ตามหาความสโลว์ไลฟ์ที่ใฝ่ฝันช่วงสุดสัปดาห์ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความชิลริมแม่น้ำเจ้าพระยากับพิกัดสุดฮิดเด้นบนเกาะน้อยใจกลางเมือง
สองวันหนึ่งคืนกับแพลนหลวม ๆ บน ‘เกาะเกร็ด’ พื้นที่เล็ก ๆ ที่ถูกโอบกอดด้วยเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของผู้คนมากมาย เก็บงำเรื่องราวตั้งแต่สมัยโบราณ สร้างเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นไทยและมอญได้อย่างกลมกลืน ในทริปนี้เราพาทุกคนเปิดมุมมองใหม่ให้เกาะเกร็ดดูสมวัยเจนซี เผยมุมเท่ มุมปัง มุมคิวต์ที่หลายคนไม่อาจจินตนาการถึง ครบทั้งเรื่องกิน กิจกรรม และที่พัก สร้างความทรงจำใหม่ในรูปแบบเดิม ๆ ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม





ก่อนไปฮีลใจกับทริปพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งปี เราอยากชวนทุกคนมาฮีลร่างกายก่อนด้วยการเติมความสดชื่นกับ ‘นมเปรี้ยวดัชชี่ไบโอรสใหม่ สตรอว์เบอร์รีและราสพ์เบอร์รี’ ที่เอาใจไส้ขั้นสุด เพราะในขวดอัดแน่นด้วยโพรไบโอติกที่ดี 2 ชนิดมากถึง 20,000 ล้านตัว โดยมี B.Lactis ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น และ LGG ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน แถมยังเป็น Lactose Free น้ำตาลน้อย กินได้ทุกวันไม่รู้สึกผิด แค่ดื่มก็เป็นการดูแลร่างกายจากภายในสู่ภายนอกทันที


ก่อนจะเริ่มเที่ยวแบบฟิน ๆ มารู้จัก ‘เกาะเกร็ด’ กันสักนิด ที่นี่คือฮิดเด้นเจมส์ที่เรามักมองข้าม แต่พอได้ลองไปจริงคือหลงเสน่ห์แบบถอนตัวไม่ขึ้น เพราะครบทั้งชีวิตชีวาของผู้คน ธรรมชาติริมเจ้าพระยา วัฒนธรรมไทย–มอญกว่า 400 ปี และงานหัตถกรรมที่ถูกปรับให้เข้ากับยุคสมัย ถ่ายรูปทำคอนเทนต์ได้ไม่มีเอาต์ ของกินก็ปังทั้งสตรีทฟู้ดและคาเฟ่ริมน้ำ ส่วนวิธีเที่ยวก็ง่ายมาก แค่เช่าจักรยานปั่นรอบเกาะแบบชิล ๆ ได้ทั้งเห็นวิวทั้งออกกำลังกาย การเดินทางก็ไม่ยุ่งยาก จะขับรถมาจอดที่วัดบางจาก วัดสนามเหนือ หรือวัดกลางเกร็ดแล้วข้ามเรือก็ได้ หรือนั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้วต่อแท็กซี่มาท่าเรือ รอบเรือวิ่งตั้งแต่ 06:00–19:00 น. ค่าข้ามแค่ 5–10 บาทเท่านั้น

