Hej!! กลับมาอีกครั้งกับ โคเปนเฮเกน (Copenhagen) เมืองหลวงสุดชิลที่มี Quality Of Life สูงสุดในโลกแห่งประเทศเดนมาร์ก (สำรวจจาก Monocle) เมืองที่เวลาแห่งความสุขจะเดินไปอย่างช้า ๆ เพราะเราจะพาเพื่อน ๆ ไปทิ้งทุกความเร่งรีบเพื่อสอดส่องหาความสวยงามอันทรงเสน่ห์ที่กาลเวลาได้สั่งสมอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นตึกโบราณอันแสนฉูดฉาด ถนนช้อปปิ้งในย่านเมืองเก่าที่ยาวที่สุดในยุโรป โบสถ์แห่งความเชื่อ พระราชวังหลังประวัติศาสตร์ รวมไปถึงคาเฟ่ชิค ๆ ซึ่งกระจายอยู่บนผังเมืองที่ดีเยี่ยมเป็นระเบียบจน UNESCO ยกให้เป็นเมืองสถาปัตยกรรมโลก งานนี้บอกเลยว่า 13 โลเคชั่นที่นำมาฝากจะต้องทำให้ทุกคนตกหลุมรักในการเบลนด์ความใหม่และคลาสสิคเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จนอยากจองตั๋วไปเช็คอินรับ vibe ดี ๆ ที่โคเปเฮเกนแบบเราแน่นอน …

เป็นอีกทริปที่เรายังคงบินกับการบินไทย สายการบินคุณภาพผู้ครอง 5 รางวัลทั้งในระดับโลก-เอเชีย จากการจัดอันดับสายการบินที่ดีที่สุดในโลกปี 2022 โดยสกายแทร็กซ์ ไม่ว่าจะเป็น No.4 World’s Best Airline Cabin Crew / No.4  Best Airline Staff in Asia / No.8 World’s Best Airport Services / No.8 Best Economy Class Airline Catering และ No.1 Best First Class Airline Lounges in 2022 คู่ควรกับสายการบินประจำชาติที่ยืนหนึ่งมานานกว่า 60 ปี

สำหรับเส้นทาง กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน การบินไทยใช้ Boeing 777-300ER เครื่องบินลำใหญ่จำนวน 348 ที่นั่ง แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ 42 ที่ และชั้นประหยัด 306 ที่ บินตรงยาว ๆ 12 ชม. ซึ่งแน่นอนไม่ว่าจะนั่งชั้นไหนก็หลับได้สบาย ๆ กับบริการที่แสนอบอุ่น คอยเอาใจใส่ และแก้ปัญหาให้แก่ลูกเรือได้อย่างมืออาชีพ โดยไฟล์ทที่เราบินคือ

BKK – CPH / TG950 / 00:30 – 06:55
CPH – BKK / TG951 / 13:50 – 06:20(+1)

ใครกำลังแพลนไปโคเปนเฮเกนหรือยุโรปรูทอื่น ๆ สามารถเข้าไปเช็ควันเวลาได้เลยที่ thaiairways.com หรือติดต่อสำนักงานขายการบินไทย, ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือ THAI Contact Center โทร 0-2356-1111 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ทริปนี้เราบิน Royal Silk Business Class จะเป็นที่นั่งแบบ 1-2-1 เรานั่งติดริมหน้าต่างแบบไพรเวทเหมือนเดิม พอเก็บกระเป๋าวางของเข้าที่ปุ๊ป เขาก็จัดเสิร์ฟเวลคัมดริ้งก์เพิ่มความสดชื่นปั๊ป หลังจากเทคออฟเครื่องแบบนุ่ม ๆ สู่น่านฟ้าก็เริ่มเสิร์ฟอาหารรสเลิศทั้งสเต็กฉ่ำ ๆ ตบท้ายด้วยชีสบอร์ดคุณภาพพรีเมี่ยม เรียกเติมของว่างได้เรื่อย ๆ อิ่มหนำตลอดทั้งเที่ยวบิน เอนหลังยืดขาหลับเอาแรงได้อย่างสบายใจ เป็นการผายมือต้อนรับเราสู่ยุโรปได้ดีเยี่ยมตั้งแต่บนฟ้า

001 Frederick’s Church

สตาร์ททริปแห่งความเปรมปรีดิ์นี้ด้วย Frederick’s Church โบสถ์อันยิ่งใหญ่ประจำเมือง โดดเด่นด้วยความสูง 46 เมตร สร้างจากหินอ่อนสีขาวนวล ตกแต่งยอดโดมด้วยสี copper green ตัดกับงานปั้นและแกนของโดมที่แต่งแต้มเป็นสีทองเน้นความหรูหรา อันเป็นลักษณะของศิลปะสไตล์ Rococo เป็นอีกโบสถ์ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 145 ปี ด้วยวัสดุส่วนใหญ่ทำจากหินอ่อน จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า The Marble Church และนอกจากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นที่จัดงานแต่งงานยอดนิยมอีกด้วย

เมื่อเดินเข้ามาเราก็ต้องตื่นตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่ากับความใหญ่โตของโถงกว้าง มองตรงเข้าไปสุดทางจะพบกับแท่นบูชาพร้อมไม้กางเขนขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยปูนปั้นสไตล์โรมันมีอายุมากกว่าร้อยปี และไฮไลต์คือเพดานของโดม เมื่อเราเหงนหน้าขึ้นไปจะพบกับงานศิลปะที่แบ่งออกเป็น 12 ช่องแบ่งตามแกน เป็นภาพเพ้นท์ของเหล่าอัครสาวกทั้ง 12 คน และเทวดาตัวน้อยดูซุกซน

002 Amalienborg Palace

หลายคนอาจคุ้นตากับภาพทหารยุโรปที่กำลังเปลี่ยนกะเฝ้าประตูวังกันอยู่ สำหรับที่โคเปนเฮเกนเราสามารถหาชมได้ที่ลานหน้าพระราชวัง Amalienborg ตรงนี้เลย.. โดยหน้าที่ของ Royal Life Guards นี้มีมานานว่า 360 ปีแล้ว ชุดที่เขาใส่จะเป็นแบบทหารโบราณเข้ากับสถาปัตยกรรมโดยรอบอย่างกลมกลืน เราสามารถชมพิธีเปลี่ยนเวรยามนี้ได้ในเวลาเที่ยงของทุก ๆ วัน แต่ถ้ามาไม่ตรงช่วงเวลานั้น ก็มาชมความหล่อเหลามาดเท่ของคุณทหารและอนุเสาวรีย์ The Equestrian Statue ก็ถือว่าคุ้มค่าเช่นกัน รูปปั้นที่เห็นนั้นเป็นภาพของ Frederik V ที่กำลังขี่ม้าอย่างองอาจ สร้างโดย Jacques-François-Joseph Saly นักปั้นชาวฝรั่งเศส เป็นผลงานสุดยิ่งใหญ่ที่มีน้ำหนักถึง 22 ตันเลยทีเดียว

003 Nyhavn

สถานที่สุดป๊อปที่เรามักเห็นตามโปสการ์ดและรีวิวท่องเที่ยวในสื่อต่าง ๆ ท่าเรือ Nyhavn หรืออ่านเป็นไทยว่านูฮาวน์ เป็นท่าเรือที่น่ารักที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยประสบพบเจอ กับอาคารเก่าแก่อายุกว่า 350 ปี แต่มีการทาสีใหม่ให้ดูสดใสอยู่เสมอ มองไปทางไหนก็มีชีวิตชีวาคราคร่ำไปด้วยผู้คน มีร้านขายของที่ระลึก คาเฟ่ ร้านอาหารแบบเอาท์ดอร์ที่นักท่องเที่ยวชอบมานั่งดื่มชิลชมวิว  ซึ่งถ้ามองย้อนไปในสมัยศตวรรษที่ 17 ก็คงคึกคักไม่แพ้กัน เพราะเป็นแหล่งรวมเหล่ากะลาสี ชาวประมง และสาวนั่งดริ้งค์มาปาร์ตี้ทุกเมื่อเชื่อวัน 

004 Ny Carlsberg Glyptotek

ได้เวลาอัญเชิญวิญญาณศิลปินเข้าร่าง แล้วไปละเลียดเวลากับความงามของงานศิลปะโบราณกันที่พิพิธภัณฑ์ Ny Carlsberg Glyptotek ซึ่งเปิดมานานกว่า 125 ปี แม้ภายนอกจะดูเป็นอาคารทรงนีโอคลาสสิก แต่ภายในนั้นมีการออกแบบที่เน้นใช้แสงธรรมชาติ แทบทุกห้องจะมีแสงส่องถึงเพื่อสร้างมิติให้แก่งานอาร์ตกว่าหมื่นชิ้น ซึ่งบางชิ้นมีอายุกว่า 6,000 ปีเลยทีเดียว สำหรับเราที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เจ๋งมาก เพราะทุกวันอังคารเขาไม่เก็บค่าเข้าจ้า มันเป็นการส่งเสริมให้ทุกคนในเมืองนี้ที่รักการเรียนรู้ได้เข้าถึงศิลปะโดยไม่ต้องเสียเงิน ส่วนถ้ามาวันอื่นต้องเสียค่าเข้า 125 DKK นะ

ด้านในแกลลอรี่แบ่งออกเป็นคอลเลกชั่นเก่าแก่ และโมเดิร์น โซนโบราณก็จะเป็นงานศิลปะของอียิปต์ กรีก โรมัน ตามทางเดินเรียงรายไปด้วยงานปูนปั้น งานแกะสลักหิน ส่วนโซนสมัยใหม่จะเน้นจัดแสดงภาพวาด ประติมากรรมของศิลปินชาวเดนมาร์ก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และ 20 แซมด้วยศิลปะฝรั่งเศสในช่วงเวลาเดียวกัน บอกเลยว่าแต่จะโซนจัดเหมือนเราได้ย้อนไปอยู่ยุคนั้น ๆ จริง ๆ 

005 The Black Square

พื้นที่ทำกิจกรรมของประชาชนที่ตั้งอยู่ใจกลาง Nørrebro การใช้พื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร มาจัดเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวมาพักผ่อน มีการวางอาร์ตอินสตอเรชั่นที่แฝงความหมายอยู่มากมาย ที่นี่ถูกแบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ ๆ คือ The Red Square, The Black Market และ The Green Park ซึ่งแต่ละโซนจะมีคอนเซปต์ที่แต่งต่างกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเขาใส่ใจในพื้นที่ส่วนกลางจริง ๆ สมแล้วที่ได้ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มี Quality Of Life สูงสุดในโลก

ส่วนจุดที่ทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมจนเหล่าอินสตาแกรมเมอร์ และนักออกแบบสถาปัตยกรรมจนโด่งดังอยู่ระยะหนึ่ง คือ Superlien Park ตรง The Black Market เป็นการปรับพื้นที่แนวยาวด้วยการปูพื้นสีดำ ตัดกับเส้นลายกราฟฟิกสีขาวที่คดเคี้ยวแปลกตาแต่กลับเป็นระเบียบ พร้อมประติมากรรมจากประเทศต่าง ๆ อาทิ น้ำพุจากโมร็อกโก สไลเดอร์รูปปลูกหมึกจากญี่ปุ่น กระทั่งต้นไม้ซีดาร์ที่เห็นก็มาจากเลบานอน ในโซนอื่น ๆ ยังมีเวทีมวยของประเทศไทยด้วย สะท้อนให้เห็นศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายของทั้ง 60 ประเทศทั่วโลกนั่นเอง

006 Rosenborg Slot

ปราสาทใหญ่โตงดงามนามว่า Rosenborg Slot ที่ปล่อยพลังงานอันเคร่งขรึมนี้เป็นอีกสถานที่ที่บอกเล่าชีวิตของกษัตริย์และราชวงศ์เดนมาร์กได้อย่างดีเยี่ยม เริ่มจากตัวปราสาทที่มีอายุกว่า 400 ปี ออกแบบสไตล์ดัตซ์เรเนซองส์ มองจากภายนอกอาจจะดูเรียบหรู แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความอลังการระดับที่ชาวยุโรปเองยังต้องร้องว้าวเลยล่ะ แถมยังเก็บรักษาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ในสมัยพระเจ้าครีสเตียนที่4 ไว้ให้เราได้ชื่นชมอีกมากมายด้วย

