ประทับใจเต็ม ๆ กับทริปพักผ่อนชิล ๆ เชียงใหม่ ซึ่งรอบนี้เราตั้งใจบินตรงมาใช้เวลา 2 วัน 1 คืน แบบลักซ์ชัวรี่ที่ “RAYA Heritage” โรงแรมดีไซน์ดี ดีเทลเก๋ระดับ 5 ดาว ริมแม่น้ำปิง ที่โดดเด่นด้วยอาคารขาวทรงเรียบ ๆ ดูมินิมอล มีกลิ่นอายสไตล์ล้านนาประยุกต์ ให้เราซึมซับมรดกทางวัฒนธรรม การใช้ชีวิตริมน้ำของคนเชียงใหม่ที่แทรกอยู่แทบทุกจุด มีการตกแต่งจัดวางอย่างสมดุล เห็นความสวยงามเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาจากแสงเงาแห่งร่มไม้ตลอดวัน เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยบริการแสนดี ความสะดวกสบายที่มอบให้อย่างคุ้มค่า บอกเลยว่านอกจากการได้ใช้ชีวิตหรูหราแล้ว เรายังถูกรีทรีตจิตใจจนรู้สึกนุ่มฟูได้อย่างไม่รู้ตัวเลย

ความรู้สึกผ่อนคลายเกิดขึ้นทันที เมื่อเราก้าวเท้าเข้ามาเช็คอินตรง Lobby ที่พัก จุดเริ่มต้นของความประทับใจแบบจุกอก ทุกอย่างดูเรียบหรูไปหมดตั้งแต่โถงห้องเพดานสูงแบบโอเพ่นแอร์ รับลมรับแสงแดดได้รอบด้าน สะอาดตาไปด้วยสีขาวและสีเอิร์ธโทนสว่าง ๆ มีต้นไม้ฟอร์มเก๋ยืนเด่นอยู่ตรงกลาง เบาะนั่งเป็นงานสานกับโต๊ะที่มีการขัดมุมขัดหน้าไม้ให้นวลเนียน พร้อมวางเสิร์ฟน้ำรากบัว หอมหวานอ่อน ๆ มีชิ้นรากบัวมาเต็มชิ้นเต็มคำ จัดถาดสวยงามเป็นเวลคัมดริ้งที่ดีต่อสุขภาพแล้วยังดีต่อใจด้วย

มาดูบรรยากาศโดยรอบกันสักหน่อยกับการดีไซ์ที่สวยงามยืนหนึ่ง ที่ทางที่พักเลือกใช้วัสดุการตกแต่งที่ชูความเป็นล้านนาได้อย่างถ่องแท้ ตั้งแต่หลังคากระเบื้องดินเผาต้นแบบจากหลังคาวัดล้านนา พื้นอิฐแดงที่เห็นได้ตามโบราณสถาน ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เป็นร่มเงา ทำมุมกับแสงฉาบเป็นเงาลงบนตัวตึก กลายเป็นมุมถ่ายรูปที่สวยงาม หากเดินลัดเลาะไปตามทางเดิน ก็จะพบการจัดวางเครื่องสานงานปั้นตามพื้น และงานคราฟต์ติดผนัง จนรู้สึกเหมือนได้เดินอยู่ในอาร์ตแกลลอรี่

ส่วนห้องพักของที่นี่จะแบ่งเป็น 3 ชั้น 3 แบบ ขอเริ่มจากห้องพักของเราที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดก่อนเลย ห้องนี้มีชื่อว่า “เฮือนบน” เป็นห้องเพดานสูงโปร่ง เน้นสีขาวครีม เฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนอบอุ่น ประดับด้วยเครื่องใช้ทำจากเครื่องจักรสานทั้งตัวโคมไฟ รองเท้า ที่ใส่ผ้าขนหนู ถ้วยชามงานเซรามิก งานคราฟต์รูปแบบต่าง ๆ อันเป็นอัตลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่

