หากเพื่อน ๆ กำลังมองหามุมสงบ บรรยากาศดี บนเกาะเหนือสุดของดินแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อไปใช้เวลาช้า ๆ สัก 2 วัน 1 คืน เสพความสุขให้ทุกโสตประสาทได้รับความผ่อนคลาย เราขอแนะนำ Jozankei Onsen หมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองซัปโปโรเพียงชั่วโมงนิด ๆ ที่นี่เราจะได้ดื่มด่ำความฟินในบ่อน้ำร้อนท่ามกลางความขาวโพลนของหิมะ ได้ปรนเปรอตัวเองด้วยที่พักติดดาวแสนอบอุ่น ได้เดินเยี่ยมชมรอบ ๆ หมู่บ้านที่มีทั้งธรรมชาติ เรื่องราวเล่าขานในอดีตอย่างเพลิดเพิลน ได้ไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลช่วงต้นปี ได้ลิ้มลองขนมรสเลิศและซื้อของฝากในร้านโบราณที่คลาคล่ำไปด้วยของกระจุกกระจิกน่ารัก ได้ทำอะไรอีกมากมายหลายอย่าง ที่บอกเลยว่าหากใครได้มาสัมผัสแล้ว จะต้องตกหลุมรักหมดใจอย่างเราแน่นอน

ความเป็นมาของ Jozankei Onsen แห่งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ 157 ปีที่แล้ว โดยนักบวช Miizumi Jozan ธุดงค์มาเจอหุบเขาที่เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุร้อน จึงเริ่มใช้เป็นสถานบำบัดรักษาผู้ป่วย และผู้บาดเจ็บบนผิวหนัง เพราะบ่อน้ำร้อนของที่นี่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็นโซเดียมคลอไรซ์​ กำมะถัน โซเดียมคาร์บอเนต ที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ช่วยให้บาดแผลหายไว และความร้อนยังช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดดี เสริมกับทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ หลังจากที่ผู้คนเริ่มรู้จักจึงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแหล่งรวบรวมออนเซ็นรีสอร์ท ที่ได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน

WHERE TO STAY

แน่นอนว่าที่พักในนี้จะต้องมีมากหน้าหลายตาจนเลือกไม่ถูก แต่ละที่ก็มีจุดเด่น การตกแต่งที่แตกต่างกัน รอบนี้เราเลือกมาที่ Hana Momiji Sapporo เพราะเขาตกแต่งเป็นแบบ Traditional ญี่ปุ่นแท้ ๆ เริ่มจากเป็นเรียวกังเล็ก ๆ สมัย 96 ปีก่อน ขยายพื้นที่กลายเป็นรีสอร์ทที่ยังรักษาวัฒนธรรมการแช่น้ำพุร้อน ให้เข้ากับทิวทัศน์ของธรรมชาติได้อย่างดี ครบครันทุกความสะดวก ทั้งเลานจ์ ห้องอ่านหนังสือ ร้านอาหาร บาร์ ห้องคาราโอเกะ ร้านขายของฝาก ฯลฯ 

ห้องพักมีให้เลือกถึง 3 รูมไทป์ ทุกห้องจะปูด้วยเสื่อทาทามิสไตล์เรียวกังดั้งเดิม แตกต่างกันที่ขนาดของห้อง ที่สามารถรองรับได้มากสุดถึง 6 คน สิ่งอำนวยความสะดวกนั้นครบครันไม่ว่าจะเป็น ชุดยูกาตะ ผ้าขนหนู รองเท้า ชุดครีมอาบน้ำ โทรทัศน์ ตู้เย็น เรียกว่ามาแต่ตัวก็อยู่ได้ เพราะตลอด 2 วันของเราแทบไม่ได้แตะกระเป๋าเดินทางเลย และที่ชอบมาก ๆ คือของว่าง Welcome Set เป็นมันจูหรือซาลาเปาญี่ปุ่นไส้ถั่วแดง อยู่ในเตานึ่งขนาดเล็ก ให้เราจุดไฟอุ่นเอง ทานพร้อมชาเขียวหอมเข้มข้น เป็นกิมมิกน่ารัก ๆ ที่สร้างความประทับใจเพิ่มขึ้นอีก 300%

ฟินกับห้องพักแล้ว มาฟินกันต่อกับบ่อออนเซ็นที่มีให้เลือกถึง 3 จุด ครบทุกความต้องการทั้ง โดย MOMIJI-YU ตั้งอยู่ชั้น 2 เป็นสไตล์สวนญี่ปุ่นที่ทัศนียภาพจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เรียกว่ามาฤดูไหนก็ได้วิวที่ไม่ซ้ำกัน ส่วน FUGETSU บ่อออนเซ็นบนชั้นดาดฟ้า ให้เราได้ชมวิวอันขาวผ่องของภูเขา Jozankei และภูเขาอื่น ๆ ที่อยู่ล้อมรอบ และ MARU-YU ห้องไพรเวทออนเซ็นที่เข้าใช้ได้เพียง 2 คน เหมาะกับคนขี้อาย หรือคู่รักที่อยากมาใช้เวลาแบบส่วนตัว

สำหรับเงินที่เราจ่ายไปให้แก่การเข้าพักนั้น เรียกว่าครบหมดทุกการใช้ชีวิตแล้ว ทั้งบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า และเซ็ตอาหารเย็นแบบฉ่ำ ๆ ที่คัดวัตถุดิบอย่างดีจากทั้งบนเขาและท้องทะเล ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของชาวไอนุ ชนพื้นเมืองที่อพยพมาพื้นที่นี้ เพิ่มความละเมียดละไมในการปรุง ตกแต่งจัดเสิร์ฟแบบอลังการ ซึ่งแต่ละซีซั่นก็จะมีเมนูไม่ซ้ำกัน ชุดที่เราได้จะเป็นเซ็ตอาหารมงคลสำหรับช่วงปีใหม่ เป็นเหล่าอาหารทะเล กุ้ง ปลา หอยสด ๆ เหมือนเพิ่งตกมาจากทะเล อุนิและปูนึ่งสาเกนัว ๆ สุกียากี้หวานฉ่ำจุ่มพร้อมไข่ดิบ ข้าวอบโฮตาเตะที่ใช้เวลาหุงนานครึ่งชั่วโมง จนได้ความหอมหวานซึมในเม็ดข้าวอย่างทั่วถึง บอกเลยว่าเป็นมื้อเย็นที่ฟิน จนทำให้ทุกคนฝันดีแน่นอน 

WHERE TO VISIT AND THINGS TO DO IN JOZANKEI ONSEN

01 Jozankei Futami Bridge (สะพานโจซังเค ฟุตามิ)

มาดูเรื่องที่เที่ยวรอบ ๆ กันบ้าง ซึ่งหมู่บ้านนี้สามารถทำแพลนเป็นเดย์ทริปได้เช่นกัน จุดแรกคือสะพานโจซังเค ฟุตามิ สะพานแขวนสีแดงความยาว 23 เมตร โดดเด่นท่ามความกลางความขาวโพลน แต่งแต้มให้แอเรียนี้ดูสดใสเป็นพิเศษ สะพานนี้ตั้งอยู่ในเส้นทางเดินป่า Futami Jozan Road ที่อยู่ใกล้กับโซนที่พัก เป็นอีกจุดชมธรรมชาติแบบ 360 องศา มอบวิวริมสองฝั่งของธารน้ำกว้าง และผืนป่ารอบ ๆ ที่มีพันธุ์ไม้มากกว่า 800 ชนิด 

และยังเป็นจุดชมวิวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่ทั้งพื้นที่จะถูกฉาบไปด้วยความสวยงามของใบไม้สีแดงเหลือง พร้อมแม่น้ำไหลผ่าน หากมาช่วงฤดูหนาวก็จะได้ความสวยงามที่แตกต่างกันอีกแบบ การที่ลำน้ำแปรเปลี่ยนเป็นธารหิมะ มองไปสุดตาเห็นแต่ความขาวโพลน และไอควันอุ่น ๆ ลอยออกมาจากรีสอร์ต บอกเลยว่าเป็นภาพที่สวยสะกด ถ่ายรูปเพลินมาก ๆ 

02 Kappa Spots

ที่เห็นว่าเราพาตุ๊กตา Kappon คาวาอี้ตัวเขียวนี้ออกเที่ยวด้วยก็มีสตอรี่นะ น้องเป็นมาสคอตประจำโจซังเคนี้เอง โดยตัวน้องก็คือพรายน้ำ หรือที่ญี่ปุ่นเรียกกันว่ากัปปะ มีหน้าตาคล้ายกบ มีกระดองคล้ายเต่าอยู่ข้างหลัง มือและเท้ามีพังผืด ที่กลางหัวมีจานรองน้ำเป็นสัญลักษณ์เด่น และยังเชื่อกันว่ากัปปะเป็นเทพผู้ดูแลรักษาผืนน้ำ มีเรื่องเล่ากันว่าเคยมีเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาตกปลา แล้วโดนดึงลงไปในแม่น้ำ ชาวบ้านพากันตามหาก็ไม่เจอ จนหนึ่งปีให้หลัง เขาได้เข้าฝันพ่อตัวเอง แล้วแจ้งว่าตนมีความสุขกับภรรยากัปปะและลูกดี ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครจมน้ำที่ริมแม่น้ำนี้อีกเลย และสระบริเวณนั้นก็ถูกเรียกว่า Kappa Pool นั่นเอง

ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นรูปปั้นของกัปปะนี้โผล่อยู่แทบทุกมุม มีรูปแบบและท่าทางแตกต่างกันไป บอกเลยว่าบางตัวน่ารักมาก ตอนแรกว่าจะหาเล่น ๆ หลัง ๆ เริ่มตามหาแบบจริงจังซะอย่างนั้น ขอเอาตัวอย่างมาให้ชมเป็นน้ำจิ้ม ที่เหลืออยากให้เพื่อน ๆ มาลองตามช่วยเก็บกันให้ครบ ใครชอบแบบไหน เอามาอวดกันได้เลย

03 Jozankei Gensen Park

มาถึงเมืองออนเซ็น แน่นอนว่าเขาต้องมีสระแช่เท้าฟรีไว้บริการ ซึ่งที่นี่มีอยู่ 2 จุดคือ Taro-no-yu บ่อแช่เท้าทรงแปดเหลี่ยมให้คนล้อมวงสนทนาพร้อมแช่เท้าในน้ำอุ่น ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปทั่วร่างกาย และจุดที่เห็นในภาพคือบ่อน้ำพุร้อนใน Jozan Gensen Park สวนสาธารณะที่สร้างเพื่อฉลองครบรอบ 200 ปีของนักบวช Miizumi Jozan ใกล้ ๆ กันจะมีรูปปั้นของท่านวางอยู่ด้วย เป็นสวนที่จัดวางองค์ประกอบได้เข้ากับธรรมชาติ จนได้รางวัล “Minister of Land, Infrastructure, Transport and Tourism Award” จาก  Green Design Awards เมื่อปี 2005 ด้วย

ภายในสวนยังมีกิจกรรมคิ้วท์ ๆ คือการต้มไข่ ที่เป็นได้ทั้งของฝาก และของรองท้องแก่ผู้มาเยือน โดยไข่ที่ได้นั้นจะเป็น Onsen Tamago (ไข่ต้มน้ำพุร้อน) สามารถไปซื้อไข่ดิบได้ที่ Jozankei Product Center ชุดหนึ่งจะได้ไข่ทั้งหมด 3 ฟอง จากนั้นนำถุงตาข่ายผูกไว้กับท่อนไม้ แล้วนำไปวางในบ่อน้ำที่มีอุณหภูมิ 80 องศา ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ได้ไข่สุกประมาณไข่ยางมะตูม จากนั้นก็หาที่นั่งลิ้มลองรสชาติไข่ออนเซ็นจากน้ำพุร้อนธรรมชาติได้เลย

04 Jozankei Shrine

เดินเล่นแบบสบายตาสบายใจกันแล้ว เรามาไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคลสำหรับต้นปีกันบ้าง ที่ศาลเจ้าโจซังเค สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมีอายุราว ๆ 118 ปี สร้างเพื่อถวายแก่เทพอามะเทราสุ หรือเทพแห่งแสงสว่างในศาสนาชินโต ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และยังเป็นสถานที่จัดงานสำคัญประจำปี “Yukitouro” อันงดงาม ที่ทั้งลานกว้างของศาลเจ้าจะถูกวางด้วย เทียนหิมะหลายพันเล่มทั้งเส้นทางเดิน เรียงเป็นรูปต่าง ๆ ส่องแสงสีส้มสะท้อนกระทบหิมะสีขาว ตัดกับความมืดมิดของท้องฟ้า โดยงานนี้จะจัดช่วงปลายมกราคม-ต้นกุมภาพันธ์เท่านั้น

05 Iwato Kannondo

วัดญี่ปุ่นสีขาวแดงที่ตั้งโด่ดเด่นอยู่ริมถนนใจกลางเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม 33 องค์ ข้างในเป็นอุโมงค์ทางเดินแคบ ๆ ให้เราเข้าไปชม วัดนี้สร้างให้แก่ดวงวิญญาณของผู้คนที่อุทิศชีวิตระหว่างการก่อสร้างทางหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างโอตารุกับโจซังเค ถือเป็นถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางแห่งที่ 2 ของญี่ปุ่น และผู้คนมักมาขอพรเรื่องการเดินทางปลอดภัย 

06 Mikaeri-zaka Slope

สิ่งที่สร้างความประทับใจระหว่างการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงแค่ไปตามจุดเช็คอินต่าง ๆ เท่านั้น แต่การได้เดินบนเส้นถนนสวย ๆ ก็ทำให้เรามีความสุขได้ไม่แพ้กัน สำหรับเมืองนี้ เราขอให้ทุกคนมาเดินชมวิวบนถนนหมายเลข 230 ที่เชื่อมไปยัง Yunomachi หากเรามองย้อนกลับไป ก็จะพบภาพเมืองท่ามกลางธรรมชาติแสนคลาสสิก แต่งแต้มด้วยพรรณไม้ตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นไฮเดรนเยียในหน้าร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงใบไม้ร่วง เหล่าธงปลาคาร์ปที่ถูกตกแต่งไว้ตลอดทางในฤดูใบไม้ผลิ แค่จินตนาการก็อยากจองตั๋วกลับอีกทีแล้ว

07 Shopping at 定山渓物産館

แน่นอนว่าสิ่งที่เราพลาดไม่ได้เวลาแวะมาเที่ยวในหมู่บ้านกลางหุบเขา คือการหาของที่ระลึกไปวางไว้เป็นคอลเลกชัน บอกเลยว่ามาสคอต Kappon ตัวกัปปะของเขามันน่ารักเกินห้ามใจจริง ๆ มีทั้งกระเป๋า พวงกุญแจ คุกกี้ ตุ๊กตานุ่มนิ่มน่าฟัดเต็มไปหมด หรือหากใครอยากซื้อขนมกลับไปทาน ขอแนะนำ Yunosato Manju ซาลาเปาโฮมเมดไส้ถั่วซูกิ ของดีเด่นประจำภูมิภาคของร้าน  定山渓物産館 ที่เชื่อว่าพอได้ลิ้มลองทุกคนจะต้องเหมากลับไปฝากที่บ้านแน่นอน

ที่เราเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงไฮไลต์เด่น ๆ เท่านั้น ทั้งหมดนี้สามารถมาตามรอยได้แบบเดย์ทริป แต่ก็ยังมีอีกหลายกิจกรรมให้เราเที่ยวได้ 3-4 วันแบบไม่ซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเดินป่า เล่นสกีรีสอร์ท เข้าร่วมการเดินศึกษาธรรมชาติ มิวเซียม เที่ยวฟาร์ม ฯลฯ ในแต่ละฤดูก็จะมีโปรแกรมแตกต่างกันออกไป ให้เราได้ประสบการณ์แปลกใหม่ และแน่นอนว่าได้รูปสวย ๆ กลับมาอวดชาวโซเชียลอีกเพียบ

WHAT TO EAT

ในเรื่องอาหารการกิน เราขอแนะนำแบบเอาใจสายคาเฟ่ฮอปเลยแล้วกัน ที่ร้าน Ame no Hi to Yuki no Hi (Rainy day & snowy day) ร้านเล็ก ๆ ที่ภายนอกดูเป็นอาคารสี่เหลี่ยมสีขาวมินิมอล แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ เน้นแสงสีส้ม ปรับอุณภูมิร้านให้พอดีแตกต่างจากอากาศติดลบภายนอก ทำเอาเราตกหลุมรักตั้งแต่ก้าวขาเข้ามา โดยเมนูของทางร้านจะเน้นเป็นอาหารสไตล์อิตาเลี่ยน พวกพิซซ่ามีทั้งแบบคาวและหวาน ซุป และที่พลาดไม่ได้เลยคือเจลลาโต้มีให้เลือกมากกว่า 14 รสชาติ หลังจากที่เราออเดอร์ขนมเรียบร้อย ก็ดื่มด่ำกับภาพหิมะโปรยผ่านกระจกบานโต เป็นโมเมนต์ที่สุดจะฟินจริง ๆ

เมนูที่แสนประทับใจ เราคงต้องยกให้เจลลาโต้ เพราะความริชกลมกล่อมแทรกซึมออกมาทุกคำ ผลพวงจากนมที่เขาคัดสรรส่งตรงมาจาก Biei Jersey แถมมีกิมมิกการบริการน่ารัก ๆ ตามชื่อร้าน คือ ตราบเท่าที่ฝนตกหรือหิมะโปรย เมื่อซื้อไอศกรีมหนึ่งรสชาติรับฟรีเพิ่มอีกหนึ่ง หากซื้อสองรสก็รับไปเลยสาม แถมกาแฟก็สามารถรินเติมได้เรื่อย ๆ อีก ใจดีจนทางเราไม่อยากลุกไปไหนเลย มันฟิ๊นฟิน!!!!

สำหรับสายกิน รับรองเลยว่าถ้ามา Jozankei Onsen แห่งนี้ คุณจะไม่ผิดหวัง เพราะเขายังมีคาเฟ่ฟีลบ้านพักตากอากาศสวย ๆ ฟีลโฮมมี่เน้นเบเกอรี่ และร้านอาหารอีกมากมาย ทั้งราเม็ง อาหารฟิวชั่นญี่ปุ่น-ตะวันตก ปลาดิบ แกงกะหรี่ อาหารชุด ของปิ้งย่างครบ!! อยู่สักสามวัน กินสลับกันไปยังไงก็ไม่เบื่อ

เชื่อแล้วว่า.. ผู้คนทั่วโลกเขาตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้ 2.4 ล้านคน/ปี เป็นเรื่องไม่เกินจริง เพราะตลอดช่วงเวลา 2 วัน 1 คืนของเรา ที่ไม่เน้นการเที่ยวแบบแน่น ๆ แต่เน้นเสพความสุขกับการพักผ่อน มันสร้างความผ่อนคลายได้มากมายจริง ๆ ยิ่งได้มาช่วงหน้าหนาวที่อากาศติดลบ แต่เรายังสามารถออกไปนอนแช่ออนเซ็นกลางแจ้งได้นานกว่าช่วงฤดูอื่น ๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่เราเสพติดจนอยากทำอีกเรื่อย ๆ บอกเลยว่า ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัสโมเมนต์นี้ ต้องลองสักครั้งแล้วล่ะ