เอาเป็นว่าใครที่กำลังมองหาญี่ปุ่นแบบสงบ เรียบง่าย ธรรมชาติงาม ๆ ของกินจุก ๆ วัฒธรรมแน่น ๆ อย่ารอช้า … จงตามมาให้เร็วกว่าชินคันเซ็น เพราะนี่คือ 25 โลเคชั่นที่คัดมาแล้วว่าเด็ด

001 Yume no Tsuribashi

เส้นทางแห่งความฝันที่ปลายทางคือรักอันแสนหวาน สะพานแขวนตัวท็อปในการจัดอันดับระดับโลกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น Top 100 สิ่งปลูกสร้างในธรรมชาติที่ควรสงวนรักษาไว้, 1 ใน 100 สุดยอดจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในญี่ปุ่น รวมถึง 1 ใน 10 สะพานแขวนที่ดีที่สุดในโลกของปี 2012 คือถ้าเป็นนางงามก็คงเป็นระดับมืออาชีพสายล่ารางวัลอย่างแน่นอน แล้วพอเราได้ลองมาสัมผัสก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลยกับผลรางวัลที่เธอได้รับ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยจับใจ

ท้องฟ้าสีฟ้าไร้เมฆรบกวน กับผืนน้ำสีเขียวมรกตผสานผืนดินสีน้ำตาลที่ถูกปกคลุมด้วยเหล่าต้นไม้นานาพันธุ์เขียวขจีจนสุดลูกหูลูกตา เส้นทางเดินที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้ข้ามไปเท่านั้น ความโยกโยนคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของสะพานแขวน เค้าจึงจำกัดจำนวนและเส้นทางการเดินเพื่อไม่ให้สะพานทำงานหนักมากเกินไป ที่นี่นักท่องเที่ยวจึงได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมทั้งมีเวลาว่างมากพอที่จะขอพรให้สมหวังเรื่องความรักตามชื่อเสียงของสะพาน มันคือเส้นทางเดินสุดชิวที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้อย่างแท้จริง มันสวยโคตร โคตรสวยจนเราอยากบอกว่าเธอควรมา

002 Mishima Skywalk

นี่คือสะพานแขวนสำหรับเดินชมวิวที่ยาววววววที่สุดในญี่ปุ่น Mishima Skywalk สะพานแขวนทอดยาวกลางหุบเขา ที่มีความยาวถึง 400 เมตร สูงจากพื้นประมาณ 70.6 เมตร ตลอดทางเดินเราจะเห็นวิวทิวเขาและธรรมชาติทั้ง 360 องศา ฟีลเหมือนเดินไต่เชือกแต่ปลอดภัยกว่า ถ้าใครกลัวความสูงก็ต้องใจกล้านิดนึงนะเพื่อน.. และที่ฟินกว่านั้นคือตลอดการเดินเราจะมองเห็นภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มตาจัง ๆ ใหญ่มาก ๆ

นอกจากสะพานแขวนแล้วที่นี่ก็มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเดินชมเส้นทางธรรมชาติของป่าคิโคะโระ ซึ่งมีการนำไม้ทรงรีมาสร้างผลงานศิลปะที่น่าสนใจให้เดินดูกันเพลิน ๆ , ประตูจิ๋วที่คล้ายประตูโดเรมอนที่ติดตามต้นไม้พร้อมข้อความชวนอนุรักษ์ธรรมชาติ, มีกิมมิคเล็ก ๆ ให้เราปลูกป่าด้วยการซื้อ Wood Charm เครื่องรางที่ทำจากไม้ทรงกลม วาดหน้ายิ้ม 🙂 แล้วตรงกลางเครื่องรางนั้นจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ เมื่อเราไปเดินตรงสะพานให้เราทิ้งเครื่องรางลงไปกลางป่านั่นแหละ.. เราว่าเป็นการปลูกป่าที่น่ารักอีกวิธีนึงเลยทีเดียว และยังมีคาเฟ่เรือนกระจกที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ห้อยลงมาจัดแต่งสวยงาม ขายทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนม และของที่ระลึกด้วย ทีเด็ดของเขาที่เราลองมาเห็นจะเป็นซอฟครีมเกร็ดน้ำตาล และน้ำตาลนี้ไม่ใช่น้ำตาลทั่วไปปปปป มันคือน้ำตาลจาก นิกาตะ ที่ต้องเป็นน้ำตาลจากนิกาตะ เพราะนอกจากสีสันจะสดใส รูปทรงน่ารักพอง ๆ แล้ว ตรงกลางยังกลวงอีกด้วย ทำให้เราเคี้ยวเล่นได้แบบสบาย ๆ ประทับใจกันไปอีกหนึ่งดอก

003 Hamamatsu Castle

ปราสาทฮามามัตสึ ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะเหมือนปราสาทอื่น ๆ ไปหมดแล้ว แต่ถ้าดูข้อมูลถือเป็นอีกปราสาทของบุคคลที่มีความสำคัญมากทางประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว นั่นคือนายพลโทคุกาวะ อิเอยาสึ ผู้วางระบบโครงสร้างการปกครองทั่วประเทศญี่ปุ่น ผู้ปิดฉากสงครามอันยาวนานกว่าร้อยปี และผู้จัดตั้งรัฐบาลเอโดะขึ้นมา แม้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวปราสาทได้ถูกทำลาย แต่ปัจจุบันก็ได้บูรณะคล้ายเดิมมากที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ตั้งแต่สมัยก่อนไม่เสื่อมสลายไปไหนก็คือรูปแบบของ Nomenzumi กำแพงหินที่วางอยู่ใต้ปราสาท ว่ากันว่าในบรรดาชั้นหินที่วางทับซ้อนกันอยู่ ถ้าเราหาก้อนหินรูปหัวใจเจอ จะนำความโชคดีมาแก่นักท่องเที่ยวคนนั้น ๆ ซึ่งเราเดินวนจนหิวข้าวก็ยังหาไม่เจอ เลยต้องถอดใจไม่ได้ถ่ายมาให้เห็น

ในส่วนตัวปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่จะมีทั้งหมด 4 ชั้นรวมถึงชั้นใต้ดินด้วย ภายในนอกจากร้านขายของที่ระลึก แล้วยังแสดงเอกสาร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เครื่องใช้ ชุดเกราะ รูปปั้นต่างๆ ในสมัยก่อนเอาไว้ด้วย จุดไฮไลท์คือชั้นบนสุดของปราสาทถือเป็นจุดชมวิวสุดคลาสสิคที่ให้เราจะได้เห็นทิวทัศน์ของเมือง Hamamatsu แบบเต็มตา หากโชคดีมาวันที่ฟ้าเปิดจากจุดนี้เราจะเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วย ส่วนในฤดูใบไม้ผลิที่นี่ถือเป็นอีกที่ในการชมดอกซากุระแบบฟิน ๆ เพราะรอบปราสาทมีต้นซากุระถึง 400 ต้น บอกเลยชมพูทั้งพื้นที่ สวยจนจินตนาการไปไม่ถึงต้องมาดูเอง

