ห่างหายไปนานกับอีกจังหวัดทางเหนือที่น่ารักไม่แพ้ใครอย่าง “ลำปาง” เมืองเล็ก ๆ ในแอ่งที่ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขา มีการผสมผสานระหว่างความเก่าและใหม่ได้อย่างลงตัว รอบนี้จึงขอพาเช็คอินรัว ๆ 7 พิกัดสุดฟิน ไล่มาตั้งแต่คาเฟ่ดีไซน์เก๋ บอกเล่าเอกลักษณ์เมืองอย่างแนบเนียน ขี่สกู๊ตเตอร์ลัดเลาะชมสถาปัตยกรรม รับกลิ่นอายเมืองเก่าเคล้าสตรีทอาร์ตสีสดใส ก่อนจะวิ่งเข้าใส่ไออุ่นจากบ่อน้ำพุร้อนขึ้นชื่อของเมืองไทย แล้วปิดท้ายด้วยการแต่งแต้มผลงานศิลปะบนถ้วยดินเผา แน่นอนว่าการเดินทางแสนคลาสสิกของเรา ณ จังหวัดสุดคลาสิกครั้งนี้ ก็ต้องมาพร้อมสกู๊ตเตอร์ทรงคลาสสิกอย่าง Lambretta V200 Special คนดีคนเดิม ที่เพิ่มเติมคือตอนนี้ได้อัพเลเวลกลายเป็นเพื่อนร่วมทางและพร็อพคู่ใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

DAY 1

001 Mixirista Lampang

เปิดโลเคชั่นแรก ก็ต้องขอที่มันคูลสุด อัพเดทสุด กับร้าน Mixirista Lampang คาเฟ่ขวัญใจวัยรุ่นฟีล Slow life ที่เหมาะแก่การหยิบกล้องขึ้นมารัวชัตเตอร์ใส่แบบไม่ยั้ง ด้วยโครงอาคารที่ได้อินสไปร์มาจากชานชาลารถไฟ บ่งบอกความเป็นลำปางได้อย่างชัดเจน เพราะสถานีรถไฟนครลำปางถือเป็นสถานีแรก ๆ ของประเทศ ซึ่งอยู่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ภายในสถานีเก็บรักษาของใช้เก่าแก่และร่องรอยการต่อสู้จากสงคราม เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ แนะนำว่าก่อนมาจิบกาแฟลองแวะไปเยี่ยมชมดู เผื่อจะอินกับสตอรี่ของเมืองมากยิ่งขึ้น

ภายในยังคงคุมโทนเดียวกับด้านนอก เน้นความโปร่งด้วยเพดานสูง ใช้กระเบื้องขาวขนาดเล็กและแผ่นไม้หน้าแคบมาเรียงต่อกัน เป็นทั้งเสาและส่วนเคาน์เตอร์ มีความโค้งมนสบายตา ส่วนประตู เก้าอี้ ก็ออกแบบให้เหมือนเรานั่งอยู่ในชานชาลาเป๊ะ ๆ โต๊ะยังเป็นเหมือนในขบวนรถไฟที่ยังวิ่งอยู่จริงในปัจจุบัน ถือว่าเก็บดีเทลได้ดีสุด ๆ เต็มสิบเอาไปพันเลยจ้า

กาแฟของที่ร้านมีให้เลือกเมล็ดได้ดั่งใจทั้งไทยและเทศ ทางนี้ลองสั่งลาเต้ร้อนมา จึ้งแรกกับลาเต้อาร์ตที่วาดเส้นได้สวยกริบ จึ้งสองกับความหอมนุ่มลงตัวของกาแฟ นมที่สร้างความกลมกล่อมแต่กลิ่นไม่แย่งซีน พอกินตัดกับเลมอนทาร์ต เปรี้ยวหวานอ่อน ๆ มันสดชื่นคลายความง่วงได้ดีมาก ๆ หยิบหนังสือมาจัดถ่ายรูปจนพอใจ ก็พร้อมมุ่งหน้าสู่โลเคชั่นต่อไปได้เลย 

002 233Poshtel

พอชเทลสุดเก๋นามว่า 233Poshtel ที่เราหยิบยกขึ้นมาเป็นจุดเช็คอินที่ 2 นี้ นอกจากจะเป็นที่พักใจกลางเมืองลำปางแล้ว ยังเป็นที่ซ่อนของแกลลอรี่และคาเฟ่สไตล์ตะวันตก ฟีลลูกคุณหนูอยู่ด้วย จุดแรกต้อนรับเราด้วยประตูสีเขียวลายน่ารัก จนต้องขอแวะถ่ายรูป แต่บอกก่อนว่าอย่าเพิ่งถ่ายรัว ให้เซฟแบตกล้องไว้หน่อย เพราะข้างในมีมุมว้าว ๆ ให้เลือกอีกเยอะเลย อย่างตัวตึกสีขาวที่มีโถงทรงกระบอกสูงใหญ่อยู่ใจกลาง ล้อมด้วยกระจกโค้งบานใหญ่ รอบตึกปลูกไม้ประดับน้อยใหญ่เขียวฉ่ำ โทนเดียวกับขอบประตู เป็นดีไซน์ที่ยูนีคคู่ควรกับการอัพลงโซเชียล เรียกยอดไลก์ได้กระจาย

เปิดประตูเข้ามาก็ประหนึ่งเหมือนย้ายประเทศ สู่บ้านพักแบบบริติชสุดคลาสสิก สัมผัสกับความผ่อนคลายด้วยไฟสีส้มละมุน ๆ ส่องสว่างออกมาจากช่องผนัง ทั้งห้องจะใช้สีขาว เขียว ตัดน้ำตาลเข้มด้วยของตกแต่งที่ทำจากหนังและไม้ พร้อมรับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างบานใหญ่ให้เราได้นั่งอ่านหนังสือระหว่างรอกาแฟกันสักบท หรือไปนั่งดีดเปียโนประหนึ่งนักดนตรีเมืองผู้ดี แล้วออกไปถ่ายรูปเช็คอินกับประตูทรงห้าเหลี่ยมที่หน้าร้านก็ได้รูปสวย ๆ จนต้องมีคนขอตามมาปักหมุดแน่นอน

เมนูของทางร้านมีให้เลือกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ของหวาน เมนูเฮลตี้ ด้วยมู้ดของร้านทางเราขอสั่งชาร้อน ฟีล Afternoon Tea ทานคู่กับสโคนเสิร์ฟพร้อมแยมเนื้อแน่นสูตรเฉพาะของทางร้าน เติมความหวานด้วยโดนัทอีกชิ้น เพิ่มความอิ่มด้วยขนมปังอีกหน่อย คลอเคล้าไปกับลมเย็น ๆ เสียงใบไม้ไหว ช่วยเติมพลังให้เราออกเดินทางต่อได้แบบไม่อิดออด

เดินทางแต่ละครั้ง การเลือกรถคู่ใจก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย ซึ่งตั้งแต่เดินทางกับ Lambretta V200 Special เขาตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะขับทางหลวงเส้นถนนใหญ่ ๆ เครื่องเสถียรไม่มีสะดุด หรือจะลัดเลาะในเมืองตามซอกซอยก็ปราดเปรียวสบายทุกการหักเลี้ยว ยิ่งขับยิ่งเพลินไปกับรูปลักษณ์ที่มีดีเทลน้อยแต่มาก ทรงคลาสสิกแต่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิหน้าปัดเรือนไมล์ทรง 60’s แสดงผลด้วยระบบ Liquid Crystal Display สามารถเชื่อมต่อ Bluetooth ได้ ตอบรับทุกฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างตรงจุด

