร์เอเชีย คนดีคนเดิมอยู่เสมอ ไหนจะเรื่องการบริการที่น่ารัก มีไฟลท์บินตรงสู่ใต้มากที่สุด กับราคาตั๋วโปรยั่ว ๆ ดี ๆ งาม ๆ ยิ่งบินวันธรรมดาแบบเราเที่ยวละไม่กี่ร้อยเอง ส่วนไฟลท์บินตรงจากดอนเมืองสู่เมืองตรังนั้น เค้าก็มีให้เลือกถึง 3 เที่ยวบินต่อวัน จะไฟลท์เช้า ไฟลท์บ่าย หรือไฟลท์เย็นก็เลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ยิ่งซื้อพร้อมแพ็กสุดคุ้มตั้งแต่ตอนจองตั๋ว จะยิ่งคุ้มค่าน้ำตาไหลไปอี๊ก เพราะได้ทั้งน้ำหนักกระเป๋า, ประกันการเดินทาง, อาหารร้อนอร่อย ๆ บนเครื่อง แถมใครที่ไปเป็นแก๊งค์เพื่อนแบบเรา ก็สามารถเลือกที่นั่งติดกัน เพื่อเม้าท์มอยตั้งเครื่องเทคออฟยันแลนดิ้งไปเลยจ้า

DAY 1

วางกระเป๋าเข้าห้องพัก เช็คความสวยในกระจก หมุนซ้ายหมุนขวา 2-3 ที ก็ได้เวลาออกไปข้างนอก เพื่อให้ทริปนี้เที่ยวคุ้มที่สุด เราขับรถออกไปนอกเมืองประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง กันตัง อำเภอเก่าแก่ที่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญ และที่แรกที่เราจะพาไปคือ สถานีรถไฟกันตัง สถานีรถไฟสุดสายของภาคใต้ฝั่งอันดามันที่เปิดให้ใช้มากว่า 100 ปี ความโดดเด่นของสถานีรถไฟนี้ไม่เหมือนที่ไหน เพราะตัวอาคารเป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยาชั้นเดียว ทาสีเหลืองมัสตาร์ดสลับน้ำตาลผสมผสานศิลปะแบบตะวันออกและตะวันตก มีการตกแต่งประดับมุมเสาด้วยลวดลายไม้ฉลุที่คงเอกลักษณ์เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นความละเอียดอ่อนในดีเทลต่าง ๆ จนหลงเสน่ห์ของที่นี่ได้ไม่ยาก ปัจจุบันสถานีรถไฟกันตังได้รับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรด้วยจ้า

ก่อนจะเดินไปถึงชานชลา เราต้องผ่านอาคารขายตั๋วที่โล่งโปร่งสบาย ด้านในมีข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ เก็บเอาไว้ให้เราได้ชม อย่างมุมตาชั่งโบราณก็ดึงดูดเราให้ใช้เวลายืนถ่ายรูปได้พักใหญ่ จนมีเสียงนายสถานีตีระฆังแก๊ง แก๊ง แก๊ง ผสมกับหวูดรถไฟลอยมาตามลม เป็นสัญญาณบอกว่ารถไฟขบวนที่ 167 กำลังจอดเทียบท่า พวกเราจึงไม่รอช้า รีบวิ่งมาตั้งท่าเตรียมโบกรถไฟเพื่อให้ได้ภาพเก๋ ๆ สักหนึ่งเซ็ต จนรถไฟจอดสนิทก็ขึ้นไปวิ่งเล่นบนโบกี้ให้ได้ภาพดี ๆ อีกสักเซ็ต เป็นอันเสร็จมิชชั่น แนะนำว่าควรนัดชุดกับเพื่อนซี้ให้เข้าธีมวินเทจหน่อย ๆ จะเข้ากับสถานที่และบรรยากาศของสถานีรถไฟเป็นอย่างมาก