004 Hamanako Lake

นี่คือ Hamanako Lake ทะเลสาบน้ำกร่อยอายุกว่า 500 ปี ที่ใหญ่เป็นอันดับ 10 ของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นการล่องเรือสำราญในทะเลสาบนี้จึงเป็นความคิดที่ดีที่สุดในการเที่ยวชมที่นี่ ซึ่งเราสามารถนังบัสมาลงที่ป้าย Lake Hamana Pleasure Boat แล้วขึ้นเรือต่อแบบชิว ๆ ได้เลย โดยกิจกรรมบนเรือนอกจากถ่ายรูป ชมวิว สูดอากาศบริสุทธ์แล้ว ยังสามารถให้อาหารนกได้แบบใกล้ชิด แล้วความนกที่นี่คือไม่เกี้ยวกราด มาหยิบอาหารจากมือไปแบบนิ่ม ๆ ญี่ปุ่นม๊ากกก อะไรก็ละมุนไปหมด เป็น 30 นาทีที่โคตรเพลิน

005 Shiraito Falls

หนึ่งในสถานที่ ๆ คนมาชิซึโอกะนิยมมากที่สุดคือน้ำตก Shiraito นี่แหล่ะ เพราะมันคือน้ำตกที่อยู่ปลายเขาฟูจิซังนั่นเอง น้ำตกที่สูง 20 เมตร และกว้าง 150 เมตร แห่งนี้ถูกจัดอันดับว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นเลยนะเธอ ซึ่งมันก็สวยจริง ๆ จัง ๆ นั่นแหล่ะ แถมเข้ามาชมก็สามารถเดินเท้าเข้ามาง่าย ๆ แบบยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว มันจึงยิ่งกลายเป็นน้ำตกที่สวยและเข้าถึงง่าย ควรค่าแก่การมาเป็นที่สุด โดยเฉพาะใมช่วงหน้าร้อนที่น้ำตกจะเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำที่เกิดจากการละลายตัวของน้ำแข็งบนภูเขาฟูจิ ยิ่งทำให้เรารับรู้ได้ถึงความอลังการงานสร้างของธรรมชาติในชิซึโอกะ หรือจะมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็สวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเช่นกัน

006 Nihondaira Tea Field

ภาพวิวไร่ชาเคียงคู่ภูเขาไฟฟูจิเป็นภาพที่เราเห็นในโปสเตอร์ โบชัวร์โปรโมทของเมือง Shizuoka แทบทุกที่ที่ไป เพราะมันคือหนึ่งในลิสต์ท็อปร้อยของจุดชมวิวริมทางในญี่ปุ่น สีสันที่สวยงามและตัดกันของท้องฟ้าและไร่ชา โดยมีวิวเมืองและทะเลสาบกั้นกลางเป็นภาพที่เหมือนหลุดออกมาจากความฝันมากกว่าความจริงเสียอีก และเมื่อมายืนตรงนี้เราก็อยากพยายามสูดหายใจเข้าเต็มปอด เพราะอะไร ๆ ตรงหน้ามันก็ดูโล่ง ดูสะอาด ชวนสดชื่นจริง ๆ ยิ่งไร่ชาในแหล่งที่เค้าบอกว่าเป็นจุดกำเนิดชาที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอยู่ตรงหน้า บอกตรง ๆ แค่มองยังรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นจากสีเขียว ๆ ของใบชา

อย่างที่บอกว่าชาของชิซึโอกะคือชาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น ทางไร่ชาเค้าเลยจัดกิจกรรมให้เราสามารถผันตัวเองเป็นชาวสวนได้ในชั่วพริบตาที่จ่ายเงิน หรือใครอยากแค่มาเดินเล่น ลองชม ลองชิมก็สามารถทำได้เช่นกัน ขอบอกว่าการได้มายืนรับลมเย็น ๆ สำรวจใบชาทีละใบด้วยความปราณีต สลับกับเงยหน้ามองภูเขาไฟฟูจิ และจบลงด้วยการจิบชาร้อน ๆ คือการยืดอายุไปได้อีกหลายปีเลยล่ะ

007 Shuzenji

นี่คือเมืองเล็ก ๆ น่ารักที่ต้องห้ามพลาด Shuzenji ตั้งอยู่บนภูเขาใจกลางคาบสมุทรอิซุ ถือเป็นเมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่มีอายุถึง 1,200 ปี และยังสามารถรักษากลิ่นอายความดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ได้เป็นอย่างดี แม้จะอยู่ใกล้คาบสมุทรแต่วิวที่ได้ไม่ใช่วิวทะเลนะจ๊ะ เป็นวิวทิวเขาและธรรมชาติที่สวยไม่แพ้กัน และแม้ว่ายังคงความเก่าแก่ของหมู่บ้านเอาไว้แต่ภายในบ้านเขาได้รีโนเวทเป็นคาเฟ่ ร้านขายของน่ารัก ๆ กันไปแล้วจ้า.. บอกเลยเดินไม่มีเบื่อแน่นอน แทบจะละลายทรัพย์กับเหล่าขนมแสนอร่อยไปเกือบหมด ที่มาแล้วต้องลองเลยก็คือ ซอฟครีมน้ำผึ้ง ที่หอมหวานน้ำผึ้งแท้ ๆ รู้สึกสดชื่นเหมือนไปยืนรับลมอยู่บนไหล่เขาเลยทีเดียว

ตลอดเส้นทางในที่เราใส่ชุดกิโมโนมาเดินนี้ มีมุมถ่ายรูปเยอะมากจนเมมกล้องแทบเต็ม(เตรียมมาเผื่อกันด้วยนะ) ส่วนไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเลยคือสะพานแดงเล็ก ๆ ที่ให้ฟีลคลาสสิคเหมือนเราย้อนเวลาไปได้จริง ๆ และป่าไผ่ที่สูงเสียดฟ้าจนมองแทบไม่เห็นยอดที่ตรงกลางมีม้านั่งให้เรานั่งมองพักสายตา สูดกลิ่นไอธรรมชาติเข้าปอดแบบเต็ม ๆ ถ้ามาตอนกลางคืนแล้วเรานอนลงตรงนี้แหงนหน้ามองฟ้าที่เป็นรูตรงกลางจากไม้ไผ่ที่ล้อมรอบเราไว้ จะเห็นดาวเยอะมาก ๆ โรแมนติกไปอีกแบบ