ไฮไลท์ของห้องจะอยู่ที่ระเบียงกว้างขวาง มองออกไปพบกับวิวแม่น้ำปิง รอบ ๆ ปกคลุมด้วยความเขียวของแมกไม้ ตกแต่งด้วยฉากกั้นไม้ไผ่เข้ากับบรรยากาศ มีโต๊ะสานตัวสวย และขนม ผลไม้ท้องถิ่นวางเสิร์ฟต้อนรับเราอย่างสวยงาม ที่นั่งเป็น Daybed นุ่มนิ่มอัดแน่นด้วยหมอนอิงขนาดใหญ่ กว้างพอให้เรานั่งเล่นนอนเล่น อ่านหนังสือ ชมวิว สูดอากาศบริสุทธิ์ จิบขนมเครื่องดื่มได้ไม่รู้เบื่อเลย

มาถึงห้องอีก 2 แบบ แต่ละห้องจะใช้สีและเฟอร์นิเจอร์ที่แตกต่างกัน อย่างห้อง “รินเทอร์เรซ” ที่ชั้น 2 จะเน้นโทนสีดำในการตกแต่ง ตัดกับความขาวครีมของตัวห้อง ดูหรูเท่มีเสน่ห์ ได้วิวริมน้ำปิงเช่นกัน ส่วนห้อง “ครามพูล” อยู่ชั้นล่างเป็นห้องนอนที่ใหญ่ที่สุด การตกแต่งจะแซมสีครามให้ความสงบร่มเย็น พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว มีสวนเล็ก ๆ ให้เราได้ผ่อนคลายอยู่ด้านหน้า แต่ละห้องจะมีอ่างแช่น้ำไว้ให้ อย่าลืมพกบาธบอมติดมือมากันด้วยล่ะ ส่วนแชมพูสบู่ของเขาบอกเลยว่าใช้ของดีของออร์แกนิกในเชียงใหม่ หอมกลิ่นดอกไม้ธรรมชาติทั้งนั้น

หลังจากที่ได้พักผ่อนเต็มอิ่ม สำรวจห้องพักกันพอหอมปากหอมคอ ช่วยบ่ายแก่ ๆ แสงกำลังดี เรามาเปลี่ยนบรรยากาศกันที่ “ลานชา” ห้องชาที่ตั้งอยู่ชั้น 2 สูงพอจะมองเห็นลำต้นไม้สูงตัดกับสีฟ้าสดใสมีแดดรำไร พร้อมวิวน้ำไหลเอื่อยของแม่น้ำปิง โซนที่นั่งทั้งหมดเป็นแบบโอเพ่นแอร์ รูปแบบการเสิร์ฟเป็น Afternoon Tea ให้เลือกทั้งเซตสำหรับ 1 และ 2 คน มีชาท้องถิ่นระดับพรีเมี่ยม ทานคู่กับของว่างทั้งคาวหวาน ซึ่งถูกจัดวางบนชั้นไม้ไผ่เรียบง่ายขับให้ชิ้นขนมดูโดดเด่น ถ่ายรูปสวย แถมรสชาติอร่อย ให้เยอะจนอิ่มไปถึงมื้อเย็นเลย

การได้ใช้เวลาช้า ๆ ในสถานที่สุดลักซ์ชัวรี่อันเรียบง่าย มีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ เคล้าเสียงธรรชาติที่คอยขับกล่อมเราจนหลับ หนึ่งคืนผ่านไปเหมือนได้ผ่อนคลายอย่างเต็มอิ่ม เช้านี้เราตื่นมาด้วยความสดชื่น เปิดม่านรับแสง รับวิตามินจากแดดยามเช้า สัมผัสลมหนาวเบา ๆ อยู่ริมระเบียง พร้อมเสียงนกคลอมาเป็นระยะ จิบชา ดริปกาแฟที่ทาง RAYA Heritage เขามีไว้ให้ เธอราปีได้ครบทุกโสตประสาทเลยทีเดียว

แล้วก็ถึงเวลาอาบน้ำแต่งตัวใส่ชุดสวยลงไปที่ห้องอาหาร “คุข้าว” ห้องอาหารที่เป็น All day dining เปิดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ สำหรับมื้อเช้าเขาจะเสิร์ฟแบบ A la carte มีให้เลือกมากกว่า 20 เมนู ทั้ง American Breakfast เลือกเมนูไข่ได้หลากหลาย, Cold Cuts, French Toast เมนูสุขภาพ Acai Bowl, Avocado & Lemon ส่วนโซนเอเชียมีทั้งข้าวต้ม, บะหมี่เป็ดตุ๋น, ข้าวมันไก่ จนไปถึงข้าวเหนียวมะม่วง แล้วทุกจานตกแต่งมาสวยงามสมมงโรงแรม 5 ดาว เรื่องรสชาติก็ขอให้ 10 ผ่านไปเลยอร่อยม๊าก