เดินเล่นจนเริ่มเพลีย ฉีกยิ้มถ่ายรูปจนหน้าเริ่มตึง เหงือกเริ่มแห้ง เลยขอแวะร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้สถานีที่ชื่อว่า สถานีรัก ที่ช่วยให้เรานั่งพักเหนื่อย สั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ ดับกระหาย แม้ร้านจะดูธรรมดา แต่ความไม่ธรรมดาอยู่ที่เมนูเด็ดอย่างน้ำมะม่วงเบาปั่น ซีซันนอลเมนูต้อนรับซัมเมอร์ของชาวปักษ์ใต้ที่มีเฉพาะช่วงนี้โดยเฉพาะ รสชาติเปรี้ยวหวานเย็นชุมคอ อร่อยเลอค่า หอมสดชื่นกำลังดี ลองชิมดูสักหน่อยรับรองว่าต้องติดใจ ที่ร้านสถานีรักมีจักรยานให้เช่าเอาไว้สำหรับใครที่อยากชิวได้ปั่นเล่นร้องเพลงโอ้เยด้วยล่ะ

ในขณะที่เราเดินเล่นเพลิน ๆ ชมเมืองเมืองเก่าแก่อย่างกันตัง ดูอาคารบ้านเรือนที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต มีทั้งความวินเทจสลับกับความโมเดิร์นของสตรีทอาร์ต ที่วาดบนฝาผนังซ่อนตัวตามตรอกซอกซอยในเขตเทศบาลเมืองกันตังกว่า 10 จุดให้เราได้เดินตามหา แต่ละภาพก็จะมีสีสันคัลเลอร์ฟูล แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองที่อยู่ท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นรูปหมีแบกเบ็ดตกปลา รูปปลาหมึกที่ลอยในทะเล ทำให้ใครผ่านไปผ่านมาก็อดใจไม่ไหว ต้องแวะถ่ายรูปกันทุกราย

เดินเก็บสตรีทอาร์ตโพสต์ท่าถ่ายภาพจนเกือบล้นเมมโมรี่ มาดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบบ่าย น้ำย่อยในกระเพาะเริ่มทำงาน เราเลยพุ่งไปที่ร้านอาหารธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เติมความสุขมื้อเที่ยงของเราให้เปรมปรีที่ ร้านโกช้อย ร้านเด็ดที่คนท้องถิ่นเมืองตรังมักจะพาแขกบ้านแขกเมืองมาจัดหนักจัดเต็มที่นี่ เรียกว่าเป็นร้านปราการด่านแรกของเมืองตรังเลยก็ว่าได้ เดินเข้ามาในร้านความรู้สึกเหมือนเข้ามาในห้องรับแขกบ้านคนจีนยุคเก่า ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่า แต่รู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเอง

เริ่มที่จานออเดิร์ฟเมนูเด็ดขอ Recommend ขาหมูเย็น ที่ร้านจะเอาขาหมูไปยัดไส้ไข่แดงเค็มและนำไปแช่เย็น ก่อนจะหั่นบาง ๆ เสิร์ฟพร้อมเซ็ทเครื่องเคียงที่มี่ทั้งผักสด ไข่เยี่ยวม้า มะม่วงหิมพานต์ทอด ขิงดอง และหอมแดงซอย ตักทานพร้อมราดน้ำจิ้มสูตรเด็ดรสชาติเปรี้ยวอมหวาน เป็นเมนูที่แปลกแต่คุ้มค่าที่จะลอง ต่อด้วยจานถัดมากับแกงส้มปลากระพงใส่ยอดมะพร้าวอ่อน รสเครื่องแกงใต้ร้อน ๆ เข้มข้นถึงใจตั้งแต่คำแรกที่ได้ชิม นอกจากนี้ก็ยังมียำสามกรอบ น้ำพริกแมงดา บอกเลยว่าทุกจานพวกเราฟาดเรียบ เพราะรสชาตินั้นเด็ดจริงจนเราต้องยกนิ้วให้

อิ่มท้องด้วยของคาวจนแทบคลานออกจากร้าน เราก็มาเช็กอินร้านขนมหวานด้วยความกลัวว่าจะกลายเป็นคนสันดานไพร่ ที่ 2499 เบื้องครองเมือง ร้านขนมเบื้องสูตรโบราณย่านบางรักที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน ขนมเบื้องของที่นี่จะมีความแตกต่าง เพราะร้านจะใช้เนื้อมะพร้าวผสมน้ำตาลโตนดแทนเนื้อครีมสีขาวเลี่ยน ๆ มีให้เราเลือก 3 รส คือ ไส้เค็ม, ฝอยทอง และฝอยทองใบเตย ตัวแป้งกรอบกำลังดี ยิ่งถ้าได้ทานร้อน ๆ ตอนขึ้นจากเตาจะยิ่งอร่อยมาก แถมข้างร้านยังมีมุมถ่ายรูปให้ไปโพสต์ท่ากับภาพวาดฝาผนังที่เลียนแบบหลอดไฟกำลังส่องลงมา  ชิคสุดฉุดไม่อยู่มาก ณ จุดนี้

ไม่ไกลจากร้านขนมเบื้อง มีโบสถ์คริสต์ หรือ วิหารคริสต์ศาสนาสีเหลืองโดดเด่นเป็นสง่าตั้งอยู่ เราก็ไม่พลาดที่แวะไปถ่ายรูปกันสักหน่อย ตัวโบสถ์เค้ามีอายุกว่า 100 ปี เป็นอาคารชั้นเดียวสถาปัตยกรรมแบบโกธิค มีหอระฆังอยู่ติดตัวอาคาร ทาสีเหลืองทั่วทั้งตึกตัดกับสีเขียวของต้นไม้ที่ปลูกไว้โดยรอบทำให้ความมีสวยงามน่าหลงใหลมาก ยิ่งพอตัดกับชุดสีแดงที่ทางเราใส่ไปนั้น ยิ่งทำให้โบสถ์ดูเด่นขึ้นอีกเป็นกองจ้า

สำหรับที่พักของเราทั้ง 2 คืนของทริปนี้ เราเลือกฝากชีวิตไว้ที่ ‘A Local Something Hostel’ โฮลเทลโก้ ๆ ธีมวินเทจสีเขียวมิ้นน่ารักแสนละมุนใจในเมืองตรัง ที่ออกแบบทุกมุมอย่างละเอียดอ่อน มีดีเทลความมุ้งมิ้งซ่อนอยู่ ก้าวเข้ามาปุ๊บรู้สึกสดใสร้องเพลงกามิกาเซ่ใส่อย่างลืมตัว ห้องพักมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งไพรเวทเตียงใหญ่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแอร์ ทีวี ตู้เย็น พร้อมห้องน้ำส่วนตัว แถมระเบียงให้นั่งชิลมองเมืองเก่า

หรือถ้ามาเป็นแก๊งสาว ๆ อย่างเรา ก็จองเป็นห้อง Family room ที่จัดสรรปันส่วนพื้นที่ห้องเป็นเตียงสองชั้น นอนได้สามคนพอดิบพอดี หรือถ้าสมาชิกมากกว่าสามก็เลือกห้องขนาดใหญ่กว่าได้ ราคาเบา ๆ สบายกระเป๋าสุด ๆ สิ่งที่ได้ใจเราไปเต็ม ๆ อีกเรื่องคือโลเคชั่นที่อยู่กลางเมืองพอดิบพอดี จะออกไปเดินเล่นหาอะไรกินก็สะดวก หันทางไหนก็ใกล้ไปซะหมด บางที่ บางร้าน สามารถเดินไปได้จากที่พักเลยทีเดียว

DAY 2

กล่าวกู๊ดมอนิ่งทักทายเช้าวันใหม่แบบสดใส เพราะวันนี้พวกเรามีแพลนจะไปลงเรือออกเที่ยวเกาะ แต่ก่อนไปต้องเพิ่มพลังจัดเต็มมื้อเช้าที่ ร้านจีบขาว ร้านติ่มซำเก่าแก่สไตล์กวางตุ้งที่อยู่คู่ชาวเมืองตรังมากว่า 60 ปี และยังเป็นร้านยอดฮิตที่คนท้องถิ่นโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนต้องมานั่งจิบชา จิ้มติ่มซำเข้าปากกันทุกเช้า ภายในร้านยังคงความเก่าแก่และความน่ารักอบอุ่นในแบบดั้งเดิม นอกจากจะมีเมนูติ่มซำแล้ว ยังมีเมนูก๋วยเตี๋ยวและข้าวให้เลือกกินด้วย พวกเราสั่งมาเกือบทุกอย่างจนเต็มโต๊ะ เพราะเลือกไม่ได้ว่าจะกินอะไรดี แต่ลองชิมทุกอย่างแล้วต้องยกนิ้วโป้งให้แล้วบอกว่า ‘อื้มมม อาโหร่ยยย’

