คิดถึงญี่ปุ่นวันละนิดจิตแจ่มใส นี่เป็นอีกครั้งที่เราหวนนึกถึงเวลาอันแสนสุขที่ได้เดินย่ำในดินแดนอาทิตย์อุทัย ณ คิวชู ภูมิภาคที่อุดมไปด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรมอันเหนียวแน่น โดย #เที่ยวทิพย์ วันนี้ ขอปักหมุดไปที่ 3 จังหวัดสุดป๊อป Kumamoto – Miyazaki – Kagoshima จัดที่เที่ยวอัพเดทมาให้ทุกคนได้ฟินกันแบบจุก ๆ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือกลางหุบผาและน้ำตก แช่ออนเซ็นส่วนตัวในที่พักแสนไพรเวท หรือกิจกรรมแปลกใหม่อย่างนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวภูเขาไฟ และอื่น ๆ อีกมากมายกว่า 10 โลเคชั่น ที่ทั้งฮอตฮิต ทั้งฮิดเด้น ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มค้นหาไปด้วยกันเลย …

Processed with VSCO with c1 preset

Kumamoto

001 Mount. Aso Helicopter Sightseeing Flight

เริ่มด้วยโคฟเป็นนางเอกซีรีส์แต่งตัวสวยแบบลูกคุณหนู แล้วมโนกันว่าคนรักพามาเดทชมวิวบนเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวกับ “Mount. Aso Helicopter Sightseeing Flight” ขึ้นไปชมภูเขาไฟอะโซะ อีกสัญลักษณของจังหวัดคุมาโมโตะ ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสีสันของภูเขาจะเปลี่ยนไปทุกฤดู มาเมื่อไหร่ก็สวยเหมือนกัน บอกเลยว่าการได้มองในมุมสูงแบบนี้ขับรถไปมุมไหนของเมืองก็คงหาไม่ได้นะแก มันต้องสักครั้งในชีวิตแล้วปะ ?

กิจกรรมสุดคูลนี้เขามีให้เลือกทั้งหมด 5 โปรแกรม แตกต่างกันที่เส้นทางและระยะเวลาคือ 2-10 นาที โดยเส้นทางที่ป๊อปสุดจะเป็นโปรแกรมที่มองเห็นปล่องภูเขาไฟอะโซะ ภาพจากด้านบนเราจะพบกับปากปล่องที่ยังคุกรุ่นมีไอควันออกมาอยู่เรื่อย ๆ โดยโปรแกรมนี้ใช้เวลา 7 นาที ราคา 7,500 เยน หรือถ้าอยากสวีท อยากได้ความไพรเวทหน่อยก็เช่าเหมาลำ นั่งได้ไม่เกิน 3 คน ราคา 50,000 เยน กำหนดการเดินทางเองได้ในระยะเวลา 20 นาที ชมพื้นผิวของปล่องภูเขาไฟประหนึ่งนั่งจรวดออกมาอยู่ดาวอังคาร รับรองว่าได้ถ่ายรูปรัว ๆ จนต้องเปลี่ยนเม็มการ์ด  ไม่คุ้มตรงไหนเอาปากกามาวง

การเดินทาง :
ขึ้นรถไฟสาย JR Hohi ลงที่สถานี Aso จากนั้นต่อรถแท็กซี่ประมาณ 5 นาที
หรือรถบัสสาย Yamabiko ลงที่ป้าย Cuddly-Dominion Mae
หรือรถบัสของ Kyushu Crossing Bus ลงที่ป้าย Cuddly-Dominion Mae ก็ได้เช่นกัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/nFWhzmRFELedcCZn9