นอกจากรสชาติอาหารที่ทำให้เราตื่นเต็มตาแล้ว การตกแต่งห้องอาหารก็สวยใช่ย่อยเหมือนกัน ด้วยการทำเป็นห้องสูงโปร่ง ผนังด้านในเขานำไม้มาต่อกันให้เหมือนเป็นกำแพงบ้านไม้แบบล้านนา จัดเรียงโต๊ะ เก้าอี้สาน วางชุดช้อนส้อมอย่างเป็นระเบียบเตรียมพร้อมต้อนรับแขกเวลา แชนเดอเรียตามร้านอาหารหรูไม่จำเป็นอีกต่อไปเมื่อเขาใช้ “คุข้าว” ภาชนะจักสานขนาดใหญ่ที่ใช้ในการนวดข้าว หรือคำเมืองเรียกว่าการตีข้าว มาประดับเป็นโคมไฟห้อยลงมาจากเพดาน ทุกอย่างใช้โทนสีในทิศทางเดียวกัน สวยแปลกตาจนทางนี้ประทับใจอยากจะบรรยายให้ทุกคนได้เห็นความชิคเก๋ครีเอทีฟของเขา

อิ่มหนำกันจนท้องตึง ออกมาเดินใช่เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศภายในที่พักกันต่อสักหน่อย อย่างมุมริมน้ำเขาจะจัดโซนที่นั่งให้สำหรับแขกผู้น่ารักอย่างเราได้นั่งชิล อากาศช่วงเช้าจะชื้นน้ำค้างหน่อย ทำให้หอมกลิ่นใบไม้ไบหญ้ามาก ๆ และนี่เป็นแค่บางส่วนที่เราเอามาให้ทุกคนดูนะ ยังมีอีกหลายกิจกรรม อย่างว่ายน้ำที่สระส่วนกลางวิวริมปิง ฟิตเนส รีแลคกับทรีทเม้นท์-สปาจากสมุนไพรท้องถิ่น นั่งชิล ๆ ในบาร์ หรือเลือกดินเนอร์ด้วยอาหารล้านนาประยุกต์จัดเสิร์ฟอย่างโมเดิร์นก็ไม่ติด บอกเลยว่าจะอยู่ที่นี่กี่วันก็มีบริการให้เลือกไม่ซ้ำ

เช็คเอาท์เสร็จก่อนจะลาจากวิมานแห่งนี้ เราเดินเลี้ยวมาที่ “ร้านฮิมกอง” ร้านขายของฝากที่เน้นงานคราฟต์ สินค้าแทบทุกชิ้นในนี้เป็นของที่ทางโรงแรมเขาจัดให้เราใช้ระหว่างเข้าพัก เหมือนเราได้เทสคุณภาพก่อนซื้อไปในตัว ทั้งเครื่องชามเซรามิก ปลอกหมอนอิง เครื่องสานวางตกแต่ง สบู่แชมพูออร์แกนิก เพิ่มเติมคือเสื้อผ้าทอชนเผ่าสีเอิร์ธโทนและคราม กับเครื่องประดับหิน เงินดีไซน์เก๋ เสมือนแหล่งรวมของดีมีสไตล์จากทุกแห่งในเชียงใหม่เอาไว้เลย

หมดเวลาอันแสนจะชื่นมื่นครบ 2 วัน 1 คืน ให้เราใช้วันหยุดน้อย ๆ ทำความรู้จักกับ “RAYA Heritage” สำหรับเราที่นี่ถือเป็นที่พักบูทีคที่มีความเป็นมืออาชีพในการบริการ ทำให้ความลักซ์ชัวรีแทรกซึมกับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับโกบโกยช่วงเวลาแห่งความสุข เติมเต็มพลังงานให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างดี ณ เวลานี้การได้มาเที่ยวแบบอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ในสถานที่ที่มีครบจบที่เดียว อาจกำลังตอบโจทย์ใครหลายคนอยู่ก็ได้ ลองแชร์แล้วแทกเพื่อน ๆ ดูสิเผื่อมีแนวร่วมมาเปิดประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟแบบเรา