รีวิวญี่ปุ่น :: Winter Snow Trip in Sendai : A 4-Day Journey in Yamagata & Miyagi with Thai AirAsia X 🇯🇵

หลงรักซ้ำ ๆ ซาก ๆ กับ “ญี่ปุ่น” ประเทศที่ไปกี่ทีก็ไม่มีคำว่าเบื่อ

ถ้าโจทย์ทริปต้อนรับปีใหม่ของเพื่อน ๆ คือการได้ออกไปเดินหนาว ๆ ท่ามกลางหิมะฉ่ำ ๆ ตะลุยกินของอร่อย หรือแช่ออนเซ็นฟิน ๆ สักครั้ง เราขอกล่าวคอนนิจิวะ แล้วผายมือต้อนรับเข้าสู่แพลน 4 วัน 2 จังหวัด Miyagi / Yamagata แห่งภูมิภาค “โทโฮคุ” ที่พร้อมจัดเสิร์ฟความวาไรตี้แบบครบเครื่อง ทั้งธรรมชาติ อาหารการกิน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความศิวิไลซ์ ทุกอย่างหลอมรวมกันอย่างลงตัวในบรรยากาศสงบ ๆ ที่มีหิมะโปรยปรายเพิ่มความโรแมนติกในทุกก้าวเดิน บอกเลยว่า 22 โลเคชั่นต่อจากนี้จะทำให้การบินตรงมาลงเซนไดของทุกคนคุ้มค่าทุกวันจริง ๆ

ทริปนี้เราเดินทางด้วยเที่ยวบินญี่ปุ่นใหม่ล่าสุดจาก ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สายการบินเดียวที่บินตรงเส้นทาง กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เซนได ที่เขาเสิร์ฟให้ถึง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ( ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ ) โดยขาไปจะเป็น XJ630 กรุงเทพฯ(ดอนเมือง) 02:15 น. – เซนได 10:30 น. ส่วนขากลับจะเป็น XJ631 เซนได 12:00 น. – กรุงเทพฯ(ดอนเมือง) 17:30 น. เรียกว่าเวลาดีงามทั้งไปและกลับ แถมเส้นทางนี้มาพร้อมเครื่องบินลำใหญ่ บินสะดวก ราคาเริ่ด ยิ่งกด Value Pack ตอนจองแล้วด้วย … ยิ่งแสนคุ้ม เพราะลดถึง 30% สามารถเลือกที่นั่งมุมโปรด อาหารอุ่นร้อนระหว่างทริป และได้น้ำหนักกระเป๋าจุก ๆ 20 กก. และยังได้ประกันตรงเวลาด้วย สำหรับใครที่กำลังวางแพลนตะลุยภูมิภาคโทโฮคุ บินตรงถึงเซนไดแบบไม่ต้องต่อไฟลต์ สามารถเข้าไปส่องโปรดี ๆ และจองได้ที่ airasia.com หรือแอป AirAsia MOVE

ในบรรดาสายการบินโลว์คอสต์ ความเลิศที่เราชอบมากที่สุดของ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ คือเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม เพราะถูกปากมาก แถมยังมีรายการให้เลือกเยอะและขยันออก seasonal menu อยู่ตลอด รอบนี้เราได้ลอง 2 เมนูคาวใหม่ล่าสุด เริ่มจากข้าวห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อนที่กลิ่นสมุนไพรหอมชัด เนื้อทะเลให้มาแน่น กินกับข้าวสวยร้อน ๆ คืออร่อยกำลังดี ตามด้วยบะหมี่เป็ดย่างกะเพรากรอบ เป็ดย่างหนังหอม เนื้อนุ่ม คลุกกะเพรารสจัดจ้านสไตล์ไทย ช่วยตัดเลี่ยนได้ลงตัวสุด ส่วนของหวานเราเติมหยกสดอินทนิลเนื้อเหนียวนุ่มหอมกะทิ ก่อนปิดท้ายด้วยน้ำมังคุดเลมอนเนดพีชเจลลี่รสเปรี้ยวหวานสดชื่น ดื่มแล้วเฟรชมาก สำหรับเส้นทางบินระยะไกลยังสามารถสั่งเพิ่มแบบ buy-on-board ระหว่างบินได้ตลอด ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การบินกับ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ไม่น่าเบื่อและอร่อยกว่าที่คิดทุกครั้ง

ไม่เพียงแต่เรื่องอาหารการกินนะ แอร์เอเชียเขาก็มีลูกเล่นน่ารัก ๆ มาเติมรอยยิ้มให้การเดินทางอยู่เรื่อย ๆ อย่างล่าสุดที่เราชอบมากคือแคมเปญ “Stamp Your Journey” ที่เพิ่มความสนุกเล็ก ๆ ระหว่างทริป เพียงเดินทางกับแอร์เอเชียในทุกเส้นทาง ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ก็จะได้รับการปั๊มตรา Stamp Character ลงบนบอร์ดดิ้งพาส เป็นดีเทลเล็ก ๆ ที่ทำให้การขึ้นเครื่องไม่น่าเบื่อ แถมยังกลายเป็นของที่ระลึกจากการเดินทางในแต่ละทริปไปโดยปริยาย ใครเป็นสายเก็บความทรงจำ บอกเลยว่ายิ้มตั้งแต่ยังไม่ทันขึ้นเครื่อง

Day 1 : Sendai Airport (SDJ) – Miyagi Prefecture

001 Lunch at VENEZIAN HOTELS SHIROISHI ZAO

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่เมือง Shiroishi ด้วยการพาทุกคนทำความรู้จักเมืองนี้ผ่านรสชาติ ใช่แล้ว เรากำลังจะพาทุกคนไปทานมื้อเที่ยงแรกกันที่ Japanese Restaurant ห้องอาหารภายในโรงแรม VENEZIAN HOTELS SHIROISHI ZAO ท่ามกลางบรรยากาศด้านนอกที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ แต่พอเปิดประตูเข้ามาด้านในกลับให้ฟีลอบอุ่นแบบตรงข้ามทันที แสงไฟสีส้ม เฟอร์นิเจอร์ไม้ และที่นั่งเรียงรายริมหน้าต่างคือปังตั้งแต่ก้าวแรก ส่วนเซ็ตอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟมาเป็นถาดจัดเรียงอย่างสวยงาม มีทั้งเครื่องเคียง เทมปุระ และซาชิมิสดใหม่ หน้าตาดีจึ้งแบบเห็นแล้วอยากหยิบกล้องขึ้นมาก่อนช้อน โดยในเซ็ตมีพระเอกของมื้อคือ “Shiroishi Umen” บะหมี่ร้อนเส้นบางนุ่ม ซุปรสใสกลมกล่อม ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้และมีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี เรื่องเล่าความกตัญญูของพระภิกษุที่ทำบะหมี่ไร้น้ำมันเพื่อดูแลสุขภาพบิดามารดาทำให้เมนูนี้ยิ่งจึ้งเข้าไปอีก มื้อแรกของทริปจึงไม่ใช่แค่อิ่มท้อง แต่เป็นการเริ่มต้นที่ได้ทั้งรสชาติ เรื่องราว และบรรยากาศของเมืองแบบค่อย ๆ ซึมเข้าใจไปพร้อมกัน

002 Miyagi Zao Sumikawa Snow Park

หลังจากอิ่มท้องกันเรียบร้อย ช่วงบ่ายเราก็ขยับออกจากโซนเมืองขึ้นสู่ภูเขามาที่ Miyagi Zao Sumikawa Snow Park ศูนย์กิจกรรมฤดูหนาวบนแนวเขาซาโอะฝั่งจังหวัดมิยางิ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของกิจกรรมหิมะและทัวร์ชมธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสกี สโนว์บอร์ด หรือการขึ้นเขาไปชม Snow Monster ตัวฮอตตัวดังของภูมิภาค ที่นี่ไม่ได้เป็นรีสอร์ตสำหรับพักค้างคืนแบบจริงจัง แต่จะเน้นการมาเที่ยวแบบวันเดียว มีอาคารบริการ ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ พอออกจากเมืองขึ้นมาถึงโซนนี้ บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นโลกสีขาวของภูเขา ป่าสน และหิมะหนานุ่มแบบทันที เหมาะมากสำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมช่วงบ่ายหลังเติมพลังมาเต็ม ๆ

พิกัด :: https://maps.app.goo.gl/tSjRHWNw8kA5Qdvz8

แน่นอนว่าหนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้เราตั้งใจมาที่นี่คือการนั่ง รถตีนตะขาบ (Snowcat) เพื่อขึ้นไปบนยอดเขาซาโอะฝั่งมิยางิ โดยรถจะออกเป็นรอบตามช่วงเวลาที่กำหนด ค่อย ๆ ไต่ระดับฝ่าหิมะหนานุ่มเข้าไปในป่าสนสองข้างทาง ระหว่างทางบรรยากาศเงียบสงบ มีแค่เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ตัดกับวิวต้นไม้ที่ถูกหิมะเกาะจนขาวโพลน ยิ่งรถไต่สูงขึ้น อากาศก็ยิ่งเย็นจัด วิวเริ่มเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ให้ฟีลทั้งตื่นเต้นและผ่อนคลายไปพร้อมกัน เหมือนกำลังค่อย ๆ หลุดออกจากโลกเดิมเข้าสู่ดินแดนฤดูหนาวแบบเต็มตัว

และเมื่อขึ้นมาถึงด้านบน สิ่งที่รออยู่ก็คือ Snow Monster หรือ Juhyo ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ต้นสนถูกลมแรงและหิมะพอกทับซ้ำ ๆ จนกลายเป็นรูปร่างแปลกตาคล้ายสัตว์ประหลาดสีขาว เรียงรายเต็มแนวเขา การได้ยืนอยู่ท่ามกลาง Snow Monster ของจริง ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นหนึ่งในจุดชม Snow Monster ฝั่งมิยางิที่หลายคนอยากมาให้ได้สักครั้ง ภาพตรงหน้าทั้งอลังการ เงียบสงบ และให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอีกใบ เป็นช่วงเวลาที่แค่ยืนมอง สูดอากาศเย็น ๆ แล้วปล่อยให้วิวทำงานของมัน ก็รู้สึกคุ้มกับการเดินทางขึ้นมาแล้วจริง ๆ

003 Mercure Miyagi Zao Resort&Spa

คืนแรกของทริปนี้เราพักกันที่ Mercure Miyagi Zao Resort & Spa โรงแรมขนาดใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติบนแนวเขาซาโอะ ที่ให้ฟีลพักผ่อนแบบครบจบในที่เดียว ตัวโรงแรมดีไซน์เรียบเท่สไตล์ Mercure สุด ๆ ห้องพักกว้าง นอนสบาย มีพื้นที่ให้วางกระเป๋าแบบไม่ต้องเบียด หน้าต่างบานใหญ่ช่วยดึงวิวธรรมชาติด้านนอกเข้ามาเบรกความหนาวได้ดี ไฮไลต์ที่หลายคนรวมถึงเรากรี๊ดคือโซนออนเซ็นและสปาที่เหมาะมากกับการแช่คลายเมื่อยหลังลุยหิมะมาทั้งวัน ส่วนสายกินก็ไม่ผิดหวัง เพราะช่วงเย็นมีไลฟ์บุฟเฟต์จัดเต็ม โดยเฉพาะเนื้อย่างคุณภาพดีที่ย่างกันสด ๆ หอมจนต้องต่อคิวซ้ำ อาหารหลากหลายทั้งญี่ปุ่นและนานาชาติ ตื่นเช้ามาก็ยังต่อด้วยอาหารเช้าที่เลือกได้เยอะไม่แพ้กัน เรียกว่าเป็นที่พักคืนแรกที่ทั้งสะดวก สบาย และช่วยรีเซ็ตพลังได้ดีมาก

Day 2 : Miyagi Prefecture – Yamagata Prefecture

004 Zao Fox Village

ขอเติมความน่ารักสดใสของเช้าวันนี้ ด้วยการการพาทุกคนไปทักทายน้องจิ้งจอกหน้าสวยที่ ‘Zao Fox Village’ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Zao Kitsune Mura ตั้งอยู่บนเทือกเขา Miyagi วิธีเดินทางหลักมีเพียงรถส่วนตัวและแท็กซี่เท่านั้น ช่วงที่มาถือเป็นช่วงพีคที่น้อง ๆ จะดูน่ารักน่ากอดสุด ๆ เพราะในฤดูหนาวขนของเขาจะฟูฟ่องเป็นพิเศษ มีจิ้งจอกให้ชมทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แบ่งการจัดแสดงเป็น 2 โซน จุดแรกจะแยกเป็นกรง ๆ ที่มีทั้งจิ้งจอก กระต่าย ม้า ฯลฯ มีกิจกรรมให้เราได้ป้อนนมลูกจิ้งจอก ส่วนโซนต่อมาคือไฮไลต์เด็ด สวนกว้างใหญ่ที่ห้อมล้อมไปด้วยจิ้งจอกทั้งหมด

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/DHMB671Q5FuUyGnS7

สิ่งที่เราชอบที่สุดของที่นี่ไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่คือการดูแลน้อง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ทุกตัวมีอิสระ แม้อยู่ในรั้วเหล็ก หมาจิ้งจอกกว่า 100 ตัวก็จะแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันไป ทำให้เราเพลินและไม่รู้สึกเบื่อขณะเดินชม นอกจากนี้ยังมีระเบียบเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของสัตว์และผู้มาเยือน เพราะน้องจิ้งจอกเป็นสัตว์ป่า ไม่สามารถเลี้ยงให้เชื่องได้ เราจึงห้ามแตะหรือเข้าใกล้เกินไป และห้ามให้อาหารด้วยมือเปล่า แต่มีโซนระเบียงไม้สูง ๆ ให้เราโยนอาหารให้เพลิน ๆ แนะนำว่าถ้ามาเยือนช่วงหิมะ อย่าพลาดโอกาสสัมผัสบรรยากาศน่ารักของน้อง ๆ ที่ปกคลุมไปด้วยขนฟูฟ่องเหมือนตุ๊กตาในฤดูหนาว

005 Shiroishi Castle

รู้จักเมืองนี้ผ่านการลิ้มรสไปแล้ว เราขอมาทำความรู้จักเมืองนี้ผ่านโลเคชันที่งดงามด้วยสตอรี่อย่าง ‘Shiroishi Castle’ ปราสาทสไตล์ฮิระยะมะโจที่มีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของตระกูล Katakura ผู้รับใช้ตระกูล Date มายาวนานกว่า 11 รุ่น จนถึงช่วงปฏิรูปยุคเมจิในปี 1867 ปราสาทถูกทำลายระหว่างสงครามโบชิน ก่อนจะได้รับการบูรณะใหม่ในปี 1995 ด้วยวัสดุไม้คุณภาพสูงแบบดั้งเดิม ภายในยังคงรักษาโครงสร้างแบบเอโดะเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นห้องจัดแสดง แผนผังเมือง และชุดเกราะซามูไรจำลอง รวมถึงมีโรงหนัง 3 มิติให้เราได้ชมเรื่องราวของเมืองและปราสาท สร้างมุมมองใหม่ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์แบบใกล้ชิด ส่วนใครอยากชมวิวเมืองแบบพาโนรามา ก็สามารถขึ้นไปยังดาดฟ้าของปราสาทเพื่อเห็นทั้งหมู่บ้านและวิวภูเขาสลับซับซ้อนไปจนสุดสายตา

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/HnmqnuznbmEeF8z29

รอบตัวปราสาทถูกจัดเป็นสวนสาธารณะ Masuoka Park ที่ปลูกต้นซากุระกว่า 400 ต้นหลากหลายสายพันธุ์ เช่น Somei Yoshino, Shidarezakura และ Yaezakura จึงเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระยอดนิยมของเมืองในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนช่วงที่เราไปเยือนยังคงเป็นบรรยากาศหน้าหนาว สวนจะเงียบสงบ โปร่งโล่ง ต้นไม้ผลัดใบเผยให้เห็นเส้นสายของกิ่งก้านตัดกับตัวปราสาทสีขาวแดงอย่างชัดเจน แม้จะไม่มีหิมะปกคลุมหนาเหมือนที่เคยเจอรอบก่อน แต่ความนิ่งและอากาศเย็นก็ช่วยขับให้บรรยากาศดูขรึม สงบ และมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ช่วงกลางคืนยังมีการประดับไฟ เพิ่มความอบอุ่นให้โลเคชันแห่งนี้ ที่นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติได้อย่างลงตัว และเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมของทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว

006 Cherryland Sagae

หลังจากโบกมือราชิโระอิชิ มุ่งหน้าสู่จังหวัด Yamagata ก่อนเริ่มตะลุยเที่ยวต่อช่วงบ่าย เราขอแวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Cherryland Sagae จุดพักรถชื่อดังของเมืองซากาเอะ ที่มาในคอนเซปต์เชอร์รี่แบบจัดเต็ม สมมงยามากาตะซึ่งเป็นแหล่งปลูกเชอร์รี่ระดับท็อปของญี่ปุ่น ภายในครบทั้งโซนร้านอาหาร เมนูท้องถิ่น ร้านของฝาก รวมถึงพวกงานหัตถกรรมที่หยิบเอา “เชอร์รี่ยามากาตะ” มาเป็นตัวเอก แถมยังมีบริการ Tax Free สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบเรา ๆ ด้วย ด้านหน้ามีรูปปั้นเชอร์รี่ยักษ์ตั้งเด่นเป็นซิกเนเจอร์ให้แวะถ่ายรูปเช็กอิน ก่อนกลับอย่าลืมแวะเติมของหวานที่ Cherry Cafe Chouchou กับซอฟต์ครีมเชอร์รี่รสเปรี้ยวหวานสดชื่น เหมาะกินปิดท้ายมื้อที่สุด

007 Ginzan Onsen

และแล้วก็มาถึงสปอตในฝันของใครหลายคน หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ‘Ginzan Onsen’ หมู่บ้านโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่าห้าร้อยปี เดิมทีที่นี่คือเหมืองเงิน Nobesawa Ginzan ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยเอโดะ ก่อนจะพัฒนาเป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่มีชื่อเสียง คำว่า Ginzan เองก็หมายถึง “ภูเขาเงิน” อันเป็นรากเหง้าของชุมชนแห่งนี้ ความพิเศษคือบ่อน้ำพุร้อนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุซึ่งค้นพบตั้งแต่สมัยนั้น จนถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 5 สถานที่แช่ออนเซ็นฤดูหนาวที่ทางการญี่ปุ่นแนะนำอย่างเป็นทางการ สรรพคุณของการแช่น้ำร้อนที่นี่ก็ไม่ธรรมดา ตั้งแต่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ผิวอมชมพู ดูอ่อนเยาว์ ไปจนถึงคุณสมบัติของกำมะถันที่ช่วยลดอาการผื่นคันและรอยฟกช้ำได้ ใครเป็นสายสุขภาพหรือบิวตี้รับรองว่าอินแน่นอน

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Cs8P3KHoG4Usv2cJ7

ว่าด้วยเรื่องรูปลักษณ์ของเมือง Ginzan Onsen ได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น อาคารไม้สไตล์เรียวกังที่เรียงรายสองฝั่งแม่น้ำ Ginzan สร้างขึ้นในยุคไทโช บางหลังสูงถึง 3–4 ชั้น และหลายแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม บรรยากาศของถนนหินปูและโคมไฟแก๊สที่ส่องแสงอุ่น ๆ ยิ่งขับให้เมืองดูเหมือนฉากละครย้อนยุค โดยเฉพาะยามค่ำคืนท่ามกลางหิมะโปรยปราย ที่นี่จึงสวยเกินบรรยายจนเหมือนภาพวาด แม้จะคึกคักไปด้วยผู้คน แต่กลับอบอวลด้วยความสงบอันน่าหลงใหล หากแพลนมาพักแนะนำให้จองล่วงหน้านาน ๆ เพราะหน้าหนาวคือ ไฮซีซัน โรงแรมหลายแห่งเต็มแบบข้ามปีกันเลยทีเดียว

หากเดินลัดเลาะชิล ๆ ตามเส้นทางหลักริมแม่น้ำ Ginzan ที่พาดผ่านกลางหมู่บ้านไปเรื่อย ๆ จะเจอกับอีกหนึ่งมุมสงบที่หลายคนอาจเผลอเดินผ่าน นั่นคือ Shirogane Falls น้ำตกขนาดเล็กสูงราว 22 เมตร ที่เป็นเหมือนปลายทางของการเดินเล่นในหมู่บ้าน แม้จะไม่ใช่น้ำตกขนาดใหญ่ แต่พอมาอยู่ท่ามกลางฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั้งโขดหิน ต้นไม้ และสะพานไม้รอบ ๆ กลับยิ่งดูสวยละมุนราวภาพวาดสีน้ำมัน เสียงน้ำที่ไหลไม่แรงจนเกินไปช่วยเติมบรรยากาศให้เงียบสงบและผ่อนคลาย ยิ่งช่วงเย็นถึงค่ำที่มีการเปิดไฟส่องบริเวณน้ำตก แสงไฟอุ่น ๆ จะสะท้อนกับหิมะและละอองน้ำ กลายเป็นอีกมุมโรแมนติกที่ควรค่าแก่การหยุดยืนดูนาน ๆ เราใช้เวลาตรงนี้ไปกับการถ่ายรูป เดินวนช้า ๆ สูดอากาศเย็น และปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติค่อย ๆ ซึมเข้ามา

อีกหนึ่งของกินที่ถือว่าเป็น must-try ของที่นี่ก็คือ Nogawa Tofu ร้านเต้าหู้เล็ก ๆ ที่ทำเต้าหู้สดใหม่ทุกวันโดยใช้น้ำแร่จากภูเขาแถบนี้เป็นหัวใจหลัก เต้าหู้ของที่นี่เนื้อนุ่มละมุนมาก แค่คีบเข้าปากก็แทบละลายทันที กลิ่นถั่วเหลืองหอมเบา ๆ พอราดด้วยโชยุสูตรเรียบง่ายของร้าน กลับกลายเป็นรสชาติที่ลงตัวแบบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม ความพิเศษคือความธรรมดาที่จริงใจ กินแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นของว่างประจำหมู่บ้าน เราเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนซื้อเต้าหู้แล้วไปนั่งกินชิล ๆ แถวโซนแช่เท้าฟรีของหมู่บ้าน ฟีลสโลว์ไลฟ์สุด ๆ ใครมาเยือน Ginzan Onsen แล้วไม่แวะร้านนี้ บอกเลยว่าพลาดของดีไปหนึ่งอย่างแบบน่าเสียดายเลยล่ะ

ช่วงค่ำของ Ginzan Onsen คือไฮไลต์ที่โรแมนติกจนต้องยกใจให้จริง ๆ พอแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทั้งหมู่บ้านจะค่อย ๆ เปิดไฟสีส้มอุ่นจากโคมไฟและตัวอาคารเรียวกังไม้เก่าแก่ที่เรียงรายสองฝั่งแม่น้ำ แสงไฟสะท้อนกับเกล็ดหิมะที่โปรยลงมาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในฉากหนังย้อนยุคแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ สำหรับเราแล้ว ที่นี่จะมาเดินเล่นแบบเดย์ทริปก็ฟิน หรือถ้าได้ค้างคืนในเรียวกังสักคืนยิ่งเต็มอิ่ม เพราะนอกจากจะได้แช่ออนเซ็นท่ามกลางอากาศหนาวแล้ว ยังได้ซึมซับความเงียบสงบยามค่ำคืนของหมู่บ้านอย่างเต็มที่​​

008 Tendo Onsen Takinoyu Hotel

หลังจากตะลุยเที่ยวกันมาทั้งวัน การได้มาถึง Tendo Onsen Takinoyu Hotel คือโมเมนต์ที่รู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายกำลังจะได้พักจริง ๆ แค่ก้าวเข้าเขตโรงแรม ภาพแรกที่ทำให้เราว้าวคือบรรยากาศเรียวกังแท้ ๆ ที่โอบล้อมด้วยความสงบ ตัวอาคารไม้ขนาดใหญ่ดูขรึมแต่แฝงความอบอุ่น และยิ่งในวันที่หิมะโปรยคลุมสวนและลานด้านหน้า ก็ยิ่งละมุนเหมือนฉากหนังญี่ปุ่นยุคเก่า โถงล็อบบี้โปร่งโล่ง รับแสงธรรมชาติ มีมุมให้นั่งพัก จิบชา มองวิวสวนหิมะได้เพลิน ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือคอนเซปต์ของ Takinoyu ที่ตั้งใจให้แขก “ค่อย ๆ ช้าลง” ตั้งแต่วินาทีแรก ผ่านการจัดพื้นที่ วัสดุธรรมชาติ และความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่นที่ไม่ต้องปรุงแต่ง แต่ดูดีไปหมด

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ikHvhPf6i4B8NDBe7

พอขึ้นมาที่ห้องพัก ฟีลจะเปลี่ยนเป็นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ยังคงความสงบและใส่ใจในดีเทล ห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์น โปร่ง สะอาด ใช้โทนอบอุ่น และไฮไลต์ที่เราชอบมากคือในห้องมีออนเซ็นส่วนตัวแบบกึ่งเอาต์ดอร์ เปิดรับอากาศหนาวด้านนอก ยิ่งถ้ามาช่วงหิมะตกคือฟินแบบไม่ต้องอธิบาย แช่น้ำร้อนในบ่อหิน อุณหภูมิกำลังดี ตัดกับลมเย็นด้านนอก เป็นโมเมนต์ที่ทำให้เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมออนเซ็นถึงเป็นหัวใจของการพักผ่อนแบบญี่ปุ่น และที่ Tendo Onsen เองก็ขึ้นชื่อเรื่องน้ำแร่ที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและทำให้ร่างกายเบาสบายอย่างรู้สึกได้

ช่วงค่ำของเราถูกยกให้เป็นไฮไลต์ด้วยมื้อไคเซกิที่ตั้งใจชูวัตถุดิบระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมน Yamagata & Yonezawa Beef Tasting ที่เสิร์ฟเนื้อวัวชื่อดังของจังหวัดถึงสองสายพันธุ์ในมื้อเดียว เนื้อยามากาตะให้สัมผัสนุ่มฉ่ำ ไขมันแทรกกำลังดี ส่วนเนื้อโยเนะซาวะเด่นเรื่องความหวานและเนื้อสัมผัสที่ละลายในปาก เสิร์ฟคู่ซอสโชยุกระเทียม เกลือหิน และกระเทียมทอดกรอบ ช่วยดึงรสชาติของเนื้อออกมาได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ทั้งคอร์สยังแทรกวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างโซบะบัควีต มิโสะสาเกะลีส์ อาหารทะเลสด และข้าวสายพันธุ์ Tsuyahime ของยามากาตะ ทำให้มื้อนี้ไม่ใช่แค่อิ่ม แต่เป็นการ “ชิมตัวตนของจังหวัด” ผ่านอาหารอย่างแท้จริง และจบวันได้อย่างอิ่มฟินพอดี ก่อนจะกลับไปพักผ่อน ทิ้งตัวลงนอนพร้อมความรู้สึกว่า วันนี้คืออีกหนึ่งวันที่ดีมากของทริปนี้จริง ๆ

Day 3 : Yamagata Prefecture – Miyagi Prefecture

009 Yamadera /Risshaku-ji Temple

เริ่มต้นเช้าวันใหม่เราขอพาไปเช็คอินบอกลาเมืองยามากาตะแบบผู้มีบุญ พร้อมเดินทางต่อด้วยใบหน้าอิ่มเอมและรัศมีเรืองรอง ใช่แล้ว!!! เรากำลังจะพาทุกคนไปไหว้พระที่ Yamadera Temple วัดที่ต้องใช้กำลังกายและใจอย่างสาหัส เพราะต้องเดินบันไดขึ้นเขาไปหลายพันขั้นทีเดียว ยิ่งช่วงหน้าหนาวอาจจะต้องระมัดระวัง เนื่องจากบางจุดจะมีความลื่นมาก แต่มันคุ้มค่ากับทัศนียภาพที่จะทำให้ทุกคนตาค้างไปด้วยความงดงามอันน่าตื่นตะลึงอย่างแน่นอน

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/JtcjEffnU4R8VL1d6

โดยทั่วไปที่นี่จะเรียกได้ 2 ชื่อคือ Yamadera และ Houjusan Risshaku-ji Temple มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปี สมัยการปกครองของจักรพรรดิเซวะ ที่ท่านได้ส่งพระสงฆ์ Jikaku Daishi ไปยังชายแดนของโทโฮคุ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัด เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มีนักกวีชื่อดังอย่าง มัตสึโอะ บาโช มาพรรณาถึงความสวยงาม จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของผู้คนทั่วทั้งญี่ปุ่น และทั่วโลกในเวลาต่อมา ไม่เพียงแค่ความสวยของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไวป์รอบด้านระหว่างเดินนั้นดีงามขั้นสุด ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุนับพันปี โอบล้อมเราไปตลอดทาง แม้จะมีหิมะปกคลุมแต่ก็กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก และถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นวัด แต่ก็เป็นจุดท่องเที่ยวที่วัยรุ่นชาวญี่ปุ่นเองต้องจดลิสต์เพื่อขึ้นมาสักครั้งในชีวิตเช่นกัน

และไม่ต้องกลัวว่าจะเหนื่อยจนหอบแบบหมดสนุก เพราะตลอดเส้นทาง เขามีจุดพักให้เราได้หายใจหายคอ พร้อมความงดงามของโบราณสถานเก่าแก่ให้เราหยุดดู อาทิ ประตูไม้ อาคาร ศาลเจ้า หินขนาดมหึมามากมาย โดยรวมแล้วเราใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง จนมาถึงจุดไคลแมกซ์ ‘Godaido Hall’ บริเวณริมผาที่มีหินก้อนใหญ่ พร้อมศาลาสีแดงฉานตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของวัดนี้ เป็นวิวพาโนราม่าเห็นหุบเขาขาวสะอาด สลับทับซ้อนไปไกลสุดตา พร้อมหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลาง ยามฤดูหนาวเราจะเห็นไอร้อนจากบ้าน การเคลื่อนตัวของรถยนต์ได้อย่างชัดเจน มองไปมองมาแล้วเหมือนเมืองตุ๊กตาในฝันเลย

สิ่งที่ทำให้เราเพลิดเพลินกับการเที่ยววัดญี่ปุ่นได้ไม่เคยเบื่อคือ เครื่องรางของขลังประจำวัด แต่ละที่จะมีความเด่นแตกต่างกันไป บ้างเรื่องเรียน บ้างเรื่องความรัก สุขภาพ การงาน แม้กระทั่งการคลอดลูก สำหรับที่นี่จะเป็นการขอพรด้านการเงิน ที่หลวงพ่อโฮเตะ นั่นก็คือพระสังกัจจายของบ้านเรานั่นเอง และเครื่องรางขึ้นชื่อคือ Kokeshi ตุ๊กตาไม้โบราณ ที่เชื่อว่าช่วยปกป้องบ้านจากไฟไหม้ ขับไล่ภูตผี และบันดาลให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ แม้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความต้องการของเรา แต่ทางนี้ว่าน่ารักน่าชัง มันต้องมีติดตัวแล้วสักหนึ่ง!

010 Matsushima

อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวริมทะเลชื่อดังของจังหวัดมิยางิ Matsushima พิกัดที่ทิวทัศน์สวยจนถูกจัดให้เป็น 1 ใน 3 อ่าวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น (Nihon Sankei) มาอย่างยาวนาน ความโดดเด่นของอ่าวมัตสึชิมะคือการมีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจายตัวอยู่มากกว่า 260 เกาะ มองออกไปจะเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ตัดกับหมู่เกาะที่เรียงสลับกันไปตามขนาดและรูปทรงอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นภาพที่ดูเพลินตาไม่รู้เบื่อ รอบ ๆ อ่าวยังรายล้อมไปด้วยวัดและศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์ในยุคตระกูลดาเตะ ให้แวะเดินชมและซึมซับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ส่วนเรื่องกินบอกเลยว่าห้ามพลาดอาหารทะเล โดยเฉพาะ หอยนางรมสด ๆ ที่สดจนแทบไม่ทันโดนอากาศก็เข้าปากเราไปแล้ว ฟินแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม การเดินทางก็ง่ายสุด ๆ ถ้าไม่ได้ขับรถมาเองแบบเรา สามารถนั่งรถไฟจากเซนไดมาได้ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ลงที่ Matsushima Station หรือ Matsushima-Kaigan Station แล้วเริ่มเดินเที่ยวได้ทันที

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/BbGit7QEdUptv1qE6

ก่อนจะเร่ิมเดินเล่นชมอ่าว เราขอแวะเติมพลังด้วยมื้อเที่ยงที่ Restaurant Matsushima Romantei (松島浪漫亭) ร้านอาหารท้องถิ่นบรรยากาศเรียบง่ายแต่ดูดี สไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่ชูวัตถุดิบให้เป็นพระเอก เซ็ตที่เราเลือกเป็นชุดอาหารญี่ปุ่นซึ่งจัดมาแบบครบถ้วน ไฮไลต์อยู่ที่ เทมปุระหอยนางรม ชิ้นโต ทอดมากรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน และ หม้อไฟหอยนางรม น้ำซุปใสหวานละมุน กลิ่นทะเลชัดเจนแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม ซดเพลินจนหมดหม้อโดยไม่รู้ตัว หอยนางรมจากมัตสึชิมะถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับท็อปของญี่ปุ่น ด้วยสภาพอ่าวที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เนื้อหอยแน่น หวาน และสะอาด จนมักติดอันดับแหล่งหอยนางรมคุณภาพของประเทศอยู่เสมอ ตัวร้านตกแต่งเรียบสงบ ไม่หวือหวา แต่ให้บรรยากาศสบาย ๆ เหมาะกับการนั่งกินข้าวแบบเริ่ด ๆ

ใกล้กันคือ ตลาดปลามัตสึชิมะ (Matsushima Sakana Ichiba) แหล่งรวมของกินและของฝากจากทะเลที่เดินสนุกไม่แพ้ตัวอ่าว ที่นี่สามารถเลือกซื้ออาหารทะเลได้ทั้งแบบสด แบบแปรรูป และของฝากท้องถิ่น โดยเฉพาะหอยนางรมที่เป็นพระเอกของเมือง รวมถึงอะนะโกะหรือปลาไหลทะเล และสาหร่ายโนริจากอ่าวมัตสึชิมะ ทางตลาดจัดโซนที่นั่งไว้ให้เรียบร้อย ใครอยากซื้อของมากินแชร์กันก็ทำได้สบาย ๆ เดินไปเดินมายังจะเจอมุมของฝากน่ารัก ๆ ที่มีมาสคอตประจำตลาดอย่าง “Kaki Taro (かき太郎)” ตัวละครธีมหอยนางรม ซึ่งถูกนำมาออกแบบเป็นพวงกุญแจและของที่ระลึกต่าง ๆ เพิ่มลูกเล่นเล็ก ๆ ให้บรรยากาศตลาดดูเป็นกันเองและมีความโลคอลแบบมัตสึชิมะสุด ๆ

อีกหนึ่งจุดไฮไลต์ของอ่าวมัตสึชิมะคือ Godaido Temple (五大堂) วัดเล็ก ๆ บนเกาะที่ยื่นออกไปกลางอ่าว เป็นมุมชมวิวพาโนรามาที่เห็นทั้งทะเลและหมู่เกาะแบบเต็มตา วัดแห่งนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 807 ส่วนอาคารที่เห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะใหม่ในปี 1604 โดย Date Masamune ในสไตล์โมโมยามะ ภายในประดิษฐาน พระโกะไดเมียวโอทั้ง 5 องค์ ซึ่งผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรเรื่องโชคลาภ การเดินทางปลอดภัย และความเป็นสิริมงคล โดยปกติองค์พระจะไม่เปิดให้ชม และจะนำออกมาแสดงเพียงทุก ๆ 33 ปี เท่านั้น ปีล่าสุดที่เปิดคือ 2006 เพราะฉะนั้นเขาจะเปิดให้ชมอีกครั้งในปี 2039 นับวันรอได้เลยฮะ

และกิจกรรมที่เรารอคอยก็มาถึง เอาไว้ทิ้งท้ายวันแบบสวย ๆ ด้วยการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินของเกาะมัตสึชิมะ ซึ่งเราเลือกขึ้นเรือรอบสุดท้ายคือประมาณบ่ายสามโมง เส้นทางการล่อง มีสองแบบคือ ขึ้นเรือจากอ่าวมัตสึชิมะวนรอบอ่าวดูเกาะต่าง ๆ และขึ้นเรือที่เกาะมัตซึชิมะ ล่องตามโค้งของอ่าวไปจอดแวะเที่ยวเมืองท่าที่ท่าเรือ Hon-Shiogama ซึ่งเราเลือกอย่างแรกใช้เวลาล่องประมาณ 50 นาที ราคา 1,500 เยน คงเพราะเริ่มใกล้ฤดูหนาวแล้ว ทำให้พระอาทิตย์ตกไวกว่าปกติ เราเลยเจอแสงสีทองสะท้อนลงเกาะต่าง ๆ อย่างสวยงามดั่งที่เห็นนี่แหละ บนเรือมีทั้งโซน out-door และ in-door ถ้าใครขี้หนาว ข้างในเขามีฮีตเตอร์อุ่น ๆ ให้ และจัดที่นั่งหลาย ๆ แบบให้เราเลือกตามชอบ สะอาดสะอ้าน ห้องน้ำครบ เรียกว่าเป็นเรือสำหรับนำเที่ยวจริง ๆ

011 Umami Tasuke Gyutan

อิ่มเอมกับภาพธรรมชาติของทริปนี้มาครบทุกอารมณ์แล้ว ค่ำคืนนี้ก็ได้เวลาขยับจังหวะเข้าสู่โหมดเมือง ย้ายตัวเองกลับมาเสพแสงไฟและชีวิตยามค่ำของเซนได ก่อนจะปิดวันอย่างสมบูรณ์แบบด้วยมื้อเย็นในตำนานที่ Umami Tasuke Gyutan ร้านลิ้นวัวย่างชื่อดังบรรยากาศญี่ปุ่นแท้ ๆ ตัวร้านเป็นร้านเล็ก ๆ มีที่นั่งไม่กี่โต๊ะและเคาน์เตอร์บาร์ล้อมรอบเตาย่าง เปิดโอกาสให้เราได้นั่งมองพ่อครัวย่างลิ้นวัวอย่างบรรจง เห็นชัดทุกขั้นตอนตั้งแต่ผิวที่เกรียมนิด ๆ ไปจนถึงเนื้อด้านในที่ยังคงความฉ่ำ เซ็ตลิ้นวัวย่างที่เราสั่งมาเสิร์ฟในสไตล์ออริจินอลคู่กับข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ ผักดอง และซุปเนื้อสูตรเฉพาะของทางร้าน เมื่อกัดลงไปจะได้สัมผัสเนื้อที่นุ่ม กรุบ ฉ่ำ และหวานตามธรรมชาติ กินคู่กับซุปเนื้อรสกลมกล่อมยิ่งช่วยดึงรสชาติออกมาได้อย่างลงตัว เป็นมื้อที่เหมาะมากกับการเปิดบทใหม่ของเมืองใหญ่ศูนย์กลางภูมิภาคโทโอคุอย่างเซนได

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/KwFLLi8y7xU2QW469

012 SENDAI Bright-Nights STORY

ความจึ้งของเซนไดในฤดูหนาวยังไม่หมดแค่นั้น เพราะถ้ามาในช่วง 19 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ เมืองจะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟสุดอลังการภายใต้งาน SENDAI Bright-Nights STORY อีเวนต์ไฟประดับบทใหม่ที่ต่อยอดมาจากเทศกาลระดับตำนานอย่าง SENDAI Pageant of Starlight ภายในงานแบ่งออกเป็น 4 โซน 4 บรรยากาศ ครอบคลุมพื้นที่ถนน Jozenji-dori และสวน Kotodai Park โดยไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ “Wall of Light” กำแพงแสงยาวกว่า 150 เมตร สูงราว 5 เมตร ประดับด้วยไฟกว่า 16,000 ดวง ที่สามารถไล่เฉดสีและเคลื่อนไหวราวกับคลื่นแสง ทำให้การเดินเล่นยามค่ำคืนของเซนไดดูมีชีวิตชีวาและโรแมนติกขึ้นแบบเห็นได้ชัด งานนี้เปิดไฟตั้งแต่ช่วงเย็น เข้าชมฟรี เดินง่าย ถ่ายรูปสนุก และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ฤดูหนาวของเซนไดน่าเดินเล่นกว่าที่คิด

Day 4 : Miyagi Prefecture

013 Sendai Asaichi Morning Market

ยอมตื่นเช้ากันสักหน่อย แล้วออกมาเก็บบรรยากาศโลคอลแท้ ๆ ที่ Sendai Asaichi Morning Market ตลาดเช้าชื่อดังใจกลางเมืองซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ครัวของเซนได” ตัวตลาดเป็นถนนเส้นสั้น ๆ แต่คึกคักมาก อัดแน่นด้วยร้านค้าและแผงขายของกว่า 70 ร้าน ตั้งแต่ของสดจากทะเล ผักผลไม้ตามฤดูกาล อาหารทะเลแปรรูป ไปจนถึงอาหารปรุงสำเร็จและสตรีทฟู้ด เดิมทีตลาดแห่งนี้เริ่มต้นแบบ open-air หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะพัฒนาเป็นตลาดอย่างเป็นทางการในปี 1948 แถมยังคงรักษาเสน่ห์ความเป็นกันเองไว้จนถึงปัจจุบัน เดินเพลิน ๆ จะได้กลิ่นหอมลอยมาเป็นระยะ โดยเฉพาะ หอยนางรมย่างของร้าน SENDAI Oyster Market (仙台牡蠣市場) บริเวณทางเข้าตลาด ตัวหอยสด เนื้อแน่น ย่างร้อน ๆ กินตอนเช้านี่บอกเลยว่าฟินเว่อร์ เป็นพิกัดการเริ่มต้นวันใหม่ในเซนไดที่ทั้งเรียบง่าย โลคอล และอร่อยสุด ๆ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/73aDiNsbg8mBLNHi6

014 Saito Croquettes

หากเดินเรื่อย ๆ มาตรงกลางตลาด จะเจออีกร้านเด่นประจำ Sendai Asaichi ที่อยากบอกต่ออย่าง Saito Croquettes ร้านทอดเล็ก ๆ ที่สังเกตไม่ยาก เพราะจะมีทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวยืนต่อคิวยาวเป็นหางว่าวตลอดเวลา ร้านนี้ขายของทอดหลากหลายเมนู โดยเมนูที่เราลองและถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านคือ มันบดชุบแป้งทอด (Croquette) แป้งเกล็ดขนมปังกรอบกำลังดี ไม่บาดปาก ไม่อมน้ำมัน และไม่มีกลิ่นหืน ยิ่งได้กินตอนทอดเสร็จใหม่ ๆ คืออร่อยแบบหยุดไม่ได้ ไส้ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งเนื้อ แฮม ชีส กุ้ง ไปจนถึงไส้ ซุนดะ (ถั่วแระบด) สมกับเป็นเมืองที่รักถั่วแระจริง ๆ ราคาก็น่ารักมาก เริ่มตั้งแต่ประมาณ 70 – 250 เยน เป็นของกินเล่นระหว่างเดินตลาดที่ควรค่าแก่การต่อคิวจริง ๆ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/arjxTCtpDQsyUeuc6

015 Louver

ท่ามกลางความคึกคักและกลิ่นอายโลคอลของย่านตลาดเช้า จะมีคาเฟ่สมัยใหม่อย่าง Louver ซ่อนตัวอยู่อย่างกลมกลืน เป็นพื้นที่พักจังหวะที่ตัดกับบรรยากาศตลาดได้อย่างลงตัว ตัวร้านออกแบบภายใต้แนวคิดของการเป็น “ช่องว่างให้เมืองได้หายใจ” ใช้สถาปัตยกรรมและแสงธรรมชาติช่วยเชื่อมโยงชีวิตประจำวันของผู้คนกับช่วงเวลาการดื่มกาแฟ ร้านมาในโทนสีเขียวเข้ม–เอิร์ธโทน ผสานงานไม้และปูนเปลือย ให้ฟีลมินิมอลเท่ ๆ แต่ยังอบอุ่น สบายตา ภายในโปร่งโล่งด้วยกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติและเผยให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนด้านนอก นั่งจิบกาแฟไป มองตลาดเช้าค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปก็เพลินไม่เบา กาแฟของที่นี่ทำออกมาได้ดีจริง รสชาตินุ่ม ละมุน เหมาะกับการแวะพักหลังเดินตลาด หรือใช้เป็นจุดเริ่มต้นเช้าแบบชิล ๆ ในเซนไดก่อนออกตะลุยพิกัดต่อ ๆ ไปอย่างมีพลัง

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/1rh5fnCh7f6hCWU16

016 BABEL858

เจนวายเจนซีสายเบเกอรี่ต้องจดกับ BABEL858 ร้านเบเกอรี่โฮมเมดบรรยากาศอบอุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคารหินฟีลยุโรปสุดคลาสสิก ตัวร้านโดดเด่นด้วยแนวคิดการทำขนมอย่างพิถีพิถันในแบบ small batch เน้นคุณภาพของวัตถุดิบและความสดใหม่ในแต่ละวัน ขนมทุกชิ้นหน้าตาดีจนเลือกยาก ตั้งแต่คานาเล่ที่อบออกมาได้ผิวนอกกรอบหอม เนื้อในชุ่มหนึบ เดนิชผลไม้ตามฤดูกาล ไปจนถึงเบเกอรี่ฟีลของคาวที่รสชาติดีไม่แพ้หน้าตา ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนเอิร์ธ งานไม้ และของวินเทจเล็ก ๆ ให้ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปในร้านแถบยุโรป นั่งกินที่ร้านก็ได้ หรือซื้อกลับก็เริ่ด บอกเลยว่าที่เราเลือก ๆ มาลองอร่อยทุกอย่างจริง ไม่ได้อวย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/z7thp4hyiHtYFTSDA

017 Sendai Castle

สำหรับใครที่มาเซนไดครั้งแรก เราอยากให้มาแลนด์มาร์คสำคัญแห่งนี้เลย ปราสาทเซนได (Sendai Castle) หรือปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอาโอบะ แม้ตอนนี้ตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบถูกทำลายไปหมดด้วยระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือเพียงซากหินและกำแพง แต่บริเวณนี้ยังคงเป็นจุดชมวิวเมืองเซนไดแบบพาโนราม่าได้อย่างสวยงาม ประวัติศาสตร์ระบุว่าปราสาทนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันเมือง เมื่อปี 1600 โดยท่านดาเตะ สะมุเนะ ผู้ปกครองเมืองเซนไดคนแรก บริเวณนี้ยังมีรูปปั้นของท่านในท่าขี่ม้า ชูดาบ อย่างสง่างามเป็นอนุสาวรีย์ให้เราได้ชื่นชม พร้อมพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ และสวนสาธารณะให้เดินเล่น ถ้าใครมาตรงเทศกาลวัฒนธรรม ก็จะได้เห็นบรรยากาศสวย ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/cz3rcZKf5J4REXW67

018 Gokoku Shrine

ในบริเวณเดียวกันยังมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่น่าสนใจอย่าง Gokoku Shrine ศาลเจ้าแบบชินโตสีแดงสดที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของปราสาทเซนได สร้างขึ้นในปี 1904 ระหว่างยุคเมจิ เพื่ออุทิศให้แก่วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากการทำหน้าที่รับใช้ประเทศตั้งแต่ยุคเมจิไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันศาลเจ้าหลังปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อย่างงดงามและยังคงรักษาความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ โดย เสาโทริอิสีแดงสูงตระหง่าน เป็นจุดดึงสายตาตั้งแต่ทางเข้าที่เต็มไปด้วยความสงบ แม้พื้นที่สถาปัตยกรรมหลักจะไม่เปิดให้เข้าชมภายใน แต่บริเวณศาลหลักและลานบูชายังคงเป็นจุดที่ผู้มาเยือนสามารถสักการะหรือขอพรได้ พร้อมพื้นที่วางเครื่องราง omamori ยอดนิยมสำหรับโชคลาภ ความปลอดภัย และสุขภาพ นอกจากนี้รอบ ๆ ยังมีทางเดินร่มรื่นและบรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะกับการแวะมาเดินเล่นและสักการะในช่วงฤดูหนาว ที่อากาศเย็น ๆ ทำให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งดูสงบและศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/NN3k8v5HFwNaZgmBA

เอ๊า!!! ดับกระหายกันหน่อย เพราะบนนี้ก็ไม่ได้แห้งแล้งอย่างที่คิด ใกล้ ๆ ศาลเจ้าจะมีร้านค้า ร้านขายของฝาก และร้านขนมให้เลือกเพียบ สำหรับของหวานประจำจังหวัด ซุนดะโมจิ (Zunda Mochi) โมจิถั่วแระบดละเอียดที่มีเฉพาะเซนได ซุนดะผสมกับเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ก่อนนำไปประกอบเป็นขนมชนิดต่าง ๆ ทั้งโมจิ โรลเค้ก พุดดิ้ง เต้าหู้ แพนเค้ก หรือแม้แต่โซดา แต่ร้านที่เราขอแนะนำวันนี้เด็ดสุดคือ Zunda Shake สมูตตี้ถั่วแระเข้มข้น ที่เนื้อถั่วจะมีทั้งละเอียดและหยาบคละกัน กินคู่กับนมเข้มข้นรสหวาน ๆ สดชื่นสุด ๆ สำหรับใครที่ไม่ชอบหวานจัด สามารถสั่งหวานน้อยได้ แก้วเดียวก็อิ่มอร่อยจนถึงเที่ยงเลย

019 BUZZ COFFEE&DONUT

ร้านนี้ขอยกให้เป็นอีกหนึ่งร้านในดวงใจเลยแหละ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของเมนูและคนขายที่ยิ้มแย้ม คอยเปิด Playlist เพลงสุด Unique ที่ออกจะหลากหลายทั้งฮิปฮอป อินดี้ เรโทร ทำให้เราแอบเพลินไปด้วย แม้จะเป็นร้านเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีที่นั่ง แต่เมนูที่มีนั้นอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ตัวเด่นประจำร้านเลยคือโดนัทรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่มีรูตรงกลางแบบงง ๆ แถมหน้าโดนัทก็มีให้เลือกเยอะมาก ทั้งคาวและหวาน หรือจะรวมคาวกับหวานไว้ด้วยกันเหมือนที่เราสั่งนี้ก็ได้ “โดนัทเคลือบน้ำตาลโรยเบคอน” โดนัทนุ่ม ๆ หวาน ๆ อ่อนไม่บาดคอ ที่มีเบคอนเค็ม ๆ กรุบกรอบโรยอยู่ด้านบน ความจริงรสชาติก็ไม่เลวเหมือนกัน นอกจากฉีกกฎโดนัทกลมในหัวเราไปจนหมดสิ้นแล้ว ยังฉีกเรื่องโดนัทเป็นของหวานไปได้ด้วย คะแนนความครีเอทเราให้เต็ม 10 ไปเลยจ้า

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/8JSDrVMWMRXLhYDe7

020 Clis Road

ได้เวลาปล่อยพลังช้อปปิ้งให้เต็มที่กับ Clis Road’ ถนนช้อปปิ้งสายหลักของเมืองเซนได ยาวกว่า 700 เมตร เชื่อมระหว่างสถานี Sendai ไปจนถึงย่านชุมชนเก่า เดินไปแต่ละก้าวเหมือนหลงเข้าไปในโลกของสินค้าและสีสัน ทั้งแฟชั่นเสื้อผ้าแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ดังระดับญี่ปุ่น ร้านรองเท้า เครื่องสำอาง ร้านขายยา ตู้คีบตุ๊กตาและคาชาปองสุดน่ารัก คาเฟ่สวย ๆ และร้านฟาสต์ฟู้ดให้เติมพลังระหว่างช้อป ใครเหลือโควต้าน้ำหนักกระเป๋าเท่าไหร่ก็ช้อปสะบัดไปเลย! เดินเพลิน ๆ จะเห็นป้ายโบราณและสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างสมัยใหม่และเก่า ทำให้ถนนนี้ไม่ใช่แค่แหล่งช้อปปิ้ง แต่ยังเป็นจุดเดินเล่นชมบรรยากาศเมืองเซนไดที่คึกคักและมีชีวิตชีวาแบบสุด ๆ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/TwowEFW5hTcSJBp59

021 Taiyaki Taikichi

ขนมปลาไทยากิ เมนูสุดโปรดที่หากินง่ายที่สุดในประเทศญี่ปุ่น แต่หาร้านอร่อยยากเกินบรรยาย เพราะร้านทั่วไปก็จะใช้ไส้สำเร็จรูป ไม่มีกิมมิกอะไรพิเศษ แต่ไม่ใช่กับร้านนี้ ‘Taiyaki Taikichi’ เพราะเค้าการันตีความอร่อยด้วยการเปิดขายถึงสามสาขา ถือเป็นร้านดังที่มีคนต่อคิวซื้ออยู่ตลอดเวลา และด้วยความที่สาขาส่วนใหญ่อยู่ใกล้ย่านคนพลุกพล่านหรือโซนชอปปิง ทำให้เหมาะมากกับการแวะเติมของหวานระหว่างเดินเที่ยว เราชอบตั้งแต่ตัวแป้งไทยากิที่ข้างนอกดูเหมือนแป้งธรรมดา แต่ข้างในนั้นจะมีความใส ๆ หนืด ๆ นิด ๆ เหมือนผสมแป้งโมจิเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นประเภทแป้งที่เราชอบมากที่สุด พอได้กินกับไส้ร้อน ๆ ข้น ๆ แล้วมันอร่อยมาก เท็กเจอร์หนึบ ๆ หวานเล็กน้อยของแป้งมันชูรสของไส้ออกมาได้อย่างดี ซึ่งไส้ก็มีให้เลือกทั้งคาวและหวาน เราลองกินคัสตาร์ด คืออร่อยตามคาดมาก ๆ มันหวานละมุนนุ่มลิ้นไปหมด แต่ถ้าอยากได้แปลกหน่อย เขาก็มีไส้ซุนดะ ไส้โมจิถั่วแระของดีประจำจังหวัด หรือไส้แกงกะหรี่ลิ้นวัว ก็เป็นของดังประจำร้านเหมือนกัน

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hQFsujsBu9m6TQdy5

022 On-yasai Shabu Shabu

ปิดจบทริปด้วยมื้อค่ำฟิน ๆ กันที่ On-yasai Shabu Shabu ร้านชาบูชื่อดังที่มีเมนูให้เลือกหลากหลายมาก เหมาะกับคนที่เที่ยวเพลินจนลืมกินข้าว เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องคอร์สแบบ All you can eat ซึ่งมีให้เลือกหลายระดับตามความต้องการ น้ำซุปมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งซุปถั่ว ซุปสาหร่าย สุกี้ กิมจิ ฯลฯ ทำให้หนึ่งมื้อสามารถลองรสชาติได้แบบไม่จำเจ ส่วนใครเป็นมังสวิรัติ ทางร้านก็มีคอร์สสำหรับสายผักแบบ All you can eat เช่นกัน จุดเด่นของร้านนอกจากเนื้อคุณภาพดีที่นุ่มและไม่มีกลิ่นคาวแล้ว ผักของที่นี่ยังคัดสรรมาจากฟาร์มท้องถิ่นทั่วประเทศ สด กรอบ สีสวย ต้มไปเรื่อย ๆ จนน้ำซุปหวานจากผักและเนื้อแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม เป็นร้านที่ตอบโจทย์มากสำหรับการมากินเป็นกลุ่ม เพราะรองรับความต้องการที่หลากหลายได้ในมื้อเดียว

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/dTa2BqUX97PHZMaz7

Day 5 : Miyagi Prefecture – Sendai Airport (SDJ

สำหรับที่พักสองคืนสุดท้ายในเซนไดที่ผ่านมา เราเลือกนอนที่ Hotel Metropolitan Sendai East ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือโลเคชั่นดีมาก อยู่ติดสถานีเซนได เดินทางสะดวกสุด ๆ โดยเฉพาะวันเดินทางกลับ เพราะไฟลต์ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จากสนามบินเซนไดเป็นไฟลต์ช่วงเวลาที่กำลังดี ไม่ต้องรีบตื่นเช้ามาก แค่ค่อย ๆ เก็บของ เช็กเอาต์ แล้วนั่งรถไฟจากสถานีเซนไดไปสนามบินได้แบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ ปิดทริปนี้ได้แบบชิลและลงตัวสุด ๆ แล้วนอกจากเซนไดแล้ว AirAsia ยังมีเที่ยวบินตรงจากไทยไปญี่ปุ่นให้เลือกอีกหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ฟุกุโอกะ โอกินาว่า และซัปโปโร มีตัวเลือกให้วางแผนเที่ยวได้ยืดหยุ่นมาก ใครกำลังเล็งทริปหน้าหนาว บอกเลยว่าส่องตั๋วแล้วรีบจองได้เลย

บางครั้งความผูกพันก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครสักคน แต่อาจเกิดขึ้นกับสถานที่ที่ทำให้เราอยากกลับไปซ้ำแล้วซ้ำอีก สำหรับเราญี่ปุ่นคือที่แบบนั้น และทริปเซนไดครั้งนี้ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้นได้ชัดเจน เมืองใหญ่ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ความสงบ และทะเลอันอุดมสมบูรณ์ รายล้อมด้วยเมืองเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาที่นี่ทำให้หัวใจเบาลง เหนื่อยล้าก็เหมือนได้รับการรีเซ็ต และยิ่งเดินทาง ก็ยิ่งรู้สึกว่ายังมีอีกหลายมุมให้กลับมาค้นหาเสมอ เซนไดอาจไม่ใช่เมืองที่หวือหวา แต่เป็นเมืองที่ค่อย ๆ เข้าไปอยู่ในความทรงจำอย่างแนบเนียน แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ…พร้อมออกเดินทางมาค้นหาความรู้สึกแบบนี้ไปด้วยกันไหม

แพลนเที่ยว 4 วัน Sendai(Miyagi)  & Yamagata

Day 1 : Sendai Airport (SDJ) – Miyagi Prefecture

001 Lunch at VENEZIAN HOTELS SHIROISHI ZAO

002 Miyagi Zao Sumikawa Snow Park

003 Mercure Miyagi Zao Resort&Spa

Day 2 : Miyagi Prefecture – Yamagata Prefecture

004 Zao Fox Village

005 Shiroishi Castle

006 Cherryland Sagae

007 Ginzan Onsen
008 Tendo Onsen Takinoyu Hotel

Day 3 : Yamagata Prefecture – Miyagi Prefecture
009 Yamadera /Risshaku-ji Temple

010 Matsushima

011 Umami Tasuke Gyutan

012 SENDAI Bright-Nights STORY

𝐃𝐚𝐲 𝟒 : 𝐌𝐢𝐲𝐚𝐠𝐢 𝐏𝐫𝐞𝐟𝐞𝐜𝐭𝐮𝐫𝐞
013 Sendai Asaichi Morning Market

014 Saito Croquettes

015 Louver
016 BABEL858
017 Sendai Castle
018 Gokoku Shrine
019 BUZZ COFFEE&DONUT
020 Clis Road
021 Taiyaki Taikichi
022 On-yasai Shabu Shabu

𝐃𝐚𝐲 𝟓 : 𝐌𝐢𝐲𝐚𝐠𝐢 𝐏𝐫𝐞𝐟𝐞𝐜𝐭𝐮𝐫𝐞 – 𝐒𝐞𝐧𝐝𝐚𝐢 𝐀𝐢𝐫𝐩𝐨𝐫𝐭 (𝐒𝐃𝐉)
Back to Thailand

ปักหมุดแล้วตามไปฟินฤดูหนาวรับปีใหม่กันได้เลยจ้า