002 Buzen Kaido : เส้นทางบุเซ็นไคโด

กาลเวลาเปลี่ยนไปก็ไม่อาจพรากความคลาสสิกของเมืองเก่าในญี่ปุ่นได้จริง ๆ หนึ่งในนั้นคือเส้นทางบุเซ็นไคโด ย่านการค้าสำคัญของเมืองยามากะในอดีต หมู่บ้านโบราณสมัยเอโดะที่ยังมีกลิ่นอายของยุคนั้นอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมอาคารไม้สองชั้นหลังคากระเบื้องเรียงสวยเป็นเอกลักษณ์ เราจะได้พบกับร้านขายโคจิ(เชื้อหมัก) ร้านเหล้าสาเกเรียงอยู่ตามสองฝั่งถนนที่มีมานานกว่า 200 ปีแล้ว ใครมียูกาตะกิโมโนอยากให้แต่งจัดเต็มมาด้วยเลยเพราะนอกจากบ้านเรือนแล้ว ยังมีรถลาก ลากโดยหนุ่มยุ่นหน้าตี๋กล้ามโตใส่ชุดพื้นเมืองโบราณ เป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เราเข้าถึงเสน่ห์ท้องถิ่นของยามากะได้ลึกซึ้ง เอาล่ะ.. ต่อจากนี้เราจะมาแนะนำสิ่งที่ต้องทำเมื่อมาถึงย่านนี้กันก่อน

เดินเที่ยวในเมืองเก่าจนปวดน่องก็ถึงเวลารีทรีตร่างกายด้วยออนเซ็นแกรนด์ ๆ สัก1 ที่ Sakura-yu แปลเป็นไทยว่า บ่อน้ำร้อนซากุระ โดยที่นี่มีอายุกว่า 380 ปียาวนานสืบมาตั้งแต่สมัยเมจิ (ช่วงศตวรรษที่19) และเพิ่งได้รับการปรับปรุงตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมดเมื่อปี 2012 เพื่อคงสภาพเดิมไว้ มั่นใจได้เลยว่าความคลาสสิกยังอยู่ครบเพิ่มเติมคือความใหม่และความสะอาดตามมาตรฐานญี่ปุ่นแน่นอน

ถามหาขนมกรุบกริบของฝากไปให้คนสำคัญก็คงหนีไม่พ้นขนมท้องถิ่นจากร้าน Nishimasuya เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ขนมโบราณขนาดย่อม เพราะเขาเปิดมาตั้งแต่ปี 1929  รูปแบบของร้านเป็นแพทเทิลเดิม ส่วนขนมเด่น ๆ คือ Monaka รูปโคมไฟโบราณเอกลัษณ์ของย่าน ด้านนอกเป็นแป้งบางกรอบส่วนข้างในเป็นใส่ถั่วแดงมัจฉะหอมนุ่มหวานละมุนเหมาะซื้อฝากผู้ใหญ่สุด ๆ

ถ้าโรงละครอันมีชื่อเสียงของไทยคือเฉลิมกรุง สำหรับที่ญี่ปุ่นก็คงเป็นโรงละครยาจิโยซะแห่งนี้แน่นอน เดิมที่นี่เป็นโรงละครที่แสดงคาบูกิอันเลื่องชื่อที่สร้างมานานกว่า 100 ปี กาลเวลาผ่านไปแน่นนอนว่าการแสดงแบบนี้ก็เลือนหายไปบ้าง แต่พอมีเทศกาลใหญ่ ๆ ที่นี่ก็จัดงานได้อย่างอลังการงานสร้างเหล่าผู้มีชื่อเสียงด้านคาบูกิก็จะมารวมตัวกันที่นี่ ถ้ายังนึกภาพความยิ่งใหญ่ไม่ออกก็ลองคิดดูว่าโรงละครที่จุคนได้ 1,274 คนนั้นมันจะกว้างขวางขนาดไหน และตรงกลางของเวทีเขาสามารถหมุนได้ด้วยแรงคน เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนที่เรียกว่าตอนนั้นคงตื่นตาตื่นใจกันมากทีเดียว ฟังก์ชั่นแน่นขนาดนี้ค่าเข้าชมแค่ 520 เยนเท่านั้น มาทั้งทีไม่แวะมาตรงนี้เสียดายแย่เลยนะ

