รีวิวฝรั่งเศส :: Summer Postcards from Paris 2026 — A 3-Day City Guide 🇫🇷

19 พิกัด 3 วัน กับซัมเมอร์ไวป์ใน Paris เมืองที่เหมือนถูกสร้างขึ้นมาให้ตกหลุมรัก ตั้งแต่งานศิลปะระดับโลกและเรื่องราวความโรแมนติกที่แทรกซึมอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ไปจนถึงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ โบสถ์กอธิกอันยิ่งใหญ่ และแลนด์มาร์กที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสผ่านกาลเวลามาจนถึงวันนี้ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะมาใช้ชีวิตแบบชาวปารีเซียง เดินเล่นตามตรอกเล็ก ๆ ฮอปมิวเซียมชมผลงานจากศิลปินระดับโลก นั่งจิบกาแฟใต้ซุ้มอาคารเก่า ปิกนิกบนสนามหญ้า ออกมาอาบแดดรับลมหน้าร้อน เดินหามุมถ่ายรูปตามแลนด์มาร์กจึ้ง ๆ แล้วปิดท้ายวันด้วยการนั่งมองแสงเย็นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเหนือหอไอเฟล ตามมาเราจะพาไปดูว่าทำไมเมืองนี้มันถึงเป็นความฝันใฝ่ของใครหลายคนราวกับตกต้องในมนต์แห่งปารีเซียง

กรุงเทพ-ปารีส กับเวลาบินราว 12 ชั่วโมง Thai Airways ถือว่าตอบโจทย์คนชอบบินตรงแบบเราที่สุด เพราะสายการบินพร้อมมอบความสะดวกสบายด้วยการบริการแบบ Full Service บนเครื่อง Boeing 777-300ER ที่มาพร้อมที่นั่งและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทางระยะไกล ทริปนี้เรานั่ง Royal Silk Class ได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษตั้งแต่ที่นั่งแบบ Full Flat ที่ปรับเอนนอนได้ 180 องศา ไปจนถึงจอภาพพร้อมความบันเทิงทั้งหนังไทย-เทศ รายการทีวี เพลงที่อัปเดตอยู่ตลอด รวมถึงเอ็นจอยกับนิตยสาร SAWASDEE แถมเขามีแจก Amenity Kit ลายสวยที่ออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ด้วย

รายละเอียดเที่ยวบิน ไป-กลับ ::
BKK – CDG / TG930 / 00:05 – 07:10
CDG – BKK / TG931 / 13:40 – 05:55(+1)

และตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2569 การบินไทยจะมีเพิ่มบินตรงปารีสเป็น 2 เที่ยวบิน/วัน ยิ่งสะดวกเข้าไปอีก ถือสายการบินที่มีเครือข่ายเที่ยวบินตรงสู่ยุโรปครอบคลุมที่สุดสายหนึ่ง โดยปัจจุบันมีบินตรงถึง 12 เมืองในยุโรป เพื่อน ๆ มีแพลนเดินทางไปไหนเช็คราคาตั๋วกันได้เลย thaiairways.com

สำหรับเส้นทางบินตรงสู่ปารีสบนชั้นธุรกิจของการบินไทย การเสิร์ฟอาหารจะมาในรูปแบบคอร์ส 2 มื้อหลักด้วยกัน คือหลังเครื่องออกเป็นมื้อเย็น และก่อนเครื่องลงเป็นมื้อเช้า ครบทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย จานหลัก และของหวาน แถมแต่ละเที่ยวบินจะมีเมนูแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่คาดหวังได้คือการให้บริการที่เป็นระบบ รู้สึกถึงความใส่ใจตั้งแต่ถาดแรกไปจนถึงจานสุดท้าย ระหว่างไฟลต์ลูกเรือก็จะเดินมาสอบถามอยู่เป็นระยะ ถ้าหิวก็สามารถสอบถามของว่างเพิ่มเติมได้ มีทั้งชาร้อน ขนมเบา ๆ หรือของทานเล่นให้เลือก ที่สะดวกมากคือเราสามารถเลือกเมนูล่วงหน้าได้ผ่านระบบ Pre-select meal ช่วยให้ไม่พลาดเมนูที่อยากลองจริง ๆ

ไฮไลต์ของเที่ยวบินนี้ยกให้อาหารขาออกจากไทย โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์อย่างก๋วยเตี๋ยวเรือจากความร่วมมือกับการบินไทยและ Nara Thai Cuisine อย่างในภาพคือเมนูหมูสามชั้นตุ๋นเนื้อนุ่มชิ้นโต เสิร์ฟพร้อมลูกชิ้นและน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเรือรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมกำลังดี หอมเครื่องเทศ ทานร้อน ๆ บนชั้นธุรกิจถือเป็นเมนูส่งท้ายการบินออกจากไทยที่เริ่ดมาก ใครมีแพลนบินเส้นทางยุโรปหรือออสเตรเลียลองเก็บไว้เป็นตัวเลือกกันดูนะ

DAY 1 : The Art & Romance Intro

✿ Musée Rodin

เปิดทริปปารีสวันแรกกับพิกัดที่สายอาร์ตต้องหลงรักอย่าง Musée Rodin มิวเซียมสุดคลาสสิกที่ตั้งอยู่ใน Hôtel Biron คฤหาสน์สไตล์ Rococo ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเคยเป็นทั้งบ้านและสตูดิโอของ Auguste Rodin ก่อนที่เขาจะบริจาคผลงานและทรัพย์สินทางศิลปะของเขาให้รัฐบาลฝรั่งเศส โดยมีข้อแม้ว่าที่นี่ต้องกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บงานของตัวเอง บอกเลยว่าความว้าวเริ่มตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าตึก เพราะรอบตัวเป็นสวนกว้างร่มรื่นที่ซ่อนประติมากรรมดัง ๆ อย่าง The Thinker หรือ The Gates of Hell ไว้ตามมุมสนามหญ้า ยิ่งช่วงซัมเมอร์แดดดี ๆ ส่องกระทบสวนสีเขียวกับงานบรอนซ์ บอกเลยว่าเดินถ่ายรูปเพลินจนลืมเวลา

พอเดินเข้ามาในตัวคฤหาสน์ ฟีลจะเปลี่ยนเป็นความขลังแบบผู้ดีเก่าทันที เขาจัดรูทให้เราเดินชมไล่ไปเลย 18 ห้องบน 2 ชั้น ได้เห็นตั้งแต่ภาพร่าง งานทดลอง ไปจนถึงงานปูนปลาสเตอร์และหินอ่อน เหมือนได้แอบส่องกระบวนการคิดของศิลปินทีละสเต็ป ไฮไลต์เด็ดอย่าง The Kiss ของจริงคือละมุนและทรงพลังกว่าในรูปเยอะมาก แถมยังมีโซนจัดแสดงผลงานของ Camille Claudel คนสำคัญในชีวิตเขาด้วย ทำให้การเดินดูงานศิลป์รอบนี้มีมิติและอินตามได้ไม่ยากเลย

อีกเสน่ห์ที่ทำให้เราหลงรักงานของ Rodin คือเขาไม่ได้ทำรูปปั้นออกมาให้เรียบกริบไร้ที่ติแบบงานโบราณทั่วไป แต่ปล่อยให้ร่องรอยการปั้น พื้นผิว และจังหวะมือของศิลปินยังคงอยู่ ยิ่งเวลาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นความดิบของผิวสัมผัสที่มาจากขั้นตอนการปั้นดินและหล่อต่อมาเป็นบรอนซ์ แถมสรีระกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นต่าง ๆ ที่เขาศึกษามาจากคนจริง ๆ ก็มีความพลิ้วไหวมีชีวิตชีวามาก พอชิ้นงานถูกขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น รอยนิ้วมือและร่องรอยเหล่านั้นเลยกลายเป็นเอกลักษณ์เด่นที่ทำให้งานทุกชิ้นดูมีจิตวิญญาณและทรงพลังสุด ๆ

✿ Musée de l’Orangerie

จากประติมากรรมสุดคลาสสิก สู่ผลงานวาดระดับตำนานที่ Musée de l’Orangerie อาคารสีขาวในสวน Tuileries แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1852 แต่เดิมไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่เป็นโรงเรือนเก็บต้นส้มหนีหนาวของพระราชวัง ตัวตึกถูกออกแบบให้รับแสงอบอุ่นจากแม่น้ำแซนผ่านกระจกบานใหญ่ ขณะที่ฝั่งติดถนนแทบไม่มีหน้าต่างเพื่อกันลมเหนือ ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นมิวเซียมเต็มตัวในปี 1927 พอเดินเข้ามาด้านใน แนะนำให้เดินลงไปที่ชั้นใต้ดินกับ Jean Walter & Paul Guillaume Collection คอลเลกชันกว่า 148 ชิ้นที่พาเราย้อนไปดูโลกศิลปะปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีทั้งงานของ Renoir, Cézanne, Matisse, Picasso และ Modigliani ให้เดินดูรสนิยมของนักสะสมยุคนั้นกันแบบเพลิน ๆ แถมที่ชั้นนี้เขายังมีโซนสำหรับนิทรรศการหมุนเวียนที่สลับสับเปลี่ยนธีมมาให้ดูเรื่อย ๆ ด้วย

แต่ไฮไลต์ตัวจริงที่ทำให้คนยอมต่อคิวรออยู่ชั้นบน เมื่อเดินเข้าสู่ห้องวงรีของ Claude Monet’s Nymphéas หรือ Water Lilies ความรู้สึกจะว้าวทันที ภาพชุดนี้สูง 2 เมตรและยาวรวมกันถึง 91 เมตร โอบรอบผนังห้องรูปทรงอินฟินิตี้ที่ Monet ตั้งใจร่วมออกแบบกับสถาปนิกตั้งแต่ทิศทางห้องไปจนถึงช่องแสงธรรมชาติจากหลังคา เพื่อดึงคนดูให้หลุดเข้าไปกลางสระบัวจริง ๆ ยิ่งช่วงซัมเมอร์ แสงแดดธรรมชาติที่ส่องลงมาสะท้อนผืนน้ำและเฉดสีพาสเทลในภาพยิ่งทำให้บรรยากาศละมุนจนแทบลืมเวลา

ความพิเศษของห้องนี้คือภาพไม่มีกรอบหรือจุดให้สายตาหยุดนิ่ง มีเพียงผืนน้ำ ดอกบัว และเงาสะท้อนที่ไหลต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จนเหมือนเรากำลังยืนอยู่กลางธรรมชาติจริง ๆ ยิ่งรู้สตอรี่ว่า Monet ตั้งใจมอบผลงานชุดนี้ให้รัฐฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ก่อนที่มิวเซียมจะเปิดจริงในปี 1927 ไม่นานหลังจากเขาเสียชีวิต ภาพบัวชุดนี้เลยไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ตราตรึงใจทุกครั้งที่ได้มายืนมอง

✿ Jardin des Tuileries

ถัดมาคือ Jardin des Tuileries สวนสาธารณะเก่าแก่ใจกลางปารีสที่กินพื้นที่กว่า 140 ไร่ ทอดยาวจากพิพิธภัณฑ์ Louvre ไปจนถึง Place de la Concorde จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO สวนนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1564 ตามคำสั่งของ Catherine de Médicis ก่อนที่ André Le Nôtre ผู้ออกแบบสวน Versailles จะมาปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 1664 ให้กลายเป็นสวนสไตล์ฝรั่งเศสที่เน้นความสมมาตรและแนวแกนตรง เดินอยู่ท่ามกลางแนวต้นไม้ที่ตัดแต่งเป็นระเบียบกับฉากหลังตึกสวย ๆ แล้วได้ฟีลคลาสสิกแบบปารีสแท้ ๆ

เดินเล่นในสวนคือเพลินมาก เพราะนอกจากหน้าร้อนที่ต้นไม้จะเขียวครึ้มตัดกับท้องฟ้าใส ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยตะโกนแล้ว ในสวนยังมีทั้งสระน้ำพุขนาดใหญ่ งานประติมากรรมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนถึงศิลปะร่วมสมัย ทั้งผลงานของ Rodin, Aristide Maillol และ Giacometti วางแทรกให้เสพอยู่ตามสนามหญ้าเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แถมยังมีเก้าอี้สีเขียวซิกเนเจอร์วางให้หยิบไปนั่งได้ทั่วสวน รวมถึงปีนี้ยังได้เห็นลูกบอลลอยฟ้าจาก Paris 2024 กลับมาอยู่เหนือสระใหญ่อีกครั้ง ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาและเพอร์เฟกต์มาก

ไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนยอดฮิตของคนปารีส ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเราจะได้เห็นคนมานั่งอ่านหนังสือ อาบแดด ปูผ้าบนสนามหญ้า นัดเพื่อนมานั่งคุย หรือพาน้องหมามาเดินเล่น และอีกภาพที่น่ารักมากคือ “Petits bateaux” หรือเรือใบจิ๋วสีสด ที่เด็ก ๆ เอาไปลอยเล่นในสระ ซึ่งเป็นกิจกรรมเก่าแก่ของ Tuileries ที่มีมาตั้งแต่ปี 1850 และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของสวนแห่งนี้ไปแล้ว อ้อ แล้วตามมุมต่าง ๆ ยังมีซุ้มร้านค้าเล็ก ๆ ขายไอศกรีมและเครื่องดื่ม ให้ถือเดินกินคลายร้อนรับแดดกันด้วย

Arc de Triomphe du Carrousel

พิกัดต่อมาขอเสิร์ฟเป็นแพ็คคู่ชูชื่นกับสวนตุยเลอรี เพราะอยู่ติดแบบเดินถึงกันได้ Arc de Triomphe du Carrousel คือประตูชัยขนาดกะทัดรัดที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1806–1808 ในสมัย Napoleon เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะทางการทหารของฝรั่งเศส ออกแบบโดยสองสถาปนิก Charles Percier และ Pierre Fontaine ในสไตล์นีโอคลาสสิกที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโรมันโบราณ ทั้งเสาคอรินเทียน ลวดลายสลักเรื่องราวสงคราม และประติมากรรมที่ประดับอยู่ด้านบน โดยเฉพาะกลุ่มรูปปั้นม้าสี่ตัวลากรถศึกที่กลายเป็นจุดเด่นของประตูแห่งนี้ เดิมทีประตูนี้สร้างขึ้นบนแนวทางเข้าสู่พระราชวัง Tuileries ซึ่งเคยตั้งอยู่ด้านหลัง ก่อนพระราชวังจะถูกทำลายไปในปี 1871 ทำให้วันนี้เราเดินผ่านซุ้มประตูแล้วเห็น Louvre อยู่ตรงหน้า กลายเป็นอีกหนึ่งมุมที่สวยมากสำหรับชมแกนเมืองปารีสแบบต่อเนื่องจากสวน Tuileries เลย

✿ Pont des Arts

ปิดท้ายวันแรกกันด้วย Pont des Arts หรือ Passerelle des Arts สะพานคนเดินเหล็กแห่งแรกของปารีสที่สร้างขึ้นในช่วงปี 1801–1804 ในยุคนโปเลียน เดิมทีถูกออกแบบให้เป็นสวนลอยฟ้าเหนือน้ำสำหรับให้คนมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ แม้ตัวสะพานเดิมจะเคยเผชิญความเสียหายจากอุบัติเหตุเรือชนและช่วงสงคราม จนต้องถูกรื้อและสร้างใหม่ในปี 1984 โดยยังคงโครงสร้างคานเหล็กและบรรยากาศเดิมไว้ แต่ความพิเศษคือวิวจากตรงกลางสะพานที่มองเห็นปารีสได้แบบรอบด้าน โดยเฉพาะมุมที่หันไปเจอความอลังการของ Institut de France ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพอดี กลายเป็นเฟรมภาพคลาสสิกที่เป็นภาพจำของที่นี่ อีกทั้งยังมองเห็น Île de la Cité และ Notre-Dame รวมถึง Louvre กับ Musée d’Orsay ที่ทอดตัวอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำ Seine ทำให้เราเห็นภาพรวมของเมืองชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นมา

พอบ่ายคลายเย็นบรรยากาศบนสะพานจะคึกคักและมีชีวิตชีวาขึ้นทันที เพราะที่นี่กลายเป็นแกลเลอรีกลางแจ้งย่อม ๆ มีทั้งงานศิลปะ ภาพวาด โปสการ์ดเรียงรายริมทาง สลับกับเสียงเพลงจากนักดนตรีเปิดหมวกที่คอยขับกล่อมผู้คนเคล้าแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดิน ยิ่งทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงเคยเป็นจุดคล้องกุญแจ “love locks” ชื่อดังของคู่รักทั่วโลก ก่อนทางการจะรื้อออกไปในปี 2015 เพราะน้ำหนักกุญแจสะสมพุ่งสูงถึงราว 45 ตันจนโครงสร้างเริ่มรับไม่ไหว เอาเข้าจริงต่อให้ไม่มีกุญแจคล้องแล้ว เสน่ห์และความโรแมนติกของ Pont des Arts ก็ยังเต็มร้อย และการได้ยืนมองแสงสุดท้ายสะท้อนผืนน้ำตรงนี้คือการปิดจบวันแรกได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

DAY 2 : Iconic Heritage & Gothic Wonder

✿ Domaine National du Palais-Royal

เริ่มต้นเช้าวันที่สองกันที่ Domaine National du Palais-Royal พระราชวังเก่าแก่ไม่ไกลจาก Louvre ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1634 โดย Cardinal de Richelieu และสถาปนิก Jacques Lemercier ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นที่ประทับของราชวงศ์และตระกูล Orléans กลายเป็นพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ การเมือง และศิลปะทับซ้อนกันอยู่ แต่จุดที่สะดุดตาตั้งแต่ก้าวแรกคือ Cour d’Honneur ลานกลางพระราชวังที่จับสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาชนกับงานร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เพราะมี Les Deux Plateaux หรือ Colonnes de Buren ผลงานของ Daniel Buren เมื่อปี 1986 กระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร จนกลายเป็นภาพจำของที่นี่ไปแล้ว

พอเข้าไปใกล้จะเห็นว่าเสาทั้ง 260 ต้นไม่ได้วางสะเปะสะปะ แต่ Buren ตั้งใจดีไซน์ให้รับกับจังหวะแนวเสาอาคารรอบลาน ใช้ลายทางขาว-ดำซิกเนเจอร์ และทำความสูงไล่ระดับตั้งแต่เตี้ยเรี่ยดินไปจนถึงเสาสูงกว่า 3 เมตร บางส่วนยังซ่อนระดับลงไปใต้พื้นตามชื่อ Les Deux Plateaux ส่วนอีกมุมของลานมี Sphérades ประติมากรรมน้ำพุลูกบอลสเตนเลส 10 ลูกที่หมุนช้า ๆ ตามแรงน้ำ สะท้อนแสงแดดและอาคารรอบด้านได้สวยมาก และที่เราชอบคือทั้งพื้นที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนงานศิลปะที่ต้องยืนมองอยู่ห่าง ๆ แต่เปิดให้คนเดินเข้าไปนั่ง ขึ้นไปยืน หรือถ่ายรูปเล่นกับงานได้เต็มที่ เลยไม่น่าแปลกที่มุมนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งพิกัดถ่ายรูปสุดฮิตของปารีสไปแล้ว

นอกจากลานสุดเท่แล้ว ตรงกลางพระราชวังแห่งนี้ยังมี Jardin du Palais Royal สวนสไตล์ฝรั่งเศสอายุกว่า 390 ปี ที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึกเก่าแก่ท่ามกลางย่านคึกคักใจกลางปารีส แต่พอเดินทะลุเข้ามาด้านในกลับให้ความรู้สึกสงบขึ้นทันที ทั้งสนามหญ้า แปลงดอกไม้ แนวต้นไม้ และทางเดินที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางสวนมีบ่อน้ำขนาดใหญ่พร้อมน้ำพุเป็นจุดเด่น รายล้อมด้วยเก้าอี้กลางแจ้งที่คนมาจับจองนั่งพัก อ่านหนังสือ หรือเอนตัวรับแดดยามบ่ายกันแบบสบาย ๆ ส่วนตัวเราชอบแนว Linden หรือ le tilleul ที่ยืนเรียงกันเป็นแถวลึกตามแนวสวน เดินผ่านแล้วได้มุมถ่ายรูปสวย ๆ แบบคลาสสิกมาก แถมยังมีประติมากรรมหินอ่อนและแปลงกุหลาบช่วยตัดกับความเขียวของสวน ทำให้พื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้มีทั้งมุมพักผ่อนและมุมถ่ายรูปให้เดินเจอไปเรื่อย ๆ

✿ Café Kitsuné – Palais Royal

ถ้าใครเริ่มต้นแต่เช้าแล้วต้องการเติมคาเฟ่แบบไว ๆ ก่อนไปเที่ยวต่อ เราแนะนำให้แวะที่ Café Kitsuné – Palais Royal คาเฟ่ของ Maison Kitsuné แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์สัญชาติฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นที่เปิดสาขานี้มาตั้งแต่ปี 2013 และถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของ Café Kitsuné เลย ตัวร้านซ่อนอยู่ใน Galerie de Montpensier ใจกลาง Palais Royal ท่ามกลางอาคารเก่าแก่และสวนสไตล์คลาสสิก แต่กลับตกแต่งออกมาแบบมินิมอลร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ด้วยความที่แบรนด์มีแฟชั่นเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เลยไม่แปลกที่ตั้งแต่การจัดร้าน เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงแก้วกาแฟจะดูมีดีไซน์ไปหมด นั่งตรงไหนก็เหมือนได้อยู่ในมู้ดบอร์ดของของแบรนด์

แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดคือบรรยากาศรอบ ๆ ที่ให้ฟีล Parisian lifestyle มาก ๆ โดยเฉพาะที่นั่งด้านนอกใต้ระเบียงอาคาร มองคนเดินผ่านไปมาพร้อมจิบกาแฟหรือ Matcha เย็น ๆ คือเพลินมาก ยิ่งนั่งยิ่งรู้สึกว่าคนที่มาร้านนี้แต่งตัวกันดีแบบไม่ต้องพยายาม เหมือนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของฉากแฟชั่นไปโดยอัตโนมัติ ส่วนเมนูก็มีทั้ง Espresso, Latte, Cappuccino รวมถึง Matcha และเครื่องดื่มเย็น ๆ กับขนมอบต่าง ๆ ที่เสิร์ฟมาแบบเรียบ ๆ แต่ดูดีตามสไตล์ของแบรนด์ สำหรับเราไม่ได้มาที่นี่เพราะต้องตามหากาแฟที่ดีที่สุดในปารีส แต่ชอบตรงที่ได้นั่งพักสักแป๊บแล้วมองผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในโลเคชันที่สวยมาก ๆ มากกว่า

✿ Musée du Louvre

ถ้าจะมีสักหนึ่งพิกัดที่มาปารีสแล้วต้องเห็นกับตา ก็คงหนีไม่พ้น Musée du Louvre พิพิธภัณฑ์ระดับตำนานที่ยิ่งใหญ่ทั้งในแง่ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม เพราะตัวอาคารเดิมคือพระราชวังที่ผ่านการต่อเติมโดยกษัตริย์ฝรั่งเศสมาหลายร้อยปี ก่อนจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปี 1793 จนกลายมาเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของโลก แต่สำหรับเราความว้าวเริ่มตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าไปด้านใน เพราะแค่ยืนอยู่บริเวณลานด้านหน้า ก็ได้เห็นการชนกันของสถาปัตยกรรมพระราชวังสุดอลังการกับพีระมิดกระจกของ I. M. Pei ที่เปิดตัวในปี 1989 แบบโคตรว้าว ไม่แปลกใจเลยที่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของ Louvre ไปอย่างสมบูรณ์แบบ จากที่ตอนแรกเคยเป็นโปรเจกต์ที่สร้างเสียงวิจารณ์ไม่น้อย วันนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของปารีสที่เห็นปุ๊บก็รู้ทันทีว่านี่แหละ Louvre

แค่ก้าวเข้าไปด้านในก็เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งแล้ว Louvre มีพื้นที่จัดแสดงกว่า 70,000 ตารางเมตร รวม 403 ห้อง และทางเดินรวมกันยาวถึง 14.5 กิโลเมตร ปัจจุบันแบ่งคอลเลกชันออกเป็น 9 โซน ตั้งแต่ Egyptian Antiquities, Greek, Etruscan and Roman Antiquities, Paintings, Sculptures, Decorative Arts ไปจนถึง Islamic Art และ Byzantine & Eastern Christian Art เรียกว่าถ้าจะเดินให้ครบจริง ๆ คงต้องเผื่อเวลากันเป็นวัน ๆ เลย ส่วนเราในทริปนี้ตั้งใจมาเก็บไฮไลต์สำคัญ ๆ ให้ได้มากที่สุด ทั้งโถงทางเดินสุดอลังการ ประติมากรรมระดับตำนานอย่าง Venus de Milo และ Winged Victory of Samothrace ไปจนถึงภาพเขียนชื่อดังที่กระจายอยู่ตามห้องต่าง ๆ คือเดินไปตรงไหนก็มีอะไรให้หยุดดูจนแทบไม่มีคำว่าเดินผ่านเฉย ๆ เลยจริง ๆ

และแน่นอนว่าเป้าหมายใหญ่ของการมาครั้งนี้คือ Mona Lisa หรือ La Joconde ผลงานของ Leonardo da Vinci ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ภาพนี้เชื่อกันว่าเป็นภาพของ Lisa Gherardini ภรรยาของพ่อค้าผ้าไหมชาวฟลอเรนซ์ Francesco del Giocondo และ Leonardo เริ่มทำงานกับภาพนี้ตั้งแต่ราวปี 1503 ก่อนจะเก็บไว้กับตัวเองและนำติดตัวมายังฝรั่งเศสในช่วงบั้นปลายชีวิต จนต่อมากลายเป็นสมบัติของราชวงศ์ฝรั่งเศสและเข้าสู่คอลเลกชันของ Louvre หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ของจริงอาจไม่ได้ใหญ่เท่าที่จินตนาการไว้ แต่พอได้ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วมองอย่างละเอียดท่ามกลางผู้คนจากทั่วโลกที่ตั้งใจมาดูภาพเดียวกัน มันก็อดรู้สึกพิเศษไม่ได้ โดยเฉพาะรอยยิ้มลึกลับกับเทคนิคการไล่สีแบบ Sfumato ที่ทำให้ขอบของใบหน้าและแสงเงาค่อย ๆ เบลนด์เข้าหากันอย่างนุ่มนวล จนสีหน้าของเธอดูเหมือนเปลี่ยนไปเล็ก ๆ ทุกครั้งที่เรามอง

✿ Sainte-Chapelle

ถ้าพูดถึงสถาปัตยกรรมกอธิกที่สวยสะกดใจที่สุดแห่งหนึ่งในปารีส ชื่อของ Sainte-Chapelle ต้องมาอยู่อันดับต้น ๆ แน่นอน โบสถ์หลวงแห่งนี้ตั้งอยู่บน Île de la Cité สร้างขึ้นระหว่างปี 1242–1248 ตามพระบัญชาของ Louis IX เพื่อใช้เก็บวัตถุศักดิ์สิทธิ์สำคัญอย่าง Crown of Thorns หรือมงกุฎหนามของพระเยซู ตัวอาคารจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เสมือน ‘หีบสมบัติศักดิ์สิทธิ์’ (reliquary) ขนาดยักษ์ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่างเคยเป็นพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่วังและข้าราชบริพาร ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อดีตเคยสงวนไว้เฉพาะกษัตริย์และราชสำนักเท่านั้น แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถตีตั๋วเข้าชมความงดงามของพื้นที่แห่งนี้ได้

พอเดินขึ้นบันไดวนมาถึงด้านบนบอกเลยว่าอึ้ง เพราะเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในกล่องอัญมณีขนาดยักษ์ที่แทบไม่มีผนังทึบ มีเพียงหน้าต่างกระจกสี 15 ช่องสูงราว 15 เมตร ล้อมรอบ 360 องศา กระจกเหล่านี้ร้อยเรียงเรื่องราวกว่า 1,113 ฉาก ตั้งแต่เรื่องการสร้างโลก ไปจนถึงเรื่องราวของพระคริสต์ และการนำ Crown of Thorns มายังกรุงปารีส แม้จะเคยเสียหายช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ก็ได้รับการบูรณะจนกลับมางดงาม การได้ยืนมองดีเทลเล็ก ๆ ราวกับเปิดหน้าหนังสือภาพยุคกลาง ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกหลากสีลงมาเปลี่ยนมู้ดอาบไล้ตัวอาคาร ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า Gothic Wonder ได้ทันที

✿ Shakespeare and Company Café

พักชิล ๆ หลังทานมื้อเที่ยงด้วยกาแฟดี ๆ สักแก้วที่ Shakespeare and Company Café คาเฟ่เล็ก ๆ ที่เป็นเหมือนส่วนต่อขยายของร้านหนังสือชื่อดัง บรรยากาศของร้านให้ฟีลอบอุ่นและเป็นกันเองมาก โดยเฉพาะโต๊ะด้านนอกที่เปิดให้นั่งรับลมพร้อมมองผู้คนเดินผ่านไปมา แถมยังได้เห็นวิวของ Notre-Dame อยู่ไม่ไกลอีกด้วย ส่วนด้านในตกแต่งเรียบง่าย มีชั้นวางหนังสือ ของที่ระลึก และสินค้าต่าง ๆ ให้เลือกชม ส่วนเมนูมีทั้ง specialty coffee ที่ใช้เมล็ดคั่วในปารีส ชา และขนมสไตล์ฝรั่งเศสกับอังกฤษที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล เราสั่งกาแฟกับขนมมานั่งละเลียดช้า ๆ ถือเป็นช่วงพักขาที่เข้ากับบรรยากาศย่านนี้มาก ยิ่งได้มานั่งซึมซับบรรยากาศตรงนี้ ก็ยิ่งเข้าใจเลยว่าทำไมมุมเล็ก ๆ แห่งนี้ถึงมีเสน่ห์จนคนรักหนังสือจากทั่วโลกอยากแวะมาเยือนเมื่อมาปารีส

Cathédrale Notre-Dame de Paris

ทิ้งท้ายวันนี้กับแลนด์มาร์กที่เป็นเหมือนหัวใจของปารีสอย่าง Cathédrale Notre-Dame de Paris มหาวิหารกอธิกที่ใช้เวลาราว 2 ศตวรรษกว่าจะแล้วเสร็จ ตั้งตระหง่านอยู่บน Île de la Cité มานานกว่า 860 ปี ก่อนจะผ่านทั้งช่วงเวลารุ่งเรือง ความเสียหายในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส และการบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 19 ภายใต้การดูแลของ Eugène Viollet-le-Duc จนกลายเป็นภาพจำของ Notre-Dame อันมียอดแหลมที่เป็นเอกลักษณ์แบบที่เราคุ้นตา หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 2019 ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก มหาวิหารก็ใช้เวลาบูรณะอยู่ถึง 5 ปี ก่อนเปิดประตูต้อนรับผู้คนอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2024 และวันนี้เราจึงได้กลับมายืนมองด้านหน้าอันยิ่งใหญ่ของมันอีกครั้ง ทั้งหอคอยคู่สูง 69 เมตร และประติมากรรมละเอียดแน่นเต็มซุ้มประตู โดยเฉพาะประตูทางเข้าทั้ง 3 บานที่เล่าเรื่องราวทางศาสนาผ่านงานแกะสลัก ตั้งแต่ Portal of Sainte-Anne, Portal of the Last Judgment ไปจนถึง Portal of the Virgin

พอเดินเข้าไปด้านใน ความยิ่งใหญ่ก็เปลี่ยนจากรายละเอียดบนผนังมาเป็นความอลังการของพื้นที่ทั้งหลังทันที โถงกลางสูงโปร่งทอดยาวไปจนถึงแท่นบูชา รายล้อมด้วยเสาโค้งแบบกอธิก แชนเดอเลียร์ และกระจกสีที่ช่วยเติมสีสันให้แสงธรรมชาติไหลเข้ามาในตัววิหาร โดยเฉพาะหน้าต่างกุหลาบขนาดใหญ่ที่เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของ Notre-Dame รวมถึงงานประติมากรรม ภาพวาด และฉากกั้นประดับสีสันที่ยังคงบอกเล่าเรื่องราวทางศาสนาอยู่ทั่วพื้นที่ แต่สิ่งที่เราอยากให้ลองเงยหน้ามองอีกอย่างคือ Grand Organ ที่ตั้งอยู่เหนือโถงกลาง มีท่อเกือบ 8,000 ท่อ 5 คีย์บอร์ด และ 109 registers ถือเป็นหนึ่งในออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสและเป็นเครื่องดนตรีคู่มหาวิหารที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก หลังจากผ่านการบูรณะครั้งใหญ่ เครื่องดนตรีนี้ก็กลับมาบรรเลงอีกครั้ง ทำให้การกลับมาเยือน Notre-Dame วันนี้ รู้สึกเหมือนได้เห็นสถานที่แห่งหนึ่งกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ก่อนกลับอย่าลืมแวะมองพื้นบริเวณด้านหน้ามหาวิหาร เพราะตรงนี้มี Point Zéro des Routes de France หรือจุดกิโลเมตรที่ 0 ของฝรั่งเศส หมุดทองเหลืองเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการคำนวณระยะทางจากปารีสไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยปัจจุบันเป็นแผ่นวงกลมประดับรูปกุหลาบทิศและสัญลักษณ์ของทิศทั้งสี่ ซึ่งเพิ่งถูกนำกลับมาติดตั้งใหม่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 หลังของเดิมได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้และไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ แต่ที่น่ารักคือสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ความหมายทางภูมิศาสตร์ เพราะมีความเชื่อกันว่าถ้าได้มายืนบน Point Zéro แล้ว วันหนึ่งจะได้กลับมาปารีสอีกครั้ง เพราะฉะนั้นไหน ๆ ก็มาแล้ว จะลองยืนบนสะดือปารีสแล้วอธิษฐานสักหนึ่งข้อก็คงไม่เสียหาย ถือเป็นการจบวันแบบมีความหมายดี ๆ

DAY 3 : Parisian Lifestyle & Timeless Views

วันสุดท้ายเราขอพาทุกคนสวมบทเป็นชาวปารีเซียง เริ่มต้นเช้าแบบสโลว์ ๆ กันที่ Le Marais ย่านสุดชิคบนฝั่งขวาของแม่น้ำแซนที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศเหมือนหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางเมืองใหญ่ เดินไปตามถนนและตรอกที่คดเคี้ยวก็จะได้เห็นอีกด้านของปารีสที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ทั้งอาคารเก่าและ hôtels particuliers หรือคฤหาสน์ของชนชั้นสูงจากช่วงศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งเป็นหนึ่งในเสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้ Le Marais มีหน้าตาแตกต่างจากย่านอื่น ๆ ของเมือง เพราะรอดพ้นจากการรื้อสร้างครั้งใหญ่ในอดีต โครงผังถนนยุคโบราณและคอร์ทยาร์ดลับตาคนที่ซ่อนอยู่หลังซุ้มประตูจึงยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

แต่สิ่งที่ทำให้ Le Marais น่าเดินกว่าการมาเก็บแลนด์มาร์กทีละจุด คือความรู้สึกของ “ปารีสที่กำลังใช้ชีวิตอยู่จริง” เพราะย่านนี้รวมทั้งมรดกทางประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวยิว แกลเลอรีศิลปะ ร้านแฟชั่นและดีไซเนอร์ บูติกเล็ก ๆ คาเฟ่ ร้านอาหาร ไปจนถึงสตรีทอาร์ต งานเซรามิกโมเสกแนว ๆ และผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตตามท้องถนนไว้ในพื้นที่เดียวกัน จากตรอกหิน อาคารสีครีม ประตูไม้เก่า ๆ ไปจนถึงหน้าร้านสีสันสดใสและแฟชั่นของผู้คนระหว่างทาง จึงเป็นย่านที่เหมาะมากกับการเดินไปเรื่อย ๆ แล้วปล่อยให้เมืองเป็นคนเล่าเรื่องให้ฟัง ก่อนที่เราจะค่อย ๆ แวะเก็บพิกัดน่าสนใจต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ทั่ว Le Marais กันต่อในวันนี้

✿ RECTO VERSO WHITE Coffee

ฮอปปิงคาเฟ่ร้านแรกในย่านกันที่ RECTO VERSO WHITE Coffee คาเฟ่เล็ก ๆ บน Rue Portefoin ที่ซ่อนตัวอยู่ในบรรยากาศเงียบสงบของ Haut-Marais เหมาะกับการแวะพักจิบกาแฟในช่วงเช้าแบบที่ไม่ต้องเร่งรีบ ตัวร้านเป็นพื้นที่ขนาดกะทัดรัดที่ใช้ผนังหินเก่าและไม้สีอ่อนเป็นองค์ประกอบหลัก ให้ความรู้สึกอบอุ่น เรียบง่าย และมีความเป็นงานคราฟต์อยู่ในตัว ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ทำโดยช่างไม้และภาชนะเซรามิกจากช่างฝีมืออิสระ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ร้านมี character มากกว่าคาเฟ่ที่เน้นความสวยเพื่อถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว ชื่อ RECTO VERSO เองก็มาจากอัลบั้มเพลงที่เจ้าของร้านฟังในช่วงที่ย้ายมาอยู่ปารีส และคอนเซปต์ของร้านก็เหมือนจะชวนให้คนวางจอแล้วกลับมาอยู่กับช่วงเวลาตรงหน้า ไม่มี Wi-Fi และมีป้ายขอความร่วมมือไม่ให้นั่งทำงานกับแล็ปท็อป จึงกลายเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เหมาะกับการนั่งคุย อ่านหนังสือ หรือแค่จิบกาแฟแล้วมองผู้คนผ่านไปมาแทน

ส่วนเครื่องดื่มที่นี่เน้น specialty coffee ใช้เมล็ดจาก Fuglen พร้อมเมนูทั้งร้อนและเย็น รวมถึง hojicha latte และ espresso tonic ที่ถูกพูดถึงในไกด์คาเฟ่ต่างชาติ ขณะที่ขนมเป็น homemade ตั้งแต่ scone, cake ไปจนถึง petit écolier-style biscuit ที่ถูกเพ้นโลโก้ร้านบนหน้าขนม ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูขายดีที่กวาดคำชมไปเพียบเช่นกัน แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะสั่งมาลองคู่กับทั้งกาแฟดำและกาแฟนม บอกเลยว่าดีทั้งคู่ กาแฟรสบาลานซ์ ดื่มง่าย ส่วนเจ้าตัว biscuit นี่แหละที่ทำเราเซอร์ไพรส์มาก ช็อกโกแลตที่เคลือบอยู่ด้านบนเข้ากับตัวบิสกิตกำลังดี ยิ่งกัดพร้อมจิบกาแฟดำไปด้วยยิ่งลงตัว เป็นขนมชิ้นเล็ก ๆ ที่ตอนแรกไม่ได้คาดหวังมาก แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราชอบที่สุดจากร้านนี้เลย

✿ Sevenly Heart

คาเฟ่ต่อมาขอพาไปทำความรู้จักกับ Sevenly Heart ที่แค่เดินมาเจอหัวใจสีขาวดวงเล็ก ๆ บนผนังหน้าร้านปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่ามาถูกพิกัดแล้ว ♡ ที่นี่โดดเด่นตั้งแต่หน้าร้านไปจนถึงรายละเอียดด้านในด้วยบรรยากาศแบบ vintage coquette ที่ผสมเฟอร์นิเจอร์วินเทจ งานไม้แกะสลัก ผ้าลูกไม้ ดอกไม้ และของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนให้ความรู้สึกคล้ายเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านเก่าที่ถูกแต่งใหม่ให้หวานขึ้นอีกนิด โดยเบื้องหลังร้านยังเชื่อมโยงกับ Peng Tai แบรนด์แฟชั่น womenswear ของผู้ก่อตั้ง ซึ่งรายละเอียดจากโลกแฟชั่นก็ถูกหยิบมาใส่ไว้ในร้านด้วย ทั้งเฟอร์นิเจอร์สไตล์ Louis XV และเมนูผ้าลินินที่ใช้ผ้าแบบเดียวกับที่ปรากฏบนป้ายเสื้อผ้าของแบรนด์ ยิ่งเดินดูรอบ ๆ ก็ยิ่งเจอหัวใจแทรกอยู่แทบทุกมุม ตั้งแต่โลโก้สีชมพูบนแก้วและของใช้ ไปจนถึงถุงผ้าและของกระจุกกระจิกที่ร้านทำขายเอง เรียกได้ว่าเป็นคาเฟ่ที่ไม่ได้แค่ตั้งชื่อว่า Sevenly Heart แต่เอามู้ดของ “heart” มาเล่นกับทุกองค์ประกอบจริง ๆ

เมนูเครื่องดื่มที่เราเลือกวันนี้ก็ขอเล่นกับธีมของร้านไปเลยกับ Red Velvet Latte เครื่องดื่มสีชมพูแดงที่ใช้ beet powder ผสมกับนม ให้รสนุ่มละมุนและดื่มง่าย ด้านบนยังแต่งด้วยลายหัวใจเล็ก ๆ ที่เข้ากับคาแรกเตอร์ของร้านแบบน่ารักกำลังดี ด้านขนมก็ไม่พลาดที่จะลอง Velvet Heart เค้ก Red Velvet เนื้อนุ่มที่เสิร์ฟพร้อม sour cream topping ช่วยเติมรสเปรี้ยวเบา ๆ เข้ามาตัดความหวาน ทำให้กินเพลินและไม่เลี่ยนจนเกินไป เป็นสองเมนูที่จับมา pairing กันแล้วเริ่ดมาก ลงตัวทั้งรสชาติและหน้าตาเลย ♡

Musée National Picasso-Paris

สำหรับคนที่รักในงานศิลปะและอยากทำความรู้จักผลงานของศิลปินระดับโลกให้ลึกขึ้น Musée National Picasso-Paris คืออีกหนึ่งพิกัดที่ไม่ควรพลาดในย่านนี้ ตัวมิวเซียมตั้งอยู่ภายในคฤหาสน์เก่าแก่ยุคศตวรรษที่ 17 อย่าง Hôtel Salé คฤหาสน์สไตล์บาร็อกสุดอลังการที่เคยเป็นบ้านของพ่อค้าเกลือ (ที่มาของชื่อตึก) ก่อนจะถูกรีโนเวทใหม่ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แค่ก้าวเข้ามาตั้งแต่ลานด้านหน้า โถงทางเข้า จนถึงบันไดหินดัดโค้งสไตล์คลาสสิก ก็เหมือนได้เสพงานสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสยุคเก่าไปพร้อม ๆ กัน เราชอบตรงที่การจัดแสดงเขาออกแบบให้พื้นที่อาร์ตกลืนไปกับโครงสร้างเดิมของคฤหาสน์ เวลาเดินดูเลยให้ฟีลเหมือนมาเดินเล่นในบ้านหรูของนักสะสมงานศิลป์ มากกว่าการเดินอยู่ในมิวเซียมสีขาวโล่ง ๆ ทั่วไป

ด้านในคือโลกของ Picasso แบบจุใจสมชื่อ เพราะที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของ Pablo Picasso ไว้มากที่สุดในโลกกว่า 5,000 ชิ้น ครอบคลุมตั้งแต่ภาพวาด ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ไปจนถึงงานเซรามิก แถมยังมีคลังจดหมายเหตุ ภาพถ่าย และบันทึกส่วนตัวที่ทำให้เราได้เห็นเบื้องหลังและพัฒนาการทางความคิดของเขาแบบเรียงลำดับ ปัจจุบันคอลเลกชันถาวรจะกระจายอยู่บน 3 ชั้นหลัก ส่วนชั้นล่างกับชั้นใต้ดินจะมีนิทรรศการชั่วคราวหมุนเวียนมาให้ดูเรื่อย ๆ โดยเขามักจะดึงเอาผลงานศิลปินร่วมสมัยมาจัดแสดง ทำให้เกิดบทสนทนาสนุก ๆ ระหว่างงานของพิคัสโซกับงานยุคใหม่ เป็นอีกหนึ่งที่ที่เดินเพลินและคุ้มค่าแก่การใช้เวลามาก

✿ Café Hugo

เพื่อให้เข้าถึงความเป็นชาวปารีเซียง เที่ยงนี้เราแวะฝากท้องกันที่ Café Hugo ร้านสไตล์ Parisian café terrace ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ซุ้มอาร์เคดของ Place des Vosges บรรยากาศตรงนี้คือภาพจำของการนั่งคาเฟ่ในปารีสแบบที่เราอยากลองสักครั้ง โต๊ะกลมเล็ก ๆ เรียงรายไปตามทางเดิน เก้าอี้หวายสานวางอยู่ใต้เพดานโค้งของอาคารเก่า และผู้คนแวะมานั่งกินมื้อกลางวัน จิบเครื่องดื่ม หรือพักจากการเดินเที่ยวในย่านกันแบบเรื่อย ๆ ที่น่ารักคือชื่อของร้านเชื่อมโยงกับ Victor Hugo นักเขียนระดับตำนานของฝรั่งเศส ซึ่งเคยพำนักอยู่ที่บ้านเลขที่ 6 บนจัตุรัสแห่งนี้ในช่วงปี 1832–1848 ไม่ไกลจากร้าน ทำให้บรรยากาศรอบพิกัดนี้อบอวลไปด้วยทั้งกลิ่นอายปารีสยุคเก่าและเรื่องราวทางวรรณกรรมที่ยังมีชีวิตชีวามาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับมื้อเที่ยงที่นี่ เราจัดเต็มความอร่อยในสไตล์ French café classics เริ่มด้วย French Onion Soup ซุปหัวหอมร้อน ๆ โปะขนมปังและชีสเยิ้ม ๆ ที่อบจนผิวหน้าเป็นสีทองสวย ต่อด้วย Escargots หอยทากอบเนยกระเทียมสมุนไพรหอม ๆ เสิร์ฟมาร้อน ๆ กินคู่กับขนมปังคือเข้ากันที่สุด หรือใครอยากเปลี่ยนฟีลมาเป็นเมนูทานง่ายสไตล์บราสเซอรี่อย่าง Fish & Chips กรอบ ๆ ก็มีให้เลือกเช่นกันแถมเป็นเมนฮอตของร้านซะด้วย และแน่นอนเพื่อให้ได้ซัมเมอร์ไวป์แบบปารีสในวันที่อากาศเป็นใจ เครื่องดื่มต้องจบที่ Aperol Spritz สีส้มสดใส จิบเย็น ๆ เคล้าบรรยากาศชิล ๆ บอกเลยว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า Parisian café terrace culture ได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว

✿ Place des Vosges

ความพีคของการเดินเล่นในย่านเลอ มาเรส์พุ่งทะยานขึ้นสุดขีดทันทีที่เราก้าวเท้าเข้าสู่ Place des Vosges จัตุรัสเก่าแก่ที่เหมือนมีอีกโลกหนึ่งซ่อนตัวอยู่ เพราะจากตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยผู้คนและร้านรวง เมื่อทะลุเข้ามาด้านในปุ๊บ ภาพที่เห็นคือสนามหญ้าสีเขียวขจีขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชาวปารีเซียงออกมาใช้ชีวิตกันแบบเรียล ๆ ทั้งมาปูผ้านั่งปิกนิก นอนอ่านหนังสือ บางคนใส่บิกินีมานอนอาบแดดรับซัมเมอร์กันแบบจริงจัง หรือรวมกลุ่มนั่งพูดคุยกันใต้ร่มไม้ บรรยากาศรอบตัวมันดูชิลและเป็นธรรมชาติมาก เป็นภาพซัมเมอร์ไวป์ปารีสที่ถูกต้องและมีชีวิตชีวา ยิ่งกว่าการเดินตามเก็บแลนด์มาร์กทั่วไปหลายเท่า เป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ทำให้หลงรักเมืองนี้ในฤดูร้อนเข้าอย่างจัง

แต่ความเก๋คือเบื้องหลังสนามหญ้าอันแสนผ่อนคลายแห่งนี้ ซ่อนประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนกลับไปได้มากกว่า 4 ศตวรรษ เดิมทีที่นี่ใช้ชื่อว่า Place Royale เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1605 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1612 ในยุคของกษัตริย์ Louis XIII โดยถือเป็นจัตุรัสวางผังแบบสมมาตรที่เก่าแก่ที่สุดในปารีส รายล้อมด้วยตึกอิฐแดงสลับหินสีอ่อนหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบทั้งสี่ด้าน ส่วนสวนตรงกลางที่พวกเราเห็นกันคือ Square Louis XIII ที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่กว่า 150 ต้น น้ำพุทั้ง 4 มุม และรูปปั้นทรงม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง แม้รูปปั้นเดิมจะเคยถูกทำลายช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยรูปปั้นหินอ่อนชุดปัจจุบันตั้งแต่ปี 1819 จากอดีตเคยเป็นลานประลองฝีมือและพื้นที่จัดงานสำคัญของราชสำนัก วันนี้จัตุรัสหลวงแห่งนี้กลับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นห้องนั่งเล่นกลางแจ้งสุดโปรดของชาวเมือง ได้ทั้งเสพสถาปัตยกรรมสวย ๆ ซึมซับสตอรี่แน่น ๆ และเก็บบรรยากาศซัมเมอร์แบบเต็มอิ่มในที่เดียว

✿ Bouquet de tulipes de Jeff Koons

เติมความสดใสให้บ่ายวันนี้ด้วยพิกัดสุดน่ารัก Bouquet of Tulips ของ Jeff Koons ประติมากรรมขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนด้านหลัง Petit Palais มองไกล ๆ จะเห็นเป็นมือขนาดมหึมากำลังถือช่อดอกทิวลิปสีสันสดใส แต่พอเข้าไปยืนใกล้ ๆ จะพบว่าช่อนี้มีดอกทิวลิปอยู่ 11 ดอก จากความตั้งใจแรกที่อยากให้มี 12 ดอก โดยการหายไปหนึ่งดอกนี้ถูกตั้งใจให้เป็นตัวแทนของความสูญเสียที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนได้ ตัวดอกไม้ถูกหล่อขึ้นในรูปทรงคล้ายลูกโป่งพอง ๆ สีสันสดใส ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์สไตล์ Balloon Art ที่ Koons หยิบมาเล่นอยู่บ่อย ๆ งานชิ้นนี้ยังมีความหมายที่ลึกกว่าความน่ารัก เพราะศิลปินตั้งใจมอบให้กรุงปารีสเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ การมองโลกในแง่ดี และการเยียวยาจิตใจหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในปี 2015–2016 การได้มาเห็นของจริงในวันที่ฟ้าเปิดแดดสวย มีสนามหญ้าสีเขียวขจีรายล้อม ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความ playful และความสดใสที่อบอวลไปทั่วบริเวณ

Arc de Triomphe

แวะเช็กอินกันต่อกับอีกหนึ่งแลนด์มาร์กประจำเมือง Arc de Triomphe ประตูชัยที่สร้างขึ้นตามพระบัญชาของ Napoleon I ในปี 1806 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กองทัพ Grande Armée ก่อนจะใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 30 ปีและเปิดอย่างเป็นทางการในปี 1836 ตัวอนุสาวรีย์สูงเกือบ 50 เมตร กว้างราว 45 เมตร และโดดเด่นด้วยงานประติมากรรมที่เล่าเรื่องราวของสงครามและความกล้าหาญของชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประติมากรรมขนาดใหญ่ 4 ชุดที่ประดับอยู่บริเวณฐาน ผลงานของ François Rude, Jean-Pierre Cortot และ Antoine Etex ซึ่งแต่ละชิ้นสื่อถึงเหตุการณ์และแนวคิดต่างกัน ตั้งแต่การออกไปรบ การต่อต้านการรุกราน ไปจนถึงชัยชนะและการกลับคืนสู่สันติภาพ ส่วนบนผนังและเสาของประตูชัยยังเต็มไปด้วยรายชื่อสมรภูมิและนายพลจากสงครามในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสและยุคจักรวรรดิ ทำให้แค่เดินดูรายละเอียดรอบ ๆ ก็เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสผ่านงานสถาปัตยกรรมชิ้นใหญ่

แต่ถ้ามาถึงที่นี่แล้ว เราแนะนำให้ตีตั๋วเดินขึ้นบันไดวนกว่า 284 ขั้น เพื่อดื่มด่ำวิวปารีสแบบ 360 องศาจากด้านบน เพราะไฮไลต์ของการขึ้นมาบน Arc de Triomphe คือการได้เห็นผังเมืองปารีสแบบที่มองจากพื้นไม่มีทางเห็นชัดขนาดนี้ ทั้ง Champs-Élysées ที่พุ่งยาวตรงออกไปจากตัวประตูชัย และถนนสายต่าง ๆ ที่แผ่ออกจากวงเวียนรูปดาว Place Charles-de-Gaulle รวม 12 เส้น ที่สำคัญคือจากมุมนี้ยังมองเห็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองอย่างหอไอเฟล, Sacré-Cœur, Les Invalides และ La Défense กระจายอยู่ตามเส้นขอบฟ้า ยิ่งในวันที่เราไปท้องฟ้าเปิดและอากาศสดใส วิวหลังคาอาคารที่ทอดยาวไปสุดสายตาตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าช่วยให้เห็นมิติของปารีสได้เต็ม ๆ เป็นอีกหนึ่งมุมที่ทำให้รู้สึกว่า เม็ดเหงื่อที่เสียไปคุ้มค่ามากจริง ๆ

✿ Eiffel Tower

ปิดจบทริปกับพิกัดที่ตะโกนความเป็นปารีสได้ชัดที่สุดอย่าง Eiffel Tower หอคอยเหล็กที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นไฮไลต์ของงาน Exposition Universelle 1889 และเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศส แม้ช่วงแรกจะเคยถูกต่อต้านจากกลุ่มศิลปิน แต่ตัวหอคอยก็ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง โครงสร้างประกอบด้วยชิ้นส่วนโลหะกว่า 18,000 ชิ้น หมุดย้ำ 2.5 ล้านตัว และใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี 2 เดือน 5 วัน โดยปัจจุบันหลังจากมีการติดตั้งเสาอากาศวิทยุชุดใหม่ที่ยอดแหลม ทำให้ความสูงขยับขึ้นมาอยู่ที่ 330 เมตร แต่ตัวเลขความยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้ก็ไม่เท่ากับการได้มายืนมองโครงเหล็กมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำแซนด้วยตาตัวเอง

ด้วยความที่ไอเฟลมีขนาดใหญ่และสามารถมองเห็นได้จากหลายมุม การเดินไล่เก็บ photo spots รอบ ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สนุกมากสำหรับคนที่มีเวลา แต่หากเวลาจำกัดเราแนะนำ Pont de Bir-Hakeim สะพานเหล็กสองชั้นกับซุ้มโค้งสุดเท่ ต่อด้วย Avenue de Camoëns ถนนสั้น ๆ ที่ได้เฟรมตึกคลาสสิกคู่หอไอเฟล หรือจะแวะ Rue Saint-Dominique และ Rue de l’Université ที่แนวอาคารช่วยนำสายตาให้เห็นหอไอเฟลโผล่ขึ้นมาเป็นฉากหลังในมุมแบบ Parisian street สัมผัสวิถีชีวิตจริงไปพร้อมกับการเดินหามุมถ่ายรูปที่ไม่ซ้ำใครก็เลิศไม่แพ้กัน

หลังจากเดินถ่ายรูปกันจนพอหอมปากหอมคอ ทางเราเลือกหาซื้อ พิซซ่า กาแฟ มาการอง และขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ มานั่งชิลกันที่ Jardins du Trocadéro สวนบนเนิน Chaillot ที่ปรับโฉมครั้งใหญ่สำหรับงาน Exposition Universelle 1937 พร้อมไฮไลต์อย่าง Fontaine de Varsovie น้ำพุขนาดใหญ่ที่ทอดยาวอยู่กลางสวน มีหัวฉีดกว่า 20 กระบอก ช่วยสร้างทั้งเสียงและ movement ให้พื้นที่มีชีวิตชีวา ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวและการแสดงเปิดหมวก นั่งกินของอร่อยมองหอไอเฟลท่ามกลางเสียงเมือง เป็นโมเมนต์ที่เรียบง่ายแต่เต็มอิ่มที่สุด

ถ้าใครอยากเก็บอีกหนึ่งซีนของไอเฟิลช่วงพระอาทิตย์ตก แนะนำให้ข้ามฝั่งมาที่ Jardin de la Tour Eiffel ตรงนี้บรรยากาศดีมาก แสงแดดค่อย ๆ เปลี่ยนจากสว่างเป็นโทนอุ่น ส่องกระทบตัวหอเหล็กจนสีของมันดูนุ่มลงเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มจับจองพื้นที่สนามหญ้า นั่งคุยกัน บางคนเตรียมปิกนิก บางคู่นั่งดูพระอาทิตย์ตกไปพร้อมกับจังหวะของเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความมืด ขณะที่แสงไฟรอบเมืองเริ่มสว่างขึ้นทีละจุด และถ้ายังมีเวลา อยากให้ทุกคนอยู่ต่อจนไอเฟิลเปิดไฟ พร้อมรอดูไฮไลท์ที่ไฟสีทองจะระยิบระยับทุกต้นชั่วโมงนาน 5 นาที รับรองว่าจะเป็นฉากปิดทริปที่ทั้งโรแมนติกและน่าจดจำมาก ๆ

เอาจริง ๆ แม้เราจะพยายามรีวิวให้เห็นความปังของปารีสขนาดไหน นี่ก็เป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ของสิ่งที่เมืองนี้มีเท่านั้น เพราะปารีสเป็นเมืองที่สามารถแพลนเที่ยวให้เข้ากับจริตของตัวเองได้แทบทุกแบบ จะสายศิลปะที่ใช้เวลาทั้งวันอยู่ในมิวเซียม สายประวัติศาสตร์ที่ชอบเดินสำรวจอาคารเก่าและสถาปัตยกรรม Gothic สายแฟชั่นที่อยากไล่ช้อปตามย่านต่าง ๆ หรือสายชิลที่อยากเดินเรื่อย ๆ ฮอปคาเฟ่ นั่งปิกนิก อาบแดด และใช้ชีวิตช้า ๆ แบบชาวปารีเซียง และยิ่งถ้าเป็นช่วงซัมเมอร์ที่กลางวันยาว อากาศดี เมืองเต็มไปด้วยผู้คนออกมาใช้ชีวิต ยิ่งมีอะไรให้เดินเล่นค้นหาแบบไม่มีเบื่อ มาอยู่นานเป็นเดือนก็ยังเที่ยวไม่หมด แล้วใครมีวันหยุดเหลือ ๆ แพลนจะเดินทางเที่ยวปารีสหรือยุโรปช่วงปลายปีนี้อย่าลืมไปดูตั๋วไว้ล่วงหน้าที่ thaiairways.com ด้วยนะ เราเชื่อว่าความประทับใจจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เร่ิมเดินทางเลย