เดย์ทริปโตเกียวรอบนี้เราขอพาทุกคนหลบแสงสี หลีกหนีความวุ่นวาย ไปสัมผัสมุมสงบในเขตชานเมืองกันที่ Shibamata ย่านเรโทรที่จะทำให้พวกเธอได้ดื่มกับบรรยากาศสุดวินเทจราวกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในยุคโชวะ ที่นี่เราสามารถเดินเล่นบนถนนคนเดินชมสิ่งน่าสนใจที่อัดแน่นไปตลอดสองข้างทาง หรือถ้าเบื่อก็มีคาเฟ่เท่ ๆ ให้เลือกนั่ง หิวก็มีดังโงะสีเขียวออนท๊อปถั่วแดงบดของขึ้นชื่อให้ได้ชิม อยากขอพรเรื่องสุขภาพก็มีวัดไม้แกะสลักอายุกว่า 400 ปีให้กราบ อยากได้รูปชิค ๆ ใส ๆ เหมือนวัยแรกแย้มก็มีพิพิธภัณฑ์ของเล่นให้แวะเช็คอิน เอาเป็นว่าหากอยากสัมผัสโตเกียวแบบที่ไม่เคยรู้จัก แพลนรอบหน้าลองเผื่อเวลา 1 วัน แล้วนั่งรถไฟสาย Keisei-Kanamachi Line ไปลงที่สถานี Shibamata ดูสิ รับรองจะเป็นเดย์ทริปที่กิ๊บเก๋มากแน่นอน

ย่านนี้ตั้งอยู่ในเขต Shitamachi (ชิตามาจิ) ที่แปลว่าย่านกลางเมือง ซึ่งสมัยก่อนเคยเป็นที่อยู่ของเหล่าพ่อค้า และช่างฝีมือ ทำให้กลิ่นอายความเจริญของย่านการค้าในแบบเก่า ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน จนทำให้เราหลงรักตั้งแต่นาทีแรกที่ย่างก้าวเข้ามาเลย ที่หน้าสถานีเราจะเจอกับรูปปั้นยืนหล่ออยู่ ซึ่งเค้าก็คือคุณโทระ (Tora San) ตัวเอกจากซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” ที่ถือเป็นซีรีส์ที่ยาวนานที่สุดในโลก (1960-1995) และถ่ายทำที่ย่านนี้เป็นหลัก จนทำให้โด่งดังในหมู่คนญี่ปุ่น

พอออกจากสถานี … จุดเช็คอินแรกที่เราอยากให้เราทุกคนแวะก่อนเลยคือ ร้านขนมย้อนยุค ไฮคาระ โยโกะโจ (Haikara Yokocho) และ พิพิธภัณฑ์ของเล่นชิบามาตะ (Shibamata Toy Museum) ที่เหมือนพาเราหลุดไปอยู่ในยุคโชวะ เหล่าขนมหน้าตาวินเทจที่แทบไม่มีขายแล้วตามท้องตลาดทั่วไป เรากลับพบได้จากร้านนี้ เหมาะสำหรับการหาซื้อของฝากมากกว่าขนมกิน เพราะแต่ละอย่างดูเป็นของหายาก และยังอยู่ในสภาพดีทั้งนั้น ชอบตั้งแต่ตู้น้ำที่เป็นรูปหุ่นยนต์โบราณหน้าร้าน ป้ายโฆษณาตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว ตู้พินบอลโบราณที่ยังเล่นได้จริง และบนชั้นสองของร้านก็เป็นพิพิธภัณฑ์ของเล่น ที่เราจ่ายแค่ 200 เยน สามารถขึ้นไปเพลิดเพลินกับของเล่นยุคเก่าได้แบบไม่มีใครกวนใจด้วย

เดินชิลมาอีกหน่อย เราจะมาเจอกับถนนเส้นโบราณที่มองยังไงก็คล้าย Old Town Shopping Street ตามต่างจังหวัดมาก ๆ ถนนเส้นนี้ชื่อว่า Taishakuten Sando เป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านค้าสองข้างทางยาว 200 เมตร เราจะได้เห็นทั้งร้านค้าเก่าแก่สไตล์ญี่ปุ่นที่บางร้านเปิดมากว่าร้อยปี พร้อมกับสถาปัตยกรรมไม้โบราณที่ยังถูกเก็บรักษา และใช้งานอย่างดี ซึ่งย่านนี้เป็นย่านที่โชคดีมาก ๆ เขารอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้แบบหวุดหวิด ทำให้สภาพทุกอย่างในนี้ยังคงสมบูรณ์

ส่วนของขึ้นชื่อที่นี่คือขนมเซมเบ้ และดังโงะ ขนมญี่ปุ่นโบราณที่อยู่คู่บ้านเมืองมาช้านานนั่นเอง และดังโงะประจำถิ่นของเค้ามีชื่อเรียกว่า Kusa dango ดังโงะก้อนเล็ก ๆ สีเขียวเสียบไม้ที่มีถั่วแดงหนึบ ๆ เข้มข้นหวานพอดีโปะอยู่ด้านบน เป็นซิกเนอเจอร์ที่ใคร ๆ ก็ต้องมาลอง ส่วนจะไปร้านไหนนั้น เราก็มีมาแนะนำด้วยเช่นกัน

Takagiya Roho ร้านดังโงะที่มีชื่อเสียงยาวนาน และเป็นร้านโปรดของเหล่านักแสดงในซีรีส์ดังที่เราบอกข้างต้นไปแล้ว Kusa Dango ที่นี่เป็นดังโงะสีเขียว เพราะทำจากพืชตระกูลเซเลอรี (Celery) ซึ่งมีรสขมเล็กน้อย แต่มีกลิ่นหอมชื่นใจมาก เมื่อมาทำเป็นของหวาน เขาจึงนำถั่วแดงบดที่มีรสชาติหวานนิด ๆ มาโปะไว้ข้างบน กลายเป็นของหวานซิกเนอเจอร์ของย่านชิบามาตะ รวมถึงร้านนี้ด้วยเช่นกัน แต่มาทั้งทีก็อยากลองหลาย ๆ รส เราเลยเลือกมาสามไม้ สามรส คือ Kusa Dango, ดังโงะสีขาวธรรมดาที่ราดซอสหวาน และดังโงะโรยสาหร่าย สามไม้นี้คือให้ความอร่อยที่แตกต่างกัน และอิ่มแบบจุก ๆ มาก หิวแหละ.. สั่งมาเยอะขนาดนี้แล้วยังกินคนเดียวหมดอีก

เดินอิ่มมาเรื่อย ๆ ก็ต้องสะดุดตากับอะไรเขียว ๆ ที่อยู่เต็มหน้าร้าน Mizuiro-no-Amagaer ร้านขายของที่ระลึก ของจุกจิก คิขุตามสไตล์ญี่ปุ่นที่มีแต่กบ!! ปรายตาไปทางไหนก็มีแต่สินค้าที่เป็นกบจากทุกแบรนด์ ทุกศิลปิน ทั้งเครื่องประดับ ของใช้ ของทำมือ ตามแต่ที่เขาหามาได้ คาดว่าน่าจะเป็นความชอบส่วนตัวของเจ้าของเองแหละ แต่บอกเลยว่าคนกลัวกบยังต้องร้องกรี๊ด เพราะความน่ารัก ยอมใจญี่ปุ่นเขาจริง ๆ ทำอะไรออกมาก็ดูดี ดูน่าซื้อไปหมด

เมื่อเดินไปสุดถนนเราจะเจอแลนด์มาร์คสำคัญของย่านคือ Shibamata Taishakuten วัดเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี สร้างเมื่อปี 1629 ความสวยงามของวัดแห่งนี้ ทำให้ได้เป็นฉากในซีรีส์เรื่องดัง Otoko wa Tsurai yo และในหนังสือนิยายหลายเล่ม ซึ่งคนส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อขอพรเรื่องสุขภาพเป็นหลัก และวัดนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็น “วัดแห่งการแกะสลัก” ด้วยไม้แกะสลักแสนวิจิตรอันเป็นส่วนประกอบแสนโดดเด่นของตัววัด ที่เรากำลังจะพาทุกคนไปดู และเดินเข้าไปอีกหน่อยเขามีจัดสวนญี่ปุ่น เพื่อเปิดประสบการณ์นักท่องเที่ยว ในการกินขนมโบราณหวาน ๆ ตัดด้วยการจิบชาเขียวเข้มข้นกลางสวนญี่ปุ่นสวย ๆ สักครั้งในชีวิตด้วย

พอบอกว่ามาวัด หลายคนชอบเบือนหน้าหนีใส่เรา แต่คงไม่เป็นกับที่นี่แน่นอน เพราะตั้งแต่หน้าวัดที่เห็นก็สวยมากแล้ว ด้านในยังมีอะไรที่เด็ดกว่านั้นอีก หลังจากไหว้พระเสร็จ เราก็หันไปเห็นว่าเขามีขายตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ด้วย Choukoku Gallery เป็นที่จัดแสดงงานไม้แกะสลักจาก 400 ปีก่อน หลายสิบภาพวางไว้รอบ ๆ ตัวโบสถ์ไทซาคุโด แค่ยืนมองก็ถึงกับทึ่ง แต่ละงานดูพริ้วมาก แกะรูปก้อนเมฆยังรู้สึกว่าไม้ชิ้นนี้ต้องนิ่มเหมือนปุยเมฆแน่ ๆ ไล่มิติของภาพได้ดี ไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว แต่แกะเป็นสิบ ๆ ชั้น เพื่อให้เห็นความลึกของฉาก ขับตัวเด่นในภาพ บอกเลยว่าค่าเข้าแค่ 300 เยนนี้คุ้มค่าแน่นอน

ถ้าถามหามื้อเที่ยง หรืออาหารหนัก ๆ ที่อยากนั่งกินแบบจริงจัง คงเลือกยากมาก เพราะที่นี่มีร้านเก่าแก่เต็มไปหมด แต่ถ้าเธอมาตรงกับวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดพิเศษ เราขอแนะนำให้มากินที่ Nichiyoan ร้านโซบะที่เปิดขายแค่สามวันต่อสัปดาห์เท่านั้น รู้ได้จากชื่อร้านที่แปลว่า ‘วันอาทิตย์’ ท่าทางจะชอบวันหยุดเอามาก ๆ เดินตามหมุดใน google maps ถ้ามองผ่าน ๆ เราดูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นร้านอาหาร มองจากภายนอกเหมือนบ้านคนที่ปิดทึบซะมากกว่า แต่พอเดินเข้าไปในร้านก็ค่อยโล่งใจหน่อย ว่าไม่ได้หลงเข้าไปในบ้านใคร ภายในร้านเป็นโทนขาว ไฟส้มอุ่น ๆ มีโต๊ะวางเรียงชิด ๆ กัน ดูน่ารักอบอุ่น มีคุณลุงคุณป้าวิ่งวุ่น ทำครัว เสิร์ฟอาหารกันอยู่สองคน

เมนูที่วางอยู่แทบทุกโต๊ะคือโซบะเย็น แบบออริจินอล เราก็เลยลองสั่งมาบ้าง บอกเลยว่าชอบตั้งแต่การจัดจานที่ดูมินิมอล แต่มีรายละเอียด คุมโทนสีได้ตั้งแต่ถาดไม้จนไปถึงสีเส้นโซบะเลยทีเดียว แต่ก็ขัดใจความไร้ซึ่งเนื้อสัตว์ ถ้าใครเป็นสายโปรตีนไม่เน้นผัก เราขอแนะนำให้สั่งเนื้อสัตว์มากินเคียงด้วยจะฟินมาก เพราะเส้นโซบะของเขา เหนียวนุ่มเหมือนเส้นสด ไร้กลิ่นแป้ง จุ่มกับซุปสูตรพิเศษของทางร้าน รสออกเค็ม ๆ มีกลิ่นหอมแล้วถือว่าอร่อยกว่าโซบะตามท้องตลาดหลายเท่าตัวเลย ส่วนเมนูที่เป็นซิกเนอเจอร์ของที่ร้าน เขาก็แนะนำ Sobagaki เป็นแป้งโซบะลูกกลมโตเท่ากำปั้น ลอยอยู่ในน้ำซุปร้อน ๆ เสิร์ฟพร้อมวาซาบิ หรือโซบะที่ให้เท็กเจอร์เหมือนซุปข้าวต้ม ดูมีความคิดสร้างสรรค์มาก ถ้าใครมาก็ลองกินหลาย ๆ แบบแล้วมาเล่าให้เราฟังด้วยนะ

อีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับย่านนี้คือ Tora-Sam Museum พิพิธภัณฑ์สำหรับคนรักการทำหนัง และโปรดักชั่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่อง Otoko wa Tsurai yo ทั้งอุปกรณ์ และฉากมีวางไว้ให้ชมมากมาย นอกจากนั้นยังมีการจำลองย่านชิบามะตะสมัยปี 1955 ให้เราได้ดูความเป็นอยู่ ลักษณะผู้คน การแต่งกาย ร้านค้า สินค้าที่นิยมในสมัยนั้น เล่นเอาคิดภาพออกเหมือนเดินอยู่บนถนนสมัยโชวะจริง ๆ เลย ซึ่งราคาค่าเข้าอยู่ที่ 500 เยนเท่านั้น เข้าไปถ่ายรูปสามสี่มุมก็คุ้มแล้วเนี่ย ทำออกมาดีมาก

ขณะที่เราเดินเอ้อระเหยอยู่ตามถนนระหว่างทางกลับ ก็แอบคิดในใจว่า ถ้ามีคาเฟ่น่ารัก ๆ อีกสักร้านก็คงจะดีแหละเนอะ เดชะบุญ เดินมาสะดุดตากับ Cafe Sepia ร้านคาเฟ่ฟีลเรโทรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพอดี ด้วยสีสันที่ดูสดใส รวมกับป้ายร้าน ป้ายโฆษณาที่ดูโบราณ ทำให้เรารีบปรี่ข้ามถนน ด้วยใจอยากค้นหาขึ้นมาทันที

ซึ่งภายในก็น่ารักอย่างที่ใจเรานึกฝันจริง ๆ การตกแต่งอยู่ในช่วงยุค 1950 – 1980 ตอนที่เรายังไม่เกิด สร้างความแปลกใหม่เป็นอย่างมาก มองไปทั่วร้านตั้งแต่เดินเข้าไปจนนั่งที่โต๊ะ ก็ยังละสายตาไม่ได้ ร้านเล็ก ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยของตกแต่งสมัยก่อน ของเล่น โปสเตอร์ ปกหนังสือการ์ตูนตาหวาน ของใช้จุกจิกสีสันสดใสที่เหมือนจะตีกันมั่วไปหมด แต่พออยู่ด้วยกันกลับลงตัวจนไม่กล้าไปหยิบจับ เคลื่อนย้ายเลย

เซ็ตที่เราสั่ง เป็นเมนูเลียนแบบคนที่เช็คอินในอินสตาแกรมนั่นแหละ คืออิตาเลี่ยนโซดาท๊อปด้วยไอศกรีมวนิลลา เสิร์ฟคู่กับพุดดิ้งเด้งดึ๋ง เมื่อพนักงานเอามาวาง ตาเราก็มีประกายเหมือนตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นเลย พรีเซ้นท์ของจานน่ารักมาก ทั้งรูปร่าง และสีสันเหมือนหลุดมาจากอนิเมะสมัยเราเด็ก ๆ เป๊ะ!! พอกัดพุดดิ้งเข้าไปคำแรกคือหอมอร่อยมาก ความหวานที่กำลังดี กินตัดกับความซ่าของโซดากลิ่นพีช เหมือนเสิร์ฟความสดใสมากกว่าขนมอะ กินแล้วรู้สึกร่าเริง เซ็ตนี้ราคาอยู่ที่ 1,160 เยน อิ่มแบบจุก ๆ จนรู้สึกพอแล้วสำหรับของหวานในวันนี้

และทั้งหมดนี้ก็คือโตเกียวในแบบที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันทั้งสงบ เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย แถมวินเทจสไตล์สุด ๆ คาเฟ่เก๋ ๆ ก็มีให้เลือกนั่ง ร้านอาหารในตำนานก็มีให้ลิ้มลอง ขนมโบราณก็มีขายเรียงรายบนถนนสายโบราณ มุมถ่ายรูปชิค ๆ ก็เพียบ วัดโบราณสำหรับสายขอพรก็มี ดีในดีขนาดนี้ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากสัมผัสบรรยกาศโตเกียวในอดีตสมัยยุคโชวะ Shibamata นี่แหล่ะคือหนึ่งย่านที่ควรมีในทริปครั้งต่อไปของพวกเธอ