รีวิวสงขลา :: “48 Hours in SongKhla” More Travel — Less Carbon

ทริปเที่ยวใต้ฉบับด่ายแหร่งอ็อก!! แพลนเที่ยวแบบเน้นเทคไทม์ยาว ๆ แต่ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ 2 วัน 1 คืน ครั้งนี้ เราขอพาทุกคนไปตระเวนให้เต็มอิ่มกับเมืองเก่ายอดฮิตแห่งแดนใต้ ‘สงขลา-หาดใหญ่2 อำเภอ ที่เป็นศูนย์รวมอาหารการกิน ความหลากหลายทาง ศิลปะและวัฒนธรรม ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน จัดเต็มแบบแลนด์มาร์กครบ จุดลับมี ร้านอาหารดีงาม คาเฟ่สุดปัง!! แถมยังมีกิมมิกน่ารัก ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เล่นให้เหล่าคนรักษ์โลกได้ชาเลนจ์

ถ้าพร้อมแล้ว ก็ตบเท้าตามมาเช็คอิน 19 พิกัด ที่ทางเราบรรจงคัดสรรมา เน้นคุ้มค่า เอาใจคนเวลาน้อยได้เลย

ลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ทำตามครั้งนี้คือ การเที่ยวแบบ ‘Low Carbon’ เทรนด์เที่ยวเก๋ ๆ ที่ต่างชาติกำลังนิยม และตอนนี้วัยรุ่นก็เริ่มสนใจกันมากขึ้น โดยเราแพลนทริปแบบเอื้อคอนเซปต์นี้สุด ๆ ด้วยการปั่นจักรยานเที่ยวเมืองในระยะใกล้ ๆ ให้อะดรีนาลีนได้หลั่ง ไกลหน่อยก็โบกสองแถว กระจายรายได้ให้พี่ ๆ พกถุงผ้าไว้ช็อปปิงซื้อของ จะได้ไม่เปลืองพลาสติก พร้อมกระบอกน้ำทรงเก๋ที่เป็นทั้งพร็อปเป็นทั้งเชื้อเพลิงเติมพลัง เอาจริง ๆ ทุกอย่างมันง่ายสุด ๆ ถ้าทำได้เธอคือคนเก๋ คนรุ่นใหม่ คนที่ประชาคมโลกต้องการอย่างแน่นอน

DAY 1 

UPPER.HDY

เริ่มต้นทริปกันด้วยการหาคาเฟอีนเข้าร่างกันก่อนที่ ‘UPPER.HDY’ คาเฟ่เปิดใหม่ ตั้งโดดเด่นอยู่บนชั้น 2 ของอาคารพาณิชย์เก่าแก่ใจกลางเมือง บนถนนธรรมนูญวิถี ภายในตกแต่งได้โมเดิร์นเก๋กรุบ คอนทราสต์กับโลเคชั่นสุด ๆ ซึ่งถือเป็นอีกเสน่ห์ของร้าน เติมความอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาว น้ำตาล ดำ สไตล์เรโทร พร้อมกระจกบานโตเปิดรับแสงธรรมชาติ หากมองออกไปก็จะเจอกับวิวหัวมุมถนน มีอาคารแบบเก่าตั้งเรียงราย ผู้คนเดินไปมาไม่เยอะมากนัก ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงความชิลของเมืองหาดใหญ่ 

เมนูที่เราสั่งจะเป็นอเมริกาโน่คนละแก้ว แชร์บานอฟฟี่ชิ้นโตด้วยกัน ซึ่งขายในราคาที่ประเสิรฐสุด หารกันแล้วคนละ 150 บาทเท่านั้น เรื่องรสชาติ กินแล้วสบายใจได้เลยว่า ใครมาตามรอยเป็นต้องยิ้มตาม โดยกาแฟเขามีให้เลือกสองแบบคือ เมล็ดจากน่านคั่วกลาง และ เมล็ดลาว-บราซิลคั่วกลางค่อนเข้ม ส่วนเค้กก็มีความละมุนละม่อม แม้ครีมจะดูหนาฟูแต่กลับมีเท็กซ์เจอร์ที่ไม่แน่นจนเลี่ยน ตัดกับกล้วยหอมสุกกำลังดี ผสมคาราเมลหนุบหนับ และแครกเกอร์ช็อกโกแลตขมนิดๆ รวมแล้วเป็นรสชาติที่ฟินสุด ๆ ถึงแม้ปัจจุบันเรายังไม่สามารถเลี่ยงการให้พลาสติกได้ 100% การที่เราเป็นส่วนหนึ่งในการแยกขยะตอนทิ้งให้ถูกต้อง นั่นก็เป็นสิ่งที่เลอค่า ง่ายต่อการในการบริหารจัดการ แบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ รับผิดชอบต่อส่วนรวมแล้ว 

วัดฉือฉาง

วัดจีนแสนดีที่ใช้โทนสีสุดละมุน แตกต่างจากวัดจีนทั่วไปที่เน้นความจัดจ้าน หากเรียกเป็นชื่อภาษาจีน ที่นี่คือ ‘ฉื่อเสี่ยงหยี่’ ที่แปลว่าเมตตากุศล สร้างมานานเกือบจะ 90 ปีแล้ว แรกเริ่มเป็นเพียงศาลเจ้าเล็ก ๆ สร้างโดยชาวจีนที่มาค้าขายในหาดใหญ่ ผ่านการบูรณะหลายครั้ง ซึ่งการออกแบบอันโดดเด่นนี้เป็นการผสานระหว่างศิลปะไทย-จีน-ธิเบต คือมีความโอ่อ่ายิ่งใหญ่สไตล์จีน แต่กลับดูเรียบง่ายเหมือนวัดของธิเบต และงานแบบไทยที่สอดแทรกตามจุดต่าง ๆ สำหรับสายมูก็สามารถมาขอพรกันได้ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยองค์เทพ อาทิ กวนอู เจ้าแม่กวนอิมพันมือ ส่วนองค์ประธานคือองค์เทพหลื่อโจ้ว หนึ่งในแปดเซียนที่อยู่คู่วัดนี้มาตั้งแต่ต้น และยังมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติอยู่ด้วย ที่สำคัญ วัดเปิดแค่จันทร์-ศุกร์เท่านั้นนะ ขอเตือน!!

ย่านเมืองเก่าหาดใหญ่

จุดป๊อป ๆ ของย่านเมืองเก่านั้นจะอยู่บนถนน 3 เส้นหลัก ๆ คือ ถนนนิพัทธ์อุทิศ, ถนนภราดร, ถนนประชารมย์ ให้เราเดินเลาะเพื่อชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์ชิโนโปรตุกีส ผสมผสานระหว่างโปรตุเกสและจีน บอกเล่าประวัติศาตร์อันยิ่งใหญ่ของชาติโปรตุเกส ชาติแรกที่มายึดครองพื้นที่เอเชีย และเป็นชาติแรกที่เข้ามาในไทย บวกกับการค้าขายจากจีน ส่วนใหญ่จะเป็นชาวฮกเกี๊ยน เรื่องราวคล้าย ๆ กับแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ ที่ แต่บอกเลยว่าความคลาสสิกนั้นยืนหนึ่ง เหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยก่อนเลย นอกจากนั้นยังมีสตรีทอาร์ตให้เราไปร่วมเฟรม ถือเป็นอีกเมืองเก่าที่เราเดินเที่ยวได้เพลิน ๆ สไตล์คน Low Carbon

นอกจากถ่ายรูปแล้ว ตามตึกเขาก็เปิดเป็นร้านขายของ ทั้งของใช้ที่คนเมืองนิยมมาหาซื้อ ของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว สตรีทฟู้ดน่าชิมน่าเหมากลับไปตุนมากมาย ฉะนั้นอย่าลืมพกถุงผ้ามาช็อปกันด้วย ถ้าหากใครเดินเยอะ รู้สึกเมื่อยนิด ๆ เหนื่อยหน่อย ๆ ก็ลองโบกพี่สองแถวให้เขาพาไปจุดเช็กอินป๊อป ๆ นอกจากจะเที่ยวแบบไม่สร้างมลภาวะเพิ่มแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้ให้คนพื้นที่อีกด้วยนะ

HUM Coffee Brewer

ในย่านเมืองเก่านี้ เขามีคาเฟ่จัดเสิร์ฟ Specialty Coffee แอบซ่อนอยู่ นั่นคือ ‘HUM Coffee Brewer’ ที่มีเมล็ดให้เลือกหลากหลาย อย่างช่วงที่เรามา เขามีทั้ง Urbanist blend, Seasonal blend, Colombia washed 50%, Rwanda washed 50% สองแก้วประมาณ 150 บาท ซึ่งคุ้มกับคุณภาพที่ได้สุด ๆ อีกอย่างที่ชอบคือการตกแต่ง ที่เปลี่ยนอาคารเก่า ๆ ให้กลายเป็นร้านสไตล์โมเดิร์นโคซี่ได้อย่างเพอร์เฟกต์ เช่น การติดกระจกบานโตไว้ด้านหน้า เปลี่ยนประตูไม้ ติดโคมไฟ ใส่เฟอร์นิเจอร์ทรงคลาสสิก คุมด้วยโทนขาวน้ำตาล ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยงาม 

มันเดือยหน้าแสงทอง ( หน้าสถานีรถไฟ )

อีกร้านที่ใครพลาด … เท่ากับยังมาไม่ถึงหาดใหญ่ ‘มันเดือยถั่ว’ เป็นขนมคล้าย ๆ กับน้ำแข็งไส ใส่มันเดือยถั่วหอมมัน ตามด้วยน้ำเชื่อมกะทิหวานแสนละมุน เป็นรสไม่หวานเลี่ยน ขายแก้วละ 25 บาทเองแก๊.. โดยเจ้าเก่าแก่ตั้งอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟ เปิดมานานกว่า 60 ปีแล้ว แต่ถ้าอยากเดินใกล้ ๆ ก็สามารถมากินที่สาขา 2  ‘มันเดือยหน้าแสงทอง’ ได้เช่นกัน รับรองว่ากินแล้วอร่อยชื่นใจไม่แพ้กัน เพราะเขาเป็นเจ้าเดียวกันเลย

Charlotte Doughnuts

ขอเก็บมาฝากอีกสักร้านที่ทางเราเดินเจอโดยบังเอิญระหว่างถ่ายรูปเล่น ‘CHARLOTTE DOUGHNUTS’ หากใครคุ้นหูคุ้นชื่อว่านี่คือโดนัทเจ้าดังย่านสุขุมวิท.. โปรดจงรู้ไว้ว่าสาขาแรกของเขาคือที่หาดใหญ่นี่ล่ะจ้ะ เขาตกแต่งร้านได้เอกซ์คลูซิฟประหนึ่งร้านริมทางที่ยุโรปคล้ายสาขากรุงเทพฯ แต่ทำให้ดูเข้าถึงง่ายกว่าหน่อย และยังต้องขอชื่นชมเรื่องวัตถุดิบ ว่ามีความพรีเมียมไม่แพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็นแป้งนำเข้าจากฝรั่งเศส ทำให้โดนัทมีเนื้อเบาเหนียวนุ่ม เน้นความสดใหม่ ไม่ใส่แต่งกลิ่น ไม่ใส่สารกันเสีย แถมหน้าตายังครีเอตออกมาได้ดูผู้ดี เราสั่งกาแฟคนละแก้ว โดนัทอีก 4 ชิ้น หารมาแล้วตกคนละ 215 บาทเองเธอ

มัสยิดกลางสงขลา

หลังจากเต็มอิ่มในย่านเมืองเก่าสงขลา พอช่วงเย็นเราก็ไปเช็คอินกันต่อที่ มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม หรือที่ติดปากกันว่า มัสยิดกลางสงขลา สำหรับที่นี่ขอยกให้เป็นมัสยิดไทยอันดับหนึ่งในใจเราเลย ด้วยการออกแบบที่มีทัชมาฮาลเป็นแรงบันดาลใจ จึงมีทั้งความสวยงามโอ่อ่า เหมาะเป็นแหล่งรวมใจของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดสงขลา ทั้งภายนอกและภายในถูกสร้าง และตกแต่งด้วยความประณีต เน้นความอ่อนช้อย สบายตาไปด้วยพื้นหินอ่อนที่ปูทั่วทุกอณู สร้างสัมผัสเย็นฉ่ำยามเดินย่ำ ความโค้งมนของโครงประตู กระจกต่าง ๆ ตรงเท่ากันเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งยามบ่ายที่มีแสงสะท้อนเข้ามา ยิ่งสวยงามเพิ่มอีกสิบเท่า เห็นได้ชัดเลยว่าที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมเสมอมา 

สำหรับนักบันทึกเรื่องราวอย่างเรา ขอการันตีเรื่องการถ่ายรูป ถือเป็นจุด Photogenic ที่เหล่าช่างภาพสาย Landscape ต้องมอบมงให้ ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกดินยิ่งเริช แนะนำให้ออกมายืนรอบริเวณปลายสระน้ำ ที่ทอดตัวยาวจากหน้ามัสยิดราว ๆ 200 เมตร เมื่อไหร่ที่ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ความเหลืองส้มชมพูก็จะกระทบบนผิวน้ำด้วยเช่นกัน บอกเลยว่าโมเมนต์นี้กดชัตเตอร์รัวไม่หยุดเลยทีเดียว

Day 2

SONGKHLA STATION

เริ่มเช้าวันที่ 2 ด้วยการมาเช่าจักรยานปั่นเที่ยวในเมืองสงขลา ที่ ‘SONGKHLA STATION’ ฮับของสายชิลที่อยู่ใต้อาคารทรงคลาสสิก มีอายุเกือบ 100 ปี เป็นตึกทรงโค้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ถูกแบ่งสัดส่วนใช้สอยอย่างดี ชั้นล่างเป็นคาเฟ่ขายกาแฟ เปิดสเปซให้คนมานั่งชิลทำงานกันได้อย่างอิสระ มีมุมขายของที่ระลึกเล็ก ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนชั้นสองจัดเป็นแกลลอรีที่เปิดให้สายอาร์ตได้เข้าชมฟรี และยังมีมุมเวิร์กช็อป มุมงานคราฟต์อีกมากมาย พร้อมกับพี่ ๆ สตาฟที่มีความเฟรนด์ลี่ขั้นสุด ที่สำคัญ มีบริการให้เช่าจักรยานด้วย ซึ่งก็คือเป้าหมายของเรานั่นเอง

ช่วงที่เรามานี้เป็นงานนิทรรศการ ‘แมวมอง มองแมว’ ซึ่งแมวถือเป็นเอกลักษณ์ประจำของจังหวัดสงขลา แต่ละภาพถ่ายทอดตัวตนของเมืองได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านมุมมองที่แมวมองเรา และเรามองแมว เห็นวิถีชีวิตแบบเรียล ๆ เราว่าเราโชคดีมาก ๆ ที่มาเจอนิทรรศการนี้ก่อน เหมือนเป็นไกด์ไลน์ให้เราปั่นชมเมืองได้ละเอียดขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลย

ฮับเซ่ง 

ร้านอาหารเช้าอันจุดแรกที่นักปั่นน่องเหล็กอย่างเราพุ่งตรงมาคือ ‘ฮับเซ่ง’ ร้านอาหารเช้าสไตล์โกปี๊เตี๊ยมที่เปิดทุกวันตั้งแต่ตีห้าครึ่งจนถึงเที่ยง ส่งต่อความอร่อยมายาวนานกว่า 90 ปี เป็นสภากาแฟอันทรงเกียรติ ของเหล่าคนเฒ่าคนแก่มานั่งพูดคุยกันอย่างออกรส ทำให้บรรยากาศยามเช้าของเราไม่เงียบเหงาอีกต่อไป โดยร้านนั้นมีรูปลักษณ์ที่สะอาดและใหม่อยู่เสมอ อาจเพราะลูกหลานมีการปรับปรุง ทาสีใหม่ แต่บรรดาโต๊ะเก้าอี้บอกเลยว่าวินเทจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ กลิ่นอายความเก่ายังอยู่ครบถ้วน รียบง่ายของชาวเมือง สไตล์โกปี๊เตี๊ยม โดดเด่นด้วยเมนูขนมปังสังขยาสูตรไหหลำ ที่สืบทอดกันมานานกว่า 90 ปี แต่ความว้าวกว่านั้นคือบรรยากาศของร้านที่มีความคลาสสิกเหมือนหยุดเวลาเอาไว้ที่เดิม

ด้วยความที่มื้อแรกเป็นอะไรที่หิวมาก ทางเราจึงจิ้มสั่งแบบไม่ยั้ง มาเห็นอีกทีพอร์ชันอาหารคือยิ่งใหญ่อลังการสวนทางกับราคามาก ทั้งโต๊ะนี้จ่ายไป 272 บาท มีตั้งแต่ขนมปังปิ้ง  ชุดอาหารเช้า ไข่ลวก และไฮไลต์ ‘ขนมปังสังขยากดลาย’ สูตรดั้งเดิม ใส่มาในแพ็กเกจกระดาษพับทรงเก๋ ด้วยความเป็นหนุ่มรักษ์โลกการกินของเราจึงเข้าคอนเซปต์ ลด Food Waste แบบจัง ๆ กินเก่งกินเกลี้ยง กินจนพ่อครัวจะต้องภูมิใจ เพราะมันอร่อยขั้นสุดจริง ๆ

ได้เวลาออกเดินทางแบบจริงจังกับการสำรวจเมืองเก่าสงขลา ที่เขามีประวัติมายาวนานกว่า 200 ปี ให้เราตามร้อยเรียงเรื่องราวผ่านสถาปัตยกรรม งานสตรีทอาร์ต บทถนนที่เชื่อมต่อกัน 3 สายคือ ถนนนครนอก อยู่ติดฝั่งทะเลสาบ ใช้เป็นพื้นที่รับส่งสินค้าจากต่างประเทศ มีโรงสี โกดังขนาดใหญ่ ถัดเข้ามาที่ถนนนครใน อยู่คั่นระหว่างถนนอีก 2 สาย โดดเด่นเรื่องอาคารบ้านเรือนทรงจีนโบราณ และบ้านตึกขาว ปัจจุบันบางอาคารถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เราได้ชม และถนนนางงาม ถนนที่ตัดขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางทำพิธีสมโภชเสาหลักเมือง รวมถึงศาลเจ้ากวนอูก็อยู่บนเส้นนี้ด้วย ถือเป็นเส้นที่รวมที่พึ่งทางใจของชาวเมืองนั่นเอง

แอเรียนี้เต็มไปด้วยของกินอร่อย ๆ มีทั้งร้านอาหารจริงจัง และสตรีทฟู้ด ที่เราลองนับ ๆ ดูก็เกิน 20 ร้านแล้ว ส่วนร้านที่เป็น The must! คือ ‘ป้ามล’ ร้านรถเข็นเล็ก ๆ ทำขนมไข่อบเตาถ่านส่งกลิ่นหอมไปทั่วอาณาเขต เป็นร้านคู่บุญอยู่มานานกว่า 30 ปี โดยขนมทุกชิ้นถูกอบสดใหม่จากเตาเสมอ แป๊บ ๆ ก็มีคนมาเหมาไปเป็นรอบ ๆ ซึ่งขนมไข่ของป้ามลมีเอกลักษณ์ตรงความกรอบนอกนุ่มใน กัดไปแล้วสัมผัสได้ถึงเนยชุ่ม ๆ ใส่มาในซองกระดาษชิคเก๋ ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์วัยรุ่น ที่มาช่วยเพิ่มกิมมิกว้าว ๆ ให้กับร้านค้าในตำนานแห่งสงขลาเมื่อช่วงโควิด ส่วนราคาขนมไม่ได้เพิ่มตามความเก๋คูลแต่อย่างใด ขายในราคา 20 บาท ต่อ 6 ชิ้นเหมือนเดิม

ความดีงามของการปั่นจักรยานเที่ยวเมืองเก่า นอกจากจะเที่ยวได้แบบสบาย ๆ แล้ว ชอบตรงไหนก็จอดรถแล้วลงไปแชะภาพได้เลย เพราะนอกจากบ้านเรือนทรงงาม เห็นวิถีชีวิตผู้คนที่ดูร่วมสมัยแล้ว ยังมีสตรีทอาร์ตเท่ ๆ อันสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของเมือง เช่น การเปิดสภากาแฟที่ร้านน้ำชาฟุเจายอดฮิต ที่อยู่ตรงสี่แยกถนนนางงามตัดกับถนนรามัญ, แมวน้อยสามตัวที่กระจายนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ใกล้ม้านั่ง มีไฟสีเหลืองสาดเป็นแฉกกว้างตัดกับผนังตึกสีขาว ปั่น ๆ อยู่ก็แอบไปจ๊ะเอ๊กับคุณลุงที่โผล่หน้าออกมาจากประตูไม้ เรียกว่าโดนเซอร์ไพรส์ไปหลายจุดเลยทีเดียว

สตูเกียดฟั่ง

ปักหมุดไปพักทานมื้อเที่ยงตอบเกือบบ่ายสองที่ร้านสตูเจ้าแรกในสงขลา ‘สตูเกียดฟั่ง(โกยาว)’ อยู่มานานกว่า 86 ปี บนถนนนางงาม ใกล้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จุดเด่นคือประตูบานพับสีเขียวหยกแสนคิ้วท์ ด้านหน้าตั้งตู้ ตั้งเตา ตั้งเข่งไม้นึ่งซาลาเปาส่งกลิ่นหอมหวนไม่หยุดหย่อน ความพิเศษของสตูร้านนี้ เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยสตอรีที่ไฟน์ไดนิ่งไหนก็สู้ไม่ได้ บอกเล่าทั้งประวัติศาสตร์ ความฉลาดของคนสมัยก่อน รสชาติยูนีคไม่เหมือนใคร ทุกอย่างผสมปนเปกันจนรู้สึกซาบซึ้ง ขอบคุณที่รุ่นหลัง ๆ ยังทำขายให้เราได้กินกันอยู่ โดยร้านจะเปิดทุกวันตั้งแต่ 7:00 – 14:00 น.

เมนูเด่นของร้านคือ ‘ข้าวสตูหมู’ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกุ๊กบนเรือฝรั่งชาวไหหลำ ‘โกลัก’ ได้ทำสตูสูตรพิเศษเน้นใช้วัตถุดิบที่หาได้ กล่าวคือเป็นสตูที่รับจากตะวันตก แต่ใช้เครื่องเทศแบบมาเลเซีย และปรุงแบบจีน เรียกว่าเป็นยุคแรกของการทำอาหารฟิวชั่น-เอเชียนเลยก็ว่าได้ เริ่มจากซุปสไตล์จีนหอมฟุ้งกลิ่นเครื่องเทศ กัดเนื้อไปจะเจอกลิ่นพะโล้รสกลมกล่อม กินคู่กับซอสเปรี้ยวเผ็ดที่เสิร์ฟเคียงมาแล้วครบรสสุด ๆ แล้วเรายังสั่งซาลาเปาหมูไข่เค็มลูกยักษ์ไส้แน่นมากินแกล้ม อีกจานเป็นหมูกรอบแบบโบราณ ที่จิ้มกับซอสรสแซ่บแล้วถึงกับหยุดไม่ได้ เป็นการเปิดโลกแห่งความอร่อยที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน สนนราคาทั้งเซ็ตอยู่ที่ 240 บาท

ห้องสมุด ยับเอี่ยน ฉ่อย

ปั่นท้าลมท้าแดดมาเรื่อย ๆ เราขอมาอิงแอบพักใจ พักร่าง พักสายตากันหน่อยที่ ‘ห้องสมุด ยับเอี่ยน ฉ่อย’ อยู่ที่ถนนนครนอก อาคารเก่าโครงสร้างไม้ผสมปูนนี้ เดิมเป็นโกดังเก็บข้าว ก่อนจะถูกพลิกโฉมให้เป็นห้องสมุดที่มีหนังสือวางเรียงกว่าพันเล่ม เพื่อให้ผู้คนในเมืองมาหย่อนใจ ปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้รักการอ่าน กระทั่งเป็นที่ถ่ายรูปเช็กอินของนักสร้างคอนเทนต์อย่างเรา โดยที่นี่เปิดให้บริการ พุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่ 09:00-17:00 น.

จิ่ว กั้ว หยวน ไอติมยิว

อีกตำนานความอร่อยประจำเมืองที่อยู่มานานกว่า 90 ปี ‘จิ่ว กั้ว หยวน ไอติมยิว’ เมนูเด็ดคือไอศกรีมวานิลลาทำเอง ราดด้วยไข่แดงสดสีส้มเงาวาววับ  และโรยหน้าด้วยผงโอวัลติน ด้วยไอศกรีมที่มีความหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ ตักกินร่วมกับไข่แดงนัว ๆ กลิ่นไข่ถูกกลบด้วยผงโอวัลตินที่ตีขึ้นจมูก มันคือรสชาติไม่เหมือนใคร ลงตัวจนเรายังงงว่าเข้ากันได้ยังไง.. มันสดชื่นจนไม่สามารถหยุดกินได้เลย แถมถ้วยใหญ่ขนาดนี้ยังขายเพียง 30 บาทเท่านั้นด้วย

หอศิลป์สงขลา

เผื่อใครยังไม่รู้.. ที่สงขลาเขามีที่เสพงานศิลป์กันแล้วนะจ๊ะ นั่นคือ ‘หอศิลป์สงขลา’ ปรับเปลี่ยนโรงงานไม้เก่า ให้กลายเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน มีผลงานศิลปะหลายรูปแบบ โดยเฉพาะงานศิลปะร่วมสมัยที่เราเลิฟมาก.. การแบ่งพื้นที่ การจัดไฟ องค์ประกอบต่าง ๆ บอกเลยว่าเทสต์ดีไม่แพ้ใคร เป็นพื้นที่เติมแรงบันดาลใจ เติมแพชั่นให้กับคนที่ชอบเดินอาร์ตแกลอย่างเราได้ดีสุด ๆ เรียกว่าเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับทริปนี้เลยก็ว่าได้ 

Hub Ho Hin (Red Rice Mill)

ก่อนวนจักรยานไปคืน เรามาจบรูทการเป็นนักปั่นกันที่ ‘Hub Ho Hin (Red Rice Mill)’ อ่านว่าหับ โห้ หิ้น เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนที่แปลว่าความสามัคคี กลมเกลียว และความเจริญรุ่งเรือง อาคารนี้มีอายุ 109 ปี เคยเป็นโรงสีที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ และทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น เป็นเจ้าที่รับสีข้าวจากเกษตรกรชาวสงขลา ผลิตและขายทั้งในพื้นที่ จังหวัดรอบข้าง จนไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันที่นี่ได้ถูกปรับปรุงซ่อมแซม ทาทับด้วยสีแดงฉาน โครงสร้างทุกอย่างถูกรักษาให้คล้ายเดิมมากที่สุด ภายในเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติของเมืองสงขลา และความเป็นไปของโรงสีแห่งนี้ เรียกว่านอกจากผูกพันกับชาวเมืองแล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้สงขลาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

หาดสะมิหลา

อีกหาดที่เราชอบสุด ๆ เพราะธรรมชาติโดยรอบยังไม่ถูกปรุงแต่ง ความสวยมีเต็มร้อย ความสงบมีเต็มพัน ทั้งเม็ดทรายอันแสนละเอียดนุ่มเท้า คลื่นอันเงียบสงบ ไม่โฉ่งฉ่างจนน่ากลัว ทอดมองไปยังผืนน้ำสีเทอร์คอยส์ยาวสุดสายตา มีโขดหินเตี้ย ๆ ให้เราหลบมุมนั่งชิล เป็นเหมือนที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง มานั่งปิกนิกกันยามเย็น ใกล้ ๆ ยังมีสวนสาธารณะให้ผู้คนได้มาวิ่ง โยคะ ได้ออกกำลังกายพร้อมรับลมทะเลด้วย

และเราก็ไม่ลืมที่จะมาแวะทักทาย ‘นางเงือก’ สัญลักษณ์ อันเกิดจากตำนานเรื่องเล่าปากต่อปากมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่เล่ากันว่า.. วันดีคืนดีจะมีนางเงือกมานั่งหวีผมบนชายหาดด้วยหวีทองคำ วันหนึ่งมีชาวประมงเดินผ่านแล้วนางเงือกก็ตกใจรีบหนีลงทะเล โดยลืมหวีทองคำไว้ ชาวประมงจึงเก็บหวีนั้นไว้และเฝ้าคอยนาง แต่ก็ไม่เคยกลับมาให้เห็นอีกเลย อีกงานที่โดดเด่นคือ ‘รูปปั้นแมวและหนู’ เป็นสัญลักษณ์ของเกาะแมว เกาะหนูที่เราเห็นอยู่ไกล ๆ โน้น.. แถมยังมีเรื่องเล่าให้เราได้อ่านและจินตนาการอย่างสนุกสนานด้วย ลองแวะมาอ่านกันดูนะ

หาดลับสงขลา

เพื่อให้สมมงนักเที่ยว เราจึงไปตามหาสปอตถ่ายรูปเด็ด ๆ มาเผื่อเพื่อน ๆ สายคอนเทนต์ สายนั่งชิลกันอีกกรุบ ที่นี่คือ ‘หาดลับสงขลา’ ที่จะไม่ลับอีกต่อไป ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับวัดเก้าเส้ง หรือวัดเก้าแสน วัดบนเนินเขาที่มีวิวทะเลสุดปัง ด้านที่ติดหาดเขาได้ทำทางเดินไม้อย่างดีให้เราเดินเที่ยวเล่น  ลัดเลาะไปตามเนินเขา-เชิงผา หามุมนั่งชมวิวตามซอกหินแบบไม่ต้องเบียดใคร เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่เหมาะกับคนตื่นเช้า แต่ถ้าอยากหาที่บรรยากาศดี ๆ มาเล่นกับน้องแมว ช่วงเย็นตรงนี้ก็เลิศไม่แพ้กัน

นอกจากถุงผ้าที่ต้องมีติดตัวประจำแล้ว อีกไอเท็มประจำกายที่ทำให้เราเที่ยวได้แบบไม่ติดขัด แถมดูเป็นมิตรต่อโลกก็คือกระบอกน้ำคู่ใจ ที่เรามักจะเติมน้ำให้เต็มอยู่ตลอด จะเดินเขา เข้าป่าก็ไม่ต้องกลัวอดอยาก แรก ๆ ไม่ชิน แต่ตอนนี้เรียกว่าขาดไม่ได้เลยล่ะ.. เป็นอีกนิสัยติดตัวที่ทำแล้วมันดีสำหรับตัวเอง และต่อโลกด้วย อยากให้ทุกคนได้ลองทำกันดูนะ 

แต้เฮียงอิ้ว

สำหรับมื้อสุดท้ายที่เราจะได้กินอิ่มในเมืองนี้ ขอจัดแบบจุก ๆ ฟิน ๆ ที่ร้าน ‘แต้เฮียงอิ้ว’ ร้านเก่าแก่ที่เปิดมานานกว่า 86 ปี ภายในอาคารพาณิชย์สองคูหา เป็นร้านเรียบ ๆ ที่ตะโกนความเป็นจีนได้อย่างน่าฉงน จัดเสิร์ฟเมนูอาหารทะเล อาหารใต้รสจัด แต่มีกลิ่นอายความจีนผสมอยู่ในบางเมนู ถือเป็นหนึ่งในลิสต์ของชาวเมือง ที่ต้องพาแขกมากินสร้างความประทับใจ เมนูที่ไม่ควรพลาดคือหมูสับต้มบ๊วย ปลากระบอกไข่ทอดกระเทียม ยำมะม่วงทรงเครื่อง และสะตอกุ้งพริกแห้ง ถ้าเปรียบกับชิ้นงานก็ขอให้อยู่ในระดับมาสเตอร์พีซ อร่อยเด็ด วัตถุดิบดีมีความสดจนรสชาติเนื้อปลา กุ้งกระแทกเข้าทุกโสต ให้ปริมาณที่พอดีคุ้มราคา สองคนหมดไปพันนิด ๆ แต่อิ่มจุกไปถึงค่ำเลย โดยร้านจะหยุดทุกวันพุธ เปิดสองเวลาคือ 11:30-14:00 และ 17:00 – 20:00 น. 

ทริปนี้เราขอบอกเลยว่าจัดมาแบบยืนหนึ่งเรื่องการเที่ยวแบบ Low Carbon จริง ๆ เนื่องจากทุกที่อยู่ใกล้กันจนเราแทบไม่ต้องใช้รถยนต์ อาจใช้เฉพาะช่วงขับข้ามอำเภอ แต่พอเข้าเมืองแล้ว มันก็มีทั้งสามล้อ รถเครื่องรับจ้าง จักรยานให้เช่า ถือเป็นอีกทริปที่เราสร้างมลภาวะน้อยมาก ลองคำนวณดูจากแอป Carbon Footprint แล้ว ถือว่าทำสถิติได้ดีเลยทีเดียว ลองไปหาโหลดกันดูนะ เชื่อว่าหลังจากนี้นี่คงเป็นอีกกิมมิกที่เรานึกถึง มันฟีลกู้ดทั้งกับตัวเอง แถมยังดีต่อธรรมชาติด้วย ไม่เชื่อก็ลองทำตามดูสิ..