003 Yamaga Lanterns Folk Crafts Museum

ที่เราเกริ่นไว้ที่ร้านขนมว่าโคมไฟเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเมืองยามากะก็คือตรงนี้แหละทุกคน ที่พิพิธภัณฑ์งานฝีมือพื้นบ้านโคมไฟยามากะ (Yamaga Lanterns Folk Crafts Museum) เป็นงานทำมือที่เหล่าคนรักงานคราฟจะต้องร้องว้าวในความมินิมอล โคมไฟเขาโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น เพราะทำจากกาวและกระดาษญี่ปุ่นทำมือเท่านั้น ไม่มีการใช้ไม้หรือตะปูมาเป็นส่วนประกอบ เป็นงานหัตถกรรมที่สืบสานยาวนานมาถึง 600 ปีผ่าน “ช่างฝีมือทำโคมไฟ” ที่ต้องฝึกฝนกันอย่างเข้มงวด

นอกจากเยี่ยมชมแล้วเขายังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปให้เราได้นั่งทำโคมไฟรูปทรงเรียบง่าย ที่ต้องการความเนี๊ยบและมีรายละเอียดไม่ง่ายอย่างที่คิด กับช่างฝีมือท้องถิ่นผู้แสนใจเย็นคอยอธิบายคอยสอนเหล่านักประดิษฐ์ฝึกหัดตลอดระยะเวลา 2 ชม. จนได้ผลงานหนึ่งเดียวในโลกกลับบ้านไปครอบครอง พร้อมสกิลอันแสนประณีตกลับบ้านไปต่อยอดกับงานแฮนด์เมดอื่น ๆ ได้ด้วยโดยราคาเวิร์คช็อปอยู่ที่ 5,800 เยน ลองดูรูปที่เราเอามาป้ายยากันก่อนแล้วจะรู้ว่าโคมไฟเขาน่ารักตะมุ๊ตะมิ๊ดีงามสมราคาม๊าก

การเดินทาง :
รถไฟ : ขึ้นรถไฟ Kyushu Shinkansen จากสถานี Hakata มายังสถานี Shin-Tamana นั่งแท็กซี่ต่อมาอีกประมาณ 25 นาที
รถบัส : จากสถานีขนส่งรถบัส Hakata, สถานี Tenjin ไปยัง Kikusui IC (ฟุกุโอกะ-คุมาโมโตะ/สาย Hinokuni) นั่งแท็กซี่ต่อมาอีกประมาณ 15 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/tDFzC1NFSfoFJCeY9

004 Kamishikimi Kumanoimasu Shrine

ศาลเจ้าญี่ปุ่นสุดขลังแห่งเมืองคุมะโมโตะ คามิชิกิมิ คุมาโนะอิมาซุ (Kamishikimi Kumanoimasu Shrine) แห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่โอคุอะโซะซึ่งซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบ เมื่อเราเดินผ่านเสาโทริอิหรือซุ้มประตูแดงเข้าไปก็สามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่อายุหลายร้อยปีได้เลย สองข้างทางเต็มไปด้วยโคมไฟหินกว่าร้อยต้น พร้อมต้นไม้เมืองหนาวสูงใหญ่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เหมือนดำดิ่งเข้าไปในป่าสนแห่งจินตนาการจนได้สมญานามว่า “ทางสู่โลกต่างมิติ” 

เดินเพลิน ๆ มาถึงจุดหมายรู้ตัวอีกทีก็ขึ้นบันไดมากว่า 260 ขั้นแล้ว จนมาพบศาลเจ้ากลางป่ารอบ ๆ มีต้น “นางิ” ปลูกเรียงรายกันอยู่ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ เชื่อว่ามาขอพรเรื่องความรัก ความสัมพันธ์จะสมปราถนา เดินต่อขึ้นไปด้านบนอีกหน่อยจะพบช่องลมขนาดใหญ่เรียกว่า “อุเกโทอิวะ (Ugetoiwa)” ก้อนหินก้อนยักษ์จากที่เห็นเรียกว่าใหญ่ขนาดเป็นเนินเขาเลยก็ว่าได้มีรูอยู่ตรงกลาง เชื่อว่ามาขอพรตรงนี้จะทำให้เราสามารถผ่านความยากลำบาก ชนะต่ออุปสรรค และสอบผ่านได้ด้วย เพราะฉะนั้นสายมูต้องห้ามพลาด!

การเดินทาง :
นั่งรถไฟของ Minami Aso Railway  มาลงที่สถานี Takamori นั่งแท็กซี่ต่อมาอีก 10 นาที หรือนั่งรถบัสของ Takamori Townsman Bus สาย Shikimi Loop (ผ่านสถานที่แช่น้ำพุร้อน) มาลงที่ป้าย Nakahara แล้วเดินอีก 4 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/V9EVg8TuTMGN9bs36

005 Takefue

บางคนอาจไม่อินกับการออนเซ็นอินดอร์ ชอบแช่น้ำในที่โล่งกว้างท่ามกลางธรรมชาติ เราเลยหยิบมาให้สักหนึ่งที่ Takefue Natural Hot Spring, Resort & Spa Ryokan of Japan แค่เห็นรูปก็อยากจะพุ่งทะลุจอเข้าไปแช่ ด้วยความที่เรียวกังแห่งนี้มีห้องพักเพียง 12 ห้องอยู่ท่ามกลางป่าไผ่ ให้ความไพรเวทคูณสิบความฟินคูณร้อยกันไปเลย

ขึ้นชื่อว่าจะเที่ยวไปไหนแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่นเรื่องข้อมูลเราต้องแน่น ที่เลือกแนะนำออนเซ็น Takefue เพราะเขามีบ่อแช่ถึง 30 บ่อ ทุกบ่อเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ 100%ไม่มีน้ำอื่นผสม มีประสิทธิภาพเรื่องการรักษาโรคผิวหนัง รักษาแผลได้ดี ช่วยการไหลเวียนของเลือดทำให้ผิวกระจ่างใส กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ฯลฯ รับรองว่าผิวที่ผ่านการบำบัดของธรรมชาติจะต้องสวยเด้งจากภายใน ยังไม่หมดเท่านั้นความพิเศษของที่นี่คือทุกห้องเป็นห้องนอนแบบญี่ปุ่น มีเตาอิโรริ(เตาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม)ให้เราได้นั่งผิงไฟเม้ามอยกับเพื่อน ค่ำ ๆ ออกมากินอาหารชุดไคเซกิรสชาติดีที่เมนูเปลี่ยนไปตามวัตุดิบแต่ละฤดูกาล และสุดท้ายน้ำดื่มของ Takefue ก็เป็น 1 ใน 100 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยเพราะเป็นน้ำแร่จากต้นกำเนิดจริง ๆ

การเดินทาง :
– จากสนามบินคุมาโมโตะ / สนามบินอะโซะคุมาโมโตะ ไปที่จุดขึ้นรถหมายเลข 2 ใช้บัสของ Kyushu Crossing Bus (ปลายทางเบปปุ) ลงที่ป้ายคุโรคาวะอนเซ็น (Kurokawa Onsen) จากนั้นขึ้นรถรับส่งฟรีมาลงที่โรงแรม
– จากสถานีคุมาโมโตะ ไปที่จุดขึ้นรถหมายเลข 3 ใช้บัสของ Kyushu Crossing Bus (ปลายทางเบปปุ) ลงที่ป้ายคุโรคาวะอนเซ็น (Kurokawa Onsen) จากนั้นขึ้นรถรับส่งฟรีมาลงที่โรงแรม

พิกัด : https://goo.gl/maps/fpzXXmSUSEEJtssD6

Miyazaki

006 Takachiho Gorge

อีกที่ที่เรามาแล้วก็อยากมาอีกเรื่อย ๆ คือ หุบเขาทะคะชิโฮะ (Takachiho Gorge) มหัศจรรย์ธรรมชาติที่ทำให้รู้ว่ามนุษย์อย่างเราตัวเล็กนิดเดียว เมื่อได้มาล่องเรือกลางผาที่เกิดจากการปะทุของลาวาบนภูเขาไฟอะโซะเมื่อ 120,000-90,000 ปีก่อน พอเย็นตัวลงก็ถูกน้ำจากแม่น้ำโกคาเสะกัดเซาะจนกลายเป็นเส้นทางคดเคี้ยวยาว 7 กิโลเมตร เลียบขนานไปกับผาสูง 80-100 เมตรทั้งสองข้าง ความสบายตาไม่ได้ดีแค่ธรรมชาติบนสันเขา ผิวน้ำเบื้องล่างเรือของเรายังเป็นสีฟ้าใสไร้มลทิน ในฤดูร้อนเราจะได้ภาพต้นไม้เขียวขจี ส่วนฤดูใบไม้ร่วงจะเป็นสีเหลืองส้มแดงไล่สีสะท้อนน้ำ งดงามเหมือนภาพวาดเลยทีเดียว 

อย่างที่เห็นว่ากิจกรรมที่ต้องทำคือการเช่าเรือพายไปตามลำน้ำ ราคาเช่าเรือนั้นมีตั้งแต่ 4,000 เยนเป็นต้นไปสามารถนั่งได้ 2 คน แต่บอกเลยว่าราคาหลักพันแต่วิวที่ได้คือหลักล้านไปเลย มันเป็นวิวผาที่สวยสงบน่าเกรงขาม มองแล้วต้องกล่าวขอบคุณธรรมชาติอยู่หลายครั้งที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ล่องมาเรื่อย ๆ ทุกคนจะได้พบกับน้ำตก “มานาอิโนะทาคิ (Manaino Falls)” อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่น้ำตกสูงชันกว่า 17 เมตรที่ตกลงมาแบบ 90 องศา ละลองน้ำที่ตกกระทบผิวน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณเหมือนภาพในฝัน ไม่แปลกใจเลยว่าน้ำตกนี้จะได้เป็น 1 ใน 100 น้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

การเดินทาง :
จากศูนย์รถบัส Takachiho นั่งแทกซี่ต่อมาอีก 10 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/DjBmUAJjsFPxuW9J7

007 Obi Town & Castle Ruins

มาเช็คอินกันต่อกับเมืองเก่าอีกหนึ่งมรดกของประเทศ สำหรับ โอบิ (Obi)  เป็นเมืองรอบปราสาทที่เคยรุ่งเรืองมากเมื่อ 280 ปีที่แล้ว แม้สถาปัตยกรรมที่นี่จะคล้ายเมืองเก่าทั่วไปแต่สีของเขาคุมโทนมากเลยแก เป็นสีขาวตัดกับไม้สีดำมีมนต์ขลัง พร้อมพุ่มไม้สีเขียวชอุ่มแซมอยู่ทุกหนแห่ง ตึกรามบ้านช่องทุกอย่างของเขาได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี สะอาดขนาดว่าที่ระบายน้ำจากบนเขาใสจนเห็นปลาคราฟว่ายไปมา เหมาะที่จะเช่ากิโมโนสีชมพูอ่อนแมชกับเพื่อนสาว หรือให้แฟนใส่ยูกาตะมาเดินแอ๊บเป็นหนุ่มสาวสมัยเอโดะก็เนียนได้อยู่นะ

มาดูที่มาสคอตของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้บ้างที่ ปราสาทโอบิ (Obi Castle) แม้ปราสาทที่เห็นจะถูกสร้างขึ้นใหม่ เพราะตัวปราสาทหลังเก่าพังทลายลงจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่แต่ทางการเขาก็พยายามสร้างกลับมาให้คล้ายเดิมมากที่สุด สิ่งที่หลงเหลือให้เราได้เห็นคือกำแพงปราสาทที่สร้างจากหิน 5,700 ก้อนวางเรียงกัน รอบของปราสาทเราจะเจอบ้านพักเหล่าขุนนางและซามูไรแอบซ่อนอยู่ในป่าสนซีดาร์พืชเศรษฐกิจของเมือง นอกจากนี้ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นี่ยังเต็มไปด้วยดอกซากุระที่ย้อมเมืองเก่าให้ดูสดใสอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ

การเดินทาง :
นั่งรถไฟ JR สาย NichinanLine for Nango จากสถานี JR Miyazaki มาลงที่สถานี JR Obi  เดินต่ออีก 15 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/t2vgaEewZUBkrWbL6

008 Nazuna Obi Onsen Resort

ถ้าอยากดื่มด่ำกับเมือง Obi ทั้งตอนกลางวันและยามค่ำคืน เราขอให้ทุกคนลองหาที่พักแกรนด์ ๆ ประหนึ่งลูกขุนนางนอนดูสักครั้งอย่างที่ Nazuna Obi Onsen Resort จากคฤหาสน์อายุกว่า 140 ปีเป็นบ้านของตระกูลนักรบมาก่อน เขารีโนเวทภายในให้ใหม่เอี่ยม มีความโมเดิร์นแต่ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างเก่า ห้องนอนที่เป็นเสื่อทาทามิแต่เปลี่ยนจากปูฟูกเป็นนอนเตียงแต่ละห้องมีอ่างแช่ออนเซ็นส่วนตัว ค่ำ ๆ ออกไปเดินเล่นชมเมืองย้อมแสงไฟสลัว แล้วกลับมาแช่น้ำร้อนผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนเข้านอนอย่างสบายตัว

ที่นี่มีห้องพักเพียง 5 ห้องในแต่ละห้องจะมีการตกแต่งที่ต่างกัน ซึ่งออนเซ็นเขาใช้น้ำของ Kitago Hot Spring จากเมือง Nichinan ออกแบบอ่างรูปทรงต่างกันไปตามคอนเซ็ปของห้อง ซึ่งเขามีธีมสร้างห้องตามเอกลักษณ์ของเมืองโอบิ อย่างห้อง “HONMURASAKI” ห้องนอนสีม่วงสีสัญลักษณ์ของเมือง ห้อง “SUGI ” ชื่อเรียกต้นซีดาร์ในภาษาญี่ปุ่นที่เป็นพืชพื้นเมือง ภายในจะเน้นสีเขียวและใช้ส่วนประกอบหลักเป็นไม้ เป็นต้น

การเดินทาง :
นั่งรถไฟ JR สาย NichinanLine for Nango จากสถานี JR Miyazaki มาลงที่สถานี JR Obi  เดินต่ออีก 15 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/oWEKD8rtd8yyB7WQA

Kagoshima

009 TENKU ( 天空の森 )

เบื่อแล้วเรียวกังอยากไปนอนถ่ายรูปปัง ๆ บนยอดเขาท่ามกลางธรรมชาติบ้าง โอเคได้ค่ะ.. เราหามาให้ ณ Tenku รีสอร์ตที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดคาโกชิม่า ด้วยโลเคชั่นที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวกลางยอดเขา เหมือน Safe house หรูของคุณหนูสายมินิมอล เน้นความเรียบง่ายแต่รายละเอียดแน่น กลมกลืนกับธรรมชาติได้ดีด้วยการใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างอาคารและเฟอร์นิเจอร์ เน้นการเปิดโล่งให้เห็นวิวทิวเขาแบบพาโนราม่า มีมุมให้นั่งชิลมากมายประหนึ่งเขาลูกนี้เป็นของเราทั้งหมด

แม้จะดูโดดเดี่ยวแต่ไม่เปลี่ยวอย่างที่คิด เพราะเขามีวิลล่าทั้งหมด 5 หลังตั้งกระจายห่างกันออกไป แต่ละหลังจะได้วิวทิวทัศน์ที่แตกต่าง มีบ่อแช่น้ำกลางแจ้งส่วนตัวหันออกไปข้างนอกให้พอหวิว ๆ ยืนหนึ่งเรื่องความไพรเวทจนเขากล้าการันตีว่าผู้เข้าพักสามารถแก้ผ้าแช่ออนเซ็นเดินอยู่ภายในวิลล่าได้แบบไม่ต้องกลัวคนเห็นด้วย เราว่ามากับแฟนก็เยี่ยม มากับครอบครัวลูกเล็ก ๆ ก็เหมาะเหมือนกันนะ

การเดินทาง :
เครื่องบิน : จากสนามบิน Kagoshima นั่งรถต่อมาอีก 15 นาที
รถไฟ (Shinkansen) : จากสถานี Hakata ไปที่สถานี Kagoshima-Chuo เปลี่ยนสายเป็น Kagoshima Main Line ไปลงที่สถานี Hayato นั่งรถต่อไปอีก 30 นาที
หรือ จากสถานี Hakata ไปที่สถานี Kagoshima-Chuo เปลี่ยนสายเป็น Kagoshima Main Line ไปลงที่สถานี Kareigawa นั่งรถต่อไปอีก 15 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/MT8TazVVzchRfPFm7

010 Shiratani Unsuikyo Ravine

อีกที่เที่ยวที่เป็น wish list ของเหล่านักเดินป่ารักการท่องเที่ยวธรรมชาติ “เกาะยะคุชิมะ (Yakushima Island)” ที่มีสถานที่เที่ยวขึ้นชื่อว่าเป็นป่าพิศวง จนกลายเป็นเกาะมรดกโลก ซึ่งพื้นที่ที่ว่านั้นคือ “หุบเขาชิระทะนิ อุนซุยเคียว (Shiratani Unsuikyo Ravine)” ป่าธรรมชาติอันกว้างใหญ่ที่มีความเย็นชื้นจนพื้นที่ทั้งหมดเป็นสีเขียวของเฟิร์นและมอสส์ ตลอดทางเดินเราจะได้เห็น “ป่ามอสส์ (Kokemusu Mori)” “สันเขาสึจิ (Tsuji Pass)” และ “หินกลอง (Taiko-iwa)” เป็นเนินเป็นหุบมีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน มองออกไปไม่เห็นจุดสิ้นสุดน่าพิศวงตามเขาว่าจริง ๆ สวยจนกลายเป็นอินสไปเรชั่นในอนิเมะชื่อดัง “Princess Mononoke” ของสตูดิโอจิบลิ ส่วนกิจกรรมของเขาก็คงหนีไม่พ้นการเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติตั้งแต่ 1-5 ชม.เลือกตามความถึกและความจุใจได้เลย แนะนำว่าให้พกขวดน้ำมาด้วยเพราะเราจะได้เจอธารน้ำบริสุทธิ์สามารถรองน้ำมาดื่มได้ ถือว่าเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100 % ที่แท้ทรู

การเดินทาง :
จากท่าเรือมิยาโนะอุระ (Miyanoura Port) นั่งรถบัสมาสถานีปลายทางหุบเขาชิระทะนิ อุนซุยเคียว (ประมาณ 40 นาที) ลงรถมาแล้วจะพบทันที
**ปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม-สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ **

พิกัด : https://goo.gl/maps/z13BJhJjq6Gyvh6P8

และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 สถานที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคคิวชูที่เรานำมาฝากให้หายคิดถึงญี่ปุ่นลงไปได้บ้าง แม้ภาพส่วนใหญ่จะเป็นช่วงหน้าร้อนที่พบเจอแต่ความสดชื่น ความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหย้า แต่บอกเลยว่าทุกสถานที่สามารถมาเที่ยวได้ทุกช่วงฤดู ความความสวยงามที่ได้เจอก็จะแตกต่างกันออกไป เพิ่มเติมคือประสบการณ์ฟิน ๆ ธรรมชาติปัง ๆ ที่มีแค่ที่นี่เท่านั้น งานนี้รับรองใครได้มาตามลิสนี้ต้องหลงรักญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นอีกแน่นอน