รีวิวญี่ปุ่น :: Travel Nagasaki Itinerary – 3 days Must-do list in Nagasaki 🇯🇵

เมืองท่องเที่ยวแห่งภูมิภาค #คิวชู ที่ยังอยู่นอกสายตาใครหลายคน แต่กลับมากล้นด้วยเสน่ห์อันน่าค้นหา ตอบได้ทุกโจทย์ ตรงในทุกไลฟ์สไตล์ หนึ่งในนั้นเราขอยกให้เป็นจังหวัด 𝐍𝐚𝐠𝐚𝐬𝐚𝐤𝐢 ใช่แล้ว!!! ทริปนี้เราจะขอพาทุกคนไปขับรถตะลุยสร้างแลนด์มาร์กกับจุดเช็กอินกว่า 14 พิกัดจัดว่าปัง ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวยามค่ำคืนที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น พร้อมมุมถ่ายรูปปัง ๆ สำหรับสายแลนด์สเคป หรือจะเดินอ้อยอิ่งในย่านที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งอารยธรรม ผสมผสานญี่ปุ่น จีน ยุโรป มีมิวเซียมหลากยุคให้ได้เลือกชม ตลอดจนนานาสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่บอกเล่าเรื่องราวความหลังมีทั้งเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตากลมกลืนมากับความเจริญรุ่งเรืองอันสวยงาม อ่านอินโทรแล้วอาจจะดูอวยไปหน่อย แต่อยากให้กดตามมาดูว่าความดีงาม ที่เราพบเจอตลอด 3 วัน 2 คืนนั้น ไม่ได้พูดเกินจริงเลย

Book your activities with Klook!

สำหรับการเดินทางข้ามเมืองมายังนางาซากิ เรานั่งรถไฟแบบ Limited Express จากสถานี Hakata มาลงที่สถานี Takeo-Onsen แล้วต่อ Shinkansen มาลงที่สถานี Nagasaki ใช้เวลาราวชั่วโมงกว่า ๆ จากนั้นก็เช่ารถขับเที่ยวกันยาว ๆ เน้นใช้เวลาในแต่ละที่แบบชิล ๆ โดยแน่นอนว่าแพลนครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะมีตัวช่วยแสนดีอย่าง Klook แอปที่เป็นเสมือนเลขาส่วนตัว ไม่ว่าจะหารถเช่า ตั๋วค่าเข้า โปรแกรมทัวร์แบบเดย์ทริป จนกระทั่งตั๋วรถไฟ ก็มีให้เลือกแถมราคายังดีงามอยู่เสมอ แทบไม่ต้องเอาไปนั่งเทียบราคาให้ปวดหัว ไม่ต้องไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วให้เสียเวลา.. แนะนำว่าใครเป็นมือใหม่หัดเที่ยว ลองโหลดแอป Klook เอาไว้ใช้แล้วจะติดใจ อย่างทริปนี้เองเราก็กดเช่ารถขับผ่าน Klook คือสะดวกมากเว่อร์ Klook : https://bit.ly/3KtEwaJ 

Nagasaki Prefecture

ก่อนจะไปตะลุย 14 พิกัด … เรามารู้จักเมืองนางาซากิก่อนเที่ยวกันนิดนึง ที่นี่เป็นเมืองขนาดใหญ่ในภูมิภาคคิวชู งดงามไปด้วยทัศนียภาพที่โอบล้อมไปด้วยทั้งภูเขาและทะเล เป็นจังหวัดที่มีเกาะมากที่สุด มีถนนคดเคี้ยวไปตามบ้านเรือนที่สูงขึ้นตามเนินเขา ไล่ระดับประหนึ่งอัฒจันทร์ทหลากสี เดิมเป็นเมืองท่าที่ใช้ค้าขายกับต่างประเทศ จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป และวัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งจากจีน รัสเซีย เรียกว่าเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ ก่อนจะถูกระเบิดปรมาณูลงเมืองในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้แทบทั้งเมืองที่เราเห็นเป็นการบูรณะและสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ยังคงความคลาสสิก มีเสน่ห์แห่งกาลเวลาไม่ต่างจากที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แถมยังดูไม่น่าเบื่อและเข้าถึงง่ายกว่าที่คิดอีกด้วย 

DAY1

001 Meganebashi Bridge 

จุดแรกเราขอเริ่มที่ไอคอนประจำเมืองนางาซากิ ที ‘Meganebashi Bridge’ (สะพานเมะกะเนะบาชิ) แปลตรงตัวว่าสะพานแว่นตา ตามลักษณะที่เป็นสะพานหินสูงใหญ่ พาดกลางแม่น้ำนากาชิมะ ตรงกลางมีรูทรงครึ่งวงกลม 2 วง เมื่อสะท้อนน้ำก็เกิดเป็นวงคล้ายแว่นตานั่นเอง ถือเป็นสะพานสไตล์จีนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีอายุมากถึง 389 ปีมาแล้ว แม้จะเคยเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปี 1982 แต่ทางเมืองก็สามารถบูรณะด้วยหิน คงความงดงามดังเดิม วันนี้เราได้มาช่วงเด็กเลิกเรียนพอดี ก็จะเห็นน้อง ๆ จับกลุ่มเดินกลับบ้าน กระโดดข้ามหินในแม่น้ำอย่างสนุกสนาน

แล้วยังมีกิมมิกอีกอย่างที่ทำเราใจฟูได้สุด ๆ กับการตามล่าหินรูปหัวใจ ‘HEART STONE’ ที่แอบซ่อนอยู่ตามผนัง เชื่อว่าหากหาเจอก็จะได้พบเจอกับความสุข มีความรักที่ดี พร้อมโชคลาภที่จะเข้ามาในชีวิต ไม่รู้จะเป็นจริงมั้ย.. แต่พอหาเจอก็ทำให้เรารู้สึกแฮปปี้กับการเริ่มทริปครั้งนี้ขึ้นอีกเยอะเลย 

ความคาวาอีของย่านยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเขามี ‘Chirin Chirin Ice-cream’ รถขายไอศกรีมเล็ก ๆ สีน้ำเงินที่ขายมานานกว่า 50 ปี เป็นชื่อที่พ้องกับเสียงกริ่งเรียกลูกค้า ‘ชิริน ชิริน!!’ นั่นเอง อีกความคิวท์คือเขาจะตักไอศกรีมใส่โคนเป็นรูปดอกกุหลาบ ค่อย ๆ ตักขึ้นมาปาดให้ทีละกลีบ ไล่ความหนาอย่างสวยงาม ทำเอาความเคร่งขรึมรอบด้านดูซอฟต์ขึ้นทันตา

002 Mt. Inasayama Observatory

สำหรับวันนี้เราขอจบวันแรกไปกับวิวเมืองยามค่ำคืนที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น ร่วมกับจุดชมวิวโกเบและฮาโกดาเตะ ณ ‘Mt. Inasayama Observatory’  อยู่บนความสูงถึง 333 เมตร ซึ่งหลายคนก็การันตีความงาม ว่าเทียบเคียงกับจุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในโลกร่วมกับเมืองอื่น ๆ อย่างเนเปิลส์ ได้เลย สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัว หรือนั่งบัสมาต่อกระเช้าลอยฟ้าก็ได้ ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคงหนีไม่พ้นตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

ด้วยความเป็นลูกรักพระเจ้า ฟ้าวันนี้เลยเปิดโล่งแบบไม่จกตา เราเห็นการเปลี่ยนสีของท้องฟ้าอย่างงดงาม ตั้งแต่สีส้มดูอบอุ่น ท่ามกลางความจอแจของผู้คน และเมื่อฟ้าเริ่มมืด ดวงไฟก็เริ่มผุดให้เห็นเป็นหย่อม ๆ ทั้งสีส้ม ขาว ฟ้า แดง หมู่ดาวบนดินหลากสีแผ่ขยายเป็นวงกว้าง สร้างความฮือฮาแก่ผู้มาเยือนไม่ขาดช่วง หากมองภาพกว้างขึ้นอีกหน่อยก็จะเห็นเหล่าเรือน้อยใหญ่ที่ล่องอยู่กลางมหาสมุทรอันนิ่งสงบ เป็นภาพที่โรแมนติกสุด ๆ หรือจะมาตอนกลางวันก็จะเห็นรายละเอียดของเมืองที่สวยงามไม่แพ้กัน 

DAY 2 

003 Nagasaki Peace Park

อย่างที่เราบอกเบื้องต้น ว่าที่นี่เป็นอีกเมืองที่ได้รับผลประทบโดยตรงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาจึงสร้าง ‘Nagasaki Peace Park’ สวนสันติภาพของเมือง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูนามว่า Fat Man เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 เกิดเป็นความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ คร่าชีวิตไปมากกว่า 80,000 ชีวิต ภายในสวนเต็มไปด้วยรูปปั้นที่แสดงถึงสันติภาพมากมาย แต่ละชิ้นงานมีคำอธิบายให้เราได้อ่าน ท่ามกลางแมกไม้เขียวชอุ่ม ประหนึ่งอาร์ตแกลลอรี่กลางแจ้งแสนสงบ 

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดในนี้ ‘Peace Statue’ รูปปั้นสัมฤทธิ์ขนาดสูงใหญ่กว่า 9.7 เมตร ลักษณะเป็นชายหนุ่มร่างกำยำนั่งปิดตา มือข้างหนึ้งชี้ขึ้นฟ้า ส่วนอีกข้างตั้งฉากขนานกับพื้น ออกแบบโดย เซโบ คิตามูระ เป็นกริยาเชิงสัญลักษณ์ อย่างมือขวาที่ชี้ขึ้นท้องฟ้าคือการเตือนถึงอันตรายจากอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนอีกข้างหมายถึงความสงบนิรันดร์ ส่วนการปิดตาก็เพื่ออธิฐานให้แก่ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต เป็นต้น ส่วนฐานของรูปปั้นจะมีรายชื่อของเหยื่อในวันนั้นสลักไว้

อีกสปอตที่ไม่ควรพลาดคือ ‘สวนไฮโปเซ็นเตอร์’ อยู่ถัดจากสวนสันติภาพมานิดหน่อย ตรงกลางเป็นที่ตั้งของแท่นหินสีดำ ดูเรียบง่าย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ของเมือง เพราะนี่คือศูนย์กลางระเบิดปรมาณูนั่นเอง และยังเป็นอีกจุดสุดป๊อปในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ชาวญี่ปุ่นจะมานั่งปิกนิก เพื่อชมต้นซากุระที่ห้อมล้อมอยู่ ถ้าใครได้มาช่วงนั้นอย่าลืมเอารูปสวย ๆ มาฝากกันด้วยนะ 

004 Nagasaki Atomic Bomb Museum 

หากอยากได้ดีเทลเรื่องเมืองและเหตุการณ์ในวันนั้นมากกว่านี้ เราแนะนำให้มาที่ ‘Nagasaki Atomic Bomb Museum’ พิพิธภัณฑ์ปรมาณูนางาซากิ แม้เส้นเรื่องของพิพิธภัณฑ์นี้จะเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่การจัดแสดงของญี่ปุ่นก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ ทั้งการจัดไฟที่สวยงาม ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ที่รอดชีวิต แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำ เพียงแค่ต้องการให้ผู้คนเห็นถึงความหดหู่จากสงคราม เพื่อให้นานาประเทศล้มเลิกการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และหันมาสร้างสันติภาพของโลกนั่นเอง ใครที่อินกับเรื่องราวเหล่านี้เราแนะนำว่าไม่ควรพลาดเลย แถมค่าเข้าก็ถูกมาก ราคาผู้ใหญ่อยู่ที่ 200 เยนเท่านั้น

ลักษณะอาคารจะเป็นโถงกว้างสีขาว ตรงกลางเป็นโดมติดกระจก ดูสว่างโล่งไปซะหมด สร้างความผ่อนคลายก่อนไปเจอกับข้อมูลที่แอบซ่อนอยู่ภายใน โดยนิทรรศการจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ไล่ลำดับตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ ห้องแรกเป็นภาพเมืองนางาซากิก่อนโดนระเบิด มีทั้งงานรื่นเริง วิวทิวทัศน์ และนาฬิกาที่ตีบอกเวลา 11:02 น. คือช่วงที่ระเบิดลงนั่นเอง โซนต่อ ๆ มา เป็นความน่ากลัวของปรมาณู ทั้งความกว้างของรัศมีระเบิด, แบบจำลอง Fat Man, ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า รวมไปถึงภาพร่างกายของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดแสดงสารคดีเกี่ยวกับการทิ้งระเบิด บอกเลยว่าเดินแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราจะเห็นภาพของวันนั้นได้อย่างชัดเจน จนเกลียดสงครามไปเลย

 005 Martyrs Museum

ด้วยสัญชาตญาณนักล่ามิวเซียม เราปรายตาไปเห็นอาคารทรงสวยที่อยู่ใกล้ ๆ กัน เลยไปด้อม ๆ มอง ๆ จนรู้ว่าที่นี่คือ ‘Martyrs Museum’ หรือชื่อยาว ๆ เรียกว่า The Twenty-Six Martyrs Museum and Monument เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึง 26 นักบุญนิกายคาทอลิก ผู้ถูกประหารชีวิตเมื่อปี 1597 สมัย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการยับยั้งการสร้างอิทธิพลจากต่างประเทศ ไม่ให้คิวชูเสียการควบคุมจึงมีการขับไล่ชาวคริสเตียนเกิดขึ้น ที่รุนแรงสุดคือการจับกุมนักบวชจำนวนดังกล่าว มาสังหารในบริเวณนี้ เขาจึงสร้างอนุสาวรีย์ที่หันหน้าไปทางอาสนวิหาร Oura เพื่ออุทิศให้แต่ผู้พลีชีพ ถือเป็นสถานที่สำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสเตียนในญี่ปุ่นอีกแห่งเลยก็ว่าได้

ด้านในตกแต่งด้วยกระจกหลากสี มีไม้กางเขนขนาดใหญ่อยู่สุดทางเดิน บรรยากาศเหมือนอยู่ในโบสถ์ มีภาพเรื่องราวของศาสนาคริสต์ในเมืองนางาซากิ ทั้งความเจริญรุ่งเรือง การฟื้นฟู รวมไปถึงสิ่งของที่แสดงถึงชีวิตของเหล่าคริสเตียน ช่วงที่ต้องหลบซ่อนจากเจ้าหน้าที่ เช่น ม้วนหนังสือ ‘Our Lady of the Snows’ ที่ถือเป็นของร้ายแรงในสมัยนั้น รูปปั้นที่คล้ายเจ้าแม่กวนอิมของพุทธ เพื่อใช้เป็นที่สักการะแทนพระแม่มารี รวมไปถึงแผนที่ จดหมายเก่า ๆ ก็จัดวางให้ชมอย่างเปิดเผย 

006 NGS COFFEE

ด้านกาแฟทางเราก็ได้ตามหาร้านเลิศ ๆ เช่นเคย นี่คือร้าน ‘NGS COFFEE’ ร้านที่มีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่น สำหรับสาขานี้ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟนางาซากิ  โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นลายเส้นโค้งเว้า ทำให้พื้นที่เล็ก ๆ ดูน่าสนใจ เปิดรับแสงจากกระจกด้านหน้า ด้านในสุดของร้านเป็นเคาน์เตอร์กาแฟก่ออิฐแดงโดดเด่น ตัดกับกำแพงและพื้นปูนเปลือย แซมความขี้เล่นด้วยโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินดูเรียบเก๋ ด้านข้างจะมีชั้นวางขายของดีไซน์เท่ ตั้งแต่แก้วน้ำ เมล็ดกาแฟ ถุงผ้า โปสการ์ด ให้เราจับจองเป็นเจ้าของ หรือจะซื้อเป็นของฝากก็เหมาะ ส่วนเมนูจะเน้นไปทางกาแฟที่มีให้เลือกหลากหลาย เราเลือกเป็น Drip Coffee ส่วน non-coffee แนะนำพวกโซดาโฟลต, ชีสเค้ก, พุดดิ้ง ฯลฯ เสิร์ฟมาในหน้าตามินิมอล แถมรสชาติยังเนียนละมุน อร่อยแบบตัวลอยขาไม่ติดพื้นเลยทีเดียว

007 Nagasaki Penguin Aquarium

เปลี่ยนโหมดจากคอนเทนต์หนัก ๆ มาพักตาพักสมองกับความน่ารักยามบ่ายที่ ‘Nagasaki Penguin Aquarium’ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีพระเอกเป็นแพนกวินหลากสายพันธุ์ มีจำนวนมากที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งน้อง ๆ จะอยู่ในที่หนาวเย็นเท่านั้น จึงสร้างความตื่นตาแก่ประชาชนที่เกิดบนเส้นศูนย์สูตรอย่างเรามาก ๆ ที่นี่เราจะเห็นความโดดเด่น ความแตกต่างของแพนกวินแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน เห็นท่วงท่าการแหวกว่ายในแทงก์น้ำลึกกว่า 4 เมตร อย่างคล่องแคล่วและสวยงาม 

ไฮไลต์ของที่นี่คือโชว์ต่าง ๆ หากมาวันธรรมดา จะเป็นการให้อาหารแพนกวิ้นช่วง 10:30 / 11:00 / 15:00 / 15:30 น. แต่ถ้ามาวันเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีโชว์เยอะหน่อย ที่น่าสนใจคือ Penguin touching, Penguin’s walk time และ Penguins encounter beach ที่จะให้น้อง ๆ ออกมาเดินริมชายหาด น้อง ๆ เดินตุ๊ต๊ะน่าอุ้มมาก น่ารักจนอยากเอาไปเลี้ยงที่บ้านเลย

008  Hamamachi Arcade

ก่อนหมดวันขอทำมิชชั่นซื้อของฝากให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ด้วยการมาที่ ‘Hamamachi Arcade’ ช็อปปิงสตรีทใจกลางเมือง ใกล้ไชน่าทาวน์ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากกว่า 700 ร้าน ไม่หวั่นแม่วันฝนตกเพราะด้านบนเขามีกระจกใสกั้นไว้อย่างดี มีทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหาร ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านขายของอนิเมะ รวมไปถึงของกระจุ๊กกระจิ๊ก ของออกแบบน่ารัก และขนมแสนแปลกตามากมาย แถมในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ ของจีน เขาจะมีประดับโคมแดง แห่โคมไฟยักษ์รูปเทพจีน-มังกรกันในนี้ด้วย

009 Shianbashi Ramen

เมนูอุ่นท้องก่อนเข้านอนในคืนนี้ เราขอนำเสนอ ‘Shianbashi Ramen’ ร้านเด็ดร้านดังที่เหล่าดาราเซเลปต้องมาเช็กอิน กับอาหารญี่ปุ่นสไตล์จีนแสนคลาสสิก มีทั้งราเมง โอเด้งน้ำข้น ข้าวผัด ทีเด็ดเลยคือเกี๊ยวซ่าที่เขาจะใช้แป้งบางเหนียวทอดเกรียมกำลังดี ภายในฉ่ำไปด้วยเนื้อหมูปรุงรสพร้อมเครื่องเทศ รสออกเค็มหวานกลมกล่อม ส่วนจานหลักเราเลียนแบบโต๊ะข้าง ๆ กับหมี่ผัดที่หน้าตาดูเด็กน้อย แต่พอกินเข้าไปจะได้กลิ่นหอมกระทะขั้นสุด แค่ราดน้ำมันงาลงไปอีกหน่อยก็จะช่วยเพิ่มความครบเครื่องมากยิ่งขึ้น 

Day  3

010 Nagasaki Shinchi Chinatown

แพลนวันสุดท้ายนี้เราขอเน้นความชิล ตื่นสาย ๆ ลงมาเช็กเอาท์ แล้วเดินมาที่ ‘Nagasaki Shinchi Chinatown’ มายลโฉมอาตี๋อาหมวยย่านนี้กันหน่อยว่าหน้าตาดีสู้บ้านเราได้มั้ย.. แต่ที่แน่ ๆ ความโช้งเช้งฉูดฉาดของเขาไม่แพ้ไชน่าทาวน์ของเราเลย ซึ่งที่นี่ถือเป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุด และเป็น 1 ใน 3 ไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่การเปิดประเทศเมื่อต้นศตวรรษที่ 17 โดยไอคอนของย่านคือประตูสีแดงที่สร้างโดยช่างฝีมือชาวจีน เดินผ่านเข้าไปจะพบกับบรรยากาศที่คลาคล่ำไปด้วยร้านอาหาร มีวัฒนธรรมผสมระหว่างญี่ปุ่น-จีน ที่หากินที่ไหนไม่ได้ ยิ่งช่วงตรุษจีน บอกเลยว่าเส้นนี้เล่นใหญ่เล่นโตระดับรัชดาลัยก็เอาไม่อยู่ 

เมนูที่มาแล้วไม่ควรพลาดมีนามว่า ‘Champon’ หน้าตาคล้ายราเมงแต่ดูมีความเข้มข้น มีเครื่องที่วาไรตี้กว่า เมนูนี้เกิดจากสมัยก่อนที่มีนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวจีนต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ แล้วไม่ค่อยเจริญอาหาร จึงมีพ่อครัวช่วยพัฒนาสูตรจนได้เมนูลูกครึ่งนี้มา จุดเด่นคือซุปสีข้นที่เคี่ยวจากกระดูกหมูแต่ไม่มัน ไม่เค็มโดด กินกับเส้นบะหมี่ ด้านบนท็อปด้วยสารพัดผัดผัก เช่น กะหล่ำ แครอท ถั่วงอก และใส่เนื้อสัตว์ตามชอบ เท่านี้ก็ได้ราเมงถ้วยที่ถูกปากทั้งคนจีน คนญี่ปุ่น และคนไทยอย่างเราแล้ว

ส่วนของกินเล่นก็มีซิกเนเจอร์เช่นกันกับ ‘Kakuniman’ แป้งมันจูสอดไส้หมูสามชั้น ฟีลหมั่นโถวหมูสามชั้น แต่การหมักหมูและชิ้นเนื้อนั้นมีรสชาติอูมามิสไตล์ญี่ปุ่น กินกับแป้งหนานุ่มเนื้อขาวเนียนแล้วมันเลอค่า อร่อยแบบตราตรึงชาตินี้ถึงชาติหน้าไปเลย อีกอันจะเป็น ’Hatoshi’ ฟีลแซนด์วิชที่อัดแน่นไปด้วยกุ้งสับปรุงรส แล้วนำไปทอดพร้อม ๆ กัน ความเด็ดคือเขาทอดได้แบบไม่อมน้ำมันให้เสียอารมณ์ เนื้อกุ้งสดหวานฉ่ำ เป็นชิ้นที่ทำให้การเดินทอดน่องครั้งนี้เพลิดเพลินที่สุด 

011 Dejima

ต่อมาคือ ‘Dejima’ เกาะเล็ก ๆ แสนมหัศจรรย์ที่เกิดจากการสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์กว่า 400 ปีก่อน เพื่อแบ่งพื้นที่ให้แก่เหล่าพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขาย ต่อมาก็กลายเป็นของพ่อค้าชาวดัตช์แทน สถาปัตยกรรมแถบนี้จึงให้ฟีลยุโรปขั้นสุด ปัจจุบันมีการสร้างพื้นที่เชื่อมต่อ สามารถเดินทางไปยังเกาะได้อย่างง่ายดาย ภายในจะเป็นพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง ที่ทางการยังเก็บรักษาอาคารบ้านเรือน บูรณะให้ดูใหม่น่าเที่ยวอยู่เสมอ แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายความเก่า เห็นภาพความรุ่งเรืองเมืองสมัยเอโดะได้อย่างชัดเจน หากอยากอินมากกว่านั้น สามารถเช่าชุดยูกาตะมาเดินถ่ายรูปรอบ ๆ ได้ บอกเลยว่าเขาสร้างฟีลลิ่งให้เหมือนเราได้ย้อนยุคไปจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดของเหล่าพนักงาน การตกแต่งภายใน รับรองว่าคุ้มค่าตั๋วแน่นอน

สายกินจุ๊บกินจิ๊บอย่างเรามีหรือจะปล่อยให้ท้องว่าง เมนูสุดป๊อปประจำถิ่นนี้คือ ‘Milkshake’ ของหวานคลายร้อนในหน้าร้อน และกระตุ้นเลือดในกายให้สูบฉีดในหน้าหนาว ร้านที่เรามาชื่อว่า Nagasaki Naigai Club ซ่อนอยู่ในอาคารสีเขียวทรงตะวันตกสุดคลาสสิก เป็นร้านที่อยู่มานานกว่า 120 ปี เสิร์ฟอาหารนานาชาติทั้งญี่ปุ่น ตะวันตก และจีน ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งความเก๋ของมิลก์เชคถ้วยนี้คือเท็กซ์เจอร์ไอศกรีมที่เป็นเกร็ด คล้ายน้ำแข็งปั่น เมื่อเอาเข้าปากก็จะเจอกับความลื่นละมุน ค่อย ๆ ละลายซ่านไปทั่วปาก เติมความสดชื่นได้แบบเต็มสิบ

12 NAGASAKI PREFECTURAL ART MUSEUM

ออกจากความเก่าแก่เข้าสู่โหมดงานอาร์ตร่วมสมัยกันบ้างที่ ’NAGASAKI PREFECTURAL ART MUSEUM’ พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ตั้งอยู่ในสวนนางาซากิมิสึเบะโนโมริ เรามองเห็นความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ภายนอก กับกลุ่มอาคารที่ห่อหุ้มด้วยกระจกรอบด้านสะท้อนเงาสวนสีเขียวและท้องฟ้าอย่างโดดเด่น บรรจุทั้งร้านกาแฟ ร้านค้า และสวนบนดาดฟ้า มีทั้งนิทรรศการหมุนเวียน และนิทรรศการถาวรที่ให้เราได้เข้าไปดูฟรี! เป็นการเก็บรวบรวมงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเมืองมากกว่า 7,000 รายการ อาทิ ม้วนภาพสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ภาพบนฉากกั้นห้อง รวมไปถึงงานศิลปะของ Pablo Picasso, Joan Miró และ Salvador Dalí โดยจะนำมาโชว์สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ 

013 Fruit Bus Stop

แม้จะไม่นั่งบัส แต่ทางเราก็ตั้งใจขับรถออกนอกเมือง มุ่งหน้าสู่ Isahaya เพื่อมาถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์กยอดฮิต ป้ายรถเมล์ทรงผลไม้ ที่กลายเป็น instagrammable spot ชื่อดังแถบคิวชู เพราะนอกจากทรงน้องจะน่ารักแล้วโลเคชั่นที่จัดวางยังดีงาม สีสันตัดกันอย่างสดใสเหมือนหลุดออกมาจากอนิเมะเลยทีเดียว โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อปรับทัศนียภาพเมืองระหว่างจัดงาน Nagasaki Travel Expo ปี 1990 แม้จะผ่านไปหลายสิบปี แต่ก็ยังคงได้รับความนิยม และสร้างไวรัลให้นักท่องเที่ยวกลับมาได้เรื่อย ๆ ซึ่งป้ายรถเมล์เหล่านี้มีทั้งหมด 16 แห่ง เปลี่ยนชนิดผลไม้ไปเรื่อย อาทิ เมลอน แตงโม สตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ ส้ม ฯลฯ ติดตั้งตลอดเส้นทางหลวงหมายเลข 207 เล่นเอาเราขับรถไป หาที่จอดถ่ายรูปไป ว้าวุ่นไปหมด 

014 Ōmisaki Station

ก่อนจบทริปขอทิ้งทวนกันอีกสักหนึ่งหมุด ‘Ōmisaki Station’ สถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ทะเลมากที่สุดในญี่ปุ่น อยู่ในเมืองชิมาบาระ ด้วยรูปลักษณ์อาคารที่สุดจะโลคอล ตั้งเดียวดายอยู่ริมทะเลอาริอาเกะ ทั้งดูน่ารักปนเหงาในคราเดียว ด้วยเสน่ห์นี้จึงกลายเป็นโลเคชั่นที่เหล่ากองถ่ายหนังและโฆษณาชอบมาใช้ และสิ่งที่ทุกคนมาแล้วต้องทำคือการหยอดเหรียญซื้อผ้าเช็ดหน้าสีเหลือง ที่เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสุข จากนั้นเขียนคำอธิษฐานลงไป แล้วนำไปผูกไว้ ถึงแม้ไม่รู้ว่าทำไป คำขอจะเป็นจริงมั้ย แต่พอเอามาผูกไว้แล้วมันกลายเป็นมุมถ่ายรูปที่น่ารักเป็นบ้าเลย

เราใช้เวลาตรงนี้เพื่อหามุมถ่ายรูปนาน จนมีรถไฟแล่นผ่าน ซึ่งเป็นรถไฟแบบโบราณ ประหนึ่งย้อนไปอยู่ในยุคเรโทรเลยล่ะ คงเป็นเพราะเส้นทางรถไฟนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมจิ หรือราว ๆ ร้อยกว่าปีก่อน หากอยากมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ลองนั่ง Shimatetsu Café Train เส้นทางจากสถานี Isahaya ถึงสถานี Shimabara เป็นรถไฟคาเฟ่ให้เราได้ดื่มด่ำกับอาหารเครื่องดื่มพร้อมวิวทะเล-เมือง ที่เคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ มีการจอดให้เที่ยวชมสปอตต่าง ๆ ถือเป็นอีกโปรแกรมที่น่าสนใจ 

จบทริปญี่ปุ่นไปอีกหนึ่ง แต่ความน่ารักยังอบอวลอยู่ในหัวใจ กับเมืองนางาซากิที่เต็มไปด้วยจุดท่องเที่ยว วิวเมืองสวย ๆ วิวทะเลปัง ๆ ให้เราได้ค้นหาไม่หยุดหย่อน บอกเลยว่าทั้ง 3 วันที่เราได้เที่ยวนั้น มันแสดงอีกมุมมองของญี่ปุ่น ให้เราเห็นวัฒนธรรมผสมผสานที่เข้มข้นมากกว่าสองประเทศ เกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบ หากใครแพลนจะมาคิวชูเร็ว ๆ นี้ ก็ขอฝากเมืองนี้ไว้ในอ้อมอกด้วยนะครับ สุดท้ายอยากจะบอกว่า… เรื่องเที่ยวจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปถ้าทุกคนได้ลองใช้ Klook : https://bit.ly/3KtEwaJ เพราะนอกจากง่ายแล้วยังมีดีล มีโปรโมชั่น ที่แสนจะคุ้มค่ารออยู่