รีวิวไต้หวัน :: Southern Taiwan (Kaohsiung-Tainan) Itinerary for 6 Days – Exploring Charm, Culture, and Culinary Delights 🇹🇼

กางแผนที่ไต้หวันแล้วซูมอินไปที่โซนใต้ของเกาะ จะพบกับ Kaohsiung-Tainan 2 เมืองสุดปัง ที่จะทำให้การเที่ยวไต้หวันของเราไม่จำเจอีกต่อไป …

โดยแพลนเที่ยว 6 วันชวนใจฟูครั้งนี้ ขอเริ่มต้นที่เมืองท่าสุดเก๋า “เกาสง” เราจะพาทุกคนไปดื่มด่ำความศิวิไลซ์ผ่านตึกสูงระฟ้าและสิ่งปลูกสร้างล้ำสมัย อิ่มเอมใจไปกับโกดังเก่าริมทะเลที่ชุบตัวเองใหม่จนกลายเป็นอาร์ตแกลลอรีแสนเก๋ ฟินอร่อยกับสตรีทฟู้ดสุดอลังการในยามค่ำคืน พร้อมนั่งเรือข้ามเกาะไปรับมู้ดทะเลแสนสงบแบบชิล ๆ ก่อนตีตั๋วรถไฟความเร็วสูงมุ่งสู่ ”ไถหนาน“ อดีตเมืองหลวงที่อบอวลไปด้วยร่อยรอยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความคลาสสิกสมัยเก่าที่ข้ามยุคสมัยมาผสมผสานเข้ากับความครีเอทีฟของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ทริปนี้บอกเลยว่าครบทุกมิติ กิน เที่ยว มู ควรคู่แก่การตามรอยมากที่สุด!!!!

จะบอกว่าวันนี้ที่รอคอยคงไม่เกินจริง กับเส้นทางเปิดใหม่ของ สายการบินต้นทุนต่ำที่ดีที่สุดในโลก 14 ปีซ้อนอย่าง AirAsia กับไฟลต์บินตรงสู่เกาสง หัวเมืองทางตอนใต้ของไต้หวัน ที่จะเริ่มให้บริการวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะมีเที่ยวบินให้เลือกถึง 4 วัน/สัปดาห์ ขาไปออกจากดอนเมือง (DMK) เวลา 9:40 น. ถึงเกาสง (KHH) เวลา 14:25 น. ต่อรถไฟใต้ดินเข้าเมือง เช็กอินเก็บกระเป๋าในโรงแรมได้ทันที ส่วนขากลับออกจากเกาสง (KHH) 14:55 น. ถึงดอนเมือง (DMK) 17:30 น. ช่วงเวลาดีงาม ได้พักผ่อนก่อนไปทำงานอีกวันได้อย่างเต็มที่ สำคัญกว่านั้นคืออย่าลืมจองพร้อมแพ็คสุดคุ้ม  ที่มอบให้ครบทั้งอาหาร เลือกที่นั่ง รวมถึงน้ำหนักกระเป๋าไว้ขนของหลังชอปปิงกลับไทย

ไม่ได้มีเพียงเส้นทางเท่านั้นที่ใหม่ AirAsia เขายังขยันครีเอทเมนูใหม่ ๆ มาปรนเปรอเราได้ไม่หยุดหย่อน อย่างซีซั่นนี้เขามีทั้งเมนูคาว หวาน เครื่องดื่มมาให้ฟินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Yuzu Lemon Tea ชาพรีเมียมหอมละมุนรสชาติเข้มข้น ตัดความเปรี้ยวสดชื่นด้วยยูซุและเลมอน พร้อมไข่มุกบุกคริสตัล ช่วยเติมความเฟรชตลอดการเดินทาง สายหวานต้องไม่พลาด Boba milk tea and Thai tea puddings พุดดิ้งที่มีให้เลือก 2 รส คือชาไทย ชาไต้หวัน เนื้อเนียนนุ่ม สลับกับความหนึบหนับของไข่มุกบุก ส่วนอาหารที่แนะนำให้สั่งจองล่วงหน้าเลย Mala Hotpot Noodles บะหมี่นุ่มหนึบ ที่โบกลูกชิ้น กุ้ง ผักมาแน่น ๆ เสิร์ฟมากับซอสหม่าล่าเผ็ดร้อนกำลังดี รสชาติให้กลมกล่อมถูกปากคนไทย เชื่อว่าใครได้ลองเป็นต้องติดใจ

Kaohsiung City

ก่อนจะออกเที่ยวเรามาทำความรู้จักกับ ‘เกาสง’ กันก่อน ที่นี่เป็นเมืองทางใต้ที่มีความสำคัญด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไต้หวันตั้งแต่สมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบัน เพราะนอกจากเป็นเมืองท่าแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวันอีกด้วย ถึงกระนั้นเขาก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมชาติ พื้นที่สาธารณะเป็นที่สุด เราจึงได้เห็นทั้งความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน ปรับทัศนียภาพด้วยสิ่งปลูกสร้างอันสวยงาม บวกกับอากาศที่เย็นตลอดปี ก็ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราหลงรักได้ไม่ยาก ด้านการเดินทางก็นับว่าพัฒนาได้ดีเยี่ยม ทุกจุดสำคัญ ๆ สามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟใต้ดิน รถบัส พร้อมกับรถไฟความเร็วสูงสำหรับเดินทางข้ามเมือง หรือจะใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน Uber ก็มีรถรออำนวยความสะดวกอยู่มากมายเช่นกัน 

DAY1 

001 Furu Cafe

สลัดคราบคาเฟ่ฮอปเปอร์เชื้อสายไทย สู่วัยรุ่นสายเก๋แห่งเกาสงด้วยหมุดหมายแรก ‘Furu Cafe’ ร้านกาแฟแสนเก๋ที่กำลังฮอตฮิตสุด ๆ ณ เวลานี้ ตั้งอยู่บนถนน Rende รีโนเวทห้องในอาคารเก่าให้มีความเก๋มากขึ้น ด้วยคอนเซปต์ร้านที่ต้องการให้ได้ฟีลลิงญี่ปุ่นยุคโชวะ เฟอร์นิเจอร์ภายในร้านจึงเป็นของสไตล์วินเทจ ตัดกับความเรียบเท่ของชั้นวางของ เคาน์เตอร์บาร์ ส่วนขนมก็เป็นแบบญี่ปุ่น คือหน้าตาเรียบง่าย รสชาตินุ่มละมุน ปรุงรสชาติหวานอ่อน ๆ จับคู่ได้ดีกับทั้งชา-กาแฟ ทำเอาเราหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเป็นปลิดทิ้งเลย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/2FKPDRk5BoccCKBP6?g_st=ic

002 Sanfong Temple 

หลังจากชุบชีวิตให้ฟื้นตื่นด้วยกาแฟ เราก็ตั้งหน้าลุยเข้าโหมดเที่ยวแบบจริงจังด้วยแลนด์มาร์กประจำเมืองอันยิ่งใหญ่ ‘Sanfong Temple’ ศาสเทพนาจาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี มีการย้ายที่ตั้งและสร้างขึ้นใหม่ให้สง่างามขึ้น โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมของจีนทางตอนเหนือ ที่มีงานสลักแสนวิจิตรบรรจงทั้งผนัง เสา เพดาน และภาพเทพเจ้าผู้คุ้มครองประตู ด้วยฝีมือจิตรกรชั้นครู Pan Lu-Shui ตระการตาด้วยโคมไฟสีแดงหลายร้อยดวง ที่ถูกติดตั้งคลุมไปทั่วลานกลางวัด แนะนำให้มาช่วงพลบค่ำที่ฟ้ากำลังจะมืด เมื่อเปิดไฟเต็มสตรีมจะได้ภาพสวยอลังมาก สำหรับที่นี่ส่วนมากคนจะนิยมมาขอลูก, ขอพรให้คุ้มครองลูก ให้เลี้ยงง่าย, หรือขอเรื่องธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/s4jJLKWYXioLExER6?g_st=ic

003 Liouhe Night Market

ไม่ว่าจะอยู่เมืองไหนของไต้หวัน สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการออกมาฝากท้องบนถนนสายกินยามค่ำคืน สำหรับวันแรกเรามาที่  ‘Liouhe Night Market’ ตลาดเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองมานานกว่า 70 ปี ทั้งสองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้ารถเข็นมากกว่า 130 ร้าน ทุกร้านมีทีเด็ดน่าเจี๊ยะสุด ๆ โดยเฉพาะอาหารทะเลท้องถิ่นอย่างกุ้งนึ่ง ปลาหมึกทอด หนวดปลาหมึกยักษ์ย่าง เป็นเมนูที่สมมงเมืองริมทะเลสุด ๆ และถ้าอยากหาของฝาก เสื้อผ้า เครื่องประดับน่ารัก ๆ ที่นี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นกัน

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/JZH84Lk3ncLYgN456?g_st=ic

Day 2

004 The Pier2 Art Center

จากที่เคยหลงใหลในอาร์ตแห่งไทเป วันนี้เราจะพาทุกคนมาหลงมนต์สะกดศิลปะแห่งเกาสงกันบ้าง ที่ ‘The Pier2 Art Center’ กลุ่มโกดังเก่าอายุ 50 ปี ที่ถูกจับปัดฝุ่นบูรณะให้ดูสะอาด แต่ยังคงไว้ซึ่งร่องรอยตามกาลเวลา เปลี่ยนโฉมให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะริมทะเลขนาดใหญ่ ใช้ทุกพื้นที่ระเบิดจินตนาการของเหล่าศิลปิน มีทั้งงานเพ้นต์ผนังลายกราฟฟิกหลากสไตล์ งาน installation ทั้งอินดอร์ เอาท์ดอร์ พร้อมทั้งร้านค้าร้านกาแฟของคนวัยใกล้ ๆ เรา ทำให้ทุกอย่างดูเทสต์ดีเข้ากับยุคสมัยไปซะหมด 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/PK6Ghycj7FaNCZRJ8?g_st=ic

ด้วยพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้าง มีโกดังอยู่หลายหลังให้ได้เลือกใช้สอย เขาจึงแบ่งโซนไว้ตามรูปแบบและขนาดของงานที่จะมาจัดแสดง ส่วนใหญ่จะเป็นงานนิทรรศการหมุนเวียน ทั้งแบบเข้าชมฟรี แบบเสียเงินค่าเข้า สามารถเข้าไปอัพเดทงานได้ที่เว็บไซต์ The Pier2 Art Center ส่วนกลุ่มโกดังที่เรามาเดินจะเน้นงานอาร์ตเล็ก ๆ แซมด้วยร้านค้าขายของดีไซน์ ถือเป็นสถานที่ที่ทำให้เกาสงกลายเป็นตัวพ่อด้านศิลปะไปโดยปริยาย

005 Shuang Fei Milk Tea

จากนั้นเราเดินรับไอทะเลเย็น ๆ ต่อมาประมาณ 10 นาที เพื่อมาจิบชาที่ร้าน ‘Shuang Fei Milk Tea’ เป็นร้านเก่าแก่ของชาวเกาสง หากพลาดร้านนี้ก็เหมือนพลาดการได้พบอีกบรรพบุรุษชานมแห่งไต้หวัน ความถูกต้องของชานมร้านนี้ยกให้กลิ่นชาที่หอมเป็นเอกลักษณ์ เป็นชานมที่นุ่มทุกมิติไม่มีกลิ่นนมมาแย่งซีน พร้อมรสชาติหวานอ่อน ๆ ตัวไข่มุกนุ่มหนึบหนับเหมือนเพิ่งต้มมาสด ๆ ร้อน ๆ ช่วยเสริมทัพกับชาได้อย่างดี แถมราคายังอยู่ที่ราว ๆ 50 บาทไทยเท่านั้น

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/fSCrEXynfhEZMrAA7?g_st=ic

006 Gao Xiong Po Po Shaved Ice

เติมความหวานกันแบบคลาสสิกอีกสักนิดที่ ‘Gao Xiong Po Po Shaved Ice’ ซึ่งอยู่ถัดจากร้านชานมไปไม่กี่ก้าว กับขนมที่เหมาะสมกับเมืองแห่งท้องทะเลเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือน้ำแข็งไส เริ่มเปิดขายมานานกว่า 90 ปี คู่ควรเป็นของกินช่วงเที่ยงแดดแยงหัวแบบนี้เป็นที่สุด เราชอบตรงความหลากหลายของเมนูเย็น ตั้งแต่น้ำแข็งไสสาดมาด้วยไซรัปรสหวานเจี๊ยบ, bao bing นมเกล็ดน้ำแข็งคล้ายบิงซู, น้ำผลไม้ปั่น, หวานเย็นจำพวกเผือก เต้าทึง เฉาก๊วย ฯลฯ 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/BsqWnstTfJx93eWo8?g_st=ic

ส่วนเมนูที่เราเลือกนั้นคือ Baobing เกล็ดน้ำแข็งที่ทำจากนมแสนกลมกล่อมพอกพูนมาเต็มถ้วย รสชาติหวาน ๆ เย็น ๆ ชื่นใจ โบกทับด้วยไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีสด มาช่วยตัดเลี่ยนสร้างเท็กซ์เจอร์กรุบกรอบ อีกอย่างที่พลาดไม่ได้คือมะเขือเทศหั่นชิ้น ยืนหนึ่งเรื่องความเฟรช ระดับที่กัดไปยังกรอบเนื้อแน่น จิ้มกินกับซอสหวานที่มีส่วนผสมของขิง มอบทั้งความสดชื่นและกลิ่นที่ชวนตื่น กินตัดสลับกันได้ไม่เบื่อ 