สำหรับสายบุญอยากเข้าวัดเข้าวาไหว้พระบ้าง ที่นี่ก็มีให้จ้า Shuzenji Temple วัดเก่าแก่ที่สร้างชื่อให้เมืองออนเซ็นแห่งนี้ ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ล้อมรอบด้วยอาคารหลายหลัง มีประวัติเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจกันในตระกูลตั้งแต่ปี 1194 และได้พบจุดจบกันที่นี่ แม้จะมีอดีตที่น่ากลัวและเจ็บปวด แต่ปัจจุบันสถานที่นี่ก็เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอยู่มากเหมือนกัน คงเป็นเพราะความขลังของสิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นเรียงสวยงามเป็นทางยาวน่ามอง กลบความน่ากลัวต่าง ๆ ในอดีตจนหมดสิ้น และด้วยความที่นี่เป็นเมืองออนเซ็นการล้างหน้า ล้างมือก่อนเข้าวัดจะธรรมดาเหมือนที่อื่นไม่ด๊ายยยยยยย น้ำของวัดนี้เป็นน้ำอุ่นนะจ้าาาาา มาไหว้ฤดูหนาวก็ไม่ต้องกลัวนิ้วแข็งแต่อย่างใด ราดเลยมั่นใจอุ่นสบายมือแน่นอน

008 Miho Beach

อีกหนึ่งจุดชมฟูจิซังที่นักท่องเที่ยวปักไว้ในแพลน Miho Beach ชายหาดมิโฮเป็นคาบสมุทรที่มีพื้นที่ยื่นออกไปในอ่าว Suruga สำหรับเราชาวไทยผู้อาศัยในประเทศที่มีทรัพยากรทางทะเลสวยติดระดับโลกวิวทะเล ที่นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นใด ๆ แต่จุดเด่นของหาดนี้คือมันเป็นหาดที่เราสามารถทักทายกับคุณฟูจิซังได้แบบเต็มสองตา โดยมีหาดสีดำ และเสียงคลื่นเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมให้ฟูจิซังดูสวยและมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

ถัดจากชายหาดมาไม่ไกลนักเราก็จะเข้าสู่พื้นที่ของสวนสาธารณะ Hagaromo ที่เต็มไปด้วยต้นสนเลียบชายหาดไปตลอดทั้งทาง ซึ่งต้นสนในบริเวณนี้มีเยอะมาก และโรแมนติคมากด้วย ใครที่มากับแฟนรับรองถ่ายรูปกันจนเพลิน แต่ถึงมาคนเดียวก็ยังถ่ายรูปจนเพลินเช่นกัน ที่สำคัญในหมู่ต้นสนเหล่านี้จะมีสนต้นหนึ่งที่ถูกเรียกว่า Hagoromo-no-Matsu โดยมีตำนานว่าชาวประมงเก็บเชือกของนางฟ้าได้จากสนต้นนี้ โอ้โห!! ดีงามมีสตอรี่ไปอี๊กกกก

009 Kakegawa Kachouen

จิ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พญานกแบบข้าบินมาถึงแล้วววววว Kakegawa Kachouen สถานที่ที่เหมาะกับคนนก ๆ อย่างเรา ขอบอกก่อนว่าเราเป็นคนที่อินมากกกับสวนสัตว์ที่ญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่จะเลี้ยงได้ดีมาก ๆ ทุกตัวดูมีความสุข มีชีวิตชีวา สุขภาพดี และที่นี่ก็เช่นกันทุกอย่างดูมีสีสัน สดใส ด้วยความหลายของพันธุ์นกกว่า 700 สายพันธุ์ทั่วโลก ที่เราสามารถอยู่ใกล้ชิดกับนกได้แบบระบบสัมผัส ทั้งให้อาหาร ลูบหัว เอามาเกาะแขน หรือจะอุ้มนกก็ยังได้ (มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย)

ตอนแรกไม่คิดว่าสวนนกจะน่าสนุกอะไรจนมาเห็นระบบการจัดสวนของที่นี่ ซึ่งลักษณะของสวนจะเป็นโดมโปร่งแสงติดแอร์ขนาดใหญ่ไม่ใช้กรง เพราะฉะนั้นเชื่อใจเรื่องความสะอาด และอุณหภูมิที่เหมาะสม เที่ยวได้ตลอดทั้งปี นกกับคนอยู่ด้วยกันแบบไม่มีกรงกั้น ให้อาหารจากมือได้โดยไม่ต้องกลัวว่านกจะทำร้าย เพราะมันคุ้นชินกับคนและเรียบร้อยมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีโชว์ให้ดูตลอดทั้งวันด้วย ที่เราชอบมาก ๆ คือ Bird Show การบินของเหยี่ยวและนกฮูกแสนรู้ที่โฉบไปมาแบบใกล้ ๆ ให้เราตกใจเล่น เชื่องจนงงว่านี่นกหรือหมา บางตัวก็ขี้อ้อนฉอเลาะเหลือเกิน

010 Kinomiya Jinjya Kinomiya Shrine

หากใครอยากขอพรให้ร่ำให้รวย งานเข้าปังๆ ต้องมานี่จ้า Kinomiya ศาลเจ้าสีสดใสที่คนนิยมมาไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล ความโชคดี และอายุมั่นขวัญยืน เพราะเชื่อกันมาแต่โบราณว่าเป็นที่ประทับของเทพแห่งความสุขและโชคชะตา ใกล้ ๆ กันมีต้นโอคุสึ หรือเรียกแบบไทย ๆ ว่าต้นการบูรยักษ์อายุมากกว่า 2,000 ปี ความยาวรอบต้นประมาณ 24 เมตร ว่ากันว่าถ้าเราเดินรอบ 1 รอบอายุจะยืนขึ้น 1 ปี และถ้าเดินไปด้วยขอพรในใจโดยไม่บอกใครไปด้วยคำขอนั้นจะเป็นจริง และกิมมิคอย่างหนึ่ง คือทุกเช้าเค้าจะกวาดใบไม้หน้าศาลเจ้าแล้วทำเป็นรูปหัวใจซึ่งจะเหมือนกับสัญลักษณ์ที่ติดอยู่ตรงศาล

ที่นี่มีเครื่องรางกว่า 30 ชนิดให้เราได้เช่ากันด้วย แบ่งตามประเภทของพรที่เราอยากได้ การเรียน ความรัก การเดินทาง ฯลฯ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมเครื่องราง “ปัดเป่า” เรียกว่า “โอคุสึมุชิโยะเคะมาโมริ” ซึ่งมีฤทธิ์ปัดเป่า “แมลงกวนเด็ก” “แมลงนอกใจ” “แมลงพนัน” ฯลฯ คนโบราณมักจะเปรียบเรื่องไม่ดีเป็นแมลง และต้นโอคุสึนั้นมีฤทธิ์ป้องกันแมลงได้นั่นเอง

011 Chibi Maruko-chan Land

ณ ธีมปาร์ค ชั้น 3 ของห้าง S-PULSE DREAM PLAZA เด็กจอมแสบที่มีทรงผมหน้าม้าสีดำในชุดนักเรียนสีเหลืองแดงคืออดีตขวัญใจของเด็กทั่วโลก ไม่มีใครไม่รู้จักมารุโกะจัง ใครที่โตมายุคมารุโกะบอกเลยว่าควรมาเจอสักครั้งจะยิ่งหลงรักเธอ ส่วนใครที่เกิดไม่ทันก็สามารถมารู้จักเธอได้ที่นี่เช่นกัน ใน Chibi Maruko-chan Land สถานที่จำลองบ้าน และโรงเรียนจากการ์ตูนเรื่องมารุโกะมาให้เราได้ลองสัมผัสกันแบบฟิน ๆ จนเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในมารุโกะเลยล่ะ

สำหรับแฟนการ์ตูนรับรองได้ว่าโซนต่าง ๆ ที่เค้าได้จำลองมาจะทำให้พวกแกย้อนนึกภาพของการ์ตูนในวัยเด็กขึ้นมาได้อย่างชัดเจน พร้อม ๆ กับเสียงเพลง ชวนกันไปบ้านมารุโกะ จะดังก้องขึ้นมาในหัวแกอย่างแน่นอน หรือถ้านึกฉากไม่ออกเค้าก็มีปุ่มกดที่จะมีเสียงพูดของตัวละครลอยออกมาด้วยล่ะ บอกเลยว่าเดินถ่ายรูปเดินดูไปเรื่อย ๆ ยิ่งทำให้เหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กที่อยู่ในโลกของความฝันอีกครั้ง

012 Shimizu Fish Market Kashi no Ichi

ตลาดปลาที่ชาวประมงนำปลาจากท้องทะเลมาส่งตรงถึงกระเพาะผู้บริโภค ที่นี่คือ Shimizu Fish Market Kashi no Ichi ตลาดที่ส่งออกปลาทูน่าแช่แข็งที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และด้วยความที่เป็นแหล่งปลาทูน่า และอาหารทะเลชั้นเลิศที่ได้รับการคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญอย่างชาวประมงมาเสิร์ฟให้ผู้บริโภคจนถึงบนฝั่ง เพราะฉะนั้นต่อให้แกหลับตาเลือกก็รับรองได้ว่าได้รับของที่สดและอร่อยแน่นอน ที่ตลาดปลาแห่งนี้แต่ละร้านก็จะมีเมนูไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งทีเด็ดก็อยู่สูตรลับในการปรุงรส ดังนั้นชอบร้านไหนก็เลือกร้านนั้นเลย

ก็อย่างที่บอกแล้วว่าสินค้าที่นี่ ชาวประมงเค้าเลือกมาวางเองกับมือเพื่อเสิร์ฟให้กับผู้บริโภคที่แสนหิวโหยอย่างเรา ความอร่อยจึงอยู่ในระดับที่ทำให้น้ำตาไหลได้แน่นอนถ้าใจไม่แข็งพอ ข้าวซูชิหอมๆ นุ่มๆ หนึบๆ ที่ผสมกับน้ำส้มสายชูมาอย่างพอดี บวกกับวาซาบิที่แอบซ่อนอยู่ใต้ปลาดิบสด ไม่ว่าจะเป็นไข่หวาน ปลาหมึก กุ้ง ไข่ปลา ทูน่า แซลมอน หอยเซลล์ ใดใดล้วนชวนอร่อยน้ำตาไหลทุกคำจริงๆ ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อยยิ่งสัมผัสถึงความสดราวกับดำน้ำลงไปกินใต้ทะเล ยิ่งพิมพ์ก็ยิ่งอยากบินกลับไปกินอีกหลายๆ รอบ

013 Aoba Oden street

ท่านกลางความโมเดิร์นของเมืองชิซึโอกะ ถนนสายโอเด้งคือรูปแบบและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามที่ยังหลงเหลือมาจนถึงวันนี้ แม้ใคร ๆ จะเรียกมันว่าถนนสายโอเด้ง แต่เราว่ามันเหมือนซอยโอเด้งมากกว่า โดยตั้งแต่ปากซอยยันท้านซอยไม่ว่าร้านเล็กร้านใหญ่ ร้านซ้ายมือ หรือขวามือ ทุกร้านคือร้านโอเด้งเมนูเดียวเท่านั้น และแม้ว่ามันคือการผูกขาดรูปแบบของสินค้า แต่มันก็น่าตื่นเต้นไม่น้อยที่เราจะได้ชิมโอเด้งแบบชิซึโอกะดั้งเดิมจากฝีมือของคนขายสูงอายุที่ใจดีตามแบบฉบับชาวญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในซอยท้องเราก็ร้องหิวมาตลอดทาง เพราะกินหอมอ่อน ๆ ของน้ำซุปมันช่างยั่วยวนเสียจริง ๆ

สำหรับความพิเศษของโอเด้งชิซึโอกะจะอยู่ตรงน้ำซุปที่มีสีดำ ซึ่งต่างไปจากโอเด้งทั่วไปที่น้ำใส ส่วนรสชาติจัดว่าโอเค ดีงาม ไม่ถึงขั้นมงลง อร่อยแต่ไม่ได้ไม่ได้หวือหวาหรือว๊าวอะไรขนาดนั้น แต่ก็กินได้เรื่อยๆ เพลิน ๆ ไม่มีหยุด ส่วนจุดเด่นอีกอย่างคือเวลากินเค้าจะมีสิ่งที่คล้าย ๆ ปลาป่นผสมผักมาให้โรยออนท็อป แล้วก็มีซอสวาซาบิให้จิ้มเสริมความจี๊ดขึ้นอีก แต่ละร้านก็จะมีกิมมิคต่างกันเล็กน้อย ซึ่งอยากกินร้านไหนอันนี้สุ่มเลือกกันเองได้เลยเพราะร้านเยอะจนเราบอกไม่ได้ว่าอันไหนอร่อยกว่ากัน เพราะงั้นไปวัดดวงกันเองตามอัธยาศัยจ้า

014 Kanzanji onsen Hotel Kokonoe

นอกจากความงามแล้วสิ่งที่ทำให้ทะเลสาบฮามานะ ( Lake Hamana ) โด่งดังก็คือ ปลาไหลที่เติบโต ณ ที่แห่งนี้ มันกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจนขยายสู่การทำฟาร์มปลาไหล และส่งให้ชื่อของปลาไหลยี่ห้อของทะเลสาบฮะมะนะมีชื่อเสียงอย่างมากในญี่ปุ่น แค่ประวัติยังอลังการชวนหิวขนาดนี้ มีหรือที่เราจะพลาดเซทเมนูข้าวหน้าปลาไหลของห้องอาหาร ณ Kanzanji onsen Hotel Kokonoe กับวิวทะเลสาบฮามานะปัง ๆ ที่เปิดต้อนรับทั้งแขกที่เข้าพักและนักท่องเที่ยวที่ต้องการแวะทานอาหารอย่าวเดียว โต๊ะ เก้าอี้แบบญี่ปุ่นในโทนสีเรียบ ๆ ยิ่งขับวิวทะเลสาบตรงหน้าให้ดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ระหว่างเราและทะเลสาปจึงมีเพียงแค่กระจกใสบาง ๆ ที่กั้นตรงกลางเท่านั้น

หลังจากนั่งชมวิวและดมกลิ่นปลาไหลจากโต๊ะอื่นได้ไม่นาน ข้าวหน้าปลาไหลชิ้นโตอวบอ้วนก็ถูกเสิร์ฟมาในกล่องข้าวแบบญี่ปุ่น พร้อมกับผักดองสำหรับเสริมรส ซุปใสเพิ่มความสดชื่น และโยเกิร์ตผลไม้เนื้อนุ่ม พร้อมชาเขียวร้อนรสเข้มที่ส่งควันฉุย ไม่รอช้าเรารีบราดซอสข้น ๆ สีน้ำตาลเข้มลงบนปลาไหล ก่อนใช้ตะเกียบคีบข้าวพร้อม ๆ กับปลาที่ราดน้ำซอสไว้อย่างชุ่มฉ่ำ แล้ววววอ้ามมมมมม เป็นครั้งที่ร้อยกับอาหารญี่ปุ่นที่มีสายรุ้งพุ่งออกจากปากเรา รสชาติแสนเข้มข้นทำให้ทุกอณูเรารับรู้รสชาติแบบเต็มปากเต็มคำ ไม่มีคำไหนจะบอกได้อีกแล้วนอกจาก มันอร่อยมากเว่อร์

015 Kanzanjien

เธอรู้กันมั้ยยยยยยว่าทะเลสาบฮามานะโกะเนี้ย นอกจากจะเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลาไหลชั้นดีแล้วเขายังเพาะพันธุ์หอยนางรมชั้นเยี่ยมด้วยเด้อ ถ้าใครมาแล้วไม่ได้ลิ้มลองนี่เหมือนมาไม่ถึงจริง ๆ เพราะฉะนั้นแค่แนะนำร้าน Kanzanjien ซึ่งเราเลือกร้านจากปริมาณคนเข้าออกเพราะคนมากินเยอะมาก เข้าออกไม่ขาดสาย และเป็นคนญี่ปุ่นทั้งนั้น แสดงว่าเด็ด (คิดเอง)

เมนูที่เราสั่งมาล้วนเป็นผลิตผลจากทะเลสาบฮามานาโกะทั้งสิ้น เพราะงั้นมั่นใจเรื่องความสดได้เลย แต่เนื่องจากเมนูทุกอย่างให้รายละเอียดเป็นภาษาญี่ปุ่น เราเลยไม่มั่นใจว่าที่กินไปคือปลาอะไร แต่ที่แน่ ๆ คือชุดปลาสด ๆ ตัวเล็ก ๆ ที่โปะบนข้าวร้อน ๆ พร้อมไข่แดงดิบนี่ถือเป็น The must ที่อยากให้ลอง แม้ทุกอย่างในจานจะดิบแต่ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับหวาน กลมกล่อมด้วยซ้ำ ถ้าใครไม่ถนัดดิบจะสั่งพวกปลาทอดก็อร่อยเหมือนกัน และส่วนที่เป็นพระเอกในดวงใจเราเลยคือเมนูหอยนางรมแบบต่าง ๆ ทั้งอบซอส ทั้งชุบแป้งทอด โอ๊ย ๆๆๆ อร่อยแบบต้องครวญครางคือฟินทั้งหมด กินอิ่มก็ปิดท้ายด้วยส้มที่คาดว่าเป็น ส้มมิคัง นี่แหละหวานนำเปรี้ยว ล้างปากได้ดี เป็นมื้อที่เหมือนสวรรค์มาโปรดเลยจริง ๆ

016 Unagi Pie Factory

นี่คือ Unagi Pie Factory โรงงานพายปลาไหลที่ผลิตพายด้วยมือ ทีละชิ้น ละชิ้น จนสามารถผลิตพายปลาไหลที่มีรสชาติโดนใจ จำนวนกว่า 200,000 ชิ้นต่อวัน การเข้าชมที่นี่ก็ฟรีไม่เสียค่าเข้าแม้แต่เยนเดียว แถมยังได้พายมาทานเล่นฟรี ๆ หนึ่งชิ้นด้วยนาจาาา น่ารักใจดีสุด ๆ จุดนี้เองที่ทำให้เราค่อนข้างยกย่องชาวญี่ปุ่นในความพยายามพัฒนาสิ่งที่ตนเองมีให้มีเอกลักษณ์ และมูลค่ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แบบไม่ใช่แนวคิดการก็อปวาง

หลังจากสนุกไปกับการชมวิธีทำขนมพายปลาไหลสุดอร่อย ดูสตอรี่ประวัติความเป็นมา ก็ถึงเวลาเดินไปนั่งพักขาที่ร้านคาเฟ่ขนมพายปลาไหล ที่มีขนมหวานหน้าตาน่าทานและแปลกใหม่ให้เลือกอยู่หลายเมนู ทั้งมิลเฟยปลาไหล ฟาร์เฟต์ปลาไหล และอีกหลายเมนูตามสไตล์ความครีเอทของชาวญี่ปุ่นเค้าล่ะ ใดใดล้วนน่ากินเราเลือกสั่งมิลเฟยปลาไหลที่ทั้งกรอบทั้งนุ่ม ทั้งหวาน และเย็นมาทานคู่กับลาเต้ร้อน ๆ หนึ่งแก้ว รสชาติอร่อยแปลกใหม่สมควรแก่การลิ้มลองจ้า

ก่อนจบการเยี่ยมชมของทุกสถานที่ตามธรรมเนียมของญี่ปุ่นก็คือตรงทางออกจะต้องมีมุมล่อสตางค์เหมือนกันทุกแห่งหนตำบลไป ขนมพายปลาไหลทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ ๆ ถูกจัดวางในแพคเกจจิ้มลิ้มน่ารัก ทั้งกล่องเล็กกล่องใหญ่ก็มีให้เลือกกันแบบพรึบพรับ และคนขวัญอ่อนอย่างเรามีหรือจะพลาดเพราะก่อนออกจากบ้านพ่อกับแม่ได้กล่าวไว้ ของฝากด้วยเด้อ 555

017 Sawayaka

อีกหนึ่งร้านอาหารประจำเมืองที่มีเฉพาะใน Shizuoka เท่านั้น ร้านแฮมเบิร์ค Sawayaka มีทั้งหมด 31 สาขาในจังหวัดนี้ ถ้ามาช่วงพีค ๆ หรือวันหยุดอาจจะต้องใช้ความอดทนหน่อยเพราะเขาว่ารอคิวกันเป็นชั่วโมงก็มี แต่เราบอกเลยนะ คุ้มค่าการรอมาก!!!! เขาเชี่ยวชาญด้านแฮมเบิร์ค จากการเปิดตั้งแต่ปี 1977 ก่อนเราเกิดอีก แต่เพิ่งมาบูมช่วงสิบปีนี้เอง เพราะเริ่มมีคนไปรีวิวเยอะขึ้น พอคนมาตามมันก็อร่อยจริง ๆ จนกลายเป็นที่รู้จักและเป็น THE MUST!!! ที่ต้องมากิน

สำหรับคนรักเนื้อเราแนะนำให้สั่ง “Genkotsu Hamburg” เนื้อบดเน้นๆ ที่เสิร์ฟมาบนกระทะร้อนซู่ๆๆๆๆๆๆ เห็นก้อนเนื้อกลมดิ๊กวางกลิ้งไปมาอยู่บนความซู่ซ่านั้น พอพนักงานยกมาวางที่โต๊ะเท่านั้นแหละนางก็เริ่มหันครึ่งแล้วจี่เนื้อลงกระทะให้บานออก กลายเป็นแฮมเบิร์คชิ้นโตเลยทีเดียว เสิร์ฟพร้อมซุป และขนมปังฝรั่งเศส (หรือจะเลือกเป็นข้าวญี่ปุ่นก็ได้) แปปเดียวก็กินหมดเพราะมันไม่เลี่ยนกินได้เรื่อยๆ หนึ่งจานจะได้เนื้อขนาด 250 กรัม ราคา 1,000 เยนนิดๆ ถือว่าไม่แพงเทียบกับคุณภาพเนื้อ คือเราต้องกินเบิ้ลอะ คนเดียวกินเนื้อไปครึ่งโล คิดดู๊ว่าอร่อยขนาดไหน!!!!

018 Ramen Abe’s

สายเส้นเชิญทางนี้ เรามีร้าน Ramen Abe’s มาแนะนำ นี่คือร้านราเมงเล็ก ๆ แบบเล็กม๊ากกกก แต่รสชาติอลังการเพราะขนาดเราไปยืนรอก่อนร้านเปิดแล้ว ยังมีคนมาต่อแถวก่อนเราอีก แล้วยิ่งพอถึงเวลาเปิดร้านแถวนี่ยาวกว่าเดิมหลายเท่านัก! นั่นเป็นเพราะราเมงร้านนี้เป็นราเมง No.1 ของจังหวัดชิสุโอกะจ้าาาา เห็นซุปใส ๆ หน้าตาเชง ๆ แบบนี้นะบอกเลยว่าเข้มข้น และหอมหวานมาก ๆ

ด้วยความที่เราเป็นคนรักเมนูเส้นแบบแฟนตัวยง ยิ่งราเมงคือกินได้ทุกวันไม่เคยเบื่อ สำหรับร้านนี้เมนูที่เราอยากแนะนำให้มาลิ้มลองคือ โชยุราเมง ที่ไม่ต้องปรุงเพิ่มก็ฟินจนหยดสุดท้าย เส้นที่ลวกกำลังดีไม่แข็งไม่นิ่มเกินไป กินกับไข่ต้มที่ไข่แดงเยิ้ม ๆ หน่อย คือความดีงามที่อยากจะค่อย ๆ เล็มกลัวมันจะหมด ยิ่งถ้าอากาศหนาว ๆ ได้ซดซุปร้อนให้อุ่นท้องก็ยิ่งเพิ่มอรรถรส และทำให้จานตรงหน้าดูมีคุณค่ามากขึ้นไปอีก อยากจะกินตุนเอาไว้ถึงพรุ่งนี้เช้าเลยจ้าาาา

019 Amagi Wasabi no Sato

อาหารญี่ปุ่นที่โด่งดังเชิดหน้าชูตาคนทั้งโลกนอกจากชาก็มีวาซาบินี่แหล่ะ และนี่คือศูนย์รวมสินค้าจากวาซาบิ มีตั้งแต่วาซาบิสด ยันวาซาบิแปรรูป โดยที่นี่เค้ามีแปลงปลูกวาซาบิตัวอย่างอยู่ด้านหลังให้ได้ชมกันด้วย สายรักวาซาบิอย่างเราเลยค่อนข้างตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเพิ่งเคยเห็นต้นวาซาบิเป็นครั้งแรก ซึ่งดู ๆ แล้วเราว่ามันมีความคล้ายลูกยอของบ้านเราอยู่นิด ๆ เหมือนกันนะ ส่วนการมาที่นี่นั้นก็แค่นั่งบัสจากสถานีโซเซนจิ ( Shuzenji Station ) เพียง 40 นาทีเท่านั้น

ถ้าเป็นแค่ต้นวาซาบิหรือผลิตภัณจากวาซาบิที่หาได้ทั่ว ๆ ไป คงไม่มีแรงดึงดูดพอที่จะพาเรามาที่นี่ แต่ Wasabi Soft Ice Cream คือสิ่งที่ทำให้เราอยากมา ฟังดูงง ๆ อึ้ง ๆ ดูไม่น่าจะเข้ากันใช่ม้ะ ตอนแรกเราก็คิดงี้แหล่ะ แต่พอได้ลองมันดีแบบไม่น่าเชื่อว่าไอศกรีมเย็น ๆ กับวาซาบิสด ๆ จากสวน จะเข้ากันได้ดีมากขนาดนี้ แต่เราจะไม่บอกหรอกนะว่ารสชาติมันเป็นยังไง เราอยากให้แกมาว๊าวเองมากกว่า และนี่ล่ะญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่นอ่ะคิดได้และคิดออกมาได้ดีอีกแล้ว นอกจาก Wasabi Soft Ice Cream แล้วที่นี่ยังมีเมนูให้ซื้อกินเล่นอีกสองสามอย่าง ก็แนะนำว่าให้ลองดูเถอะไม่ผิดหวังจ้า

020 Maramatsu Shouden

Shizuoka เมืองที่เรามาเที่ยวไร่ชาบ่อยจนสามารถเลือกยอดใบชาได้แบบมือโปร ถ้าไม่มาดื่มชาก็เสียเที่ยวแย่ เมืองนี้มีร้านชามากมายเรียงรายกันอยู่ตามท้องถนนทั้งแบบเก่าแก่ จนไปถึงโมเดิร์น ชิคเก๋ ครั้งนี้เราขอมาแวะชิมร้านท้องถิ่นกันที่ร้าน Maramatsu Shouden ซึ่งเรื่องชาเขาไม่เป็นสองรองใครแน่นอน ด้วยการทำชาที่ตกทอดมาสู่รุ่นที่สาม ซึ่งน่าจะยืนยาวจนไปถึงโหลนรุ่นที่สี่ เพราะนี่ยังจูงมือออกมายืนต้อนรับเราด้วยเลย โดยจุดเด่นของร้านคือการทำใบชาเอง ตั้งแต่ปลูก ตาก และคั่วทำเองหมด ทำให้มีกลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์ที่คนดื่มชาเก่ง ๆ น่าจะแยกกันออก