สำหรับเมนูแนะนำทางเราภูมิใจเสนอเป็น ปาท่องโค หรือปาท่องโก๋ เป็นภาษากวางตุ้งที่แปลว่าขนมแป้งนึ่งสีขาวฟู ๆ มีรูพรุนชิ้นสี่เหลี่ยมทำจากข้าวเก่านำมาโม่ ผสมกับน้ำตาลทราย ขึ้นฟูด้วยยีสต์สดธรรมชาติ ต่างจากปาท่องโก๋ที่แป้งทอดคู่กันสีน้ำตาลอย่างที่เราคุ้นเคย ซึ่งคนตรังจะเรียกว่า อิ่วจากวย หรือ จาโก้ยแทน ส่วนอีกอย่างที่ห้ามพลาดคือ จีบขาว ซึ่งหน้าตาคล้ายฮะเก๋าแต่ข้างในเป็นไส้หมูสับ ตัวแป้งจะนุ่มเหนียวหนึบกว่า จิ้มกับน้ำจิ้มสีแดงอมชมพูมีรสหวานที่เรียกว่าส้มเจื้อง รสชาติกลมกล่อมเข้ากันดีมาก ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีติ่มซำอื่น ๆ รวมถึงก๋วยเตี๋ยวหลอด โจ๊ก ข้าวหมูทอดปลาเค็ม อร่อยหมดทุกสิ่งอย่างเป็นมื้อเช้าที่อิ่มไปยันเย็นเลยจ้า

และไฮไลต์ของตรัง นอกจากร้านเด็ดเมนูดังแล้วก็มีทะเลนี่แหละที่สวยยืนหนึ่งในฝั่งอันดามัน ว่าแล้วก็ไม่รอช้า หยิบพร็อพ หมวก กระเป๋าสานแล้ววิ่งขึ้นเรือล่องออกไปร้องว้าวกับแพลนของวันนี้ดีกว่า โดยโปรแกรมของเราจะมีสองจุดหลัก ๆ คือ เกาะกระดาน และถ้ำมรกต ซึ่งปกติสามารถซื้อทัวร์แบบ one day trip จากบริษัททัวร์ไปเที่ยวได้ แต่ถ้าอยากได้ความไพรเวทเป็นส่วนตัวก็เหมาเรือหางยาวทั้งลำเที่ยวตามใจใช้เวลาเท่าที่อยากแบบเราได้ ซึ่งในแพ็คเกจเค้าก็จะมีข้าวกล่องสำหรับมื้อเที่ยง พร้อมไกด์ที่คอยให้ข้อมูลเกาะต่าง ๆ และพาดำน้ำดูปะการังด้วย

45 นาทีหลังจากออกมาจากฝั่ง นั่งดูฟ้า ดูน้ำ เอาหน้าโต้ลมอยู่บนเรือ เราก็ได้เห็นหาดทรายสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีเขียวมรกตรออยู่เบื้องหน้า เป็นสัญญาณบอกว่าเรามาถึง เกาะกระดาน ที่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมร่วมกับเกาะมุกแล้วจ้า ทันทีที่เรือจอดเทียบหาด เราก็รีบลงมาเอาเท้าสัมผัสทรายเนื้อละเอียด ขาวสะอาดทอดยาวสุดสายตา มองฟ้าก็สีฟ้า มองน้ำก็ใสแจ๋ว มองลงไปก็เห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำชัดเจน พอเดินตามแนวหาดชมธรรมชาติของที่นี่ก็ยิ่งได้เห็นว่าเกาะกระดานยังอุดมสมบูรณ์มาก ๆ แถมในทุก ๆ ปี เกาะกระดานแห่งนี้ยังเป็นสถานที่จัดงานวิวาห์ใต้สมุทรที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยนะเธอ

ดินเตะทรายเตะน้ำมาเรื่อย ๆ เราก็จะเจอกับมุมต้นไม้ที่ล้มลงบนหาดทราย เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาถ่ายรูปกันมาก ๆ จะปีนป่านโพสต์ท่านั่งไขว้ขาเก๋ ๆ แล้วทำเผลอมองทะเลแบบเหม่อ ๆ ก็ดี หรือจะชวนเพื่อนซี้ขึ้นไปโพสต์ท่ากรุ๊ปช็อตปัง ๆ ก็ได้เช่นกัน แต่แนะนำว่างานนี้ธีมชุดเสื้อผ้าหน้าผมต้องจัดมาให้เป๊ะสุดกว่าใครในหาดไปเลยจ้า และหากเรายืนมองวิวจากหน้าหาดก็จะเห็นเกาะลิบง เกาะแหวน เกาะมุก และเกาะเชือกที่อยู่ไกล ๆ เป็นคำสัญญากลาย ๆ ว่ารอบหน้า เราจะไปหาพวกเธอแน่นอนเจ้าเกาะทั้งหลาย

ไหน ๆ ก็สวมบทบาทนางเงือกน้อยอยู่ที่หาดจนแอดว๊านแล้ว เราก็บอกลาสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะออกมาดำดิ่งลงสู่โลกใต้ท้องทะเลไปจ๊ะเอ๋ฝูงปลาและปะการังทั้งหลายกันบ้าง พี่โชเฟอร์พาเรานั่งเรือออกมาที่จุดดำน้ำซึ่งอยู่ห่างจากเกาะกระดานไม่ถึง 5 นาที เราก็ได้เจอกับเหล่าปะการังหลากสีและฝูงปลาน้อยใหญ่ ที่ผลัดกันมาแหวกว่ายเวียนวนเหมือนเป็นขบวนต้อนรับพวกเราสู่โลกใต้น้ำ เป็นอะไรที่แฮปปี้ดี๊ด๊าสุด ๆ ดำผุดดำว่ายเสวนาภาษาแอเรียลจนหนำใจ ก็ถึงคราวบอกลาเพื่อน ๆ ใต้น้ำมูฟออนไปอีกจุดแล้วสิ บ๊าย บาย โชคดีนะเจ้าปลาน้อย

จุดต่อมาบอกเลยว่าสวยอะเมซิ่งตะลึง ตึง ตึงมาก เพราะเป็นถ้ำงามกลางทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก นั่นก็คือ ถ้ำมรกต โดยถ้ำนี้จะมีลักษณะเป็นปล่องขนาดยักษ์ที่เกิดจากการยุบตัวในอดีต เกิดเป็นแอ่งน้ำและหาดทรายด้านใน รอบปล่องมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเขียวครึ้มปิดล้อมพื้นที่ ทำให้บรรยากาศของที่นี่เป็นเหมือนสระน้ำท่ามกลางผนังธรรมชาติของภูผาหิน ซึ่งถ้าหากใครอยากจะเข้าไปชมปริศนาแห่งความงามภายในถ้ำมรกต ก็ต้องแลกกับความเหนื่อยว่ายน้ำผ่านโถงถ้ำอันมืดมิดกว่า 80 เมตร แต่รับรองว่ามันก็คุ้มค่ากับความสวยงาม ความว้าว ที่จะได้เจอนะแน่นอน

DAY 3

การเที่ยวตามสไตล์ของพวกเราวันสุดท้ายจะเป็นวันที่ชิลกว่าทุกวัน เลยวางแพลนไว้แบบสบาย ๆ ตื่นสาย ๆ เที่ยวรอบเมือง กินของอร่อย และจบทริปกลับบ้านแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ว่าไปถ้ามาเมืองตรังแล้วไม่ได้นั่ง รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ ก็จะโดนล้อว่าไม่ครบ ไม่ถึงตรังเอาได้ เพราะเจ้าตุ๊กตุ๊กทรงน่ารักเป็นน้องเคโระนี่คือเอกลักษณ์ประจำเมืองตรังเค้าเลยนะ จะไปแถว ๆ สถานีรถไฟตรัง หรือให้ที่พักเรียกรถให้ก็ได้ อย่างโฮสเทลเราก็มีบริการเรียกรถหัวกบมาให้ถึงที่ เราเลยเลือกนั่งไปตามจุดสตรีทอาร์ตเด่น ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองตรัง มีทั้งภาพถ้ำมรกต ภาพดอกศรีตรัง และภาพสวนยางพารา ตามสโลแกน ‘ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล’ เราก็นั่งรถรับลมตามเก็บสตรีทอาร์ตให้ครบเหมือนสะสมแต้มไว้รับรางวัล แต่เรื่องจริงนั้นคือตามใจตัวเองล้วน ๆ จ้า

ระหว่างที่นั่งรถหัวกบชมเมือง เราก็สัมผัสได้ถึงความคลาสสิคและสวยงามของเมืองตรัง ทั้งไม่แออัด รถไม่เยอะ คนไม่พลุกพล่าน ผู้คนดูเฟรนลี่ ใจดี มีอัธยาศัย นอกจากรอยยิ้มที่สะดุดใจเราแล้ว บรรดาตึกเก่าและสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโนโปตุกีสในยุคโคโลเนียลที่เป็นศิลปะลูกผสมระหว่างจีน โปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา และฝรั่งเศสก็ชวนให้สะดุดตาเช่นกัน ดังนั้น ณ จุดนี้ อย่าลืมลงจากรถเพื่อกดชัตเตอร์รูปตัวเองคู่กับรถหัวกบโดยมีฉากหลังเป็นตึกรามชิโนฯ เอาไว้ไปโม้ว่าฉันมาเที่ยวตรังนะจ๊ะ

นั่งน้องกบตะลุยชมเมืองจนตะวันตรงหัวพอดิบพอดี เราเลยรีบตรงปรี่ไปทานมื้อเที่ยงที่ ซินจิว ร้านอาหารโบราณอายุ 50 กว่าปี ที่มีเอกลักษณ์คือ จะเปิดให้บริการ 3 รอบ เช้า เที่ยง และเย็น แต่ละรอบจะขายอาหารไม่เหมือนกัน ซึ่งรอบเที่ยงของเราจะเป็นพวกข้าวหมูแดง หมูกรอบ ก๋วยเตี๋ยว และสารพัดอาหารที่สามารถเดินสั่งได้ตามใจชอบ แต่ถ้าให้แนะนำก็คงเป็นเมนูที่เราสั่ง เพราะฟังเขาบอกต่อกันมาว่าที่นี่ดังเรื่องหมูกรอบที่ทอดกรอบนอกนุ่มใน และหมูแดงหั่นสไลค์อย่างดี มาพร้อมข้าวราดน้ำข้น ๆ กินกับซุปร้อน ๆ และดูดน้ำเก๊กฮวยเย็น ๆ ซักแก้วก็พอแล้วสำหรับมื้อเที่ยงแบบนี้ หรือใครยังไม่จุใจจะสั่งหมูสะเต๊ะ เย็นตาโฟมาทานเพิ่มก็ได้ถ้ากินไหว เพราะแต่ละจานคือปริมาณแน่นมาก ถูกใจสายกินแน่นอน

ใกล้กันกับร้านซินจิว เรียกได้ว่าเดินห้าก้าวเท่านั้น เราก็มาถึงร้านขนมหวานเลื่องชื่อของเมืองตรัง ที่ดันไม่มีชื่อหน้าร้านแต่คนตรังมักจะเรียกร้านนี้ว่า ร้านโกค็อกกับเจ๊ดี มีขนมหวานหลากหลายเมนูมาก ทั้งรวมมิตร ลอดช่อง เฉาก๊วย สลิ่ม หรือไอติมทรงเครื่องก็ยังมี ถ้าให้ดีสั่งน้ำคั้นสดมาสักแก้ว หรือน้ำมะม่วงเบาปั่นไม่ใส่น้ำตาลมาสักหน่อยจะยิ่งเพิ่มความสดชื่นดับกระหายคลายร้อนได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว ยังไม่หมดในซอยนี้ก็ยังมีขนมครกโบราณ ขนมเบื้องโบราณร้านเก่าแก่ที่หาทานได้ยากให้ลองชิมกันอีกด้วย จะว่าไปนี่มันคือซอยรวมของอร่อยจังหวัดตรังไว้เกือบครบเลยก็ว่าได้

จัดขนมหวานไปแบบจุก ๆ คิดว่าเราจะจบยอมยกธงแค่นี้เหรอ ขอมาเพิ่มคาเฟอีนเข้าร่างกันบ้างที่ Tubtieng Old Town คาเฟ่สไตล์วินเทจที่นอกจากจะอบอวลด้วยกลิ่นกาแฟแล้ว ยังหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นความหลัง ร้านที่เกิดจากห้องแถวสองคูหาตัวอาคารด้านนอกสีเหลืองมัสตาร์ด ด้านในเป็นปูนเปลือยเก่าแต่ดูขลังและมีเสน่ห์ ที่นี่ถูกออกแบบให้เป็นร้านกาแฟกึ่งแกลอรี่ ทำให้เราได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวตรังผ่านของเก่าและภาพที่จัดแสดง เมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่ คือ กาแฟโบราณโกปี๊ จิบพร้อมกัดขนมโบราณเข้าปาก ไม่ว่าจะเป็นขนมเกลียว ที่มีส่วนผสมของต้นหอม เผ็ดพริกไทยนิดนิด, ขนมเขาควาย, ขนมหน้าแตกที่เป็นขนมจีบหวาน คล้ายพัฟ, ขนมปลา และขนมหม้อหลาวที่หากินได้เฉพาะในจังหวัดตรังเท่านั้น แถมโอ้เอ๋วหวานอมเปรี้ยว เคี้ยวหนึบหนับอีกหนึ่งเมนู มาช่วยเติมความสดชื่นรีเฟรชร่างกายในยามบ่ายให้กระชุ่มกระชวยเที่ยวต่อได้อีกไม่มีบ่น

ถ้าในหนึ่งทริปมีร้านกาแฟน้อยกว่า 3 ร้าน เราไม่ยอมเก็บกระเป๋ากลับบ้านแน่ ๆ และก่อนส่งท้ายเมืองตรัง เรามาขอสั่งลาที่ Si Esperanza หรือที่อ่านว่า ซี เอสเปรันซา ภาษาสเปนที่แปลว่า ‘ใช่’ ใช่แล้วนี่คือร้านกาแฟที่มีดีกรีชนะเลิศการประกวดบาริสต้าโครงการ CP- Meiji Barista ปี 2019 เดินเข้าร้านไปให้ความรู้สึกผ่อนคลายด้วยโทนสีหลักของร้านที่ใช้สีขาวสะอาดตา เพิ่มความหวือหวาด้วยบาริสต้าหนุ่มหล่อแสนสุภาพที่ทรีทเราด้วยรสชาติกาแฟของพวกเขา บวกกับความน่ารักผสมความแมน ๆ ดิบ ๆ แต่ก็ใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยได้เป็นอย่างดี ทำเอาเราเคลิ้มได้เพียงมองพวกเขาชงกาแฟ จนต้องถามตัวเองว่าสรุปแล้วเราชอบกาแฟ หรือชอบแกฟะ? กันแน่น้า

ไม่ต้องแปลกใจถ้าการชงกาแฟของเหล่าบาริสต้าที่นี่จะทำให้เราหลงรัก เพราะพวกเขาเดินทางไปสะสมความรู้เรียนเรื่องการชงกาแฟมาแล้วหลายประเทศ เรื่องคุณภาพของกาแฟนี่ยิ่งไม่ต้องเป็นห่วง เค้าเลือกใช้เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมียมทำให้กาแฟแต่ละแก้วที่เสิร์ฟมีรสชาติกลมกล่อม เข้มข้นถูกใจ มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เมนูแนะนำคือลาเต้ร้อน ที่บาริสต้าบรรจงวาดลวดลายเอาไว้ให้เราไม่กล้าดื่ม แต่ได้ภาพสวยไว้ลงสตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นลายยูนิคอร์น นางเงือก ม้านิลมังกร ก็สั่งได้ตามใจ จิบกาแฟไป เม้าท์กันไป เพลินจนเกือบลืมเวลาขึ้นเครื่องกลับกันเลยจ้า

เป็นไงละเธอทริปรับซัมเมอร์ที่ตรัง 3 วัน 2 คืน ดีงามสมกับที่เราเม้าท์ไว้ตอนเริ่มเลยใช่มั๊ยล่ะ มาตรังครั้งเดียวได้เที่ยวทั้งทะเล เจอเกาะสวย น้ำใส ฝูงปลาแหวกว่าย กินฟิน นอนอิ่ม มีแต่รอยยิ้มกับสาว ๆ ชาวแก๊งค์ มีความสุขจนอยากจะลุกขึ้นมาตะโกนแรง ๆ ว่า รักตรังจังโว้ยยยยยยย แล้วก็งอแงไม่อยากกลับเพราะติดใจ แต่ก็นึกได้ว่าเดี๋ยวก็มาอีก เพราะเที่ยวตรังเที่ยวง่าย เดินทางง่าย แค่เลือกบินกับแอร์เอเชีย ที่มีไฟลท์บินทั้งเช้า เที่ยง เย็น สามรอบต่อวัน สะดวกสบายคิดจะมาเมื่อไหร่ บ่อยแค่ไหนก็ได้ แต่ตอนนี้เราต้องจบทริปกันจริง ๆ แล้ว ต้องบอกลาเมืองตรังอย่างเป็นทางการ บ๊าย บาย…