Day 1
01 Pongmas Café ปองมาศ คาเฟ่
เริ่มต้นวันหยุดสาย ๆ บนเกาะเกร็ดด้วย ‘Pongmas Café’ คาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สวนทุเรียนเดิม มองจากด้านนอกแล้วให้ฟีลเหมือนวาร์ปไปเที่ยวเหนือทันที เขานำบ้านไม้สองชั้นสไตล์ดั้งเดิมที่ยกใต้ถุนสูงไว้กันน้ำท่วม มารีโนเวตให้โมเดิร์นขึ้นด้วยจั่วหลังคาทรงสามเหลี่ยมที่เห็นได้จากทุกมุม ชั้นล่างติดกระจกรอบด้านเป็นโซนอินดอร์โปร่งสบาย ส่วนเอาต์ดอร์ก็มีระเบียงให้นั่งชิลท่ามกลางพื้นที่สีเขียวที่ช่วยกันแดด กรองลม และเพิ่มความร่มรื่นแบบเต็มสิบ ตัวบ้านใช้ไม้เนื้องามทั้งไม้สัก ไม้เต็ง และไม้แดง ให้ฟีลอบอุ่น พร้อมแทรกกลิ่นอายความเป็นเกาะเกร็ดในดีเทลอย่างเคาน์เตอร์กาแฟกระเบื้องดินเผา งานหัตถกรรมดั้งเดิมของชาวเกาะ ร้านนี้เปิดเฉพาะเสาร์–อาทิตย์นะ ใครจะมาอย่าลืมเช็กวันเปิด–ปิดจากเพจร้านก่อนด้วย







เมนูของร้านมีทั้งของคาวแบบกินเล่นอย่างเนื้อย่าง ไส้กรอก บาร์บีคิว และเฟรนช์ฟรายส์ ส่วนของหวานจะมีเค้กให้เลือก 4 แบบ เป็นสไตล์คลาสสิก ทั้งชีสเค้ก นมฮอกไกโด เรดเวลเวต และช็อกโกแลตที่เราสั่งมากินคู่กับลาเต้เย็นแบบไม่หวาน บอกเลยว่าเป็นคอมบิเนชันที่ลงตัวมาก ๆ เนื้อเค้กนุ่มเนียนมีความฟีลมูสเบา ๆ รสชาติไม่หวานจัด เข้ากับกานาชเข้มข้นกำลังดี พอจิบกาแฟคั่วกลางที่หอมเข้มนัวนม พร้อมชมบรรยากาศโลคอล ๆ ของสวนสีเขียวตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า ก็ยิ่งฟีลเฟรชสุด ๆ




02 Joan mum tuek cafe โจนมุมตึก คาเฟ่
มาต่อกันที่อีกหนึ่งคาเฟ่ที่ให้ฟีลบ้าน ๆ เท่ ดิบ และวินเทจนิด ๆ อย่าง ‘Joan mum tuek cafe’ ร้านที่กลายเป็นไอคอนิกของเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์เวลาแวะมาเกาะเกร็ดแบบไม่ต้องตั้งใจ ด้วยบรรยากาศบ้านริมน้ำที่ต้องลัดเลาะซอกซอยตามหากันหน่อย ฟีลเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนจริง ๆ พอเดินเข้ามาจะเจอกับของสะสมเก่าแน่นร้าน ทั้งโปสเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ ถังขนมปี๊บ ตุ๊กตา ของเล่น ไปจนถึงของกระจุกกระจิกอีกเพียบ มีทั้งโซนนั่งในตัวบ้านและระเบียงริมน้ำ เฟอร์นิเจอร์เก่าที่เอามามิกซ์แอนด์แมตช์ยิ่งทำให้ร้านดูเท่และมีเสน่ห์ แถมยังมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก ที่ประทับใจสุดคือพี่เจ้าของร้านที่เฟรนด์ลี่สุด ๆ เปิดฟรีสเปซให้ชิลกันเต็มที่ จะนอนเปลอ่านหนังสือ ห้อยขานั่งทำงานเบา ๆ ก็ได้ บรรยากาศคือให้ไวบ์พักผ่อนแบบอบอุ่นและสบายใจมาก ๆ




เมนูของร้านมีให้เลือกค่อนข้างละลานตา สามารถฝากท้องเป็นมื้ออาหารหรือจะจัดแค่เครื่องดื่มขนมกรุบกริบก็ได้เช่นกัน มีตั้งแต่กาแฟสด กาแฟโบราณ ชา อเมริกาโน่ผสมไซรัปต่าง ๆ น้ำโซดา ไปจนถึงนมหมีให้เราได้ย้อนวันวานกันสักหน่อย แม้หน้าตาการจัดเสิร์ฟจะดูธรรดาแต่เรื่องรสชาติ ผสมกับวิวที่พรีเซนต์ความเป็นเกาะเกร็ด เห็นเรือวิ่งไปมาบอกเลยว่ากินขาด เราสั่งเป็นอเมริกาโน่ส้ม ที่ทำออกมาได้เปรี้ยว หวาน ปลายขมพาชื่นใจ กินกับขนมปังปิ้งน้ำตาล โรยไอซิ่งคิวต์ ๆ เป็นการเติมน้ำตาลเข้าร่างพร้อมอาหารตาได้แบบฟิน ๆ แถมมีแมวเจ้าของร้านมานอนเล่นให้จกพุงด้วยนะ



03 Namwon Café น้ำวน คาเฟ่
ปิดท้ายการฮอปปิงคาเฟ่วันแรกที่ร้าน ‘Namwon Café’ ชมแดดยามบ่ายแก่ ๆ ในบ้านหลังน้อยที่เจ้าของอยู่มาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเนรมิตให้กลายเป็นคาเฟ่ริมน้ำฟอร์มน่ารัก โฮมมี่มินิมอลสบายตาด้วยสีขาวและน้ำตาล มีที่นั่งแบบโอเพ่นแอร์ให้นั่งทอดมองการไหลวนของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเพลิดเพลิน สร้างบรรยากาศชุ่มฉ่ำท่ามกลางแดดร้อนยามเข้าหน้าหนาว จุดยอดฮิตคือมุมระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปบนแม่น้ำ พร้อมแบ็กกราวนด์บ้านสีแดงประตูขาว ทำให้คอนทราสต์กับท้องฟ้าเด่นและสดใสสุด ๆ ร้านนี้เปิดเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ใครจะไปอย่าลืมเช็กวันเปิดในเพจร้านก่อนนะ



เรื่องความครบเครื่องเราให้คะแนนเต็มสิบ นอกจากบรรยากาศจะดี โฮมมี่ฮีลใจแล้ว เขายังมอบเมนูที่หลากหลาย เป็นอาหารสไตล์ตามสั่ง อาทิ ข้าวกะเพรา ไข่ข้น หมูกระเทียม สามชั้นคั่วพริกเกลือ ไปจนถึงของกินเล่น ด้านเครื่องดื่มเสิร์ฟแน่น ๆ ทั้ง กาแฟ ชาไทย มัทฉะ โฮจิฉะ นม โกโก้ ไซรัปโซดา ฯลฯ ซึ่งอเมริกาโน่ที่เราได้ถือว่าใช้ได้เลย เข้มนุ่มกำลังดี สไตล์เมล็ด Brazil Cerrado คั่วกลางค่อนเข้ม ตัดกับความเค็มจากเฟรนซ์ฟรายชิ้นหนาที่ทอดจนมีความกรอบนอกครีมมี่ในแล้วถือเป็นสแน็กยามบ่ายที่กินเพลินสุด ๆ


04 Baan GoLite Ko Kret บ้านโกไล้เกาะเกร็ด
สถานที่ที่ทำให้เราเปิดใจอยากมานอนเกาะเกร็ดในครั้งนี้ยกให้ ‘Baan GoLite Ko Kret’ โฮมสเตย์บ้านไม้ริมน้ำที่อบอวลไปด้วยความรักต่อสายน้ำ พร้อมเสิร์ฟความสงบที่เราโหยหา ด้วยความที่บ้านพักมีเพียง 4 ห้อง เราจึงได้รับความเป็นส่วนตัวแบบเต็มขั้น การตกแต่งเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ ใช้ไม้เป็นหลัก แต่ละห้องเติมกิมมิกน่ารัก ๆ จากงานศิลปะ บางห้องมีเครื่องดนตรีตกแต่ง ให้ฟีลเหมือนมานอนบ้านญาติที่เจ้าบ้านแสนใจดี พูดคุยด้วยไมตรีจิต จะมาคู่หรือมาเดี่ยวก็ไม่มีคำว่าเหงาแน่นอน





แม้โลเคชันของวันแรกจะหมดไว แต่ความชิลยังไม่จบลงเท่านั้น เราตั้งใจมาใช้เวลายามเย็นกันที่นี่ เพราะเขามีมุมส่วนกลาง จัดวางโต๊ะเก้าอี้ เปล มุมนั่งห้อยขาให้ผู้เข้าพักหามุมสงบได้ตามใจชอบ แต้มสีสันด้วยต้นไม้สร้างความผ่อนคลาย เรียกว่าใช้ช่วงเวลาเพื่ออยู่กับตัวเองได้อย่างคุ้มค่า ราคาอยู่ที่หลักพันต้น ๆ เท่านั้น แล้วถ้าใครเป็นทาสแมวรับรองว่าฟิน ใจละลายกับ 2 พนักงานต้อนรับวัยกำลังซน ที่จะมาวิ่งวุ่นให้เราพักสายตาได้อย่างมีชีวิตชีวา ฮีลทั้งใจ ฮีลทั้งร่างกายได้ทุกทางของจริง






Day 2
เริ่มเช้าวันที่สองบนเกาะเกร็ด ด้วยการนอนติดริมน้ำที่เงียบสงบจนได้ยินเสียงน้ำไหล เสียงลมพัด และเสียงธรรมชาติคอยขับกล่อมหลับอย่างเต็มอิ่ม ตื่นแล้วก็เปิดตู้เย็นหยิบตัวช่วยเพื่อมากระตุ้นลำไส้ก่อนเลย กับ ‘นมเปรี้ยวดัชชี่ไบโอ รสสตรอว์เบอร์รีและาสพ์เบอร์รี’ ที่นอกจากอัดแน่นไปด้วย โพรไบโอติกดี ๆ ถึง 2 ชนิด กว่า 20,000 ล้านตัว มี LGG มีส่วนช่วยเรื่องเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อม B.Lactis มาช่วยปรับสมดุลลำไส้แล้ว รสชาติยังอร่อย เปรี้ยว หวานลงตัวพร้อมกลิ่นเบอร์รีที่ทำให้ตาตื่น แค่เขย่าแล้วยกดื่ม เติมโพรไบโอติกดี ๆ นั่งซึมซับบรรยากาศยามเช้ารับวิตามินจากแดดยามเช้า พร้อมเทควิวริมแม่น้ำแบบเอื่อยเฉื่อย ถือเป็นการเริ่มต้นวันที่ Slowlife ตามคอนเซปต์ของทริปได้ดีจริง ๆ


บูสต์ลำไส้เสร็จ เราก็มาต่อที่การบูสต์เอเนอร์จีกับอาหารเช้าของโฮมสเตย์ ที่เจ้าของตั้งใจตื่นมาจัดสำรับเสิร์ฟน่ารักถึงหน้าห้อง มีข้าวต้มกุ้งตัวโต ความสดเต็มสิบ รสชาติกลมกล่อมเต็มร้อย ข้าง ๆ เป็นแซนด์วิชปูอัดที่เติมท้องให้อิ่มฟู ปิดท้ายด้วยผลไม้หวาน ๆ ล้างปาก บอกเลยว่าฝีมือการทำอาหารเลิศมาก ใครไม่อยากออกไปไหน ก็สั่งข้าวเที่ยงหรือข้าวเย็นกินที่นี่ได้ ไม่ผิดหวังแน่นอน หลังจากอิ่มเรียบร้อย เราก็เริ่มเก็บของ พร้อมลุยต่อในเดย์ 2 เพื่อเน้นตามล่าหากิจกรรมเวิร์กช็อปสนุก ๆ




04 เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด
เมื่อวานตื่นตัวกับคาเฟอีนที่ฉีดเข้าร่างรัว ๆ แล้ว วันนี้มาตื่นตากับงานคราฟต์สุดคลาสสิก สัมผัสความโลคอลประจำเกาะเกร็ดกันบ้างกับกิจกรรม ‘เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด’ หนึ่งในงานหัตถกรรมโบราณของชาวมอญ จุดเริ่มต้นหรือรากเหง้าของวิถีชุมชนกลางน้ำตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน มีความโดดเด่นด้านทรวดทรงคดโค้งประณีตสมมาตร ลวดลายถูกสลักอย่างอ่อนช้อยงดงามโดยนิยมทำลายเฉพาะที่คอและไหล่ของภาชนะ อีกความแตกต่างจากเครื่องปั้นทั่วไป คือการใช้เนื้อดินไม่เคลือบ เป็นการผสมระหว่างแกลบข้าวและทรายแม่น้ำ ก่อนนำไปเผาในเตาหลังเต่า (เตาประทุน) สีที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นสีส้มอ่อน แดง ไปจนถึงสีดำ โดยคนที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือร้านเครื่องปั้นดินเผาที่เรากำลังจะพาไปนี่เอง





และร้านยืนหนึ่งเรื่องงานดินเผาของเกาะเกร็ด เราขอยกให้ 2 ที่นี้เลย ‘Lungti Dinprae ร้านลุงติ ดินเปรอะปั้นดินกับลุงติ’ และ ‘Pottery shop ร้านประดิษฐวงค์ดินเผา’ เน้นความเรียล ความดิบ เหมือนได้บุกโรงงานดั้งเดิมที่ยังรับปั้นงานตามออเดอร์ทุกวัน พร้อมโซนเวิร์กช็อปให้เราได้ลงมือปั้นชิ้นงานของตัวเอง สัมผัสเนื้อดินที่ไม่เหมือนใคร ขึ้นฟอร์มตามจินตนาการหรือทำตามแบบโชว์ก็ได้ เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้สมาธิอยู่กับตัวเอง เหมือนได้ตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วขณะ หลังปั้นเสร็จสามารถฝากเผาแล้วมารับที่บ้านบวกค่าบริการนิดหน่อย รวมแล้วราคาไม่เกินสามร้อยบาท และในละแวกเดียวกันยังมีร้านดินเผาให้เลือกอีกหลายร้าน แต่ละร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใครชอบงานปั้นต้องห้ามพลาด





05 บ้านจ่ามงกุฎ ขนมไทย
แล้วถ้ามาเกาะเกร็ดแต่ไม่ได้ลิ้มลองขนมไทยก็ถือว่ายังมาไม่ถึง ซึ่งเราปั่นจักรยานตามโค้งมาที่ ’บ้านจ่ามงกุฎ ขนมไทย’ เพื่อชิมรสชาติขนมไทยสูตรโบราณของคุณยายพยอม ที่ทำขายในชุมชนก่อนที่เกาะเกร็ดจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เริ่มจากขนมมอญ ‘หันตรา’ ที่อบจากเตาถ่านเป็นตัวชูโรง ตกทอดมานานกว่า 3 รุ่น ค่อย ๆ เพิ่มเมนูขนมให้หลากหลาย แต่ยังคงเป็นขนมที่ปั้นด้วยมือชิ้นต่อชิ้นอย่างบรรจง อัดแน่นไปด้วยความละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็นการคัดขนาดของเมล็ดฟักทอง ไปจนถึงการแปะแผ่นทองคำ เติมจินตนาการหน้าตาขนมให้ดูน่าสนใจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจ่ามงกุฎ ช่อผกา กระเช้าสีดา ที่ทำตามตำรับโบราณแต่ตกแต่งให้ดูน่ารัก น่าหยิบกลับไปฝากคนที่บ้านที่สุด






05 Moonsmile studio
ร้านเจนใหม่ที่เฉิดฉายความโมเดิร์นในพื้นที่เก่าได้อย่างลงตัว ‘Moonsmile studio’ ตะโกนความอาร์ตตั้งแต่โลโก้ร้าน พระจันทร์หน้ายิ้มที่มีกลีบดอกไม้ล้อมรอบชวนอมยิ้มตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความชอบในของพระจันทร์ ดอกทานตะวัน และหน้า smiley ของพี่เจ้าของร้าน ในนี้เป็นทั้งคาเฟ่ และที่ทำเวิร์กช็อปงานศิลปะ แม้จะเป็นร้านเล็ก ๆ แต่จัดออกมาได้น่ารักมาก ปูงานผ้า แขวนงานถัก ติดงานอาร์ต ให้เราถ่ายรูปได้ทุกมุม ซึ่งเขาจะมีทั้งโซนอินดอร์ และเอาต์ดอร์ติดริมน้ำ บรรยากาศยามเย็นบอกเลยว่าฟินสุด ซึ่งเราสามารถเทคไทม์ได้สบาย ๆ ตามกิจกรรมที่เราเลือกทำ หรือจะสั่งกาแฟมานั่งชิลฟังเพลง อ่านหนังสือก็ไม่ติด โดยร้านจะเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์นะ สามารถเช็กวันหยุดได้จากเพจเหมือนกันจ้า




มาดูเวิร์กช็อปที่เขามีให้ทำกันบ้าง เริ่มตั้งแต่ระบายสีบนเฟรมผ้าใบ เพ้นท์แก้ว-เครื่องปั้นดินเผา ร้อยลูกปัดทำเครื่องประดับ พวงกุญแจ ถักเชือกเทียน มีคุณครูซึ่งก็คือเจ้าของร้านคอยให้คำแนะนำ บางช่วงมีกิจกรรมพิเศษอยู่ด้วย อย่างโฟโต้บูทงานวาดมือ หรือช่วงเทศกาลก็จะมีเมนูที่ Decorate มาสำหรับวันนั้น ๆ โดยเฉพาะ พอเจอความวาไรตี้ขนาดนี้ก็เลือกไม่ถูก เลยทำไปเลย 2 กิจกรรม ทั้งร้อยลูกปัด เพ้นท์ผ้าใบ ซึ่งถือเป็นการโฟกัสกับตัวเองได้แบบไร้ขีดจำกัด ให้ไวบ์เวิร์กช็อปแบบเจนซี บนเกาะสุดคลาสสิกที่ลงตัวขั้นสุด



06 ร้านขนมตาลคุณเอ๋เกาะเกร็ด
ร้านสีเหลืองสว่างวาบสะดุดตานี้เป็นอีกสปอตที่ไม่ควรพลาด ‘ร้านขนมตาลคุณเอ๋เกาะเกร็ด’ ขายขนมตาลที่ใช้เนื้อตาลแท้ 100% ทำสดใหม่ทั้งวัน เริ่มตีแป้งตั้งแต่ 6 โมงเช้า ส่งกลิ่นขนมตาลผสมควันเทียนคอยนำทางให้เราเดินมาถึง แล้วพบกับร้านที่มีองค์ประกอบถูกต้อง ทั้งโลโก้รูปลูกตาลที่ล้อไปกับขนมได้อย่างกลมกลืน น่ารักแบบที่ใครเดินผ่านต้องเหลียวมอง แถมรสชาติขนมยังอร่อยถูกปาก เนื้อขนมตาลนุ่มฟูสัมผัสละมุน หวานกำลังดี กลิ่นและรสของลูกตาลฟุ้งขึ้นทุกการเคี้ยว มีมะพร้าวมอบเท็กซ์เจอร์กรุบ ๆ สมมงกับที่เป็นของดีอันดับต้น ๆ ประจำเกาะที่จะต้องซื้อกินซื้อฝากนอกจากนี้ยังมีขนมกล้วย ขนมฟักทอง ขนมมันม่วงให้เราลิ้มลองอย่างม่วนจอยด้วย ส่วนวันเปิดร้านก็จะเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เหมือนกันนะ





07 ร้านณัชชา ห้องภาพที่ระลึก
ปิดจบทริปด้วยการสร้างเมมโมรีแบบคลาสสิกให้กับตัวเองที่ ‘ร้านณัชชา ห้องภาพที่ระลึก’ สตูถ่ายภาพย้อนยุค ร้านเล็ก ๆ ริมทางเดินที่เปิดหน้าร้านให้เราเห็นด้านในได้อย่างถนัดตา ไม่ว่าจะเป็นฉากโบราณที่ด้านหน้ามีเก้าอี้ไม้วางอยู่ เป็นเฟรมถ่ายภาพเหมือนสมัยคุณปู่ พร้อมกล้องอายุร้อยปีวางประดับประหนึ่งพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม พร้อมคุณลุงเจ้าของร้านที่คอยจัดแจงทุกอย่างอย่างตั้งใจ ด้วยความชื่นชอบที่เห็นผู้คนได้เก็บความทรงจำดี ๆ ไว้ในภาพถ่าย เลยมีแพสชันในการเพิ่มตัวเลือก นอกจากภาพอัดกรอบปกติแล้ว เขายังทำเป็นพวงกุญแจ แม่เหล็กติดตู้เย็น กล่องเพลง แล้วผลงานลุงโซคิวต์มากกก และนอกจากจะอัดภาพที่ถ่ายในร้านแล้ว เรายังสามารถส่งไฟล์ภาพถ่ายในมือถือไปทำได้ด้วยเช่นกัน แต่ละชิ้นส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่หลักสิบเท่านั้น โคตรจะน่ารัก เป็นของที่ระลึกติดจบทริปที่ดีต่อใจมาก





บอกตรง ๆ ว่าตั้งแต่ได้มาเจอดัชชี่ไบโอแล้วลองกินจนติดเป็นนิสัย สิ่งแรกที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือเรื่องระบบขับถ่ายที่ดีขึ้น เข้าห้องน้ำเป็นกิจวัตรไม่รบกวนระหว่างวัน พร้อมภูมิคุ้มกันที่มากขึ้น แม้จะเดินทางหนัก นอนน้อยขนาดไหนก็ไม่ป่วยง่ายเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งรสใหม่ สตรอว์เบอร์รีและและราสพ์เบอร์รียิ่งดื่มง่าย ลองครั้งแรกก็เดินไปซื้อมาตุนไว้ในตู้เย็นทันที.. แค่ตื่นมาแล้วดื่มก็ถือเป็นการดูแลตัวเองง่าย ๆ ที่คอมพลีตที่สุดแล้ว ฉะนั้นถ้าใครรักตัวเอง รักลำไส้ รักใคร ก็อยากให้ชวนดื่มดัชชี่ไบโอทุกวัน! หาซื้อได้ที่ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศได้เลยนะ


ยกให้เป็นทริปหัวใจติดปีกเวอร์ ปล่อยจอยกับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา การแพลนเที่ยว แค่จอดรถทิ้งไว้ แล้วนั่งเรือข้ามฟากมา ก็เหมือนเราได้ตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีอะไรที่รีบร้อน ไม่มีความวุ่นวายให้หงุดหงิดใจ อยากกินอะไรก็ปั่นจักรยานไปหา อยากทำงานอาร์ตแบบไหนก็มีให้เลือกทำครบ หรือใครเป็นสายชุมชนสายวัฒนธรรม ที่นี่มีหลายร้อยเรื่องราวเล่าขานให้ได้ตามล่า เป็นสุดสัปดาห์ที่เราทำตามหัวใจ ชาร์จพลังกายได้ดีที่สุดอีกครั้งไปเลย แล้วเชื่อเถอะว่าเมื่อได้มาสัมผัสเอง เพื่อน ๆ ก็จะเข้าใจมู้ดและฟีลต่าง ๆ ที่เราบรรยายไปในแต่ละพิกัดได้อย่างเข้าใจและหลงรัก