ที่นี่เป็นร้านชาธรรมดาที่สร้างกิมมิคด้วยการนำเกมส์ที่หาเล่นได้ยากมากในปัจจุบันอย่างเกมส์ทายชามาให้นักท่องเที่ยวหรือคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ๆ ได้รู้จัก เกมส์ทายชาหรือที่เรียกภาษาญี่ปุ่นว่า ฉะคาบุกิ เป็นการละเล่นที่มีมาตั้งแต่สมัยคามาคุระหรือเมื่อพันปีก่อน เป็นกิจกรรมของชนชั้นสูง อย่างซามุไร พระ ขุนนาง ซึ่งการดื่มชาตอนนั้นถือเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูงเท่านั้น เมื่อมาถึงสมัยเอโดะค่านิยมการดื่มชาเริ่มนิยมในหมู่นักแสดงคาบุกิ (การแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่น) จึงกลายชื่อกิจกรรมเป็น ฉะคาบุกิ 茶歌舞伎 茶(ฉะ) คือ ชา 歌舞伎 คือ คาบุกิ มาถึงในปัจจุบันกลายเป็นกิจกรรมของผู้เชี่ยวชาญด้านการดื่มชาจะเล่นกัน… ซึ่งคิดไว้ในใจแล้วว่าเราไม่รอดแน่นอน (แยกกลิ่นชาเขียวกับชาไทยยังคิดนานเลย)

ก่อนเริ่มเล่นเกมส์เค้าจะให้ความรู้เกี่ยวกับชาทั้ง 5 ชนิดของร้านเขาก่อน ให้เราลองดมและจำกลิ่นเอาไว้ แล้วทุกคนจะมีกระดาษทายชื่อชาอยู่ในมือ จากนั้นเขาจะเริ่มชงชาให้เราชิมทีละแก้ว เราก็แค่ทายว่าเป็นชาตัวไหน พอจบเกมส์ใครชนะก็รับไปเลย!!!! แก้วชาลายพิเศษที่ทางร้านทำขึ้นเอง หายากและดูมีมูลค่ามาก ด้วยการเอนเตอร์เทนของเจ้าของก็ยิ่งทำให้เราสนุกเข้าไปใหญ่ เหมือนอยู่รายการทีวีแชมป์เปียนส์ จนรู้สึกว่ากิจกรรมของผู้ใหญ่ดูเป็นเรื่องสนุกไปเลย สมแล้วที่เป็นประเทศที่ทำทุกเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ผิดหวังเลยที่ตกหลุมรักประเทศนี้ ออ อีกอย่างคือถ้าใครชื่นชอบชาตัวไหนหรือติดใจอะไร ให้ซื้อเลยนะ!! เพราะร้านนี้ขายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เผลอ ๆ ไปเมืองอื่นอาจะไม่เจอยี่ห้อนี้ด้วย

021 Teahouse Shointei

แกกำลังคิดในใจกันสินะว่าเอะอะดื่ม แป๊ป ๆ เข้าร้านชาอีกแล้ว เอ๊าาา.. ก็มาเมืองแห่งชาจะให้เราไปไหน แต่บอกเลยว่าแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ที่นี่ให้ฟีลแตกต่างกับร้านก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นการเสิร์ฟชารูปแบบประเพณีเป๊ะ ๆ สวยงามทุกกระบวนท่า ให้เราเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากการเสิร์ฟที่โดดเด่นแล้ว เรื่องการออกแบบดีไซน์ห้องน้ำชายังน่าประทับใจด้วย เน้นแสงธรรมชาติ และสีน้ำตาลอ่อนให้ดูอบอุ่นในบ้านทรงสมัยก่อน จัดสวนที่มีความย้อนยุคสวยงามแบบมินิมอลสบายตายิ่งทำให้เราอยากอยู่ที่นี่นานขึ้นอีก

การชงชาสำหรับญี่ปุ่นถือเป็นประเพณี และศิลปะประจำชาติที่สำคัญอย่างนึง เพราะฉะนั้นการนั่งมองความละเมียดในการชงนั้นถือเป็นอีกหนึ่งอรรถรสที่ทำให้เราอินกับความเป็นญี่ปุ่นมาก ๆ เรานั่งรอในห้องน้ำชาสักพักก็มีหญิงสูงวัย เกล้าผมเรียบร้อยในชุดกิโมโน ยกชุดน้ำชาและขนมเข้ามาเสิร์ฟ และสาธิตการชงชาอันสวยงามที่ถือเป็นพิธีกรรมชั้นสูงให้เราได้ดู ละเอียดถึงขนาดว่าทุกตำแหน่งของอุปกรณ์ที่วางบนโต๊ะนั้นมีความหมาย ต้องหยิบอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งแบบที่ถูกวิธีแบบนี้หาดูได้ยากมาก ๆ และวิธีการดื่มที่ถูกต้องคือการทานขนมเพื่อให้ปากเรามีรสหวานก่อน ค่อยจิบชาตามจะได้ลิ้มรสของความหอมและความขมแบบละมุนของชาได้แบบเต็มที่นั่นเอง

022 Maruzen Tea Roastery

ร้านชาอีกแล้วครับคุณผู้อ่าน อันนี้สำหรับคอชาเขียวไม่อยากให้พลาด และเหล่าบรรดา Cafe Hopping ที่ชอบถ่ายร้านคาเฟ่ทั้งหลายต้องมาตามรอยกันรัว ๆ เพราะร้านน่ารัก แสงสวยมาก และมีการพรีเซ้นท์ชาออกมาในรูปแบบสมัยใหม่หน่อย คือการสร้างเรื่องราวและลูกเล่นให้ลูกค้าได้เลือก และเพิ่มความพิถีพิถันในแบบที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา เพราะปัจจุบันคนญี่ปุ่นดื่มชากันน้อยลงมาก ทางร้านจึงพยายามคิดหาวิธีให้คนหันกลับมาบริโภคและรักษาการดื่มชาเขียวให้คงอยู่ต่อไปในญี่ปุ่น ด้วยวิธีคิดแบบนี้แหละทำให้ร้านนี้สเปเชี่ยลสำหรับเรามาก ๆ

น้ำชาแต่ละแก้วที่นี่เขาให้เราเลือกอุณภูมิคั่วใบชาเอง และดริปด้วยมืออย่าปราณีตแก้วต่อแก้ว พนักงานยังคอยให้ความรู้ถึงอุณหภูมิการคั่วชาด้วยว่าแบบไหนได้เข้ม ได้อ่อน แบบไหนเป็นแบบที่เราต้องการ ส่วนอีกหนึ่งเมนูอร่อยมาก ๆ จนเราหยุดไม่ได้เลยคือ เจลาโต้ชาเขียว ทั้งตู้มีแต่ไอศกรีมชาเขียวแต่แต่ละถาดระดับอุณหภูมิคั่วต่างกัน (ดูจากสีน่าจะรู้นะ) มีให้เลือกทั้งมัจฉะ และโฮจิฉะ มีคั่วตั้งแต่อุณหภูมิ 0℃ ที่จะให้ความรู้สึกสดชื่น ไปจนถึง 200℃ ที่ให้กลิ่นหอมของชาอย่างเด่นชัด และถ้าใครชอบกลาง ๆ กลิ่นหอมของชาแบบชัด ๆ ไม่มากไป เราแนะนำคั่วที่ 160℃ หรือที่เขาเรียกว่า Brown Roasted จะได้กลิ่นของโฮจิฉะหอมกำลังดีเลย