003 Old Town Lampang

อีกเสน่ห์ที่ทำให้เราหลงรักลำปางครั้งแล้วครั้งเล่า คือการดูแลรักษาสถาปัตยกรรมเก่าแก่ได้อย่างดี ไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา สมคำร่ำลือของเมืองที่มีประวัติมายาวนานเป็นพันปี แต่เราคงไม่ย้อนรอยไม่นานขนาดนั้น ขอแวะชมแค่เส้นเมืองเก่า อันเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและพิพิธภัณฑ์ของชาวเมือง ซึ่งตึกพาณิชย์และบ้านเรือนเหล่านี้ ผสมผสานศิลปะแบบจีน ตะวันตก และพม่าได้อย่างลงตัว เพราะช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ละแวกนี้มีการค้าที่เจริญรุ่งเรืองจากการเทียบท่าของสำเภาจีนที่แล่นผ่านแม่น้ำวัง จนมีอีกชื่อเรียกว่า “ตลาดจีน หรือ ตลาดเก่า” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ “กาดกองต้า” หรือถนนคนเดินที่เปิดทุก ๆ เย็นวันเสาร์-อาทิตย์นั่นเอง

ตึกที่เลือกให้เป็นแลนด์มาร์กในทริปนี้คืออาคารหม่องโง่ยซิ่น อาคารทรงบ้านขนมปังขิงริมถนนที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดของประเทศไทย การันตีความงามด้วยการคว้ารางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา จากสมาคมสถาปนิกสยามเมื่อปี 2550 สร้างมานานกว่า 114 ปี สิ่งที่เรียกความสนใจเราได้มากคือลายฉลุวิจิตรบรรจงที่มีอยู่ทุกจั่วประตู ออกแบบโดยช่วงหลวงจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ยิ่งใหญ่สมฐานะตระกูลที่ทำสัมปทานป่าไม้ในสมัยก่อน นอกจากนี้ยังมีบ้านทรงอื่น ๆ ทั้งในย่านท่ามะโอ สบตุ๋ย กองต้า ให้เราเลือกเยี่ยมชมได้มากว่า 30 หลังเลยทีเดียว

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดคือสะพานรัษฎาภิเศก สะพานสีขาวอันทรงเสน่ห์ที่อยู่คู่ลำปางมานานกว่า 105 ปี ตั้งอยู่ใกล้กับกาดกองต้า ทำหน้าที่เชื่อมสองฝั่งระหว่างแม่น้ำวัง ผ่านช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาอย่างรอดปลอดภัย ที่หัวสะพานยังมีความหมายแอบซ่อนอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสาสี่ต้นทั้งสองฝั่งสะพานหมายถึงความมั่นคง ไก่หลวงหรือไก่ขาวคือสัญลักษณ์เมืองลำปาง ฯลฯ เป็นจุดที่เหมาะกับการถ่ายรูปกับรถคู่ใจ หรือจะมาเป็นคู่รักเดินจูงมือตรงกลางสะพาน ก็สวยเก๋ไม่แพ้กัน

นอกจากตึกรามบ้านช่องที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่นให้เราได้เชยชมแล้ว ตามตรอกซอกซอยยังเต็มไปด้วยสตรีทอาร์ต ตั้งแต่ผนังริมคลอง กำแพงไม้เก่าแถวตลาดริมทางรถไฟ ตามหัวมุมถนนให้เราถ่ายภาพคู่ได้ตลอดการเดินทาง โดยภาพเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวความเป็นลำปางได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นชามตราไก่ที่เราเห็นแต่เด็ก ต้นกำเนิดก็มาจากที่นี่ วิถีชีวิตของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน หน้าต่างลายฉลุกับจักรยานโบราณ ยานพาหนะของชาวเมือง ฯลฯ ถ้ามาลำปางแล้วไม่แวะแชะภาพคู่สักหน่อย ก็เหมือนมาไม่ถึงนะ

004 อ่างเก็บน้ำแม่ขาม

แดดร่มลมตก เราพักจากถ่ายรูปคิ้วท์ ๆ มาสู่ความชิลกันบ้างที่ อ่างเก็บน้ำแม่ขาม ตั้งอยู่ในพื้นที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.แม่เมาะ น้ำจำนวนมหาศาลนี้ใช้ในการกักเก็บให้แก่ชุมชน ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นจุดตกปลา ที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน และสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ที่นี่เหมาะแก่การมานั่งรับลมชมวิวเวิ้งน้ำกว้าง ที่มีทิวเขายาวล้อมรอบ เป็นอีกจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงาม

วิวของที่นี่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล หากมาหน้าช่วงหน้าฝน เราจะเห็นลานหญ้าเขียวสบายตาขึ้นอยู่ริมเขื่อน สามารถลงไปเดินเล่นถ่ายรูปฟีลนิปปอน หน้าหนาวใส่ชุดแขนยาวจูงน้องหมามาวิ่งเล่นตรงเส้นถนนด้านล่างก็น่ารัก หรือจะขี่สกู๊ตเตอร์มาจอดนั่งปิกนิก เตรียมขนมเครื่องดื่มมาเทควิวชิล ๆ ดื่มด่ำความกรีนคลีนปอด พร้อมทอดมองผืนฟ้าสดใสแบบเรา ก็นับเป็นบรรยากาศที่ไม่เลวเหมือนกัน

ผ่านไปวันแรกกับการเที่ยวลำปางแบบหลากหลายสไตล์ทั้งคาเฟ่ชิล ๆ ขี่สกู๊ตเตอร์ถ่ายรูปตลอดบ่าย ขับทางไกลอีกหน่อยเพื่อมาชมธรรมชาติ บอกเลยว่ายังคงประทับใจเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการมี Lambretta V200 Special มาอยู่ข้างกาย ด้วยความที่เขาตอบโจทย์คนพร็อพเยอะอย่างเรา มีช่องเก็บของใต้เบาะอย่างกว้างขวาง พอสำหรับใส่หมวกกันน็อค ของปิกนิกกระจุกกระจิกได้อย่างเต็มที่ ตะแกรงสำหรับเก็บสัมภาระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวเบาะนุ่มรูปทรงยาวดูทันสมัยรองรับสรีระผู้ขับและผู้นั่งให้รู้สึกสบาย มีที่พักเท้าขนาดใหญ่ให้ขับขี่แบบไม่ต้องเกร็ง ทั้งหมดคือรายละเอียดเล็กน้อยที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ทุกการเดินทาง จนเราหลงรักแบรนด์นี้จนแทบจะโงหัวไม่ขึ้นแล้ว

DAY 2

005 อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

วันที่สองของทริป เรารีบตื่นเพื่อให้ทันมาเก็บแสงเช้า ณ  สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังอีกแห่งของจังหวัดลำปาง นั่นคือบริเวณบ่อน้ำพุร้อนภายใน อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อุทยานที่มีเนื้อที่มากถึง 400,000 ไร่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติที่เต็มแน่นทุกอณู มีกิจกรรมรองรับมากมายทั้งเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ลานกางเต็นท์ เล่นน้ำตก รวมถึงบริการนวดตัว แช่น้ำแร่คลายเส้น แต่ที่พลาดไม่ได้เลยคือการมาชมบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่ผุดขึ้นมาถึง 9 บ่อ บางบ่อมีอุณหภูมิสูงถึง 70-80 องศาเซลเซียส ในยามเช้าเราจะเห็นภาพไอร้อนบาง ๆ สะท้อนกับแสงสีทองขณะพระอาทิตย์ขึ้นอย่างสวยงาม

อีกสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการต้มไข่ !! แล้วบ่อไหนใช้ต้มไข่ บ่อไหนแช่เท้า ? เขามีป้ายแปะบอกอุณหภูมิไว้อย่างชัดเจน อย่างป้ายที่บอก 80 องศาเซลเซียส แค่มองก็คงรู้ว่าเหมาะกับการแช่ไข่ไก่หรือไข่นกกระทา นักชิมลิ้นทองอย่างเราไม่รอช้า รีบจัดไข่หนึ่งตะกร้าทิ้งลงบ่อ แล้วไปเดินถ่ายรูปเล่นสัก 15 นาที ค่อยกลับมารับน้องพร้อมปอกเปลือกอย่างอ่อนโยน เช้า ๆ แบบนี้ การได้เจอกับไข่ขาวหยุ่น ๆ ไข่แดงเด้งเท็กเจอร์ครีมมี่ เข้มข้นอร่อยจนตาลอยคือที่สุด ความน่าประหลาดใจของไข่ออนเซ็นที่นี่คือ มันมีรสชาติกลมกล่อมทั้งที่ยังไม่ได้ปรุง คงเป็นเพราะแร่ธาตุของน้ำที่ซึมเข้าตัวไข่ เลยแตกต่างจากการต้มน้ำปกติ แต่ถ้าใครชอบรสจัดหน่อยก็เติมซอสเพิ่มได้ไม่ว่ากัน

จากอุทยานขับรถเข้าเมืองผ่านเส้น 1252 ตรงนี้ขอให้มองวิวไว้ให้ดี กับเส้นถนนลูกคลื่นตรงยาวผ่ากลางภูเขาหินปูนลูกโต ที่ตั้งของวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ เป็นวิวจึ้ง ๆ ที่เราบังเอิญผ่านไปเจอ เอาดี ๆ เส้นถนนโค้งคดเคี้ยว มีเนินถี่ขนาดนี้ Lambretta V200 Special ก็ยังเอาอยู่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 168.9 ซีซี 13 แรงม้า 1 สูบ 4 จังหวะ พร้อมเกียร์ออโตเมติก CTV ขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถผ่อน-เร่งจังหวะเครื่องได้ดั่งใจ มั่นใจในความปลอดภัยด้วยเบรค CBS ดิสก์เบรคหน้าหลัง และระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Telescopic ระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่ เจอเส้นทางแบบไหนก็ไม่หวั่น แถมยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานท่อไอเสีย Euro 4 เหมาะกับยุคสมัย และไลฟ์สไตล์คนรักษ์โลกอย่างเราด้วย

006 3fl.office café

คาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนชั้นสามตามชื่อ 3fl.office café ตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์ออฟฟิศ ใช้ข้าวของเครื่องใช้ของสำนักงานในยุค 90’s ที่คนเจนเราก็พอจะคุ้น ๆ กันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นล็อคเกอร์ ตู้เก็บเอกสารทำจากเหล็ก โซฟาทรงวินเทจ คอมพิวเตอร์ยุคบุกเบิก ทีวีจอหนาที่ไม่ได้เห็นมานาน มองโดยรวมแล้วเอามามิกซ์แอนด์แมทช์กันได้อย่างลงตัว โต๊ะเก้าอี้รองรับลูกค้ากระจายอยู่มุมต่าง ๆ จัดองค์ประกอบเหมาะให้ถ่ายรูปเช็คอินแบบเป๊ะ ๆ แต่ช่วงนี้เขายังปิดปรับปรุงอยู่ ถ้าใครวางแพลนจะตามรอยก็อัพเดทกันที่หน้าเพจของทางร้านกันก่อนนะ 

กาแฟของทางร้านจะเป็นแบบ Slow-bar ทางเราลองสั่งมาทั้งร้อนและเย็น บอดี้กาแฟกดออกมาได้ดี หอมละมุน เหมาะกินคู่กับ Lemon Softcake หวานเปรี้ยว กลิ่นเปลือกผลเลม่อนตีขึ้นจมูกหน่อย ๆ แต่ถ้าใครไม่เชี่ยวเรื่องกาแฟ เขามีเครื่องดื่ม Non-Coffee ให้เลือกอย่างเมนูผลไม้โซดา โกโก้พรีเมี่ยม โกโก้ครีมชีส ชาเขียว ชาไทยเจ้มจ้นก็น่าลอง

007 Dhanabadee Ceramic Museum

ก่อนโบกมือลาลำปาง … เราแวะมาหาของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกันสักนิดที่ พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี ตั้งอยู่บนพื้นที่ใกล้ ๆ กับโรงงานผลิตชามตราไก่ สินค้าขึ้นชื่ออยู่คู่ลำปางมาช้านาน และนอกจากถ้วยชามแล้ว เขาก็ยังผลิตแจกัน งานตั้งโชว์ เชิงเทียน จานรองแก้วดูดน้ำ ฯลฯ ในดีไซน์สมัยใหม่ คุณภาพสูงจนสามารถส่งออกถึง 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งตอนนี้เขาเปิดเป็นมิวเซียม มีไกด์พาชมประวัติศาสตร์ของชามทรงคลาสสิก พร้อมไฮไลต์และกิจกรรมมากมาย เติมเต็มให้ทริปของเราคอมพลีทยิ่งขึ้น แต่ก่อนอื่นเลยขอไปถ่ายรูปเช็คอินรอบ ๆ ก่อนเพราะเขาจัดงานอาร์ต pop-up ที่ทำจากเซรามิกไว้น่ารักมาก 

ถ่ายรูปจนพอใจ เราก็เดินหาพี่ไกด์อย่างว่าง่าย ให้เขาพาชมกระบวนการทำชามตราไก่อันเลื่องชื่อ สาธิตการปั้นชามทั้งแบบโบราณ สมัยใหม่ จนถึงขั้นตอนการวาดชามด้วยความอ่อนช้อยในเวลาที่รวดเร็ว บ่งบอกถึงความเป็นมือโปร ชมเตามังกรโบราณและโรงถ้วยขนมแห่งแรกของประเทศไทย หรืออยากเห็นความเป็นที่สุด เขามีจัดแสดงชามไก่ที่เล็กที่สุดในโลก ชามไก่ทองคำแท้ ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในราคาเพียง 60 บาทเท่านั้น

ส่วนกิจกรรมที่ส่งเสียงเรียกให้เราต้องแวะมา คือการเวิร์คชอปสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเดียวในโลก แต่งแต้มจินตนาการลงบนถ้วย ชาม หรือแก้วกาแฟ เพื่อเป็นของที่ระลึกให้นึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ของทริปนี้ โดยจะใช้เวลาเพียง 15-30 นาที เมื่อวาดเสร็จ เขาจะนำไปอบแล้วจัดส่งให้ทีหลัง อยากได้ของดี มันต้องรอหน่อยอะเนอะ

จบแล้วกับช่วงวีคเอนด์สั้น ๆ ที่เราได้ใช้เวลาไปกับจังหวัดลำปาง บอกเลยว่ามันเอ่อล้นไปด้วยความประทับใจ เต็มอิ่มไปกับความครีเอทีฟที่กระจัดกระจายอยู่ทุกที่ ด้านประวัติศาสตร์ก็ยังไม่เลือนหาย แถมยังเอามาผสมผสานให้เข้ากับปัจจุบันได้อย่างไม่ขัดตา ไม่ว่าจะเรื่องของอาคารบ้านเรือน สตอรี่เด่น ๆ ของเมืองจนไปถึงข้าวของเครื่องใช้ ไหนจะธรรมชาติที่ยืนหนึ่งเรื่องความสมบูรณ์อีก เรียกว่าเป็นจังหวัดที่ไม่ควรมองข้ามเลยจริง ๆ ถ้าใครแพลนเที่ยวเหนือไว้ ลองเข้ามาเที่ยวเมืองลำปางสัก 2 วันแบบเรา เชื่อว่าจะต้องหลงรักเมืองนี้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน