เที่ยวไทยได้ในที่เดียวก็ต้องเที่ยว “เมืองโบราณ” หนึ่งในแลนด์มาร์คของจังหวัดสมุทรปราการนี่แหละจ้า

ใครที่คิดว่าเมืองโบราณน่าจะโบราณสมชื่อ เราขอให้พักก่อน ลองตามมาแล้วเปิดใจ รับรองว่าพวกเธอจะได้สัมผัสมุมอลังการใหม่ ๆ ไอจีสปอตเก๋ ๆ ที่จะมาลบภาพจำเดิม ๆ เพราะที่นี่เค้าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพียบพร้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมกว่า 100 รูปแบบ ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของประวัติศาสตร์เหนือกาลเวลา มีให้ตื่นตาครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศไทย บางสถานที่ก็สร้างสรรค์มาจากจินตนาการล้ำ ๆ ไม่ซ้ำและไม่เหมือนที่ไหน แน่นอนว่าเดย์ทริปรอบนี้จะคุ้มเกินจริง ไม่ต้องเดินทางไปไกลก็เช็กอินได้ทั่วไทยในที่เดียว เพราะทางเราได้รวบรวมจุดเด่น จุดไฮไลต์ ที่มั่นใจเลยว่า ทุกครั้งที่ยกกล้องขึ้นมา คนตรงหน้าจะต้องได้รูปสวยกลับไปให้ชาวเน็ตกดไลค์แน่นอน ส่วนจะมีจุดไหนบ้างเลื่อนตามเรามาให้ไว แล้วเธอจะเข้าใจว่าสวยตาแตกมันเป็นแบบนี้นี่เอง!!!!!

เมืองโบราณคือสถานที่ท่องเที่ยวที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมของไทย ให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวของไทย และเข้าใจวัฒนธรรมตั้งแต่อดีต สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 จากนั้นก็มีการปรับปรุงพัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน โดยคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งได้ออกแบบพื้นที่กว่า 800 ไร่นี้ ให้เหมือนกับรูปทรงของประเทศไทยที่เป็นรูปขวาน มีการจัดวางสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทยในทุกภาคให้ตรงกับผังที่ดินเมืองโบราณ นอกจากนี้ยังมีส่วน สุวรรณภูมิ ที่จัดแสดงรูปแบบตามความเชื่อในวรรณคดีไทยและพุทธศาสนาให้เราได้ท่องเที่ยวอีกด้วย ที่นี่เปิดทุกวันตั้งแต่ 09.00 ถึง 19.00 น. ซึ่งเดินทางมาสะดวกมาก แค่นั่ง BTS สายสีเขียวมาลงที่สถานีเคหะฯ จากนั้นก็นั่งรถรับส่งของเมืองโบราณได้เลย ส่วนใครขับรถส่วนตัวมาเอง เค้ามีลานจอดไว้เพียงพอสำหรับทุกคน แถมช่วงนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อบัตรตั๋วเข้าชม 465 บาท สามารถใช้เที่ยวเมืองโบราณได้ 365 วัน คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจริง ๆ

 :: โซนสุวรรณภูมิ ::

เริ่มกันโซนแรกที่ โซนสุวรรณภูมิ ที่ขอเริ่มโซนนี้เพราะรู้สึกว่ามันอะเมซิ่งเอามาก ๆ เป็นสถาปัตยกรรมตามจินตนาการความเชื่อ เรื่องพุทธจักรวาลของไทยในไตรภูมิพระร่วง เกิดจากจินตนาการของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ สร้างสรรค์ออกมาเป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม อย่างในรูปคือ “เขาพระสุเมรุ ” ที่ตามความเชื่อเล่าต่อกันมาว่าเป็นเหมือนหลักของโลกและเป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ โดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่รอบ ส่วนบนยอดเขานั้นก็เปรียบเหมือนกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ถึงแม้จะไม่เคยมีใครเห็นแต่ก็เชื่อว่ามีอยู่จริง

จากสะพานที่ทอดยาวเข้ามายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราสามารถเดินเข้ามาชมสถาปัตยกรรมด้านในที่วิจิตรตระการตาสวยงามได้ แนะนำเลยว่าให้เธอทั้งหลายหยิบชุดเดรสพริ้วกรุยกรายมาโพสท่าถ่ายรูปกับแต่ละมุมของเขาพระสุเมรุ ไม่ว่าจะพ้อยท์เท้า ยืนพิง แอคติ้งเผลอ ๆ หรือตั้งใจสะบัดกระโปรงให้พลิ้วที่สุดก็ดีงามน้ำตาไหล แชร์ลงโซเชียลเมื่อไหร่ เพื่อนกดไลค์กระจาย

ขยับจากเขาพระสุเมรุมากอีกนิด ก็จะพบกับ “ขบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารค” ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนมาถึงรัตนโกสินทร์ มีเรือน้อยใหญ่รูปทรงสวยงามให้เราชมเต็มลำน้ำ ที่นี่ถ่ายแบบเรือสำคัญ 15 ลำมาจากกองเรือพระราชพิธี เล่ากันว่าในสมัยอยุธยานั้นเริ่มค้าขายกับต่างชาติ จึงต้องแสดงความโอ่อ่าและเกียรติภูมิของประเทศ ทำให้มีการดัดแปลงเรือรบมาเป็นเรือพระราชพิธีไว้ใช้ในการต้อนรับแขก แห่พระราชสาส์น และการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจต่างๆ แสดงให้เราเห็นถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมไทยในสมัยนั้นอีกด้วย ใครไม่เคยเห็นขบวนจริงมาดูที่นี่รับรองตะลึงในความอลังการนี้แน่นอน

ส่วนจุดไฮไลต์ที่สุดของโซนสุวรรณภูมิจะอยู่ที่ “ศาลาพระอรหันต์” เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยมาก ย้ำว่ามากจริงจัง เรียกได้ว่าสวยงามตะลึงพรึงเพริดเลอเลิศพิศมัยไม่ว่าจะมองมุมซ้าย หรือมุมขวาก็ดีทุกมุมจริง ๆ ตั้งแต่สะพานทางเข้าไปจนถึงใจกลางศาลา เราจะเห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่การออกแบบจนถึงการตกแต่งในทุกส่วน จุดนี้เป็นศาลากลางน้ำที่ประดิษฐานพระอรหันต์แกะสลักจากไม้ตามคติพุทธศาสนามหายาน ซึ่งเราสามารถเดินขึ้นไปชมวิวจากมุมสูงด้านบนที่อยู่กลางศาลาได้ด้วย

จุดถัดมาคือ “ศาลารามเกียรติ์” ศาลาห้าหลังกลางน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่พักร้อนและเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในงานนักขัตฤกษ์ ภายในได้เขียนภาพรามเกียรติ์ประดับไว้ แต่ไฮไลต์อยู่ที่มีพระตรีมูรติอยู่ใจกลางศาลาด้วย ซึ่งขึ้นชื่อมากในเรื่องของความรักและมิตรภาพ ใครอยากได้คู่ อยากได้สหายผู้กองมานอนกอดสักคน แนะนำว่าให้มากราบไหว้ที่จุดนี้ได้เลยจ้า

นอกจากนี้แล้ว ภายในโซนนี้ก็ยังมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร กวนอิมพระโพธิสัตว์ผู้รักษาพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันตามคติมหายาน ปางนี้จะเป็นการใช้เดชานุภาพปราบฝ่ายอธรรม เพื่อสร้างความสะพรึงกลัวให้กับหมู่มาร เป็นอีกจุดที่ควรแวะ สวยงามอลังการมากเช่นกันเด้อ

:: โซนภาคกลาง ::