เราสามารถเดินชมของสะสมภายในปราสาทได้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ภาพวาดลงสีแบบโบราณติดกรอบทองอยู่เต็มผนัง งานปั้นของบุคคลต่าง ๆ จัดวางอย่างสมมาตร เครื่องใช้แสนวิจิตรฉลุลายติดทองคำอย่างละเมียดละไม กระทั่งกำแพงหินอ่อนยังมีการทำลวดลายสื่อความหมาย เงยหน้ามองเพดานยังมีงานปูนปั้นอีก ที่พลาดไม่ได้เลยคือ บัลลังก์และมงกุฎของกษัตริย์แห่งเดนมาร์ก ที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง

เดินชมข้างในเสร็จอย่าลืมมาเดินสวนด้านหน้าด้วย เป็นอดีตสวนของกษัตริย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยที่สุดในโคเปนเฮเกน มีทั้งซุ้มประตูกุหลาบ รูปปั้น น้ำพุอีกมากมาย ปัจจุบันเขาเปิดให้เหล่าผู้คนมานั่งเล่นปิกนิกกันได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมีคาเฟ่ ร้านอาหารให้เรานั่งชมความกรีนของสวนได้ชิล ๆ ด้วย เชื่อว่าถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวนแห่งนี้คงถูกแต่งแต้มไปด้วยโทนแดงส้มต้องสวยมากแน่ ๆ 

007 Copenhagen Opera House

อาคารสุดยิ่งใหญ่ใครเดินผ่านเป็นต้องเหลียวมองกับสไตล์ที่ดูโมเดิร์นโดดเด่น Copenhagen Opera House เป็นโรงละครแบบร่วมสมัยที่ออกแบบโดย Henning Larsen สถาปนิกชาวเดนมาร์ก พร้อมกับศิลปินอีกคับคั่งมาร่วมตกแต่งภายใน จนเรียกว่าเป็น The national opera house of Denmark เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าหน้าที่ของเขาคือการจัดแสดง มิวสิคัล คอนเสิร์ต โอปรา บัลเล่ต์ที่คัดคุณภาพและความน่าสนใจมาอย่างดี ที่สามารถเติมเต็มผู้ชมทั้ง 1,700 ที่นั่งในนี้ได้ เราเลือกมานั่งชมความงามของอาคารนี้ที่ริมน้ำฝั่งตรงข้าม ทำให้เห็นความอลังการงานสร้างอย่างชัดเจน

008 The Little Mermaid

สาวงามประจำชาติเดนมาร์กไม่ใช่มิสยูนิเวิร์ส หรือมิสเวิล์ดแต่เป็น The Little Mermaid นางเงือกน้อย (Den Lille Havfru) ผู้นี้ต่างหาก ประติมากรรมงานปั้นเงือกสาวบนโขดหินริมทะเลนี้เป็นผลงานของ Edvard Eriksen ที่สร้างตั้งแต่ปี 1913 หรือ 90 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งนางเป็นตัวละครในนิทานของกวีคนเก่งชาวเดนมาร์ก Hans Christian Andersen ผู้แต่งนิทานชื่อดัง เช่นสาวน้อยไม่ขีดไฟ ลูกเป็ดขี้เหร่ เงือกน้อย เป็นต้น ถือเป็นงานศิลปะที่มีความสำคัญต่อวงการ novel, sculpture และวงการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากบริเวณรอบ ๆ นางเงือกน้อยแล้ว บรรยากาศของท่าเรือ Langelinie นั้นก็คึกคักคักไปด้วยผู้คน มีร้านรวงมาเปิด ไม่ว่าจะร้านขายไอศกรีม เครื่องดื่ม และของที่ระลึก เห็นผู้คนปั่นจักรยานผ่าน พาน้องหมามาเดินเล่น สารพัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ซึ่งพอบวกกับอากาศที่เย็นสบาย ทำให้เราเดินชิลมองได้เพลิน ๆ ไม่รู้เบื่อเลย

009 Kastellet

สำหรับ Kastellet อาคารสีแดงสดนี้เป็นป้อมปราการที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แต่เดิมใช้เป็นค่ายทหารและสำนักงาน ก่อนถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน มีการปลูกสวนสีเขียวล้อมรอบจนเกิดเป็นคู่สีที่ตัดกันอย่างน่ารักน่าชัง เดินชมรอบ ๆ ยังไปเจอกับกังหันลมสีเข้มทรงตะมุตะมิ เจอคุกเก่า ค่ายทหาร โรงเก็บดินปืน อนุสรณ์ที่ สร้างขึ้นเพื่อเหล่าทหารผู้อุทิศชีวิตให้แก่ประเทศ ฯลฯ 

อีกจุดที่ไฮไลต์ของป้องปราการนี้คือโบสถ์ St Alban’s และน้ำพุ Gefion ขนาดใหญ่ที่ปล่อยน้ำไหลลดหลั่งมาตามชั้นหิน กับรูปปั้นของเทพเกฟิออนที่กำลังควบคุมวัวทั้ง 4 ตัว ซึ่งเป็นลูกชายที่แปลงกายมา กำลังไถกลบทะเลให้กลายเป็นผืนดินอันเป็นที่ตั้งของประเทศเดนมาร์ก เป็นเรื่อราวในตำนานของนอร์ส เรียกว่าทุกจุดในนี้มีกลิ่นอายของวันวานอย่างเข้มข้น เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวแนวประวัติศาสตร์จริง ๆ

010 Grundtvig’s Church

โบสถ์ที่เราใช้คำว่าสวยเปลืองที่สุดในชีวิต เพราะ Grundtvig’s Church มากี่ทีก็ต้องเอ่ยปากชมทุกครั้ง ด้วยทรงโบสถ์ที่ดูเรียบจนโดดเด่น เป็นสถาปัตยดรรมแบบโกธิคผสมความมินิมอลเข้ากันอย่างลงตัว โบสถ์แห่งนี้เริ่มเปิดมานานกว่า 80 ปีแล้ว สร้างขึ้นเชื่อรำลึกถึง Nikolai Frederik Severin Grundtvig นักบวช ครู และนักกวีชาวเดนมาร์ก ผู้มีบทบาทอย่างมากในประวัติศาสตร์ เขาเล็งเห็นความสำคัญของศาสนาและการศึกษา สร้าง Folk High school แห่งแรกและเริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรป ขยายไปทั่วโลกในปัจจุบัน 

และด้านในเรายังคงประทับใจกับความโอ่โถงของเพดานสูงใหญ่ มีเสาทรงเรียบตั้งเรียงอยู่สองข้างทาง ที่ปลายเสางุ้มเป็นทรงแหลม อันเป็นโครงสร้างเพดานโบสถ์ที่เราเห็นจากด้านนอก สีของเฟอร์นิเจอร์ ผนัง และกระจกเป็นไปอย่างธรรมชาติ ด้วยไม้บีชของเดนมาร์ก กระจกทรงสูงมีแสงลอดสร้างมิติที่สวยงามแบบไร้การปรุงแต่ง เป็นที่ที่ให้ความสงบและอบอุ่นแก่จิตใจได้อย่างดีเยี่ยม

011 Stroget shopping street

พิกัดต่อมาบอกเลยว่าย่านที่เป็นภัยต่อเงินในกระเป๋ามากที่สุด เพราะ Stroget shopping street เป็นเส้นถนนคนเดินขนาบข้างด้วยอาคารทรงคลาสสิกที่อยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ตลอดเส้นทาง 1 กิโลเมตรนี้ มีไว้เพื่อช้อปปิ้งโดยเฉพาะ ร้านค้ามีตั้งแต่สตรีทแบรนด์จนถึงไฮเอนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาอัดแน่นอยู่ในอาคารเหล่านี้ บวกกับแบรนด์ดีไซเนอร์ท้องถิ่น สินค้าเก๋ไม่เหมือนใครก็ชัดจูงสายตา จนเกือบโดนตกไปหลายรอบ ทำให้บรรยากาศตรงนี้คึกคักไปด้วยผู้คนตลอดเวลา หากใครอยากได้ภาพมุมสูงของถนนเส้นนี้ สามารถขึ้นไปที่ดาดฟ้าของห้าง ILLUM ได้ หรือถ้ายังสูงไม่พอตีตั๋วขึ้นหอคอยโบราณ  The Round Tower ราคา 25 DKK เพื่อชมวิวได้เลย สูงสะใจแน่นอน

012 Atelier September

ร้านโปรดที่เราแวะมาฝากท้องแทบทุกเช้าเมื่อมาเที่ยวโคเปนโฮเกนต้องยกให้ Atelier September เป็นคาเฟ่ฟีลดีฮีลใจมาก ด้วยการเน้นโทนขาวสะอาดและแสงธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์ไม้นั่งสบาย มีโคมไฟทรงมินิมอล จัดวางเครื่องครัววินเทจ ให้ความชิคเก๋และความอบอุ่นนวลตา แถมพนักงานยังน่ารักเฟรนลี่ พร้อมเสิร์ฟอาหารไลท์ ๆ และเครื่องดื่มที่เน้นวัตุดิบจากธรรมชาติ ส่วนกาแฟก็เป็น Artisan Coffee ซึ่งบางทีการจัดเสิร์ฟมันดูเหมือนงานคราฟต์เลย เลิฟมาก

บรรยากาศของร้านจะเหมาะกับคนแนวศิลป์สายสงบ มีเมนูให้เลือกไม่เยอะมาก แต่ทุกจากนั้นคัดสรรมาอย่างดีไม่ว่าจะเป็นลูกแพร อะโวคาโด และผลไม้ตามฤดูกาลที่เขาไปหาซื้อวันต่อวัน รวมถึงเบเกอรี่โฮมเมดก็ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน โดยรวมแล้วมันคือเซฟโซนในโคเปนเฮเกนของเราจริง ๆ

013 Apotek 57

พิกัดสุดท้ายขอเอาใจสายฮอปปิ้งด้วย Apotek 57 ร้านกาแฟที่ตกแต่งลงตัวประหนึ่งอาร์ตแกลลอรี่นี้ เป็นที่เราไม่อยากให้พลาด ทุกอย่างสร้างสรรค์มาอย่างสมบูรณ์มีเสน่ห์ดั่งต้องมนต์ เริ่มจากการตกแต่งที่เน้นความเรียบง่ายด้วยวัสดุไม้ ขึ้นฟอร์มเป็นแบบต่าง ๆ ดูคราฟต์และชิคในเวลาเดียวกัน แต่งแต้มสีสันด้วยดอกไม้เมืองหนาวหลากสี ดูน้อยแต่มาก หากใครเป็นคนที่ชอบงาน architect งานไม้ที่นี่ยังเป็นโชว์รูมของร้าน FRAMA จัดวางขายเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้องาม และของตกแต่งสไตล์มินิมอล ที่เราเห็นแล้วอยากเอากลับไปแต่งห้องใหม่แทบจะทันที

ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มก็ไม่น้อยหน้า แต่ละเมนูครีเอทโดยเชฟ Chiara Barla ที่เน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง หาได้ตามฤดูกาล และนำเสนอในรูปแบบที่เรียบง่าย แต่พอใคร ๆ ได้กัดชิมเข้าไปต่างต้องปลื้มปริ่มกับรสชาติที่พิถีพิถันทั้งขนมที่อบใหม่ในทุก ๆ เช้า ทานคู่กับแยมโฮมเมด ชีส และเนยชั้นดี ส่วนข้าง ๆ คือครัวซองต์รูปทรงซิกเนเจอร์ หอมกรอบชุ่มเนย อัดแน่นไปด้วยไส้ที่อร่อยลงตัว คือฟินไม่ไหว

ยังไง ๆ เราก็ต้องยกโคเปนเฮเกนให้เป็นเมืองที่เราอยากมาอยู่ มันไม่ใช่เมืองที่คลีนแบบโลกสวยเทียบเท่าอีกหลาย ๆ เมือง และก็ไม่มีมุมดาร์ก ๆ ที่รู้สึกท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย เราชอบในความไม่ประดิษฐ์ประดอย ผู้คนเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างดูเป็นตัวของตัวเอง จึงไม่รู้สึกอึดอัดที่ได้ใช้เวลาอยู่เมืองนี้ และนี่ก็เป็น 13 พิกัดที่พอจะเป็นเหตุผลได้ว่าโคเปนเฮเกนนี้น่าอยู่ขนาดไหน