เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ประเทศในฝันครั้งนี้ เรามาด้วยธีมการท่องเที่ยวแบบ SWISSTAINABLE ออกเดินทางชมความที่สุดของยุโรปและเหล่ามรดกโลกด้วยพลังงานสะอาด โดยตลอดทั้งทริป 9 วัน เราเลือกวิธีการเดินทางที่สร้างคาร์บอนน้อยที่สุด แต่ก็สามารถท่องไปยังเมืองต่าง ๆ ได้ทุกอณู เก็บครบทั้งแลนด์มาร์คต้องห้ามพลาด และสถานที่ที่น้อยคนจะนึกถึง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟไต่เขาสู่เทือกเขาแอลป์ นั่งเรือข้ามเมืองชมวิวหลักล้าน เข้าพักในโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานความร้อนจากเศษไม้ ชม Old town หลาย ๆ ที่ที่ยังคงความคลาสสิกตามแบบฉบับชาวสวิส บอกเลยว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนเลอค่าน่าจดจำ เพราะเป็นทริปที่เราได้รับช่วงเวลาการพักผ่อนพร้อมมอบสิ่งดี ๆ กลับคืนแก่ธรรมชาตในเวลาเดียวกัน และเชื่อว่านี่จะเป็นโพสต์เปิดโลกที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักสวิตเซอร์แลนด์ในมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างแน่นอน 

ทริปการท่องเที่ยวสเปเชียลในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่าง Switzerland Tourism Office กับ Kuoni Tumlare บริษัทที่เป็น land operator ที่เน้นขายทัวร์เส้นทางยุโรปผ่านเอเจนท์ในไทยเป็นหลัก เพื่อพาเราไปท่องเที่ยวแบบ SWISSTAINABLE และนำเรื่องราวดี ๆ มาแชร์ต่อ สำหรับคำว่า  SWISSTAINABLE ก็คือการท่องเที่ยวที่เน้นพลังงานสะอาดไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่มุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยทางสวิตเซอร์แลนด์เล็งเห็นถึงความสำคัญจนเกิดเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่มีจุดหมายให้เราร่วมกันปกป้องธรรมชาติอันทรงคุณค่า ใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นการอยู่แบบพึ่งพาอาศัยจนเกิดเป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน.. และเราเชื่อว่านี่เป็นการนำร่องที่ในอนาคตจะต้องเกิดขึ้นทั่วโลก

สำหรับตัวช่วยที่จะทำให้การเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ของทุกคนประหยัดทั้งเงินและเวลาก็คือ Swiss Pass บัตรสุดคุ้มที่ทำให้เราเดินทางได้สะดวกครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะสามารถใช้นั่งรถไฟรถบัส เรือ แถมยังใช้เข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ บางจุดฟรี รวมถึงใช้เป็นส่วนลดเพื่อขึ้นกระเช้าสู่ยอดเขาดัง ๆ โดยตัวพาสมีวันให้เลือกใช้งานตั้งแต่ 3, 4, 8 และ 15 วัน แบ่งเป็น 1st Class และ 2nd Class ซึ่งจะแตกต่างกันตอนนั่งรถไฟตรงความสบายของเบาะนั่ง หน้าต่างสำหรับมองวิวที่กว้างกว่า เอาเป็นว่าเพื่อน ๆ สะดวกแบบไหนก็สามารถเลือกให้เหมาะกับทริปของตัวเองได้เลย

DAY1

Rhine Falls
เดย์วัน และโลเคชั่นแรกก็ต้องขอเล่นใหญ่หน่อยกับน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป Rhine Falls ในเมือง Schaffhausen ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสวติเซอร์แลนด์ โดยวิธีการเดินทางสะดวกที่สุดก็คือนั่งรถไฟมาลงที่ Schloss Laufen am Rheinfall หรือนั่งบัสจากตัวเมืองมาลงสถานี Neuhausen และเดินเท้าต่อมาอีกหน่อยก็ไม่ติด บอกเลยว่าพอได้มาเห็นน้ำตกด้วยตาตัวเองแล้วช็อตฟีลหนักมาก เพราะมันยิ่งใหญ่และดุดันกว่าที่คิดไว้เยอะ ด้วยขนาดที่กว้างกว่า 150 เมตร และสูงถึง 23 เมตร มีกระแสน้ำเชี่ยวกราดจากหินก้อนโตที่ตั้งขวางทางไหลของแม่น้ำ จนเกิดเป็นกระแสน้ำที่รุนแรง แต่เมื่อรวมกับสิ่งปลูกสร้างสุดคลาสสิกโดยรอบก็กลายเป็นทัศนีภาพที่ชวนมองไม่น้อย 

เมื่อมาถึงน้ำตกนี้มีอายุมากกว่า 15,000 ปีแห่งนี้แล้ว จะยืนชมวิวอยู่แค่รอบ ๆ ก็คงไม่คุ้ม เราขอแนะนำให้เพิ่มความตื่นเต้นด้วยการซื้อทัวร์เรือฝ่าคลื่นน้ำโครงเครงเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อเอาหน้าสวย ๆ ไปปะทะไอเย็นของน้ำที่แสนบริสุทธิ์ เพียงแค่นี้ก็แสนคุ้มกับครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสน้ำตกที่ใหญ่สุดของยุโรปอย่างใกล้ชิด และพอเสร็จจากกิจกรรมต่าง ๆ ก็สามารถไปสนุกสนานกับการใช้จ่ายกันต่อในร้านของฝาก หรือเอ็นจอยกับอาหารในร้านวิวปัง ๆ สักมือ สำหรับเราที่นี่ถือเป็นโลเคชั่นแรกที่แกรนด์โอเพนนิ่งมากจริง ๆ

Schaffhausen
ออกจากน้ำตกมาเที่ยวกันต่อที่ตัวเมืองกันก่อน Schaffhausen ที่นี่ถือได้ว่าเป็นอีกเมืองเก่ารวยเสน่ห์  ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศเยอรมันเพียงเอื้อม มีสถาปัตยกรรมตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่16 กับปราสาทที่สร้างด้วยศิลปะเรเนซองส์ ผสมผสานกับอาคารบ้านเรือนยุคโกธิก และบาโรก ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์  เดินไปทางไหนก็เจอแต่ความสวยงามโอ่อ่า ที่สำคัญเป็นเมือง traffic-free ไม่มีรถวิ่งให้ปวดหัว ช่วยลดมลภาวะทางเสียง อากาศ และสายตาได้อย่างดี

สิ่งที่ทำให้เมืองยุคกลางนี้สวยติดอันดับเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่เราเดินลัดเลาะตามซอกซอย เพราะแค่ข้างนอกเราก็ได้เห็นงานศิลปะโบราณได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Oriel windows หน้าต่างที่ยื่นออกมานอกตัวอาคารพร้อมลายฉลุอันหรูหรา การเพ้นท์ตึกด้วยศิลปะสุดยูนีค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนของเหล่าพ่อค้าในยุคนั้น ๆ ถือเป็นหลักฐานชิ้นโตให้เราเดาได้ว่า ในสมัยก่อนที่นี่คงเป็นเมืองอันร่ำรวย เต็มไปด้วยการค้าขายอย่างแน่นอน

St.Gallen
จากนั้นเราเดินทางต่อมากันที่เมือง St.Gallen ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชม. ด้วยรถไฟข้ามเมือง Schaffhausen-St. Gallen และนี่ก็เป็นอีกเมืองเก่าที่เราท่องเที่ยวได้แบบ traffic-free เช่นกัน ประวัติของเมืองนี้มีมานานถึง 1,200 ปีแล้ว จึงมีสถาปัตยกรรมโบราณมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ Abbey Library ห้องสมุดอันแสนวิจิตรที่เก็บเอกสารไว้กว่า 170,000 ฉบับ บางฉบับมีอายุกว่าพันปีเก็บอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ จนได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO อีกด้วย

หลังจากที่เช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อย เราก็ไม่พลาดที่จะมาเยือน Abbey Library ที่เราหมายตาไว้ตั้งแต่แรก เริ่มตื่นตาตั้งแต่ขาก้าวแรกโผล่พ้นประตู เผยโถงอาคารอันแสนเลิศล้ำด้วยการใช้ศิลปะแบบ Rococo เน้นความหรูหรา ทั้งงานปั้น ลายฉลุ ภาพเพ้นท์โบราณบนเพดานด้านบน เรียกว่าฉ่ำมงมรดกโลกเป็นอย่างยิ่ง เดินเข้าไปข้างใน เราจะพบกับชั้นวางหนังสือติดผนังสูง 2 ชั้น ทำจากไม้เนื้อดี พร้อมหนังสือโบราณสันปกสวยหรูเรียงอย่างเป็นระเบียบ จนขึ้นชื่อว่าเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดในโลก (ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ต้องมาดูด้วยตาตัวเอง) จากนั้นก็มาเดินทอดน่องชมความสวยงามภายในมหาวิหาร Saint Gall Fürstabtei ก่อนจะออกมาเดินชิล ๆ ดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนเพื่อส่งท้ายวันแรกไปแบบฟิน ๆ 

DAY2

วันที่สอง … เราขอวิ่งเข้าหาความหนาวเย็น พร้อมบรรยากาศขาวโพลนของหิมะกันบนยอดเขาที่ได้รับสมญานามว่าราชินีแห่งเทือกเขา โดยก่อนอื่นเลย เราต้องนั่งรถไฟข้ามเมืองมาที่ Arth-Goldau เพื่อนั่ง Voralpen-Express รถไฟสายประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Panoramic train มุ่งตรงไปยัง Mount Rigi เส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางที่มอบวิวธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้เส้นหลักเลย ซึ่งตลอดทางเราจะเต็มอิ่มกับวิวบ้านพักตากอากาศสวย ๆ พร้อมทุ่งหญ้าเขียวสดใส ท่ามกลางหุบเขาใหญ่ที่มองกี่ทีก็มีแต่ความน่ารักจนไม่กล้าเผลอหลับ เพราะกลัวพลาดวิวงาม ๆ ไป ยิ่งตอนขึ้นเนินเขาก็ยิ่งทำใจเราเต้นตึกตัก..  ไม่คิดว่ารถหน้าตารุ่นคุณปู่จะแรงดีขนาดนี้

Mount Rigi
ไม่นานนักเราก็มายืนอยู่บนหนึ่งในยอดเขาบนเทือกเขาแอลป์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยจนถูกยกให้เป็น Queen Of The Mountains เลยทีเดียว ด้วยความสูงกว่า 1,797 เมตร ทำให้เรามองเห็นทัศนียภาพเหนือทะเลสาบลูเซิร์น พร้อมเทือกเขาแอลป์อันใหญ่โตได้อย่างกระจ่างสายตา เรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบ Alpine รุ่นบุกเบิกตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่ 18 และยังเป็นทางรถไฟบนภูเขาสายแรกของยุโรปที่เริ่มมีเมื่อปี 1871 คือรูท Vitznau-Rigi และรูท Arth-Rigi ที่เรานั่งนั้นสร้างขึ้นเมื่อปี 1875 นั่นเอง ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์เลย

ส่วนขากลับเรานั่งมาที่เมือง Vitznau ด้วยรถไฟ eco-friendly RB train เป็นรถไฟแบบไร้คาร์บอน นอกจากใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว เขายังใช้ด้านขนส่งทำให้สามารถลดมลภาวะบนท้องถนนได้อีกด้วย เรามาที่นี่เพื่อท่องเรือใน Lake Luzern ทะเลสาบขนาดใหญ่เชื่อมต่อหลาย ๆ เมืองเข้าด้วยกัน มีเส้นทางเดินเรือในทะเลสาบยาวที่สุดในทวีปยุโรป เพื่อข้ามมายังเมืองลูเซิร์นด้วยเรือสองชั้น มีลานระเบียงให้ออกไปรับลมเย็น ๆ ชมอาคารทรงวินเทจริมน้ำ เห็นน้ำสีมรกตกระยิบระยับใสบริสุทธิ์ ประหนึ่งเพิ่งละลายลงมาจากยอดเขา ยิ่งมองยิ่งเพลินจนแอบอิจฉาคนสวิส แค่ใช้เรือข้ามฝั่งยังได้วิวปังขนาดนี้

Swiss Museum of Transport
ด้วยความที่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคมนาคมที่ดีที่สุด สะดวกสบายที่สุด เขาจึงมี Swiss Museum of Transport พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางทั้งหมดของสวิตเซอร์แลนด์ ที่เปิดมานานกว่า 63 ปี มีคอลเลกชั่นโชว์กว่า 3,000 ชิ้น ตั้งแต่ถนน รถราง รถไฟ เดินทางทางน้ำ อากาศ  ฯลฯ พร้อมเรื่องราว 175 ปีของเส้นทางรถไฟ นำเสนอด้วยวิธีที่น่าสนใจ ดึงดูดให้เราเดินชมได้ไม่หยุดไม่ว่าจะเป็น โรงภาพยนตร์ ท้องฟ้าจำลอง มีกิจกรรมให้เกิดประสบการณ์ร่วม รวมไปถึงงานอาร์ตของ Hans Erni ศิลปินชื่อดังชาวสวิส ที่สร้างผลงานไว้ตั้งแต่ปี 1909-2015 อีกด้วย

และที่นี่ได้ให้ความรู้เรื่องการเดินทางแบบ Eco เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแบบ นั่นคือการเดินทางด้วยสายการบินประจำชาติ Swiss International Air Lines (SWISS) ที่เขาใช้เชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ในปัจจุบันถึง 80% โดยการใช้ Power-to-Liquid หรือ Sun-To-Liquid บอกเลยว่าใครชอบเรียนรู้เรื่องเครื่องกลและพลังงานทดแทน จะต้องร้องว้าวกับที่นี่แน่นอน 

DAY3
ไฮไลต์วันที่สามของทริปนี้ เราออกจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะจะได้เจอกับความที่สุด!! เยอะแยะไปหมดที่ยอดเขา Jungfraujoch บนความสูงถึง 3,454 เมตร ทำให้ที่นี่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์ เดินทางได้ด้วยรถไฟซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดของยุโรป เพื่อไปชมธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดของเทือกเขา ลากยาวมาตั้งแต่อิตาลี ฝรั่งเศส จนถึงเยอรมัน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกโลกจาก UNESCO เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

เริ่มจากการเดินทางก่อนเลย เรามาขึ้นรถไฟที่สถานี Grindelwald อีกเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดที่ได้จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ พลังงานความร้อนจากเศษไม้ โดยเราจะนั่งรถต่อขึ้นไป 2 สถานีคือ Eiger Express มาที่ Eigerglestscher ประมาณ 20 นาที และต่อขึ้นไปสู่ Jungfraubahn อีก 26 นาที ซึ่งช่วงที่เรามาเป็นตอนใบไม้ร่วงเข้าฤดูหนาวพอดี เราเลยได้เห็นวิวใบไม้ร่วงอบอวลไปด้วยสีเหลืองแดง ไต่ระดับขึ้นมาเจอหิมะอันเย็นยะเยือกเป็นวิวปัง ๆ ที่เปลี่ยนอารมณ์ได้ภายในพริบตา 

Jungfraujoch
ยอดเขา Jungfraujoch ถูกตั้งให้เป็นหลังคาแห่งทวีปยุโรป อีกจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้บนนี้มีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Alpine Sensation Adventure Tunnel ชมอุโมงค์ยาว 250 เมตร บอกเล่าเรื่องราวของรถไฟและการพัฒนาสถานที่ในเทือกเขาแอลป์, Snow Fun Park ที่เล่นกิจกรรมกีฬาที่เกี่ยวกับหิมะ และที่พลาดไม่ได้เลยคือ Sphinx Observatory ขึ้นลิฟต์ที่เร็วที่สุดในสวิสไปยังจุดชมวิวธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ที่เราบอกไปตอนแรก และยังมีร้านอาหาร คาเฟ่คอยบริการเราอยู่ไม่ขาด

Romantik Hotel Schweizerhof
เต็มอิ่มกับวิวและกิจกรรมแล้ว เราก็ลงมานอนชมวิวยอดเขาที่มองยังไงก็ไม่เบื่อกันต่อที่ Romantik Hotel Schweizerhof ในเมือง Grindelwald โรงแรมแรก ๆ ที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดจากเศษไม้ และแสงอาทิตย์ แค่เห็นแวบแรกก็ทำเราอยากวิ่งเข้าไปสำรวจภายในแล้ว ด้วยอาคารทรงตากอากาศแบบสวิสขนานแท้ ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นยาวนานมากกว่า 100 ปี ภายในเต็มไปด้วยความหรูหรา ทั้งห้องนอนที่มอบวิวเทือกเข้า Eiger ห้องอาหารที่ทุกองค์ประกอบจัดวางพรีเมียม ทุกการบริการเต็มไปด้วยความเป็นมิตร ดูแลประหนึ่งเราคือคนสำคัญเลยทีเดียว

DAY4

Goldenpass Line
ขอทุกคนอย่าเพิ่งเบื่อกับการเดินทาง เพราะบอกเลยว่าทุกการเคลื่อนตัวของเรามันจะต้องมีวิวปัง ๆ สวยประหนึ่งทั้งประเทศเคลือบด้วยฟิลเตอร์สีสดใสอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เราอยู่บนรถไฟ premium panoramic train Goldenpass เดินทางจาก Zweisimmen สู่ Montbovon ซึ่งรถไฟ Goldenpass Line นี้ เขาจะเน้นตัวรถที่เป็นกระจกกินพื้นที่ตั้งแต่ด้านข้างไปจนถึงเพดาน ให้เราเทควิวธรรมชาติได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนั่งข้ามไปเมืองไหน ก็จะพบกับทิวป่าเมืองหนาว พร้อมหมอกอลังการลอยเหนือเทือกเขาหิมะที่เราเริ่มคุ้นตา มองกี่ทีก็ประทับใจอยู่ทุกครั้ง 

Gruyere Cheese Factory
เราต่อรถอีกนิดหน่อยเพื่อมาที่ Gruyere Cheese Factory โรงงานผลิตชีสอันเลื่องชื่อจนได้เป็น “King Of Cheese” แห่งสวิส สืบทอดวิธีทำมายาวนานกว่า 907 ปี รับนมจากเกษตรกรโคนมคุณภาพดีกว่า 36 ที่ 2 ครั้ง/วัน และจะต้องเป็นวัวที่กินหญ้าและพืชที่มีกลิ่นหอมบนเทือกเขาสูงระหว่าง 800-1,600 เมตรเท่านั้น ทำให้ชีสของเขามีความ rich, creamy, salty และมีรสของถั่วหน่อย ๆ โดยเราสามารถเดินชมแกลลอรี่ ขั้นตอนการผลิต พร้อมรับคำอธิบายจาก Audio Guide ได้อย่างอิสระ พิเศษสุดคือเราได้ลิ้มรสชาติชีสระดับโลกแบบสดใหม่ถือเป็นรสชาติที่เลอค่าแบบลิ้นเคลือบทอง จนต้องเดินไปหยิบซื้อติดมือกลับมาเป็นของฝากเลยทีเดียว

Gruyere Village
จบจากความละมุนในช่องปาก ก็มาเพลิดเพลินท่ามกลางบรรยากาศของหมู่บ้านชนบท Gruyere Village เมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใจกลางประเทศสวิตเซอร์แลนด์กันบ้าง มองเผิน ๆ เหมือนเป็นเมืองพักตากอากาศ แต่ความจริงแล้วที่นี่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคกลาง บ้านเรือนทรงเก่าแก่กับถนนปูพื้นหินนี้มีมาแต่โบราณ ถูกอนุรักษ์ไว้ให้ดูใหม่อยู่เสมอ จนเหมือนเราหลุดเข้ามาอยู่ในฉากของภาพยนตร์โรแมนซ์ยุคเก่าเลยทีเดียว 

ถ้าใครอยากหยุดพักท่องเที่ยวในเมืองนี้ แนะนำให้อยู่สัก 2 วัน เพราะเขามีทั้งปราสาทสมัยศตวรรษที่ 13 พิพิธภัณฑ์มากมาย โรงงานช็อกโกแลต ร้านอาหารดั้งเดิมที่มีเมนูเฉพาะถิ่น ทีเด็ดสุดคือฟองดูชีส และงานอีเว้นท์มากมายที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี ส่วนตัวจากที่เดินชมรอบ ๆ เมืองแล้ว เรารู้สึกว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้คนใช้ชีวิตปกติ ไร้การประดิษฐ์แต่กลับมีชีวิตชีวาและเสน่ห์ไม่เหมือนที่ไหน ๆ สมแล้วที่ได้รางวัล  “Best Tourism Villages” เมื่อปี 2021 จาก WTO 

DAY5

Chillon Castle
หลังจากได้พักผ่อนไปพร้อมกับความอิ่มเอมใจในการเที่ยวที่หลากสไตล์มาแล้วตลอดสี่วัน เราก็ตื่นเช้ามาอย่างแช่มชื่นเต็มอิ่มกับอาหารเช้า แล้วเดินทางมาเติมอาหารตากันที่ Lake Geneva ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ตั้งของ Chillon Castle ในเมือง Montreux ชมวิวปราสาทที่ออกแบบสไตล์โกธิก สร้างขึ้นในยุคที่เมืองนี้เป็นอาณาจักร Counts ของราชวงศ์ซาวอย รุ่งเรืองมากในสมัยศตวรรษที่ 12-16 ก่อนถูกกองกำลังสวิสยึดปราสาทปรับเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน และด้วยโลเคชั่นที่จัดวางงดงามดั่งภาพวาด ทำให้ที่นี่กลายเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียนของเหล่าศิลปินสมัยศตรรษที่ 18-19 อีกด้วย

ดื่มด่ำกับภายนอกเสร็จ เราก็มาสู่กลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน โดยเขาจะจัดทางเดินไว้อย่างชัดเจน ให้เราเดินชมแบบจุก ๆ ถึง 25 ห้องตั้งแต่ห้องอาหาร ห้องบ่มไวน์ กรรมวิธีการทำเบียร์สมัยยุคกลาง รวมไปถึงสินค้าส่งออก เครื่องใช้เก่าแก่ พบเจอความหรูหราของห้องหับเชื้อพระวงศ์ สู่คุกคุมขังเหล่านักโทษ ถือเป็นปราสาทที่ให้เห็นหลากหลายมุม สร้างความรู้สึกลึกลับแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในยุโรปจริง ๆ 

The Olympic Museum
จากปราสาทริมน้ำยุคก่อน มาตัดอารมณ์กันด้วยมิวเซียมริมน้ำวิวแจ่มในยุคปัจจุบันกันบ้าง ที่เมือง Lausanne กับ The Olympic Museum ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Geneva เราสามารถใช้ Swiss Pass เพื่อเข้าชมได้ฟรี ด้วยความที่เมืองนี้เป็นที่ตั้งของคณะกรรมการโอลิมปิกสากลมานานกว่า 100 ปี เมื่อ 29 ปีก่อน เขาจึงสร้างพิพิธภัณธ์แห่งนี้ขึ้น ตรงโซนด้านนอกที่เป็นสวนสาธารณะพื้นที่กว่า 8,000 ตร.ม. จัดวางอาร์ตอินสตอเลชั่นที่เกี่ยวกับกีฬากระจายอยู่ถึง 43 ชิ้น พร้อมวิวเทือกเขาแอลป์และทะเลสาบกว้างใหญ่ให้เราได้ถ่ายรูปเช็คอินเป็นจุดแรก

ส่วนภายในก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันด้วยการจัดโชว์สิ่งของมากกว่า 1,500 ชิ้น และจอภาพอีก 150 จอ มีตั้งแต่อุปกรณ์กีฬา เหรีญ ถ้วยรางวัล คบเพลิง ธงโอลิมปิกแต่ละยุค ทดสอบสมรรถภาพร่างกายด้วยเครื่องเล่นสนุก ๆ ชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับกีฬาที่สอดคล้องกับศิลปะเข้าด้วยกันอย่างแยบยล นอกจากนี้ เขายังมีนิทรรศการหมุนเวียนตลอดทั้งปี ถือเป็นมิวเซียมในฝันของคอกีฬาเลยก็ว่าได้

Lavaux Vinorama
ยามเย็นในวันนี้ เราเลือกที่จะมาดื่มด่ำบรรยากาศของไร่องุ่น ณ Lavaux Vinorama ความพิเศษของที่นี่คือเป็นไร่องุ่นแบบขั้นบันไดกว้างขวาง ไล่ระดับลงไปสู่ทะเลสาบ ที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO ด้วย เราได้รับความละมุนทุกโสตสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของสถานที่กับแสงทองยามเย็น กลิ่นธรรมชาติและผลไม้หอม ๆ ที่โชยมาตามลม เสียงนิ่งสงบสไตล์พื้นที่บนเขา และรสชาติของไวน์ที่มีให้เลือกมากกว่า 300 ชนิด บอกเลยว่าได้เทสต์ไวน์จนหลับสบายอย่างแน่นอน

DAY6

Gornergrat
ถ้าการเดินทางครั้งนี้เปรียบเหมือนซีรีส์สักเรื่อง แพลนของวันนี้ก็คงมาถึงช่วงไคลแมกซ์ เพราะเราจะเดินทางสู่ไฮไลต์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ยอดเขา Materhorn แต่ก่อนจะไปถึงนั้น เราเดินทางจาก Montreux ด้วยรถไฟมาถึง Zermatt ราว ๆ 11 ชั่วโมง จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นไปยัง Gornergrat ด้วยรถไฟไต่เขาที่ยาวที่สุดในยุโรป  พร้อมวิวฟิน ๆ ที่ทำเรานั่งไม่ติดเบาะวิ่งถ่ายรูปซ้ายทีขวาทีแทบจะตลอดเวลา ยิ่งช่วงที่มาเป็นฤดูใบไม้ร่วง ด้านล่างยิ่งพริ้มพรายดุจภาพในนิยาย ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเจอพื้นหิมะ รถไฟก็ยังเดินหน้าอย่างช่ำชองทำเอามนุษย์เมืองร้อนอย่างเราตื่นตาตื่นใจแทบทุกครั้งที่มาเยือน 

บอกตามตรงว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้มาชมยอดเขา Materhorn แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบซื้อช็อกโกแลต Tobleron มาวางเทียบอีกสักที เพราะโลโก้นี้ล่ะทำให้เรารู้จักสถานที่นี้เป็นที่แรกของสวิสเลยนะ และด้วยความสูงที่มากถึง 4,478 เมตร ยอดเขานี้จึงเป็นอีกจุดหมายของเหล่านักปีนเขามือโปรที่ต้องการมาพิชิตเช่นกัน ส่วนสายชิลอย่างเราขอเดินถ่ายรูปเล่น พร้อมแกะช็อกโกแลตหวาน ๆ เข้าปากสักสองสามชิ้นก็ฟินแล้ว

Zermatt City
รับความเย็นจนจมูกเริ่มชา เราก็ลงมาเดินวอร์มร่างกายก่อนต่อที่เมือง Zermatt เมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขา Mattertal บนความสูง 1,620 เมตรจากระดับน้ำทะเล ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทั่ววิลเลจ ชมอาคารโบราณที่มีมากกว่า 30 หลัง บ้างอายุมากกว่า 500 ปี แต่ถ้าอยากรู้ประวัติของชุมชนบนเขาลึกกว่านี้ก็สามารถไปชมในพิพิธภัณฑ์ Zermatlantis หรือ the Matterhorn Museum ได้ ตามซอกซอยยังมีร้านค้าขายของฝาก เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์เล่นสกีทั้งแบรนด์เนมและแบรนด์ท้องถิ่น พร้อมร้านอาหารมีที่นั่งเอาท์ดอร์ให้ได้ชิล หรือจะลองหาเมนู Classic Swiss Cheese Fondue กินคลายหนาวแบบเราก็ไม่ติด พออุ่นท้องแล้วมันก็กลับไปนอนหลับในห้องนอนอุ่น ๆ ได้แบบสบายอารมณ์ สำหรับที่นี่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ที่สำคัญเมืองนี้ยังเป็น traffic-free เข้ากับธีมท่องเที่ยว SWISSTAINABLE มากที่สุด

DAY7 

Bern
พักจากการขึ้นเขามาเที่ยวเมืองแบบ One day ทริปกันสักหน่อย ที่เมือง Bern เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองหลวงคูล ๆ ที่ไม่รกรุงรัง ลักษณะเป็น Old-Town ตั้งอยู่ตรงโค้งแม่น้ำ Aare มีประวัติมานานกว่า 800 ปี ทั้งอาคารบ้านเรือน โบสถ์ โบราณสถานทุกอย่างคุมโทนประหนึ่งฉากละคร ให้เราจินตนาการถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้แบบไร้รอยต่อ ซ่อนเร้นความเจริญในทุก ๆ ด้านไว้ภายใน ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์แบบใครก็ลอกเลียนไม่ได้ จนถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 เมืองที่คุณภาพชีวิตดีที่สุดของโลกเมื่อปี 2010 และขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปอีก 1 กรุบ ซึ่งชื่อ Bern นี้มาจากคำว่าแบร์ ที่แปลว่าหมี.. เป็นวิธีการตั้งชื่อของผู้ครองเมืองสมัยนั้น ว่าจะตั้งตามสัตว์ชนิดแรกที่สามารถล่าได้จากเมืองนี้นั่นเอง

ส่วนไฮไลต์ของเมืองนั้นมีอยู่เยอะมาก ที่ไม่ควรพลาดเลยคือ Zytglogge-Zeitglockenturm หรือหอนาฬิกา ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสี่แยกของถนน Marktgasse เป็นนาฬิกาปฏิทินแบบดาราศาสตร์อันโอ่อ่า นับแล้วก็มีอายุราว ๆ 490 กว่าปี ซึ่งยังสามารถตีบอกเวลาได้จนถึงปัจจุบัน บริเวณใกล้เคียงยังมีจุดน่าสนใจอีกมากมายอาทิ Berner Münster มหาวิหารแห่งกรุง Bern ที่โดดเด่นเป็นสง่า มองจากตรงไหนก็จะพบยอดแหลมของโบสถ์นี้อยู่แทบทุกมุม, Christkatholische Kirche St. Peter und Paul ศาลากลางสไตล์โกธิก ที่ภายในเต็มไปด้วยภาพเพ้นท์อันทรงคุณค่า, Käfigturm ประตูเมืองที่มีหอระฆังตั้งแต่สมัยศตวรรษที่13 ฯลฯ ออ สำหรับคนที่ถือ Swiss Pass สามารถแวะเข้าไปชม Einstein House ได้ฟรี ๆ อีกด้วย

พอได้เดินทอดน่องมาเรื่อย ๆ เราสังเกตได้ว่าจะมีน้ำพุกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ เยอะมาก จากที่หาดูมีถึง 100 แห่งเลยทีเดียว ในสมัยนั้นสร้างไว้เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ดื่มกินกัน โดยน้ำเหล่านี้เป็นน้ำแร่ธรรมชาติที่มาจากภูเขาจริง ๆ ส่วนการตกแต่งใช้ศิลปะแบบเรเนซองส์ เป็นรูปปั้นของของบุคคลสำคัญ – ตัวละครในเทพนิยาย เช่น โมเสกและบัญญติ 10 ประการ, Anna-Seilerbrunnen หญิงสาวผู้ชอบช่วยเหลือคนยากจน และก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกของเมือง เป็นต้น

DAY8

Basel
ตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางจากเมืองหลวงสู่ชายแดน ที่เมือง Basel โดยเราจะใช้เวลาที่นี่สักครึ่งวัน เมืองนี้อยู่ติดกับประเทศฝรั่งเศส เยอรมันและสวิตเซอร์แลนด์ ถูกอนุรักษ์ไว้ในรูปแบบของ Old Town เช่นกัน แต่ด้วยความที่เขามีศิลปวัฒนธรรมผสมผสานของประเทศข้างเคียง จึงเกิดเป็นเสน่ห์ที่ยิ่งเดิน เราก็ยิ่งตกหลุมรักเข้าให้อย่างจัง มีแลนด์มาร์กท่องเที่ยวมากมาย อาทิ The Spalentour ประตูเมืองเก่า, Rathaus City Hall ศาลาว่าการของเมือง พิพิธภัณฑ์กว่า 30 แห่ง โรงละครอันใหญ่โต และยังเป็นเมืองศูนย์กลางผลิตยา เคมีภัณฑ์ เรียกว่าความเจริญไม่ขาด ศิลปะไม่พร่อง ว้าวขนาดนี้ ใครจะมาเที่ยวสวิส รีบยัดใส่แพลนไว้ได้เลย

และที่ที่เราตั้งใจเดินดุ่ม ๆ เพื่อมาชมความงามด้วยตาตัวเองเลยก็คือ Basler Münster โบสถ์ประจำเมือง นับจากการสร้างครั้งแรกก็มีอายุมากถึง 932 ปีแล้ว เอกลักษณ์ของโบสถ์แห่งนี้คือโครงสร้างที่ทำจากหินทรายสีแดงอัดเป็นก้อน มีเฉดสีที่คละกระจายทั่วทั้งตัวตึก ส่วนหลังคาตกแต่งด้วยสีสันสดใส ผสมผสานศิลปะระหว่างโรมาเนสก์และโกธิก จึงมีทั้งความหนักแน่นทึมทึบคล้ายป้อมปราการ และความหรูหราลึบลับไปในเวลาเดียวกัน ส่วนภายในจะมีการบอกเล่าเรื่องราวทางศาสนาผ่านงานปั้น ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ Stained glass อีกด้วย หากเดินอ้อมไปด้านหลังจะเจอกับต้นเชสนัตที่ปลูกไว้ให้ร่มเงาแก่ม้านั่งยาวสำหรับนั่งชมวิวเมืองบาเซิล

Zeughauskeller Restaurant
ในครึ่งวันหลัง เราใช้เวลาเดินทางมาที่ Zurich เพื่อมาจัดมื้อเย็นแบบจุก ๆ ที่ร้าน Zeughauskeller Restaurant ร้านอาหารที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคารอายุ 530 ปี ที่อดีตเคยเป็นคลังแสงเก็บอาวุธสงคราม และเมื่อความสงบกลับมาเยือน ร้านอาหารแห่งนี้ก็ถือกำเนินขึ้นในปี 1925 ถือเป็นร้านขายอาหารท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีบรรยากาศแสนอบอุ่น อัดแน่นไปด้วยความรื่นเริง แต่เราก็ยังเห็นอาวุธโบราณอย่างโล่ ดาบ หอกประดับอยู่ตามเสา บ่งบอกถึงเรื่องราวของสถานที่อย่างดี เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาก็ต้องสั่งคือไส้กรอก Zeughauskeller ความยาว 1 เมตรน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ที่สามารถกินได้ถึง 4 คน รสชาติเค็มแบบกลมกล่อม หอมกลิ่นรมควัน พอกินตัดกับซอสแล้วเข้ากันมาก เหมาะมาแกล้มกับเบียร์เย็น ๆ เป็นที่สุด

DAY9

Zurich City
หลังจากที่เราจัดหนักจัดเต็มมาหลายวัน วันสุดท้ายนี้เราขอพาทุกคนไปเดินชิลในเมือง Zurich เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสวิส ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เรามาในช่วง(ปลาย)ฤดูใบไม้ร่วง แม้ต้องพบกับท้องฟ้าสีทึม บ้านเรือนสีน้ำตาลดูเงียบเหงา แต่พอมีใบไม้แดงเหลืองแต่งแต้ม ก็ทำให้บรรยากาศอึมครึมนี้โรแมนติกขึ้นในพริบตา ทำให้สามารถเดินทอดน่องชมวิวท่ามกลางฝนได้แบบไม่รู้เบื่อ ความเจริญของเมืองนี้มีเรื่องราวมาอย่างยาวนาน ด้วยพื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำ Limmat และทะเลสาบซูริก จึงกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจตั้งแต่โบราณเป็นต้นมา บ้านเรือนแถบนี้เป็นเค้าโครงที่ได้มาจากช่วงยุคกลาง แซมด้วยร้านค้าสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ที่แนบเนียนคุมโทนไม่ระคายตา ที่เที่ยวทั้งพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ ย่านชอปปิ้งก็มีเยอะจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว

FREITAG Store
ในเมื่อทริปนี้เรามาเที่ยวแบบรักษ์โลก เราจะมาซื้อช็อกโกแลตเป็นของฝากแบบทั่วไปไม่ได้.. และของที่สามารถสื่อได้ว่าประเทศนี้เห็นถึงความสำคัญของการ sustainable ก็คือของจากแบรนด์ FREITAG กระเป๋าสตรีทแฟชั่นอันโด่งดัง ที่อยู่คู่ซูริกมานานกว่า 30 ปีแล้ว จากแนวคิดของเจ้าของแบรนด์ที่ถูกปลูกฝังเรื่องการเห็นคุณค่าของทรัพยากรมาตั้งแต่เด็ก ของทั้งหมดในร้านจึงผลิตด้วยผ้าคลุมรถบรรทุกที่ใช้แล้ว ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องความคงทน กันน้ำได้ เมื่อนำมาตัดเย็บอย่างแข็งแรงเป็นรูปทรงเท่ ๆ ก็กลายเป็นสินค้าแฟชั่นราคาหลักหมื่น ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

ทุกคนอาจจะแปลกใจว่าเราเดินทางทุกวัน เปลี่ยนเมืองนอนแทบทุกคืน แล้วสัมภาระล่ะทำยังไง? จะบอกว่าที่สวิสมีบริการ Door-to-door luggage ให้เราดรอปกระเป๋าไว้ที่โรงแรมหลังจากเช็คเอาท์ เพื่อให้เขาไปส่งโรงแรมปลายทางที่จะพักในคืนถัดไป ซึ่งเราใช้บริการนี้แบบวันต่อวันเลย มันช่วยเรารักษาเวลา รักษาสุขภาพจิต และเก็บแรงไว้เที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจริง ๆ ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ทริปนี้เราบินตรงไป-กลับในชั้น Business Class ด้วย Swiss International Air Lines (SWISS) สายการบินฟูลเซอร์วิสประจำชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับเส้นทางบิน BKK – ZRH / ZRH – BKK เขาใช้ Boeing 777-300ER เครื่องลำใหญ่ กว้างขวาง นั่งสบาย มาพร้อมบริการที่ครบครันให้เราได้ผ่อนคลายตลอดการเดินทาง แต่ที่ตรงโจทย์การเที่ยวภายใต้ธีม SWISSTAINABLE มากที่สุด ก็ต้องยกให้เรื่องเชื้อเพลิง เพราะสายการบินใช้เชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ในปัจจุบันถึง 80% บอกเลยว่าบินแบบคุณภาพไปกับสายการการบินที่รักษ์โลกแบบนี้มันดีต่อความรู้สึกมากจริง ๆ

หมด 9 วันไปแบบคลีน ๆ ได้ทำความสะอาดทั้งร่างกายและจิตใจจากการฟอกปอด พักใจกับธรรมชาติแกรนด์ ๆ แถมยังช่วยรักษ์โลกด้วยการท่องเที่ยวแบบ SWISSTAINABLE เน้นการใช้พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่งรถไฟ เลือกที่พัก เลือกซื้อของฝากก็ทำได้อย่างง่ายดาย เพราะคนของเขาถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยดูพร้อมให้บริการไปซะหมด ซึ่งมันดีต่อโลกและดีต่อใจเรามาก ๆ ใครที่เป็นสาย eco ก็สามารถมาตามรอยได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะ