เปิดทริปฤดูหนาวแรกของปีแบบหนาวจับใจด้วยการปักหมุดมาเซย์ไฮ ฮอกไกโด ภูมิภาคเหนือสุดของญี่ปุ่นที่ตอนนี้ถูกฉาบด้วยหิมะขาวโพลนทุกอณู!! โดย 5 วัน 4 คืน ครั้งนี้ เราจะชวนทุกคนทิ้งทุกความเร่งรีบแล้วปล่อยเวลาให้เดินช้า ๆ ไปกับหิมะที่โปรยปรายรัญจวนชวนฝันในเมือง Sapporo กันแบบอินไซต์สุด ๆ จัดให้แบบของคาวไม่ขาด ของหวานไม่พร่อง ชอปปิงได้ ฮอปปิงโดน พร้อมพาตะลุยจุดถ่ายรูปมุมลับ ๆ ที่จะไม่ลับอีกต่อไป และใช้เวลาคุณภาพไปกับเมืองศูนย์กลางความเจริญบนผังเมืองตารางหมากรุกที่ใหญ่แต่ไม่วุ่นวายแบบเต็มอิ่มถึง 20 โลเคชั่น เน้นเดินย่ำฉ่ำใจท่ามกลางหิมะ เอาให้ฟินกระจายกันไปเลย ⛄️❄️

DAY 1

01 Hokkaido Jingu

เนื่องจากทริปนี้เรามาช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พอดิบพอดี โลเคชั่นแรกเลยขออิงความสิริมงคลตามชาวซัปโปโร ด้วยการพาทุกคนไปไหว้ศาลเจ้าประจำเมืองฮอกไกโดอายุกว่า 150 ปี และเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าถึง 4 องค์ ซึ่งเชื่อว่าช่วยปกป้องคุ้มครอง สร้างความสงบให้แก่เมืองฮอกไกโดตลอดมา โดยวิธีการก็ไม่ยากเริ่มจากโยนเหรียญลงกล่อง (คนญี่ปุ่นนิยมใช้เหรียญ 5 เยน) โค้งคำนับ 2 ครั้ง จากนั้นพนมมือขอพรตามที่ต้องการ แล้วโค้งคำนับอีกครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

ด้วยความที่ศาลเจ้าอยู่ภายในสวนสาธารณะ Maruyama ที่นี่จึงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้เมืองหนาว แม้เราจะมาในช่วงฤดูหนาว เหล่ากิ่งก้านของต้นสนก็ยังให้ร่มเงากันแดดได้อย่างดี เหมาะกับการเดินชมรอบ ๆ แถมยังมีร้านกาแฟเล็ก ๆ Rokkatei พร้อมเสิร์ฟเมนูเด่นอย่าง  判官さま คล้าย ๆ มันจูย่าง เราเลยสั่งมากินพร้อมกาแฟ และนั่งชิลสักสิบนาที มองดูกระรอกกระโดดไปมา ผู้คนหลั่งไหลมาไหว้พระ เป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจริง ๆ

02 Sapporo City Maruyama Zoo

เดินฝ่าหิมะจากศาลเจ้ามานิดหน่อย เราก็จะเจอกับ Sapporo City Maruyama Zoo สวนสัตว์ประจำเมืองที่เปิดมานานกว่า 70 ปี และยังถูกจัดว่าเป็นสวนสัตว์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ที่นี่มีเหล่าสิ่งมีชีวิตเมืองหนาวให้เราได้ตื่นตาตื่นใจถึง 200 สายพันธุ์ แม้บางตัวจะไม่ใช่สัตว์หายากเท่าไหร่ แต่ด้วยการดูแลที่ดี ทำให้น้อง ๆ ดูสดใสร่าเริงกว่าสวนสัตว์ที่เราเคยไปมามาก ๆ

ด้วยความที่โลเคชั่นตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขา น้อง ๆ เลยดูค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ยิ่งช่วงหน้าหนาวเต็มไปด้วยหิมะแบบนี้ เราจะได้เห็นทั้งแพนด้าแดง หมาป่า หมาจิ้งจอก เพนกวิน ดูสง่างามกว่าฤดูอื่น ๆ ขนเอย ความขี้เล่นเอย บอกเลยว่าน้อง ๆ จัดความน่ารักมาให้เราชมแบบเต็มคราบ โดยเฉพาะ Polar Bear พี่หมีขาว พระเอกของที่นี่ก็ดำผุดดำว่ายโชว์ตัว เห็นก้นดุ๊กดิ๊กน่าตีทั้งบนบกและในน้ำเลย

ใครคิดจะมาที่นี่ เราขอให้เผื่อเวลาดี ๆ เผลอ ๆ อาจใช้เวลาเพลินไปเกือบวันเลยก็ได้ เพราะนอกจากจะหลงมนต์เสน่ห์ของน้อง ๆ แล้ว เขายังมีสปอตถ่ายรูป ร้านขายไอศกรีม ร้านของฝาก และคาเฟ่ให้เรานั่งพัก ขนมก็ออกจะตรงธีมไม่ว่าจะเป็นแพนเค้กหน้าโพล่าแบร์ ซอฟเสิร์ฟมีบิสกิตรูปหมีโซคิวท์ ฯลฯ แถมราคาค่าเข้ายังแสนดีเพียง 800 เยนเท่านั้น

03 MaShu(マシュー) 神宮の杜

หนีความหนาวเย็นมาซุกตัวอุ่น ๆ ในคาเฟ่ที่อยู่ภายในสวน ใช้เวลาช่วงบ่ายแก่ ๆ ไปกับการชมหิมะโปรยปรายสักหน่อยที่ Mashu คาเฟ่โทนอบอุ่นที่ด้านหน้าอาจดูธรรมดา แต่พอเดินเข้ามาด้านในเราจะเจอกับการตกแต่งเรียบง่ายสไตล์เซน มีโคมไฟกระดาษดวงกลมแผ่แสงส้มเด่นอยู่กลางร้าน ส่วนจุดไฮไลต์คือกระจกบานใหญ่ ให้เรารับแสงและวิวธรรมชาติได้อย่างสบายตา ดั่งผืนผ้าแคนวาสใบใหญ่ที่ถูกแต่งแต้มไปตามสีสันของฤดูกาล 

และสิ่งที่ดึงดูดให้เราหมายมั่นปั้นมือว่าต้องมาให้ได้ คือ เซ็ตขนมที่จัดเสิร์ฟประหนึ่งงานศิลปะชั้นเลิศ ประกอบด้วย MASHU HOKKAIDO MILK SOFT CREAM ที่ทำจากนมคัดอย่างดีจากฮอกไกโด โรยด้วยทอปปิ้งแปลกตา อาทิ น้ำมันมะกอก คินาโกะออร์แกนิก มัทฉะ และโกโก้ ส่วนชิ้นเล็ก ๆ ที่เห็นนี้คือ BUTTERSAND สูตรเฉพาะของทางร้าน ที่จะมีกลิ่นหอมของเนย นมและข้าวสาลีของฮอกไกโด สอดไส้ครีมรสชาติหลากหลาย ถ้ามีคะแนนเต็มสิบเราให้ร้อยไปเลยกับร้านนี้ สวยทุกอณู อร่อยทุกหยาดหยดจริง ๆ

DAY 2

04 Sapporo Crab Market

เช้าวันที่สองเราตั้งใจเริ่มต้นด้วยอาหารเลิศรสประจำเมืองซัปโปโระที่ตลาดปูขนาดใหญ่ อัดแน่นร้านค้าไว้กว่า 80 ร้าน บางร้านเปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้า มีขายทั้งอาหารสด ผัก ผลไม้ที่คัดอย่างดี ราคาถูกกว่าในซูเปอร์ จึงเป็นขวัญใจของเหล่าพ่อค้าแม่ขายมาชอปปิง ทำให้บรรยากาศครึกครื้นแทบทุกวัน และสำหรับซาชิมิเลิฟเวอร์อย่างเรา ก็ได้ลิ้มลองอาหารทะเลสด ๆ ประหนึ่งเพิ่งตกขึ้นมาจากทะเลด้วย ไม่ว่าจะเป็น คิงแครบ หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน ปลาหมึก โฮตาเตะ ล้วนเป็นของดีประจำเมืองเขาทั้งนั้นเลย 

โดยส่วนใหญ่แล้ว ร้านอาหารเขาจะเปิดประมาณ 7 โมงเช้าเป็นต้นไป และร้านที่เป็น The must!! อยากให้ทุกคนได้มาตามรอยคือร้าน Kaisendon Umedo Sapporo Store ร้านสไตล์บ้าน ๆ จัดเสิร์ฟอาหารแสนโอชะ ที่เรามักแวะฝากท้องทุกครั้งเวลามาที่นี่ เมนูของทางร้านจะเป็นข้าวหน้าต่าง ๆ ทั้งแบบปรุงสุกและซาชิมิ และทีเด็ดที่มามอบความฟินขั้นสุดให้แก่เราคือปูขนนึ่งฉ่ำ ๆ คิงแครบย่างหอม ๆ ตามมาด้วยหอยสามชนิดแบบจุก ๆ บอกเลยว่าเนื้อสดเด้ง หวานหอมกลิ่นทะเล เปิดทุกต่อมรับรสได้สัมผัสถึงความอร่อยจนอยากจะกินให้พุงแตกกันไปข้าง

05 Maeda Forest Park

เพราะทริปนี้เราตั้งใจหาข้อมูลให้เที่ยวฟีลลิ่งคนพื้นเมืองที่สุด พิกัดต่อมาจึงเป็นมุมลับที่จะไม่ลับอีกต่อไปกับ Maeda Forest Park สวนป่าอันกว้างใหญ่ที่มีทั้งลานกว้างและแมกไม้ปลูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เป็นสวนที่มีอายุประมาณกว่า 41 ปี ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี มีทางเดินยาว 600 เมตร ให้ผู้คนได้มาวิ่งจ็อกกิง เดินชมวิวว้าว ๆ ของภูเขา Teineyama ซึ่งในแต่ละฤดูจะมีความสวยงามที่ต่างกันไป ทั้งสีชมพูยามใบไม้ผลิ สีแดงเหลืองในฤดูใบไม้ร่วง เขียวขจีเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน และขาวโพลนช่วงหิมะฉ่ำ ๆ ในหน้าหนาวแบบเหมือนตอนที่เรามา ดีงามจนอดไม่ได้ที่จะยกตำแหน่งมุมถ่ายรูปสุดจึ้งของซัปโปโรให้กับที่นี่

สำหรับเรามุมไฮไลต์คือต้นป็อปลาร์สูงใหญ่ที่ผลัดใบออกจนหมด ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาว สีไม้และกิ่งก้านที่ไร้ใบ พอตัดกับหิมะขาวบริสุทธิ์แล้วมันทำให้ฤดูหนาวของเราคอมพลีทขึ้น ตอนแสงเงาสาดมายิ่งดูเท่จนต้องกดชัตเตอร์รัว ๆ แบบหยุดไม่ได้ ถึงแม้อากาศจะติดลบ แต่ผู้คนก็ยังจูงหมามาเดินเล่น ชวนลูก ๆ ปั้นบอลหิมะปาใส่กันบ้าง ถือเป็นสปอตเบิกเนตรที่เราต้องกลับมาอีกหลาย ๆ ครั้งแน่นอน

06 Shiroi koibito Park

จบวันที่สองกันกับที่ที่คุ้นเคย โรงงานช็อกโกแลตแสนรักที่เรามักแวะมาชิมขนม ซื้อของฝากกลับบ้านเป็นประจำ Shiroi koibito Park ถือเป็นแลนด์มาร์กที่อยู่คู่ซัปโปโรมายาวนานเกือบ 50 ปีแล้ว โด่งดังมาจากขนมอบสไตล์อังกฤษที่มีความกรอบนุ่มเป็นเอกลักษณ์ สอดไส้ไวท์ช็อกโกแลตในตำนาน เป็นความแปลกใหม่และสร้างความประทับใจแก่ผู้คนจนถึงปัจจุบัน โดยเขาจะเปิดให้เราเข้าชมโรงงานผลิต มีมุมถ่ายรูปประหนึ่งปราสาทเจ้าหญิงแถบยุโรป สวนดอกไม้สไตล์อังกฤษ เวิร์กช็อปตกแต่งขนมสไตล์ของตัวเอง และคาเฟ่ที่เสิร์ฟของหวานสุดหรูนานาชนิด 

ส่วนใครที่ห่วงถ่ายรูป แต่อยากดื่มด่ำกับขนมเขาด้วย แนะนำให้ซื้อซอฟเสิร์ฟที่มีให้เลือกทั้งนม ช็อกโกแลต และทูโทน มาชิมเพลิน ๆ ระหว่างรอดูงาน illumination ยามค่ำคืน ที่จะฟินสุด ๆ ในช่วงหน้าหนาว เหมือนได้ว๊าปไปงานคริสต์มาสที่ยุโรปยังไงอย่างงั้น ส่วนค่าเข้าชมก็สุดจะปังเพียง 800 เยน สามารถเข้าได้ทั้งโรงงาน อยู่ยาวชมสวนทั้งแสงเช้าและไฟกลางคืน ใครได้มาช่วงนี้บอกเลยว่าคุ้มสุด ๆ 

DAY3

07 Takino Snow World Family Ski Resort

สองวันที่ผ่านมาเน้นเที่ยวแบบคนเมือง กินอิ่มนอนหลับกันไปแล้ว วันนี้ขอเดินทางลงสู่ซัปโปโรตอนล่าง โชว์สกิลการกีฬากันสักนิดที่ Takino Snow Wold สกีรีสอร์ทที่เน้นความเป็นครอบครัว เป็นเนินหิมะที่เด็ก ๆ สามารถมาเล่นได้เพราะมีความลาดชัดเพียง 7 องศา ยาว 250 ม. และ cross-country ระยะ 1-5 กม. เหมาะกับระดับ beginners อย่างเรา ส่วนพวก moderate และ advanced ก็สามารถไปอีกโซนที่มีระยะเล่นตั้งแต่ 3-16 กม. พร้อมอุปกรณ์ให้เช่าครบชุด หรือใครแค่อยากมาถ่ายรูปฟีลสปอร์ตเกิร์ลถ่ายรูปกับหิมะฟู ๆ แอคท่าแบบตัวแม่จะแคร์เพื่อ ประหนึ่งผ่านมาแล้วร้อยเนินก็ไม่ติด

ส่วนกิจกรรมที่เห็นแล้วเราถึงกับต้องวิ่งเข้าหาแบบเด็กน้อยเลย คือ Tube Sled ห่วงยางทรงโดนัทก้อนโต ให้เราหย่อนก้นแล้วไหลไปตามทาง ดูจะซอฟต์แต่เอาเข้าจริง มันไหลแรง หมุนติ้ว ๆ มันส์มากอยู่นะ และระบบความปลอดภัยเรียกว่าหายห่วงตามแบบฉบับญี่ปุ่น ด้านล่างเขามีคนรอรับ เด็กเล่นได้ผู้ใหญ่เล่นดี แนะนำให้มาช่วงปลายมกราคม เพราะรันเวย์หิมะของเขาจะยาว สไลเดอร์กันสนุกมาก ออ แล้วสำหรับช่วงหน้าหนาวที่นี่เปิดให้เข้าแบบไม่เสียตัง ปังเว่อร์ …….

08 Hill of the Buddha

ยังอยู่กับวิวหิมะสุดยิ่งใหญ่ แต่ครั้งนี้เพิ่มความอลังการด้วยแรงศรัทธาแห่งพุทธศาสนา บริเวณเนินเขาภายในสุสาน Makomanai Takino Cemetery นี้ เป็นที่ตั้งของพระพุทรูปองค์โตที่สูงกว่า 13.5 เมตร มีน้ำหนักถึง 1,500 ตัน ล้อมรอบด้วยโดมทรงกลม มองจากด้านนอก เราจะเห็นเพียงครึ่งเศียรของรูปปั้นโผล่พ้นออกมาก ท่ามกลางเนินทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่จะบานสวยในฤดูร้อน แต่หากมาช่วงหน้าหนาวก็จะได้ฟีลมินิมอลเท่ ๆ สีเทาขาวคุมโทนอย่างที่เห็น โดยที่นี่เพิ่งเปิดให้ผู้คนได้สักการะเพียง 8 ปีเท่านั้น ฟีลลิ่งเหมือนไม่ได้มาไหว้พระ แต่มาเที่ยวเอาท์ดอร์มิวเซียม ทั้งทางแสง สถาปัตกรรม มันสวยมองเพลินจนแทบไม่อยากขยับไปไหนเลย

บริเวณใกล้ ๆ กันยังมีรูปปั้นโมอาย จำลองมาจากเกาะอีสเตอร์ ยิ่งพออยู่ท่ามกลางหิมะ รูปปั้นเหล่านี้ยิ่งดูน่าเกรงขาม จากข้อสันนิษฐานของเหล่านักโบราณคดีเชื่อว่า เมื่อพันปีก่อน ชาวบ้านบนเกาะสร้างรูปปั้นเหล่านี้เพื่อเป็นหลุมฝังศพของบุคคลสำคัญและบรรพบุรุษ ฉะนั้นที่นี่จึงตั้งใจสร้างรูปปั้นโมอายเพื่อแสดงความนับถือแก่บรรพบุรุษของตนเองเช่นกัน

09 Butsuganji Sapporohonzan

สปอตไหว้พระใหม่ล่าสุดที่สายมูห้ามพลาด เพราะถือเป็นวัดพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ณ เวลานี้ อิริยาบทที่เห็นเป็นช่วงพระพุทธเจ้ากำลังปรินิพพาน ตั้งใจสร้างเป็นจุด Power Spot (พื้นที่ที่มีพลังและจิตวิญญาณ มักใช้ในศาลเจ้าดัง ๆ ของญี่ปุ่น) ด้านในมีสวนญี่ปุ่นโบราณ บรรยากาศสุขสงบเหมาะแก่การสวดมนต์ และที่เราชอบอีกอย่างคือพวกเครื่องราง พวงกุญแจ กำไลหิน รูปปั้นพระที่ออกแบบอย่างน่ารักน่าชัง เหมาะซื้อเป็นของฝาก มอบความสิริมงคลต้อนรับปีใหม่มาก ๆ 

10 Mount Moiwa Observation Deck

วันนี้ขอส่งท้ายไปแบบฟินเนเล่กับวิวมุมสูงที่ Mount Moiwa Observation Deck จุดชมวิวยอดนิยมของซัปโปโร ถูกจัดเป็น 1 ใน 3 ของจุดชมวิวยามค่ำคืนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น โดยเราไม่ต้องเดินให้เหนื่อย เพราะสามารถนั่งกระเช้า ต่อเคเบิลคาร์ เทควิวตั้งแต่ภาคพื้นสู่ด้านบนได้เลย ขึ้นไปปุ๊บจะเจอกับ “ระฆังแห่งความสุข (Shiawase no kane)” ราวเหล็กที่คล้องแม่กุญแจ พร้อมลั่นระฆัง กิมมิกเอาใจคนคลั่งรัก เพื่อมาสัญญารักกับคู่ของตน แต่ถ้าใครมาแบบโสด ๆ ก็ลองจูงมือ Morris มาสคอตสุดคิ้วท์ของที่นี่ มาร่วมเฟรมแทนก็ได้ น้องดูนุ่มฟูและใจดีเป็นที่สุด

สำหรับที่นี่ขอแนะนำให้มาตั้งแต่ตอนเย็นเพื่อชมการเปลี่ยนสีของท้องฟ้า โบกมือลาพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับไป จ้องมองท้องถนน อาคารน้อยใหญ่ในเมืองซัปโปโรกำลังถูกแต่งแต้มด้วยเม็ดไฟหลากสีระยิบระยับราวอยู่ในกล่องอัญมณีอันมืดมิด ก่อนแสงไฟนั้นจะแผ่ขยายจนยาวสุดตา เป็นภาพอลังการอย่างกับอยู่ในฝัน 

11 Ramai

ก่อนไปเอนตัวนอนหลับ เราขอหาอะไรกินให้สบายท้องก่อนที่ร้าน Ramai Asian Bar เป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดจากบาหลี แต่มาเติบโตในซัปโปโรนานกว่า 20 ปีแล้ว เอกลักษณ์ที่ทำให้ร้านนี้เป็นขวัญใจของคนเมือง คือการนำสมุนไพรจากหลาย ๆ ประเทศมาทำเป็นแกงสูตรเฉพาะ การันตีความอร่อยด้วยการเปิดสาขามากมาย ทั้งในซัปโปโร อาซาชิคาวะ โยโกฮามะ โอซาก้า ฯลฯ การตกแต่งร้านจะเน้นความผ่อนคลาย ด้วยแสงรำไร มีฉากกั้นให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เข้าถึงความเป็นเอเชียขึ้นอีกหน่อยด้วยภาพประดับสไตล์บาหลี เรียกว่ามีความฟิวชั่นทั้งอาหารและบรรยากาศเลย 

แกงกะหรี่ของที่นี่จะไม่ใช่สไตล์ญี่ปุ่นแบบทั่ว ๆ ไปที่เคยเห็นซะทีเดียว  ที่เรากินจะเป็นแกงไก่ตุ๋น น้ำมีความใสกว่าแบบญี่ปุ่น แต่อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศหลายชนิด พอตักเข้าปาก มันจะมีความเข้มข้น สวนทางกับเท็กซ์เจอร์ พร้อมความเผ็ดร้อนที่ตีขึ้นมา เรียกว่าสาแก่ใจคนชอบรสจัดยิ่งนัก และที่พลาดไม่ได้เลยคือการเพิ่มท็อปปิ้ง อย่างบรอกโคลีทอด มันกรอบกรุบมากแก และด้วยความสดเลยมีรสหวานหน่อย ๆ กินคู่กับซุปแล้วเข้ากันดีสุด ๆ 

DAY4

12 Nijo Fish Market

ขอเริ่มวันอันสดใส ในตลาดเช้าใจกลางเมืองซัปโปโร ใกล้ ๆ กับ Odori Park ที่ Nijo Fish Market เป็นอีกที่ที่ขายอาหารทะเลสด ๆ สินค้าทะเลแปรรูป ผลไม้คัดคุณภาพ ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เปิดมายาวนานกว่าร้อยปี ตั้งแต่สมัยต้นยุคเมจิ เดิมเป็นที่ที่ชาวประมงจากอ่าวอิชิคาริมาขายของที่เพิ่งตกได้ พัฒนามาเรื่อย ๆ บางร้านมีอายุมากกว่า 80 ปี ยังคงได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวผู้หิวโหยมาตามล่าหาของอร่อย ถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นการตกแต่งเก๋ ๆ เช่น โคมไฟทำจากทุ่นแก้วลอยน้ำ รูปปั้นเด็กถือปลาน่ารัก ๆ ให้เราได้ถ่ายรูปเล่นด้วย

ส่วนเมนูเด็ดประจำตลาดคงหนีไม่พ้นข้าวหน้าปลาต่าง ๆ เราเลือกกินที่ Donburi Chaya (どんぶり茶屋) ร้านที่เหมาะสำหรับคนหลายใจ เพราะเขามี Kogane Kaihou-Donburi เซ็ตมินิด้งที่เสิร์ฟมาให้ 7 ถ้วยฉ่ำวาว มีทั้งหน้าหอยเม่น กุ้ง ปูหิมะ ไข่ปลาแซลมอน ฯลฯ สนนราคาอยู่ที่ 9,450 เยน กินแต่ละคำ ตาเป็นประกายเหมือนนั่งกินอยู่ริมอ่าว ความเฟรซของวัตถุดิบมันทำเราสดชื่น กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถือเป็นการเริ่มต้นยามเช้าที่สุดปังจริง ๆ

13 Sapporo TV Tower

โลเคชั่นต่อมาคือแลนด์มาร์กประจำเมือง ที่เดินจากตลาดปลามาเพียงห้านาทีเท่านั้น ในบริเวณสวนสาธารณะ Odori เราจะเห็นหอคอย Sapporo TV Tower สูงกว่า 147 เมตรยืนเด่นเป็นสง่า สร้างมานานกว่า 66 ปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ออกแบบโดย Tachu Naito คนเดียวกับที่ออกแบบ Tokyo Tower และหอคอยอีกมากมายของญี่ปุ่น บริเวณรอบ ๆ ยังเป็นสถานที่สำคัญในการจัดงานสำคัญระดับโลก นั่นคือ Sapporo Snow Festival ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี แต่ถ้ามาในฤดูอื่นก็มีวิวสวยงามให้ชมแตกต่างกันไปเช่นกัน 

ครั้งนี้เราตั้งใจเอาไว้ว่า จะต้องขึ้นไปชมวิวหิมะที่ปกคลุมเมืองให้ได้สักครั้ง กำเงิน 800 เยนตรงดิ่งไปซื้อตั๋ว แล้วขึ้นลิฟต์มาที่ความสูง 90 เมตร ความสูงกำลังดีสำหรับชมเมืองแบบ 360 องศา สามารถมองเห็นผู้คนที่กำลังหย่อนใจในสวนสาธารณะได้ถนัดตา เหล่าพนักงานบริษัทที่กำลังวิ่งข้ามถนนไปทำงาน ไอน้ำจากปล่องควันร้านอาหาร สุดสายตาเป็นทิวเขาหนาแน่น ถูกพอกด้วยหิมะเหมือนโมจิดูนุ่มฟู วิวแสงเช้านี้ ดูละมุนละไมไปซะหมด

14 Sapporo Clock Tower

อีกที่ที่ใครไม่ได้มา ก็เหมือนยังมาไม่ถึงซัปโปโร นั่นคือ หอนาฬิกาซัปโปโร หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมือง สร้างขึ้นเมื่อ 145 ปีก่อน ออกแบบคล้ายสถาปัตยกรรมสไตล์อเมริกัน เป็นอาคารไม้สีขาว หลังคาแดง โดดเด่นด้วยนาฬิกาเรือนโตส่งตรงมาจากบอสตัน แต่ก่อนเป็นพื้นที่ของวิทยาลัยเกษตรซัปโปโร ใช้เป็นที่ฝึกทหาร-เรียนพลศึกษาของนักเรียน และยังใช้จัดพิธีมอบปริญญาบัตร จัดงานสำคัญต่าง ๆ อีกมากมาย ปัจจุบันที่นี่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าประวัติด้านการเกษตร และการพัฒนาเมืองของซัปโปโร ให้เราเข้าถึงรากลึกของคนเมืองนี้ได้อย่างถ่องแท้ 

15 Moerenuma Park

สายอาร์ต สายถ่ายภาพ … จะต้องกรี๊ดกับโลเคชั่นนี้ ซึ่งก่อนอื่นขอเตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้าอยากมาแบบชิล ๆ ให้เตรียมเวลาไปสักครึ่งวัน เพราะ Moerenuma Park  มีความกว้างกว่าพันไร่ ด้วยแนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่กำจัดขยะขนาดใหญ่ ให้เป็นสวนสาธารณะ เป็นการออกแบบโดย Isamu Noguchi เริ่มออกแบบตั้งแต่ปี 1988 เปิดให้บริการในปี 2005 เรียกว่าใช้เวลาสร้างนานถึง 17 ปีเลยทีเดียว และเป็นอีกที่ที่มีทัศนียภาพเปลี่ยนไปในทุกฤดู สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดปี มีจุดเช็คอินมากถึง 14 จุดให้เราไปตามถ่ายรูปกัน

ไฮไลต์เด็ดของเขาคือ Glass Pyramid “HIDAMARI” อาคารแก้วทรงสามเหลี่ยมสีฟ้าสะท้อนเงาแดดท่ามกลางลานกว้างอย่างสง่างาม มีพื้นที่กว้างขวางให้นั่งพักผ่อนเทควิวธรรมชาติรอบตัว พร้อมแกลลอรีแสดงผลงานศิลปะของ Isamu Nogushi ผู้ออกแบบที่นี่ และยังมีร้านค้า ร้านอาหารคอยบริการ อีกจุดคือ Mt.Moere เนินเขาน่ารัก ความสูงประมาณ 62 เมตร ให้เราเดินเทรคกิ้งเบา ๆ ขึ้นไปชมวิว หรือช่วงหิมะแบบนี้ก็สามารถหอบอุปกรณ์มาเล่นสกี ลากรถเลื่อนได้เช่นกัน

16 Sapporo Beer Museum

สปอตที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับแบรนด์เบียร์ระดับโลกอยู่ภายในตึกอิฐแดงทรงยุโปรแห่งนี้เอง ที่นี่คือ Sapporo Beer Museum จุดเริ่มต้นของการผลิตเบียร์รูปดาวอันโด่งดัง เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเรื่องราวที่มีมานานกว่า 146 ปี  ปัจจุบันภายในถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติ บอกเล่าการเริ่มต้น การพัฒนาจนได้เบียร์รสชาตินุ่มละมุนเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเก็บรวบรวมภาพโปสเตอร์โฆษณาสุดวินเทจทุกยุคสมัย เยี่ยมชมเครื่องกลั่นเบียร์รุ่นออริจินอล ตบท้ายด้วยบาร์เทสต์เบียร์ที่มีทั้งเบียร์สด เบียร์ดำ เป็นเซ็ตให้เราได้ลิ้มลอง เป็นโลเคชั่นที่เหมาะสำหรับเบียร์เลิฟเวอร์จริง ๆ 

17 Susukino Station

ค่ำคืนสุดท้ายที่เราจะได้แช่ตัวอยู่ในหิมะอันนุ่มฟูของซัปโปโร เราเลือกมาชมไนต์ไลฟ์ของชาวเมืองที่ย่านซูซูกิโนะ แหล่งรวมความบันเทิง ร้านอาหาร ไนต์คลับ คาราโอเกะ คึกคักไปด้วยผู้คนที่มาปาร์ตี้หลังเลิกงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ปนเปไปกับความวุ่นวาย ปลุกเราให้ตื่นจากความชิลที่ได้รับมาตลอดวัน และมุมนี้คือมุมยอดนิยมที่ใครได้มาจะต้องชักภาพสักใบ ยิ่งตอนหิมะตกแบบนี้ ยิ่งงดงาม สำหรับใครที่เป็นสายราเมง

และก็มาถึงช่วงเวลาของเหล่านักสู้ นักช็อปตัวยงที่ต้องการเติมเต็มน้ำหนักกระเป๋าให้ตรงตามเป้า จากซูซูกิโนะเดินตรงมาอีกหน่อยจนเจอ Tanukikoji Shopping Street ถนนคนเดินที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้านับร้อย อัดแน่นอยู่ในระยะ 1 กิโลเมตรไม่เว้นแม้แต่ตามซอกซอยให้เราได้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ร้านขายขนม ของฝาก ร้านสล็อต ปาจิงโกะ มีครบ รับรองว่าได้เดินเพลินจนน่องปูดไม่รู้ตัวแน่นอน สำหรับใครที่เน้นกินเราแนะนำให้ไปหาราเมงกินฟิน ๆ ที่ Ganso Ramen Yokocho (Original Ramen Alley) มีหลายร้านให้เลือกมาก

18  Parfait, coffee, liquor, Sato

จบค่ำคืนนี้… เราขอพาทุกคนมาสัมผัสอีกธรรมเนียมปฏิบัติของชาวเมืองซัปโปโรด้วยการละเลียด Parfait เมนูขนมหวานเย็นชื่นใจ ซึ่งจะแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ที่มักจะปิดท้ายด้วยราเมง นั่นเป็นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของฮอกไกโดสามารถผลิตนมชั้นเยี่ยมได้ ทำให้ Parfait ของที่นี่มีความเข้มข้น ผสานกับผลไม้เกรดพรีเมียม เกิดเป็นความอร่อยที่ล้ำลึก ผู้คนจึงนิยมมากินกันหลังจากทำงาน มื้อเย็น หรือจบปาร์ตี้นั่นเอง โดยร้านที่เราเลือกคือ Parfait, coffee, liquor, Sato เป็นร้านดังในย่านซูซูกิโนะ ขอกระซิบบอกก่อนว่า.. ถ้ามาช่วงไพร์มไทม์ก็ต้องต่อแถวกันยาวเหยียดเลยทีเดียว แต่กระนั้นมันก็คุ้มค่าแก่การรอเพราะมันอร่อยม๊ากกกกกก

DAY5

19 Sapporo Kokusai Ski Resort

สำหรับคนที่อยากเล่นสกี สโนว์บอร์ด แต่มีเวลาแค่เดย์ทริปแบบเราก็สามารถทำได้ที่ซัปโปโร เพราะ Sapporo Kokusai Ski Resort อยู่ใกล้ ๆ เมือง ใช้เวลานั่งบัสเพียงชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น  ลานสกีนี้ตั้งอยู่บน Mt. Asari ความสูง 1,281 เมตร มีบริการครบเครื่องเรื่องสกี ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอน อุปกรณ์ให้เช่า  เส้นทางเล่นสกีมากถึง 7 คอร์สแตกต่างไปตามความลาดชัดและระยะทาง จากตัวเมืองสามารถเดินทางด้วย Daiichi Kanko Bus จากย่าน Odori หรือ Sapporo station bus terminal มีรอบตั้งแต่ 7:20- 9:50 ขากลับมีตั้งแต่ 15:00-17:30 น. บินไฟล์ทไหนก็กลับทันแน่นอน 

ใครที่ไม่ใช่สายเอ็กซ์ตรีม แต่อยากสัมผัสกิจกรรมหน้าหนาวแบบชาวซัปโปโรก็สามารถซื้อตั๋วไปกลับแล้วนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นมาชมวิวที่ลานสกีด้านบนกันได้ ถ่ายรูปเช็คอินกับวิวภูเขาเก๋ ๆ แวะนั่งจิบช็อกโกแลตร้อน ๆ กับขนมหอม ๆ มองดูผู้คนหมุนเวียนมาเล่นสกีเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ ช่างเป็นภาพที่เพลินตาซะเหลือเกิน

20 Ramen Shingen

หลังจากที่เล่นสโนว์บอร์ดจนหนำใจ ใช้เอเนอร์จีไปแทบไม่เหลือแล้ว เราก็ลงมาเติมพลังปิดท้ายทริปด้วยราเมน เพราะอย่างที่รู้ว่าราเมนของภูมิภาคนี้ขึ้นชื่อระดับโลก และมีร้านระดับตำนานมากมายอยู่ในซัปโปโร หนึ่งในนั้นคือ Ramen Shingen ร้านที่เราตั้งให้เป็นนัมเบอร์วันในใจตัวเอง คือมาทุกครั้งถ้าไม่ได้กินจะไม่บินกลับบ้านเป็นอันขาด โดยร้านจะมีขนาดเล็กและตกแต่งแบบธรรมดามาก ๆ สามารถรองรับได้สิบกว่าที่เท่านั้น ฉะนั้นต้องพกความใจเย็นมาด้วยนะ

ความสุดยอดของราเมนร้านนี้ อยู่ที่ตัวซุปที่ต้มจากกระดูกหมู ผัก ปลาแห้ง และสาหร่ายทะเล เคี่ยวนานกว่า 48 ชม. จนได้น้ำที่เข้มข้นไปด้วยความมันที่แตกตัวออกจากกระดูก เนื้อสัมผัสนุ่มนวลมีมิติ พร้อมกลิ่นที่เย้ายวน แต่ถ้าใครไม่ชอบให้เข้มข้นเกินไป เขามีให้เลือกทั้งซุปมิโซะ ซอสถั่วเหลือง และเกลือ ด้วยความหิว เราเลยสั่งข้าวผัดกระเทียม เกี๊ยวซ่ามากินแกล้มด้วย บอกเลยว่ารสชาติอร่อยเหมือนที่เคยกินในทริปก่อนหน้าแบบไม่มีผิดเพี้ยน

การเที่ยวซัปโปโรหน้าหนาวครั้งนี้ถือเป็นทริปที่จุใจมากที่สุด และใช้เวลาได้คุ้มค่า ครบทุกรสชาติที่สุดอีกทริปนึงเลยจริง ๆ เก็บครบทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แลนด์มาร์กเก๋ ๆ ชมอาร์ตคูล ๆ แถมยังได้ใช้เวลาปล่อยใจไปกับจุดชมวิวสวย ๆ ท่ามกลางหิมะที่นาน ๆ ที เราจะได้พบเจอ เราว่าใครอยากมีช่วงเวลาเริ่มปีแบบปัง ๆ ฟิน ๆ ก็สามารถรีบตีตั๋วตามมาตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย ซัปโปโรเขารอต้อนรับทุกคนอยู่ 💙