023 Starbucks สาขา Fujikawa

ถ้าพวกเธอคือแฟนสตาร์บัคตัวยง … เราอยากให้ทุกคนลองมานั่ง Starbucks สาขา Fujikawa นี้ เพราะเป็นสาขาที่ได้วิวฟินมาก จิบกาแฟพร้อมมองออกนอกหน้าต่างบานใหญ่เจอวิวฟูจิยืนเด่นเป็นสง่าให้เราได้เชยชม นอกจากวิวจะสวยแล้ว การตกแต่งดีไซน์ของร้านก็สวยเกินกว่าจะเป็นร้านกาแฟตามจุดพักรถ แวะมองพี่ฟูจิให้พอใจแล้วก็เดินทางกันต่อได้เลย

024 Izu Fruit Park

สวนผลไม้ที่มีผลิตผลตลอดปีตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี ส้ม เมล่อน และตัวชูโรงของที่นี่ก็คือสตรอว์เบอร์รีของโปรดของข้านั่นเองจ้า… ก็จะคล้าย ๆ กับที่อื่น ๆ มีบุฟเฟ่ต์ผลไม้ แต่ต่างที่มีสตรอว์เบอร์รีหลากหลายสายพันธุ์กว่า เช่น พันธุ์เบนิฮอปเปะ ที่รสออกเปรี้ยวหวานสดชื่น, อากิฮิเมะ รสหวานเจี๊ยบเปรี้ยวน้อย เป็นต้น แต่วันนี้เราไม่ได้มากินหรอกนะ เรามาแวะซื้อของฝากจากสวนกัน ไม่ว่าจะเป็นขนมที่ทำจากสตรอว์เบอร์รี ส้ม และเมล่อน ป๊อปคอร์นรสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีสดก็มีขายนะ ใครอยากลองก็ซื้อเลยไม่ต้องเข้าไปชมสวนก็ได้ อาหารทะเลแห้งประจำถิ่นต่าง ๆ ก็มีให้เลือกด้วย

ถ้าจะขายสตรอว์เบอร์รีใส่ถ้วยเหมือนคน ๆ อื่นมันก็ครีเช่เกินไป ที่นี่เขาขายแบบแถมวิปครีมมาให้ที่ก้นถ้วยแบบแน่น ๆ ให้เราเดินไปคีบสตรอว์เบอร์รีโปะด้านบนเองได้แบบไม่อั้น ในราคาแค่ 580 เยน ถูกกว่ากาแฟอีกอะแกกกก๊ แอบคิดอยุ่ในใจว่าขายแบบนี้อยู่ได้เหรอ คนที่ร้านเลยบอกว่าเพราะเป็นไร่สตรอว์เบอร์รีขายราคานี้ ก็อยู่ได้สบาย ๆ ถ้าไปขายข้างนอกราคานี้ขาดทุนแน่นอน.. นอกจากความหลากหลายวาไรตี้ของของฝากแล้ว วิวของที่นี่เป็นวิวฟูจิแบบเต็มตาม๊ากกก คือแค่กินสตรอว์เบอร์รีจิ้มวิปครีม พร้อมชมวิวนี้ไปด้วย ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วค่ะคุณ

025 Kunoya Strawberry Picking Park

เราเชื่อว่าคนที่มาญี่ปุ่นส่วนมากจะต้องแพลนให้ตัวเองไปเดินท่ามกลางไร่สตรอว์เบอร์รีพร้อม ๆ กับมือซ้ายที่ถือนมข้น และมือขวาถือสตรอว์เบอร์รีสดลูกโต ในปากก็กำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ เต็มไปด้วยสตรอว์เบอร์รีสีแดงชุ่มฉ่ำ ซึ่งชิซึโอกะคือหนึ่งในเมืองที่มีไร่สตรอว์เบอร์รีบุฟเฟ่ต์เยอะมาก ๆ มันเป็นไปตามอย่างที่เค้าว่าเลยที่นี่ดินดี น้ำอุดมจริง ๆ ปลูกอะไรก็ดูแน่น ดูฉ่ำ อย่างโซนใกล้ ๆ ฟาร์มที่เราเลือกก็มีอีกมากมายหลายฟาร์มใครอยากเลือกฟาร์มไหนก็เอาที่รู้สึกถูกโฉลกถูกชะตาได้เลย เพราะส่วนมาจะเป็นแบบไม่จำกัดเวลาเหมือน ๆ กัน

การจะเข้าไปกินก็แสนง่ายดาย จ่ายเงิน รับจานพร้อมนมข้นหวาน เดินตามเจ้าหน้าที่แบบต้อย ๆ ไปที่แปลงสตรอว์เบอร์รี แล้วจากนั้นก็เริ่มกลายร่างตัวเองเป็นเจ้าแมลงจอมกินสตรอว์เบอร์รีได้เลย ขอบอกว่ามันหวานมาก ฉ่ำมาก ดีงามมาก ฟินจนอยากบินไปอีกยี่สิบแปดรอบ สำหรับบุฟเฟ่ต์นั้นกินได้ไม่อั้น แต่เก็บกลับบ้านไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าติดใจถึงขั้นอยากเอากลับบ้านจริง ๆ ก็คงต้องอมไว้ในปากหรือง่ายกว่านั้นสำหรับใครที่อยากซื้อไปกินหรือเอาไปฝากที่ร้านเค้าก็มีขายแยก ให้เลือกซื้อกันหลายไซส์ หลายราคา ใครอยากได้แบบไหนก็จัดไปชุดใหญ่ไฟกระพริบได้เลยจ้า

และนี่คือ 25 โลเคชั่น ชุบชีวิตชูวิญญานของเราให้สดชื่นยาวนานไปได้อีกหลายปี หญิงสาวแสนสวยในมุมที่เป็นธรรมชาติก็ทำให้เราตกหลุมรักญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ชิซึโอกะที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองที่แสนวุ่นวายและรื่นเริงอย่างโตเกียว ยังสามารถคงความเป็นเอกลักษณ์และไม่ถูกกลืนกินได้อย่างสง่างาม เมืองเงียบ ๆ ที่เป็นสวรรค์ของใครก็ตามที่กำลังมองหาความเป็นธรรมชาติที่สวยงามให้กับชีวิต และยิ่งเป็นสวรรค์ของใครก็ตามที่ชอบชาหรือแม้แต่กับคนที่เฉย ๆ กับชาเมื่อมาที่นี่ก็ต้องเผลอใจหลงรักชาขึ้นมาอย่างแน่นอน เราชอบที่นี่มาก เราว่ามันเป็นเมืองที่เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ อะไรก็ตามที่มาจากดินของที่นี่ก็ดูสดชื่น หนักแน่น งดงาม อะไรก็ตามที่มาจากน้ำของที่นี่ก็ช่างสดใหม่ มีชีวิตชีวา ไม่ต้องตกแต่งใดใดเพิ่มเติม เพราะที่นี่คือต้นกำเนิดที่สวยงามและรอเพิ่มพลังชีวิตให้ผู้มาเยือนอยู่แล้ว