007 Kaohsiung Port Warehouse No.2 (KW2)

หลังจากที่เติมความชื่นใจตั้งแต่หัวจรดเท้าเสร็จ ได้เวลามาเดินเผาผลาญพลังงาน ปะทะลมหนาวริมทะเลกันต่อที่ ‘Kaohsiung Port Warehouse No.2 (KW2)’ โกดังสินค้าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นอาคารทรงยาวเลียบไปตามแนวฝั่ง มีความกว้างกว่า 3,000 ตารางเมตร ดัดแปลงหน้าตาให้หล่อเหลากว่าเดิม ด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มีโครงหลังคาโปร่ง ๆ เป็นจุดเช็กอินเท่ ๆ อยู่ด้านหน้า ใช้สีเทาเคร่งขรึมที่คอนทราสต์กับท้องฟ้าสีสด กลายเป็นคู่สีที่ทำให้รอบ ๆ ดูสดใสได้ทันตา ภายในมีทั้งที่พัก ร้านค้าขายของดีไซน์ ขายของฝาก คาเฟ่ ร้านอาหาร และงานอาร์ตจัดวางให้เราไปถ่ายรูปร่วมเฟรมเพียบ!

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/WEKgGj8cjdVSZ2638?g_st=ic

008 Kaohsiung Port Depot 410

ในแอเรียเดียวกันก็ยังมีอีกกลุ่มอาคารคลังสินค้าที่ทำเราใจแทบวายไปกับความน่ารัก ‘Kaohsiung Port Depot 410’ โกดัง 4 หลังที่ถูกรีโนเวทให้ดูใหม่เอี่ยม ภายในเป็นโถงโล่ง มีการจัดแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน แต่ละอาคารให้บรรยากาศต่างกัน ตอบโจทย์แต่ละไลฟ์สไตล์ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อาหารที่รวมร้านเก๋ไว้ที่เดียว, สินค้าสำหรับผู้หญิง, ร้านค้าแฟชั่น แบรนด์กีฬา, พื้นที่นิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งตอนเรามาดวงสมพงศ์กับพี่ Snoopy พอดี เลยได้เจอทั้งเหล่าคาแรกเตอร์มานั่งรอต้อนรับ พร้อมสินค้าน่ารัก ๆ มาละลายทรัพย์ในกระเป๋าไปเรียบร้อย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/nWCXLd6DYAZ3k12d6?g_st=ic

009 Great Harbor Bridge

เสียเงินชอปปิงเสร็จ เรามายืนเหม่อสงบจิตสงบใจกันสักพักที่ ‘Great Harbor Bridge’ สะพานรูปทรงสุดล้ำ เหมือนหลุดมาอยู่โลกอนาคตเพียงพริบตา ลักษณะเป็นสะพานสีขาวที่มียอดปลายแหลม ขึงเชือกกางแฉก พร้อมหลังคาทรงโค้งมนซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากหอยและปลาโลมา ที่ปังกว่านั้นเขาเป็นสะพานหมุนได้แห่งแรกของไต้หวัน และเป็นสะพานหมุนได้ที่มีความยาวที่สุดในเอเชีย ด้วยความยาวราว 110 เมตร ความกว้างตั้งแต่ 5-11 เมตร เปิดให้ผู้คนสามารถสัญจรข้ามฝั่งได้ทั้งการเดินเท้า-ปั่นจักรยาน ส่วนตัวที่ชอบมาก ๆ ขณะที่ยืนอยู่บนสะพานคงจะเป็นภาพวิวเมืองสุดแสนศิวิไลซ์ตรงหน้า ที่มีตึก Kaohsiung Music Center กับ 85 Sky Tower มาเติมเต็มให้วิวโดดเด่นดูล้ำสมัยแบบคูณสามคูณสี่เท่าไปเลย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ve6yovKqHp6g3QFy9?g_st=ic

ตลอดทั้งวันที่เราเริ่มเดินสำรวจ The Pier2 Art Center, Kaohsiung Port Warehouse No.2 (KW2), Kaohsiung Port Depot 410, Great Harbor Bridge จนพระอาทิตย์ใกล้ตก ก็ยังไม่หลุดจากแอเรียนี้เลย หากใครมีเวลา เน้นอัพเดทเทรนด์ ชมอาร์ตเก๋ ๆ แนะนำให้เผื่อเวลาไว้อย่างน้อยสักครึ่งวันนะ ยิ่งเป็นช่วงบ่ายยิ่งดีเพราะตกเย็นเธอจะเจอฟ้าเปลี่ยนสีสะท้อนน้ำ โดยมีสะพานทรงสวยเป็นองค์ประกอบหลัก รูปออกมาสวยจนแทบไม่ต้องแต่งเพิ่มเลย เป็นการจบวันที่ made my day สุด ๆ 

หากใครได้มาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันสำคัญ ๆ ที่มีงานอีเวนต์ ตรงริมทะเลนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ เหมือนร้านดี ๆ ทั่วทั้งเกาสงรวมใจกันมาออกบูทขายของที่นี่กันหมด ไม่เสียชื่อที่เป็นประเทศแห่งสตรีทฟู้ด แถมมีงานดีไซน์โลโก้ แพ็กเกจจิงแสนคิวท์ ของกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ ให้เราเดินกรี๊ดตลอดทาง เดินจนถึงค่ำตอนนี้ยังไม่เหนื่อยเลย มันเพลินตาไปหมด

Day3 

010 Kaohsiung Museum of Fine Arts

ไทเปมีอาร์ตมิวเซียม เกาสงเองก็มีมิวเซียมที่เจ๋งไม่แพ้กัน ‘Kaohsiung Museum of Fine Arts’ พิพิธภัณฑ์ด้านวิจิตรศิลป์แห่งที่ 3 ของไต้หวัน ตั้งอยู่ภายในอุทยาน Neiweipi ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งด้านวัฒนธรรม ระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ เมื่อเติมด้านศิลปะเข้าไปอีก พื้นที่นี้จึงกลายเป็นลานอเนกประสงค์ของผู้คน ให้ได้มาใช้เวลาไปกับความจรรโลงใจ เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าจะมีงานประติมากรรมวางกระจายอยู่ มาจนถึงอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สร้างเป็นแนวยาวบุด้วยอิฐแดงโดดเด่น เข้าไปเจอโถงเพดานสูงโปร่งไปด้วยแสงธรรมชาติที่ทะลุลอดผ่านรูตามเพดาน แค่เริ่มวันก็ถ่ายรูปสนุกจนเม็มแทบเต็มแล้ว

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/nm2mvi35NkYzHzN97?g_st=ic

โดยนิทรรศการส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นงานหมุนเวียน ช่วงที่เรามาก็ถือว่ามีงานแทบทุกห้องจัดแสดง นับ ๆ แล้วมีมากถึง 6 งาน ทั้งจากศิลปินเดี่ยว ที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ หนึ่งในนั้นคือ Paul Chiang ศิลปินไต้หวันวัย 80 ที่เริ่มสร้างผลงานศิลปะตั้งแต่อายุ 15 เป็นแนวอาร์ตร่วมสมัย สื่อสารอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านสีที่เข้มข้นจัดจ้าน อีกงานที่ชอบคือ SEA FLAVOURED ความทรงจำของเกลียวคลื่น สื่อแทนคำพูด ความรู้สึกของผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะโอบล้อมด้วยทะเล ซึ่งเชื่อมโยงกับเกาสง เมืองท่าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ด้วยนั่นเอง.. ทำให้เห็นว่างานที่คัดมาจัดแสดงที่นี่ได้จะต้องมีความลึกซึ้ง มีโปรไฟล์มาพอสมควร เชื่อว่าคนที่ชอบเสพอาร์ตแบบจริงจังจะต้องขลุกอยู่ที่นี่เป็นวันแน่นอน

011 Bang Coffee 

เสพศิลป์จนใจฟูแล้วก็มาปลุกร่างให้ตื่นด้วยกาแฟสักแก้วที่ร้าน ‘Bang Coffee’ คาเฟ่ที่ทำเรางง ว่านี่เกาสงหรือเกาหลี เริ่มความน่ารักตั้งแต่โลโก้หน้ายิ้ม แกล้มมากับความหวานละมุนของงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่อาคารสีครีมสบายตา จัดวางที่นั่งเอาท์ดอร์รับลม ชมวิวน่าสบายอารมณ์ ตัดด้วยหน้าต่าง ประตูทำจากไม้มาช่วยเพิ่มความโฮมมี่ ส่วนด้านในนั้นอบอวลไปด้วยความอบอุ่น เย็นตาไปกับผนัง พื้น เคาน์เตอร์สีเทาคล้ายปูนเปลือย จัดวางตู้ไว้วางเครื่องชาม ของกระจุกกระจิกขายอยู่ เข้าคู่กับโต๊ะเก้าอี้ทรงวินเทจสบายตา จนอยากนั่งมองนาน ๆ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/xVGKQXFtdCkJqmTy7?g_st=ic

เมนูของร้านจะมีทั้งของคาว หวาน และเครื่องดื่ม รูปแบบตะวันตกนิด ๆ รสชาติอะแด็ปให้เข้ากับเอเชียหน่อย ๆ เราลองสั่ง แซนด์วิชล็อบสเตอร์ ที่มีความข้นนัวไปด้วยสลัดไข่ผสมกับล็อบสเตอร์ กินไปจะมีกลิ่นทะเลโชยมาเรื่อย ๆ ข้าง ๆ กันคือโรลเค้กรสโกโก้ไส้ครีมนม รสหวานนำขมปลาย ช่วยล้างปาก ดื่มสลับกับอเมริกาโน่แล้วถือเป็นคู่บุญคู่วาสนา เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยทีเดียว

012 二雄 (bog tea shop)

ยังคงฮอปอย่างไม่ย่อท้อกับร้านที่เราตั้งใจมามากกว่าใคร ‘二雄’ บ้านไม้สีดำสูง 2 ชั้น ความโบราณของโครงสร้างขับให้ตัวร้านโดดเด่นจากตึกสมัยใหม่รอบ ๆ อย่างมาก มองเผิน ๆ จะเรียกว่าเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นย้อนยุคก็ไม่ผิด ส่วนภายในร้านนั้นมีการบุผนังให้ดูใหม่ สะอาดสะอ้าน จัดวางชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ฟอร์มต่าง ๆ ตู้ นาฬิกา กระดาน โคมไฟ ชั้นวาง เครื่องใช้โบราณสไตล์ของสะสมอยู่ทั่ว ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มมนต์ขลังสร้างรายละเอียดน่าค้นหา แถมยังถ่ายรูปออกมาได้คูลไม่ซ้ำใครด้วย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/7E7v1DCC2M86FzWk9?g_st=ic

รายการอาหารของร้านนั้นเรียกว่าหลากหลาย สวนทางกับขนาดร้านสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว พาสตา แซนด์วิช เค้ก ขนมอบ วาฟเฟิล พุดดิ้ง เครื่องดื่มนานาชนิด ตอบโจทย์ทุกความชอบ พร้อมเสิร์ฟมาในหน้าตาแสนจะโฮมเมด ส่วนเมนูที่เราเห็นปุ๊บถึงกับต้องรีบสับขามาที่นี่คือ Doraemon Set ประกอบด้วยนมบราวน์ชูการ์นุ่ม ๆ กินคู่กับโดรายากิของโปรด ที่เขาเปลี่ยนจากไส้ถั่วแดงเป็นช็อกโกแลต เข้ากับเครื่องดื่มสุด ๆ ส่วนชุด Doraemie จะเป็นนมหวาน เสิร์ฟคู่โมจินุ่มหนึบ ถือเปนการจิบชายามบ่ายที่ชวนอารมณ์ดีจริง ๆ 

013 Cijin island

หมดยามเช้าไปกับศิลปะ กาแฟแบบที่ใจหวัง ช่วงบ่ายก็มาเบิร์นพลังงานด้วยการออกเรือเที่ยวเกาะแบบฉ่ำ ๆ สักหน่อย ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือเพียง 5 นาที ก็มาถึง ‘Cijin island’ เกาะแคบ ๆ ทอดยาวไปตามชายฝั่งราว 15 กิโลเมตร ถึงแม้จะเป็นเกาะแต่บนนี้มีความเจริญเทียบเท่าตัวเมืองได้เลย เนื่องจากเป็นเกาะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี จึงเต็มไปด้วยวัดวา แหล่งที่อยู่อาศัยอันจอแจ มีทั้งตลาดอาหารทะเล อุโมงค์ พิพิธภัณฑ์ ร้านค้ามากมาย แต่ก็ยังมีมุมสงบที่เต็มไปด้วยงานศิลป์ให้เราได้ปลีกวิเวกด้วยเช่นกัน

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ZcbStLYcjXhFJhJQA?g_st=ic

ด้วยความที่เป็นเกาะขนาดเล็ก เราเลยสามารถสำรวจเกาะได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า ปั่นจักรยาน เช่าสกูตเตอร์ไฟฟ้าขับชมได้อย่างอิสระ ซึ่งเราเลือกอย่างหลังสุด เช่าไว้สัก 2 ชม. ก็สามารถเก็บแลนด์มาร์กหลัก ๆ ที่ต้องการได้ครบไม่ว่าจะเป็น Windmill Park, เปลือกหอยยักษ์ ที่ตั้งตระหง่านเคียงข้าง Shell Museum ตลอดจน Rainbow Arch ซุ้มประตูสี่เหลี่ยมสีสดใส จัดวางอยู่ริมชายหาดให้มองทะลุไปเห็นทะเลตัดกับเส้นขอบฟ้า เป็นสิ่งที่ช่วยเติมสีสันให้แก่หาดทรายแสนสงบนี้ได้เป็นอย่างดี เป็นการเที่ยวเกาะที่กู้ดไวบ์แบบตัวไม่ต้องแตะน้ำก็สดชื่นสุด ๆ ไปเลย

คืนรถปุ๊บท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนปั๊บ มื้อนี้เราตั้งใจจัดหนักกับอาหารทะเลฉ่ำ ๆ อันเป็นของขึ้นชื่อบนเกาะแห่งนี้ พิกัดอยู่บริเวณ Cijin Old Street ถนนเส้นประวัติศาสตร์ ที่เหล่าร้านอาหารจะแผ่ของทะเลวางล่อตาล่อใจเราอยู่หลายสิบร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีหน้าตาที่คล้ายกัน เราเลือกร้านตามสัญชาตญาน 旗津海產店 (Cijin Hai Chan Dian) ถือว่าแต้มบุญการเที่ยวยังเต็มหลอดอยู่ เพราะอาหารของร้านดีงามมาก ของทะเลสดระดับสิบ จานผัดนั้นหอมกลิ่นกระทะสไตล์จีน วัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมโดยเฉพาะกุ้งเผาตัวโต ที่เด้งสู้ฟันเนื้อหวานฉ่ำแบบไม่ต้องจิ้ม

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/BdvEqEoSkpPN4iYi6?g_st=ic

ก่อนกลับสู่อ้อมอกแผ่นดินหลัก เราขอแวบมาแลนด์มาร์กสำคัญอีกแห่งก่อน Kaohsiung Lighthouse ประภาคารสีขาวอายุ 141 ปี โดดเด่นด้วยความสูงราว 15.2 เมตร โดมด้านบนเป็นสีดำแสนเท่พร้อมระเบียงที่มอบวิวทะเลแบบพาโนรามาอย่างชัดเจน ข้าง ๆ กันมีอีกคาเฟ่น่าเช็กอิน horeline Coffee & Roaster ร้านในอาคารสีขาวเล็ก ๆ มีชานระเบียงแบบโอเพ่นแอร์ให้เราไปนั่งเทควิวทะเล วิวเมืองได้ชิล ๆ เน้นขายกาแฟแบบสเปเชียลตี้ พร้อมขนม ของว่างให้กินกรุบกริบ แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตก เพราะวิวตรงนี้จะจึ้งสุด

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/D8YBVAd91njsgk9F9?g_st=ic

014 Ruifeng Night Market

เวลามาเที่ยวไต้หวันเราจะรู้สึกเจริญอาหารแบบผิดหูผิดตา ยิ่งดึก ๆ จิตใจก็จะโหยหาสตรีทฟู้ดไม่หยุดหย่อน คืนนี้เราพาทุกคนมากันที่ ‘Ruifeng Night Market’ ตลาดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุด มีร้านอาหารเยอะมากที่สุดในเกาสง มองจากตาเนื้อเรียกว่ายาวสุดสายตาไปเลย จากที่เช็กมาในนี้อัดแน่นไปด้วยร้านค้ากว่า 1,000 แผง นอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารดั้งเดิมของไต้หวังตั้งแต่เต้าหู้เหม็น ผลไม้เชื่อม ไอศกรีมถั่ว ก๋วยเตี๋ยวสไตล์ไต้หวันแล้ว ยังมีสตรีทฟู้ดที่เอาใจชาวต่างชาติอย่าง บาร์บีคิว ไอศกรีมสีพาสเทล เป็นโลที่นอกจากได้คอนเทนต์สายกินแล้ว ยังได้รูปสวย ๆ ไปอีกเพียบ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/78zxZWbF5k7nf1WJA?g_st=ic

Tainan

หลังจากหลับเต็มอิ่ม เราก็สะบัดความขี้เกียจออกจากร่าง เรียกความกระปรี้กระเปร่าพร้อมเคลื่อนย้ายตัวไปสู่เมืองไถหนาน (Tainan) ด้วยการเดินทางโดยรถไฟใช้เวลาเพียง 40 นาที ( รถไฟความเร็วสูง 15 นาทีเท่านั้น ) เมืองนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ไต้หวันกลายเป็นเมืองที่มีความผสมผสานทางวัฒนธรรม เนื่องจากเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด และเคยเป็นเมืองหลวงนานกว่า 225 ปี ผ่านการถูกปกครองโดยชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้ไถหนานเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างหลายรูปแบบอายุหลายร้อยปี นับเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่หาชมยาก พร้อมกลิ่นอายความคลาสสิกที่เหมือนหยุดเวลาเอาไว้ แต่งแต้มด้วยดีไซน์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้เราได้ตกหลุมรักแบบไม่หยุดพัก

Day 4

015 早餐俱樂部 The breakfast club

เปิดโลเคชั่นแรกด้วยร้านใหม่ที่เพิ่งคลอดเมื่อปลายปีที่แล้ว 早餐俱樂部 The breakfast club เปิดโลกอาหารเช้าให้ดูคลาสสิกน่าหยิก สไตล์อเมริกันย้อนยุค ที่เปิดตั้งแต่เช้าจรดเย็น มอบความสดใสอารมณ์ดีด้วยโลโก้ร้านสไตล์ป็อปอาร์ตลายน้องหมา ร่างแบบมาจาก Bobi หมาตัวน้อยที่มานั่งรอต้อนรับเราอยู่ภายในร้าน เมนูที่เราสั่งคือ Scrambled egg with truffle croissant sandwich และ sauteed mushrooms จิบคู่กับอเมริกาโน่เย็นแก้วโปรด ถือเป็นเซตที่กินเพลิน อิ่มยาวพร้อมเดินลุยไถหนานต่อปัง ๆ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/vF5oGJEJVDdZyakS7?g_st=ic

016 Tainan Art Museum Building 1

อีกอาคารเก่าแก่ของไต้หวันที่ถูกเปลี่ยนโฉมให้เป็นอาร์ตมิวเซียม  ซึ่งจะมีอยู่ 2 อาคาร อาคารแรกคือ ‘Tainan Art Museum Building 1’ อดีตเมื่อ 90 กว่าปีก่อนที่นี่เคยเป็นกรมตำรวจ ในช่วงที่ถูกปกครองโดยญี่ปุ่น สร้างในสไตล์ Art Deco โดดเด่นด้วยอิฐแดง เป็นอาคารสถานีตำรวจญี่ปุ่นเพียงไม่กี่แห่งที่ไต้หวันยังอนุรักษ์ไว้ จึงถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญ ปัจจุบันภายในเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ตั้งใจไว้ว่าให้เป็นสถานที่รวมงานศิลปะแห่งเมืองไถหนาน ชิ้นงานบางส่วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม บางส่วนเป็นนิทรรศการหมุนเวียน มีราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ 200 NT สามารถเข้าชมได้ทั้ง 2 อาคาร

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/cCe6nKgT7y1nzq417?g_st=ic

จากที่เดินสำรวจ อาคารแรกนี้สามารถแบ่งเป็นห้องได้มากถึง 10 ห้อง ส่วนงานที่คัดมาจัดแสดงนั้นมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งภาพวาดแแบบร่วมสมัย ทั้งแบบรูปธรรม นามธรรม ร้อยเรียงบอกเล่าเรื่องราวการฟื้นฟูเมืองที่น่าติดตาม อีกห้องเป็นงานปั้นเซรามิกรูปทรงน่ารัก งานประดิษฐ์จากแก้ว ถือเป็นโลเคชั่นเปิดตัวงานศิลปะแห่งเมืองไถหนานที่ทำเราประทับใจตั้งแต่สิบนาทีแรกเลยทีเดียว 

017 Tainan Confucius Temple

เดินข้ามถนนมาอีกฝั่งเราจะเจอกับวัดสีแดงสะดุดตา ‘Tainan Confucius Temple’ เป็นต้นแบบวัดขงจื๊อที่เกิดขึ้นมากมายในไต้หวัน โดยก่อตั้งมานานกว่า 357 ปี เชื่อว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรกของเกาะ มีความวิจิตรด้านงานปั้น แกะสลัก การจัดวางองค์ประกอบที่งดงามไม่แพ้ใคร ซึ่งในทุก ๆ วันที่ 28 กันยายน เวลาตี 5 ของทุกปีจะมีงานฉลองวันเกิดของขงจื๊ออันยิ่งใหญ่ กิมมิกที่น่าสนใจคือหลังเสร็จพิธีผู้คนจะรีบไปดึง ‘ขนแห่งปัญญา’ จากวัว ซึ่งถือเป็นเครื่องรางให้เราได้มีปัญญาที่ดีตลอดปี ตามความเชื่อแล้วน้อง ๆ หนู ๆ คนไหนกำลังสอบเข้าแข่งขันก็ลองมามูกันได้ 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/kmh6VwYjecJ1Kmsw8?g_st=ic

018 Tainan Art Museum Building 2

ออกจากตัววัดเราเดินทะลุมาอีกฝั่งจะเจอกับ ‘Tainan Art Museum Building 2’ อาคาร 2 ที่ถูกออกแบบสมัยใหม่ ร่วมมือกันระหว่าง  Joe Shih Architects & Associates ของไต้หวัน และ Shigeru Ban Architects ประเทศญี่ปุ่น พื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางเมตร เป็นโครงสร้างสีขาวสบายตา ด้านบนมีหลังคาทรงห้าเหลี่ยมปกคลุม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Royal Poinciana ต้นไม้ประจำเมืองไถหนาน ที่เมื่อโตเต็มวัยจะแผ่นกิ่งก้านอย่างกว้างขวาง ด้านในนั้นแบ่งออกเป็นห้องจัดนิทรรศการ ห้องเวิร์กช็อป โรงละคร ศูนย์ศิลปะสำหรับเด็ก คาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก เอาจริง ๆ แค่เดินดูตัวอาคารก็จึ้งตาแตกแล้ว 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Ru8WPXAYeuu3oUZMA?g_st=ic

ยิ่งมาเจอความละลานตาของงานที่จัดแสดงก็ทำเราตาลายไปหมด เรียกว่ามีเยอะที่สุดในไถหนานก็ไม่ผิด ถ้าจะเดินให้ครบทุกห้องอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน เราเลยเลือกเข้าเฉพาะแนวอาร์ตที่สนใจ กับงานนิทรรศรวมดาวศิลปินไต้หวัน ผลงานศิลปะแนวร่วมสมัย โดดเด่นด้วยเทคนิคเฉพาะของแต่ละคน บอกเลยว่าคุ้มค่าตั๋วสุด ๆ เพราะบางงานไม่ใช่แค่ใช้พู่กันวาดตามจินตนาการ มันจะมีความซับซ้อนมากกว่านั้น ส่วนใครมาแล้วกลัวงงเรื่องภาษา ที่นี่เขามีป้ายภาษาอังกฤษแทบทั้งหมด เรียกว่าเสพกันได้จุก ๆ เตรียมสมองมาให้พร้อมแล้วกัน

อีกไฮไลต์ที่เราชอบมาก ๆ สำหรับตึกนี้อยู่ที่ชั้นบนสุด เป็นที่ตั้งของ 南美春室 The POOL คาเฟ่แสนชิล ที่มีวิวเมืองไถหนานเป็นอาหารตา ส่วนอาหารรองท้องก็มีกาแฟ ขนม นมเนยให้เลือกเยอะพอสมควร แน่นอนว่าหลังจากที่ใช้พลังสมองในการชมศิลปะอย่างบ้าคลั่ง เราก็ต้องจัดอเมริกาโน่ร้อน นั่งนิ่ง ๆ เรียกสติสงบจิตสงบใจกันสักแมตช์ พอได้นั่งมองรอบ ๆ จริง ๆ เรากลับชอบแสงเงาจากเพดานที่พาดทับตัวร้านมากกว่าวิวเมืองเสียอีก ดูโปร่ง แสงนวลสบายตา เหมือนอยู่ในร้านกาแฟในฝันเลย

019 Hayashi Department Store

ด้วยความที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่า ความเจริญในวันวานจึงเป็นสิ่งที่น่าค้นหา โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น ‘Hayashi Department Store’ อาคารห้าชั้นมีอายุยาวนานถึง 92 ปี ก่อนถูกทิ้งร้างหลังหมดยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ต่อมาจึงเริ่มมีการพัฒนาพื้นที่ ให้กลับมาเป็นห้างหน้าตาแสนคลาสสิกอีกครั้ง นอกจากมีร้านค้าขายของแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ จัดวางของลิมิเต็ดอิดิชันสมัยคุณปู่คุณย่าให้เราได้เชยชม อีกจุดที่ไม่ควรพลาดอยู่ที่ชั้นดาดฟ้า ที่ตั้งของศาลเจ้าทำจากหิน รูปทรงประตูโทริอิสไตล์ญี่ปุ่น มีฉากหลังเป็นวิวเมืองไถหนาน เชื่อว่าในไต้หวันมีวิวแบบนี้ที่เดียวเท่านั้น

พิกัด : Chttps://maps.app.goo.gl/ffthYTypmoFkU9BH9?g_st=ic

020 Blueprint Culture & Creative Park

ทิ้งท้ายวันนี้กับคอมมิวนิตีสุดอาร์ตของเมือง ‘Blueprint Culture & Creative Park’ จากอดีตหอพักตุลาการ สิ่งปลูกสร้างแนวยาวแสนเก่าแก่ ที่ปัจจุบันถูกฉาบทับด้วยสีน้ำเงินคมเข้ม นอกจากจะสร้างความโดดเด่นแล้ว ยังทำหน้าที่เป็น 3D blueprint ในเวลากลางคืน จากที่ดูการปรับรูปลักษณ์อาคารเก่ามาทำเป็นอาร์ตแกลลอรีในหลาย ๆ เมือง เราขอยกให้ที่นี่ปรับลุคอาคารให้มีลูกเล่นตื่นตามากที่สุด แถมรอบ ๆ ยังมีร้านค้าดีไซน์เฉพาะจากศิลปินรุ่นใหม่ เหมาะสมกับเหล่านักชอปที่ชอบสะสมของออกแบบจริง ๆ 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/pQRSgM1farTAwgmY6?g_st=ic

Day5

021 Chimei Museum

วันนี้เราขออุทิศเวลาครึ่งเช้าให้แก่ ‘Chimei Museum’ พิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ย ที่สร้างไวบ์การท่องเที่ยวเหมือนเราวาร์ปมาอยู่ยุโรป สถานที่แห่งนี้มีอายุ 32 ปี สร้างโดยมหาเศรษฐี Shi Wen – long ผู้ก่อตั้งบริษัท Chi Mei Corporation บริษัทด้านวัสดุรายใหญ่ของโลก ซึ่งรายได้ทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์ได้มอบให้กับองค์กรการกุศลของเมืองไถหนาน ความหรูหราของที่นี่ตะโกนให้เรารับรู้ได้แต่ไกล ตั้งแต่สวนอันกว้างใหญ่ที่มีประติมากรรมสไตล์ยุโรปจัดวางอยู่มากมาย จุดเด่นคือน้ำพุอะพอลโล ตรงกลางเป็นเทพอะพอลโลที่กำลังควบม้า รูปทรงน้ำพุคล้ายของพระราชวังแวร์ซายส์ ตรงสะพานที่เชื่อมสู่พิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นเทพกรีก-โรมันที่ทำจากหินอ่อน ถูกจัดเรียงเป็นคู่ ๆ ตลอดแนว ถ้าไม่บอกก็จะไม่รู้เลยว่าที่นี่คือไต้หวัน 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/xT1FTSo7zYPGwXR5A?g_st=ic

ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวอาคาร ถึงกับต้องขยี้ตาเคลียร์ความพร่ามัวให้เบิกกว้างยลความตระการตากับโถงกลาง พื้นที่กว้างเพดานสูงดูอันโอ่อ่า สว่างขาวโพลนไปด้วยแสงธรรมชาติที่ทะลุผ่านกระจกใสด้านบน ตกกระทบลงพื้นหินอ่อนขัดเงา จนสร้างแสงเงาบนงานแกะสลักรูปปั้นโรมันที่ตั้งกระจายอยู่มากมาย โดยอาคารนี้มีทั้งหมด 2 ชั้น มีงานนิทรรศการทั้งแบบ Permanent Exhibition และ Temporary Exhibition ที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เราเน้นดูเฉพาะ Permanent Exhibition ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 โซน สิ่งที่นำมาจัดวาง ล้วนแล้วแต่เป็นของสะสม นับรวมแล้วมีมากถึง 4,000 ชิ้น รวมศิลปะทุกยุค ทุกแขนงที่มาจากชาติตะวันตก ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวของเจ้าของพิพิธภัณฑ์ จัดวางให้ดูมีชีวิตชีวาตั้งแต่ห้องสัตว์ดึกดำบรรพ์ ห้องเก็บอาวุธ จำลองการประลองฝีมือรูปแบบต่าง ๆ ห้องสะสมงานศิลปะช่วงศตวรรษที่ 12-13 และไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือที่ห้องเก็บเครื่องดนตรี จัดแสดงไวโอลินที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

022 Chihkan Tower

ออกจากจุกเช็กอินแนวยุโรป สู่แลนด์มาร์กสไตล์จีนที่อยู่คู่เมืองไถหนานนานถึง 372 ปี ‘Chihkan Tower’ หนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ลักษณะเป็นหอคอยหินสูงสองชั้น ส่วนตัวแล้วเราชอบการใช้สีอันคมเข้มดูกลมกล่อม แต่หากพูดถึงประวัติ ที่นี่เคยเป็นป้อม Provintia ที่สร้างโดยชาวดัตช์ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องการปกครองเมืองโดยชาติตะวันตก ผ่านทั้งการก่อกบฏ การต่อสู้หลายยุคสมัย อีกทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่นจนเกิดความเสียหายอย่างหนัก จนมีการสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ห้อมล้อมด้วยสวน มีบ่อปลาคาร์ปว่ายวนกันอย่างสงบเสงี่ยม โดดเด่นด้วยรูปปั้นเต่า 9 ตัวที่แบกแผ่นหินไว้บนกระดอง เชื่อว่านี่เป็นหนึ่งในเก้าโอรสของราชามังกรนั่นเอง 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/AcVPLpUqVNUvFTa68?g_st=ic

023 Paripari apt.

แม้อากาศจะเย็นสบายขนาดไหนแต่แดดยามบ่ายที่นี่ก็ไม่ค่อยปรานีกันสักเท่าไหร่ เลยขอมานั่งหลบร้อนกันที่ Paripari apt. อาคาร 3 ชั้น สีเขียวหยกสุดวินเทจ ชั้น 1 เป็นร้านค้า ขายงานคราฟต์ท้องถิ่น กล้องฟิล์มรูปแบบต่าง ๆ ชั้น 2 จัดเป็นคาเฟ่ เสิร์ฟขนมเครื่องดื่มหน้าตากิ๊บเก๋ ตกแต่งให้ดูย้อนยุค แฝงความอบอุ่นด้วยการต่อเติมวัสดุไม้ ชุดเครื่องเฟอร์นิเจอร์โบราณ และชั้นบนสุดเป็นอะพาร์ตเมนต์ ที่ดูจากหน้าเว็บไซต์เขาเน้นตกแต่งแบบจีนยุค 80’s เรียกว่าคลาสสิกทุกอณูเลย ชอบมาก..

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/j8jFHRve23NZNfdX9?g_st=ic

024 富盛號 (fu sheng hao)

แล้วมาย้อนยุคกันต่อกับเมนูอาหารสุดออริจินอลที่ 富盛號 (fu sheng hao) ร้านเก่าแก่ในตำนานอายุเกือบ 80 ปี เมนูพระเอกประจำร้านคือ Rice cake ชื่อเหมือนของหวานแต่มันคืออาหารคาว มีส่วนผสมของหมูตุ๋น เนื้อหมู กุ้ง และแป้งข้าว นำไปนึ่งจนทุกอย่างสุกเข้ากัน ก่อนราดด้วยซอสรสเค็มหวานอูมามิ สามารถเติมกระเทียม พริก วาซาบิได้ตามชอบ  กินคู่กับซุปปลาที่มาช่วยตัดเลี่ยน ตัดความเข้มข้น ถือเป็นโลคอลฟู้ดที่ Must try สุด ๆ !!!

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/E2v6ScirbFWnnhtF8?g_st=ic

025 蜷尾家 甘味処 – Ninao Gelato

แล้วมาเก็บร้านโลคอลกันต่อที่ ‘蜷尾家 甘味処’ รู้จักกันในชื่อ Ninao Gelato ร้านเล็ก ๆ ที่ทำจากโครงไม้สไตล์ญี่ปุ่น ต้ังอยู่บนถนนสายวัฒนธรรม Zhengxing Street กับเมนูซอฟต์เสิร์ฟสไตล์นิปปอนแท้ ที่เคยได้รางวัล Gelato World Tour เมื่อปี 2015 โด่งดังจนเปิดสาขาอยู่ที่ญี่ปุ่น ได้คอลแลบกับแบรนด์ดังมากมาย พอเราได้ชมก็หมดข้อสงสัย เพราะรสชาติของเขานุ่มละมุน กลมกล่อมแบบสมมงไม่แพ้ซอฟต์เสิร์ฟที่ญี่ปุ่นเลย กินไปนั่งดูร้านรวงที่พร้อมใจกันตกแต่งอย่างน่ารักรอบ ๆ ไป ทำเราใจฟูไม่หยุด

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/7cHBToakKUP7Y61f8?g_st=ic

026 拾參

ส่วนอีกร้านก็อยู่ใกล้ร้านไอศกรีมเพียงเอื้อม ‘拾參’ เป็นร้านกาแฟหน้าตาคลาสสิกอีกเช่นเคย แต่ร้านนี้แตกต่างตรงเมนูเด่นของเขาคือมาการองสไตล์อีตาลี ที่เราขอยกขึ้นหิ้งว่าทำมาการองได้อร่อยสุด ๆ มีรสชาติให้เลือกมากกว่า 16 แบบ ทั้งชามะนาว เลมอน กาแฟ ชีส กุหลาบ ฯลฯ หีบห่อมีโลโก้ภาษาจีนอยู่ตรงกลาง ดูแล้วน่าหยิบมาเป็นของฝาก หากซื้อเยอะเขาก็มีจัดใส่กล่องทำแพ็กเกจจิงอย่างดีให้ด้วย 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/874XM8qyTRtJDeTn6?g_st=ic

027 泰成水果店 – Tai-Cheng Fruit Shop

แต่ถ้าอยากได้ความหวานจากธรรมชาติ เราก็มีร้านผลไม้มาให้เพื่อน ๆ เลือกเช่นกัน ที่ร้าน ‘泰成水果店’ เรียกง่าย ๆ ว่า Tai-Cheng Fruit Shop ร้านขายน้ำแข็งไส และผลไม้สดสุดป็อปที่ใครมาไถหนานจะต้องแวะเช็กอิน เมนูที่เราเห็นใคร ๆ ก็สั่งกันคือ Melon Bowl ผลเมลอนผ่าครึ่งที่โปะไอศกรีม sorbet รสองุ่นและมะม่วงก้อนเล็ก ๆ จัดทรงตั้งยอดมาอย่างน่าชัง แต่ละรสชาติเมื่อกินรวมกันแล้ว ก็ถือว่าเข้ากันอย่างน่าประหลาด ความหวานละลายมาพร้อมความกรอบกรุบของเมลอนได้อย่างลงตัว

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/6LSqNTvRX4Mc1mTy6?g_st=ic

Day6

028 老江紅茶牛奶 南台門市 (Lao Chiang Nantai) 

คืนสุดท้ายเรากลับมานอนที่เมืองเกาสง เพื่อจะได้ไม่ต้องรีบร้อนเก็บของให้วุ่นวาย ตื่นมาก็เดินมากินมื้อเช้าแบบชิล ๆ ที่ ‘老江紅茶牛奶 南台門市’ (Lao Chiang Nantai) ร้านอาหารอายุ 71 ปี ความพิเศษคือเปิดตลอด 24 ชม. จัดเสิร์ฟอาหารเช้าสไตล์ไต้หวัน พร้อมเครื่องดื่ม ของกินเล่น และขนม โดยร้านจะอยู่บริเวณหัวมุม หาไม่ยากเพราะมีป้ายอลูมิเนียมใหญ่ยักษ์โค้งครอบทั้งตัวตึก ภายในร้านจัดวางโต๊ะเก้าอี้แบบง่าย ๆ แม้จะผ่านการตกแต่งใหม่แต่ก็ยังมีกลิ่นอายความคลาสสิกมิคลาย เมนูเด็ดของร้านจะเป็นแซนด์วิช และขนมปังสอดไส้แฮม ไข่ เท็กซ์เจอร์คริสปี้ กินคู่กับชานมแล้วเพลินระดับเบรกแตกเลยทีเดียว 

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/z48H38SypHu92x8b8?g_st=ic

029 Dome of Ligh

ก่อนลากกระเป๋าไปสนามบิน ขอแวะกดชัตเตอร์กันที่แลนด์มาร์กสุดท้ายของเกาสงซะก่อน ที่นี่มีชื่อว่า ‘Dome of Light’ งานศิลปะโดมกระจกสีกลางแจ้ง ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เมตร กินพื้นที่ราว ๆ 660 ตารางเมตร ตั้งอยู่ภายใน MRT สถานี Formosa Boulevard สร้างสรรค์โดย Narcissus Quagliata ศิลปินชื่อดังชาวอิตาลี เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ แบ่งเป็น 4 ธีมคือ Water สื่อถึงการเกิด , Earth การเจริญเติบโต , Light จิตวิญญาณและความสร้างสรรค์, Fire การทำลายล้าง-ก่อเกิดใหม่ ใช้กระจกกว่า 4,500 แผ่น งดงามจนหลายคนยกให้เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยที่สุดในโลก เป็นโลเคชั่นจบทริปที่คอมพลีทสุด ๆ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/GVGLPoVJpq1tQ3DQ8?g_st=ic

ทริปนี้เรียกว่าเป็นทริปเปิดโลกไต้หวันในมุมมองใหม่ ๆ ของเราที่แท้จริง เพราะเมื่อไหร่ที่คิดถึงไต้หวันเราจะคิดถึงแต่พื้นที่ธรรมชาติ เดินเขาริมทะเล สตรีทฟู้ด เมืองไทเป แต่พอได้มาเกาสง-ไถหนานแล้ว เรารู้สึกว่าประเทศนี้มีอีกหลายอย่างให้เราได้ค้นหา วัฒนธรรมผสมผสานอันน่าสนใจ เชื่อว่าอีกไม่นานเมืองนี้จะต้องกลายเป็นที่เที่ยวท็อปฮิตของคนไทยอย่างแน่นอน