ถัดมาเราขอพาทุกคนทัวร์ โซนภาคกลาง โซนที่เราจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวสยามลุ่มเเม่นํ้าเจ้าพระยา อันมีความผูกพันธ์กับสายน้ำ ศูนย์กลางแห่งการปกครอง ศาสนา การค้า ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งเเต่สมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา สืบทอดมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ไฮไลต์จุดแรกที่ห้ามพลาดคือ “มณฑปพระพุทธบาท สระบุรี” เป็นสถาปัตยกรรมที่เมืองโบราณถ่ายแบบองค์มณฑปมาจากเมืองสระบุรี สร้างลวดลายประดับตกแต่งจากนิราศพระบาทสุนทรภู่ ปุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค และหลักฐานทางโบราณคดีอีกมากมาย โดยภายในมีรอยพระพุทธบาทที่ได้รับมอบมาจากอดีตประธานาธิบดี ประเทศอินเดีย จุดนี้ก็ถ่ายรูปสวยไม่แพ้กัน ทางเราแนะให้ลองแอคติ้งเหมือนกำลังก้าวขึ้นบันไดแล้วหันมาแบบเผลอ ๆ เหมือนมีคนเรียก พวกเธอก็จะได้รูปที่ดูมีเสน่ห์ และเป็นธรรมชาติมาก ๆ จ้า

ใกล้กันมณฑปพระพุทธบาท สระบุรี เราก็จะเห็นความอลังของ “พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท” ที่สร้างขึ้นจากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยพระที่นั่งองค์นี้เป็นสถานที่ว่าราชการแผ่นดินและประกอบพระราชพิธีสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงถึงพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์แทนกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งยังรุ่งเรืองอีกด้วย บอกเลยว่าใครชอบดูหนังย้อนยุคไม่ว่าจะสุริโยไท หรือเรื่องไหน ๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย จะต้องคุ้นตากับที่นี่แน่นอน เพราะเคยใช้เป็นโลเคชั่นถ่ายทำหนังมาแล้วหลายเรื่อง

ถัดมาก็จะเป็น “พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” โดยถ่ายแบบจากพระบรมมหาราชวังกรุงเทพมหานครมาเลย โดยพระที่นั่งองค์นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระมหาปราสาทประจำกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีความสวยงาม ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก

::โซนภาคอีสาน ::

ภาคกลางจบไปแบบตราตรึงใจ มาต่อกันที่ภาคอีสานบ้านเฮากันบ้าง อย่างที่รู้กันว่าภาคอีสานนั้นเป็นพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงของไทย มีผู้คนอยู่อาศัยสืบต่อกันมายาวนาน จึงมีศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น มีความเชื่อดั้งเดิมด้านประเพณีที่เกี่ยวกับการขอฝน พญานาค ผสานกับแนวคิดที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา จึงมีสถานที่สำคัญอยู่หลายแห่ง อย่างจุดแรกของภาคอีสานคือ “ป่าเจดีย์” โดยที่นี่ได้รวบรวมรูปแบบเจดีย์ลักษณะต่าง ๆ ที่มีในประเทศไทย  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางแนวคิดในการกำหนดรูปลักษณ์ทางศิลปกรรมในการอุทิศให้พระพุทธศาสนา บอกเลยว่ามาโซนนี้เหมือนหลุดออกมาจากเมืองหลวงแล้วมาเที่ยวต่างจังหวัดจริง ๆ ทั้งบรรยากาศ ต้นไม้ และทุกอย่างมันชวนให้นึกว่าเรากำลังอยู่ในดินแดนริมแม่น้ำโขงเลยละ

จุดที่ไม่ควรพลาดของภาคอีสานอีกหนึ่งจุดคือ “พระธาตุเชิงชุม” ตามตำนานความเชื่อเค้าเล่าต่อกันมาว่าบริเวณนี้เป็นที่รวมรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ เลยกลายเป็นที่มาของการเรียกชื่อพระธาตุตามภาษาของชนพื้นเมืองว่าพระธาตุเชิงชุม ซึ่งการสร้างพระธาตุนี้ทางเมืองโบราณได้ถ่ายแบบพระธาตุเชิงชุมมาสร้างขึ้นใหม่ ในสัดส่วนเท่ากับสถานที่จริง ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาท เพื่อให้พ้องกับตำนาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบองค์พระธาตุ บนกำแพงก็ตกแต่งด้วยพญานาคเลื้อยจำนวน 8 ตน ชูเศียรหันหน้าเข้าหากันบริเวณทางเข้าทั้งสี่ด้าน นอกจากนี้ก็ยังมีวิหารล้านช้าง พระธาตุบังพวน พระธาตุพนม ปราสาทหินพนมรุ้ง และสถานที่สำคัญอื่น ๆ ของภาคอีสานให้เราได้ชมอีกมากมาย เรียกได้ว่างานนี้สายถ่ายรูปก็ได้รูปสวย ๆ กลับไป สายมูทั้งหลายก็รับพรกลับไปแบบจุก ๆ

:: โซนภาคเหนือ ::

สวัสดีเจ้าตอนนี้ทางเราขอพาไปแอ่วกันต่อที่ โซนภาคเหนือ ดินแดนแห่งอาณาจักรล้านนา ที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน สะท้อนผ่านรูปแบบทางสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ บอกเลยว่าภาคเหนือของไทยนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก คือเห็นปุ๊บรู้เลยว่านี่คือภาคเหนือแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม อาคารบ้านเรือน หรือแม้แต่วิถีชีวิตของผู้คนที่มีเสน่ห์ อย่าง “วัดจองคำ” นี้ ก็เป็นอาคารเครื่องไม้สถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ที่ผาติกรรมมาจาก อ.งาว จ.ลำปาง โดยอาคารไม้หลังนี้เป็นลักษณะของวัดที่สร้างเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสรวมกันไว้ในอาคารเพียงหลังเดียว ความโดนเด่นคือ การฉลุไม้ประดับส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องหลังคาซึ่งมีความประณีตงดงามมาก ยิ่งดูยิ่งสวย หากใครยังไม่มีโอกาสไปลำปางสักทีก็มาชมความยิ่งใหญ่นี้ได้ที่เมืองโบราณเลยจ้า

จากวัดจองคำมาต่อกันที่ “หอคำ” ซึ่งนอกจากจะได้สัมผัสอาคารที่ประทับหรือออกว่าราชของเจ้าผู้ครองนครในดินแดนล้านนา เดินชมศิลปะวัตถุและโบราณวัตถุที่จัดแสดงบนอาคารแล้ว เราจะได้เห็นรถม้าพาหนะที่ใช้จริงในสมัยก่อนของภาคเหนืออีกด้วย แถมยังมีเรื่องราวขออาณาจักรล้านนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนครเชียงใหม่ นครลำปาง หรือเมืองหน้าด่านอย่างเมืองกำแพงเพชรให้เราได้ศึกษาประวัติความเป็นมาในอดีตอย่างเพลิดเพลิน

ไฮไลต์สุดท้ายของภาคเหนือจะอยู่ที่ “วิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัยซึ่งที่นี่เค้าก็ถ่ายแบบมาได้ยิ่งใหญ่มาก ๆ ไม่ว่าจะอิฐ หิน หรือแม้แต่พระพุทธรูปก็ปั้นได้เหมือนที่สุโขทัยมาก ๆ เลยเธอ

:: โซนภาคใต้ ::

นึกถึงปักษ์ใต้บ้านเราเมื่อไหร่ ก็ต้องนึกถึง พระบรมธาตุ จังหวัดพระนครศรีธรรมราช เสมอ เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า โดยลักษณะเจดีย์เป็นแบบลังกาวงศ์ ซึ่งทางเมืองโบราณก็ได้สร้างพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช โดยย่อส่วนลงเป็น 1ใน 3 ขององค์จริง แต่รายละเอียดต่าง ๆ ยังคงแบบตามต้นฉบับเดิมทุกอย่าง เพราะฉะนั้นถือเป็นมุมต้องห้ามพลาดอีกแล้วจ้าาาา

นอกจากทั้ง 5 โซนที่เราแนะนำว่าเป็นจุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองโบราณแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งจุดที่อยู่ด้านหน้าทางเข้า มีชื่อเรียกว่า “พุทธาวาสแห่งอนัตตจักรวาล” จุดนี้คือโดดเด่นสะดุดตามาแต่ไกลด้วยมหาวิหารที่เป็นสีทองส่องประกายทั้งหลัง ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธเจ้า 28 พระองค์และพระพุทธเจ้าที่จะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคตอีก 10 พระองค์ รวมถึงมีการสร้างปูชณียวัตถุในบริเวณรอบ ๆ พุทธมหาวิหารวชิรธรรม ไม่ว่าจะเป็นหมู่พระธาตุเจดีย์ 12 ราศี หมู่พระธาตุประจำปีเกิดให้เราได้เข้าไปสักการะด้วย ไม่ต้องห่วงนะว่ากราบไหว้ที่นี่แล้วจะได้ผลจริงไหม เพราะแต่ละพระธาตุได้ไปอัญเชิญเอาดินและมวลสารสำคัญจากบริเวณที่ตั้งดั้งเดิมของพระธาตุแต่ละองค์มาไว้ที่นี่เรียบร้อย ใครเกิดปีไหนก็สามารถไปขอพรให้เฮง ๆ ทั้งปีกันได้

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับใครที่มาเที่ยวเมืองโบราณแล้วอยากซึมซับบรรยากาศความเป็นไทยอย่างเต็มที่ หรือใครที่มาจากต่างจังหวัดทั้งทีแล้วอยากเที่ยวหลายวันให้คุ้ม ๆ เค้าก็มี ริมขอบฟ้าเออร์เบินรีสอร์ท เปิดให้บริการทั้งห้องพัก ห้องอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพียบพร้อมไปซะหมด โดยห้องพักก็มีทั้งแบบ superior และแบบห้อง suite ให้เลือกพักได้ บอกเลยว่าเป็นรีสอร์ทที่ใกล้ชิดเมืองโบราณมาก ๆ เพียงแค่แง้มม่านก็จะได้มองเห็นวิวเมืองโบราณเต็มสองตาแล้วจ้า

นอกจากนี้สำหรับใครที่เข้าพักที่ ริมขอบฟ้าเออร์เบินรีสอร์ท เค้าก็ยังมีกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไปเก็บผักออร์แกนิคจากสวนยามเช้า เพื่อนำมาทำสลัดทานได้เอง เฮลตี้แบบสุด ๆ ซึ่งเค้าก็จะมีบริการรถรับส่งฟรี หรือใครอยากขี่จักรยาน ขับรถกอล์ฟ นั่งช้าง เที่ยวชมเมืองโบราณก็มีเช่นกันนะ ส่วนสาว ๆ ทั้งหลายก็สามารถเช่าชุดไทยสไบเฉียง มโนเป็นแม่นาย แม่หญิง มาถ่ายรูปภายในเมืองโบราณได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามาเที่ยวที่เดียวตอบโจทย์ครบทุกอย่างไปเลย

สำหรับเราเมืองโบราณถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ unseen มาก ๆ ไม่ใช่สถานที่สำหรับฝรั่งหรือต่างชาติที่จะมาเที่ยวเท่านั้น แต่คนไทยอย่างเรา ๆ นี่แหละก็ควรมา เพราะนอกจากจะได้รูปสวย ๆ มุมปัง ๆ ดูอลังดูว้าว ตื่นตาตื่นใจ ไปลงโซเชียลแล้วนั้น ยังได้ความรู้ และได้สัมผัสวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมไทยที่บางทีก็อาจจะเลือนลางไปตามกาลเวลา ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.muangboranmuseum.com เลยจ้า ย้ำอีกทีว่าคุ้มมาก 465 บาท เที่ยวได้ 365 วัน แถมยังเที่ยวไทยได้ในที่เดียวอีก แบบนี้ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว