ชวนเที่ยวภูมิภาค 𝐂𝐡𝐮𝐛𝐮 8 วัน ในช่วงปลายฤดูหนาว ผ่านมุมมองของ 44 พิกัด จาก 𝐈𝐬𝐡𝐢𝐤𝐚𝐰𝐚 – 𝐇𝐚𝐤𝐮𝐛𝐚 – 𝐌𝐚𝐭𝐬𝐮𝐦𝐨𝐭𝐨 – 𝐍𝐚𝐠𝐨𝐲𝐚 … ทริปนี้เราจะพาโร้ดทริปไปเริ่มต้นที่อิชิคาวะ สัมผัสงานอาร์ท ย่านเมืองเก่าและเกอิชา และความสงบของเมืองเล็กริมทะเล ที่ยังคงวิถีชีวิตเรียบง่ายและเสน่ห์แบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างดี ก่อนจะย้ายไปเติมเต็มความขาวโพลนของหิมะในฮาคุบะ ทั้งวิวภูเขาสุดอลังการ คาเฟ่แสนเก๋ ตะลุยกิจกรรมเท่ ๆ อย่างสโนว์บอร์ด แล้วแวะไปที่มัตสึโมโตะ เมืองปราสาทที่ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกไว้อย่างชัดเจน ก่อนจะปิดท้ายการเดินทางที่นาโกยาด้วยความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ในแบบโมเดิร์นอย่างมีสไตล์ ทุกที่มีจังหวะและเสน่ห์ตามแบบของตัวเอง เป็นทริปที่ค่อย ๆ ทำให้เราได้รู้จักญี่ปุ่นในอีกเวอร์ชันหนึ่ง เวอร์ชันที่เงียบ ละมุน และน่าจดจำกว่าที่เคย






ทริปบินตรงไปส่งท้ายฤดูหนาวในภูมิภาคชูบุรอบนี้ ใช้เวลาเพียงประมาณ 6 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ สู่นาโกยา (Chubu Centrair International Airport) ทั้งชิลและสะดวก เพราะเราเลือกเดินทางกับสายการบินฟูลเซอร์วิสอย่าง Thai Airways ได้ทั้งโหลดกระเป๋า 23 กก. และถือขึ้นเครื่องอีก 7 กก. บนเครื่อง Airbus A350-900 ที่นั่งกว้าง เบาะเอนได้สบาย มีอาหารร้อนเสิร์ฟหนึ่งมื้อพร้อมของว่างตลอดไฟลต์ และระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ครบทั้งหนัง เพลง และเกม ที่สำคัญคือเส้นทางกรุงเทพฯ–นาโกยามีบินตรงทุกวัน ทำให้แพลนทริปง่ายขึ้นมาก
ขาไป :: TG644 BKK–NGO :: 00.05 – 08.00
ขากลับ :: TG645 NGO–BKK :: 11.00 – 15.00




DAY 1 :: Onsen Escape in Ishikawa
✿ Tsuki Usagi no Sato
หลังจากลงเครื่อง เราก็เริ่มวันแรกกันที่จังหวัดอิชิคาวะ พาไปเติมความน่ารักแบบเกินต้านที่ “Tsuki Usagi no Sato” หรือหมู่บ้านกระต่ายแห่งเมืองคางะ ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดแวะเที่ยวคิ้วท์ ๆ แต่มีที่มาจากความเชื่อญี่ปุ่นเรื่อง “กระต่ายบนดวงจันทร์” ที่เป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และการเริ่มต้นใหม่ เลยทำให้ทั้งพื้นที่ถูกออกแบบมาเหมือนโลกของกระต่ายแบบตั้งใจมาก ตั้งแต่รูปปั้นกระต่ายที่แฝงความหมายดี ๆ ไปจนถึงโซนสวนที่ปล่อยกระต่ายกว่า 50 ตัวจากหลายสายพันธุ์เดินเล่นกันแบบอิสระ บรรยากาศคือเหมือนหลุดเข้าไปในโลกนิทาน ฟีล Peter Rabbit เวอร์ชันญี่ปุ่น ทั้งอบอุ่นและสบายใจ เป็นอีกโลที่ได้เห็นทั้งความน่ารักและความเป็นญี่ปุ่นในมุมวัฒนธรรมกับความเชื่อแบบชัด ๆ เลย






ไฮไลท์ของที่นี่คือการได้อยู่กับน้องกระต่ายแบบใกล้มาก เดินเล่นเฉย ๆ น้องก็เข้ามาหาเอง หรือจะซื้ออาหารจากตู้มาป้อนก็ได้ ใครอยากฟินขึ้นอีกก็มีโซนให้อุ้มน้องแบบนุ่ม ๆ ใจละลายไปเลย นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้ากระต่ายเล็ก ๆ ให้แวะขอพรแบบเบา ๆ แล้วก็โซนของที่ระลึกที่ของกระต่ายเยอะมากจนเลือกไม่ถูกจริง ๆ รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปอย่างทำขนมญี่ปุ่นหรือถุงหอมที่ช่วยเพิ่มฟีลโลคอลเข้าไปอีกนิด สรุปคือเป็นโลที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารัก แต่เต็มไปด้วยดีเทลเล็ก ๆ ที่ทำให้วันแรกของทริปเร่ิมได้อย่างละมุนกำลังดี แล้วก็แน่นอน…รูปออกมาคือจึ้งทุกมุม




✿ Yamashiro Onsen
พอเริ่มเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ ๆ เราก็มุ่งหน้าสู่ “Yamashiro Onsen” เมืองออนเซ็นเก่าแก่ และใช้เวลาช่วงแรกค่อย ๆ ทำความรู้จักเมืองนี้ผ่านการเดินสำรวจบรรยากาศรอบ ๆ เมืองที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี ซึ่งยังคงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะบริเวณ “ยูโนงาวะ” (Yunogawa) ที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของเมือง ถนนถูกวางล้อมรอบบ่อน้ำพุร้อนตามความหมายของชื่อที่แปลว่า “วงล้อแห่งน้ำพุร้อน” ระหว่างทางจะเห็นทั้งเรียวกังเก่า ร้านเล็ก ๆ และบ้านไม้ที่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้ครบ และยังมีมาสคอตอีกาดำ “Yata-garasu” แทรกอยู่ตามมุมต่าง ๆ เพิ่มความน่ารักให้บรรยากาศที่ดูเรียบ ๆ มีชีวิตขึ้นมาเล็กน้อย




ไฮไลท์ของย่านนี้คือโรงอาบน้ำสาธารณะใจกลางเมืองอย่าง “Kosoyu” และ “Yamashiro Soyu” ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กหลักของที่นี่ โดย Kosoyu ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำลองโรงอาบน้ำในยุคเมจิ (ค.ศ. 1868–1912) ตัวอาคารและบรรยากาศจะเน้นความดั้งเดิม ภายในตกแต่งด้วยกระเบื้อง Kutani-yaki ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ และมีพื้นที่พักผ่อนชั้นสองที่ให้ฟีลเงียบสงบแบบย้อนยุค ส่วน Yamashiro Soyu จะให้บรรยากาศร่วมสมัยมากขึ้น ออกแบบให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงใช้วัสดุท้องถิ่นอย่างหินธรรมชาติในการทำบ่ออาบน้ำ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ได้ดี เดินเล่นในย่านนี้ช่วงเย็นคือบรรยากาศดีมาก แสงนุ่ม เมืองเงียบกำลังดี ให้ไวป์ที่ผ่อนคลายแบบพอดี

✿ Yunokuni Tensyo
หลังจากเดินสำรวจเมืองกันพอได้ฟีลแล้ว เราก็เลือกมาพักที่ “Yunokuni Tensyo” เรียวกังขนาดใหญ่ที่จะทำให้เรารู้จักเมืองออนเซ็นแห่งนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ที่นี่เขาเด่นเรื่องการผสานความดั้งเดิมเข้ากับความสะดวกสบายแบบสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ตัวห้องพักมีหลายรูปแบบทั้งสไตล์ญี่ปุ่นแท้และแบบผสม พร้อมออนเซ็นให้เลือกฟินถึง 3 โซนหลัก ทั้งบ่อแช่น้ำพุร้อนกลางแจ้ง (rotenburo) บ่อในร่ม และสปาโซนขนาดใหญ่ที่เน้นความผ่อนคลายแบบครบวงจร แถมน้ำแร่ของที่นี่ก็ขึ้นชื่อว่าช่วยให้ผิวเนียนและร่างกายผ่อนคลายได้ดี นอกจากนี้ยังมีสวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ภายในที่พักที่ออกแบบโดย Nakane Kinsaku นักจัดสวนชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสวนระดับประเทศหลายแห่ง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูสงบ ละเอียด และมีความเป็นญี่ปุ่นแบบคลาสสิกมาก เราลองไปเดินเล่นหลังแช่ออนเซ็นคือเริ่ดมาก อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งเลานจ์ ร้านของฝาก เกมส์เซนเตอร์ และกิจกรรมภายในที่พัก ทำให้การมานอนเรียวกังที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ที่พัก แต่เป็นเหมือนประสบการณ์พักผ่อนแบบเต็มรูปแบบตั้งแต่เช็กอินจนเช็กเอาท์





เวลามาพักเรียวกัง สิ่งที่เราชอบมาก ๆ นอกจากการแช่ออนเซ็น ก็คือมื้อเย็นที่มักเสิร์ฟแบบ “ไคเซกิ” (Kaiseki) ซึ่งเป็นอาหารคอร์สญี่ปุ่นที่เน้นความประณีต การใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล และการจัดจานที่สวยงามเหมือนงานศิลปะ อย่างค่ำนี้เราได้ทานเป็นคอร์ส “Kenroku” ที่ได้แรงบันดาลใจจากสวน Kenrokuen โดยเริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยที่ใช้ผักคางะท้องถิ่น ซาชิมิสดตามฤดูกาล เส้นโฮจิฉะสูตรพิเศษของเชฟ อาหารนึ่งและหม้อไฟสไตล์จิบุโนะซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของคานาซาวะ ไปจนถึงวากิวย่างบนกระทะดิน ปูซูไว และปิดท้ายด้วยของหวานอย่างพุดดิ้งชาโฮจิฉะกับช็อกโกแลตรูปมาสคอตของย่าน แต่ละจานค่อย ๆ เสิร์ฟมาเป็นลำดับ เป็นการจบวันแรกที่อร่อยฟินและประทับใจมาก



DAY 2 :: Kanazawa Heritage & Art
✿ Natadera
อิ่มท้องมื้อเช้าแล้ว เราก็ขอมาอิ่มบุญต่อกันที่ “Natadera” วัดเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี ก่อตั้งโดยพระ Taichō ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่ความเชื่อเกี่ยวกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Hakusan ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่วัดพุทธทั่วไป แต่เป็นสถานที่ที่ผสมผสานทั้งพุทธ ศาสนาชินโต และความเชื่อเรื่องธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ภายในเต็มไปด้วยอาคารไม้ ศาลา เจดีย์ รวมถึงป่าและภูมิทัศน์ธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้ดี แนวคิด “ธรรมชาติคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบวัดที่กลมกลืนไปกับภูเขา โขดหิน และถ้ำ ทำให้บรรยากาศโดยรวมมีความสงบ ลึก และแตกต่างจากวัดทั่วไปในญี่ปุ่น ซึ่งช่วงที่เราไปเป็นปลายฤดูหนาว บางมุมยังมีหิมะหลงเหลืออยู่เล็ก ๆ ตัดกับสีเขียวของมอสและต้นไม้ ให้ฟีลเงียบ นิ่ง และสวยไปอีกแบบ ถ้าใครมาในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั้งวัด ภาพที่ได้จะยิ่งขาวโพลนและอลังการเข้าไปอีก






สิ่งที่ทำให้วัดแห่งนี้น่าสนใจมากขึ้นคือการได้ “เดินเข้าไปสัมผัส” พื้นที่จริง โดยเฉพาะโซนหน้าผาหินและถ้ำธรรมชาติที่ถูกกัดเซาะจนเกิดเป็นเส้นทางเดินภายใน ซึ่งมีจุดที่เรียกว่า “Iwaya Tainai-kuguri” หรือทางแห่งการเกิดใหม่ ตามความเชื่อว่าการเดินผ่านถ้ำนี้เปรียบเหมือนได้ชำระล้างและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เส้นทางจะค่อย ๆ พาเราเดินลัดเลาะไปตามโขดหินและมุมต่าง ๆ ที่แสงและเงาตกกระทบกันสวยมาก ทำให้การเที่ยวที่นี่ไม่ได้เป็นแค่การชมวัด แต่เป็นเหมือนการค่อย ๆ สำรวจพื้นที่ที่ธรรมชาติและความเชื่อถูกเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างมีมิติ




✿ Kinzangama Kiln / Gallery Mutan
ขอเอาใจคนรักงานคราฟต์กันต่อกับ “Kinzangama Kiln” เตาเผาเครื่องเคลือบของตระกูล Yoshita ที่สืบทอดงานศิลป์สาย Kutani มายาวนานตั้งแต่ปี 1906 ปัจจุบันดำเนินงานโดยรุ่นที่ 4 ขณะที่รุ่นที่ 3 อย่าง Yoshita Minori ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติของญี่ปุ่น ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่สตูดิโอทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่รวมทั้งประวัติศาสตร์และทักษะที่สั่งสมกันมาหลายรุ่น ภายในจะได้เห็นทั้งขั้นตอนการทำงานจริง ตั้งแต่การขึ้นรูป ไปจนถึงการตกแต่งด้วยมือแบบใกล้ ๆ ให้ฟีลเหมือนได้แอบเข้าไปในสตูดิโอของศิลปินมากกว่าจะเป็นแค่แกลเลอรีทั่วไป รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างแผ่นทองที่ถูกตัดเป็นลวดลาย หรือผลงานที่กำลังอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ คือดูเพลินมาก และเมื่อได้เห็นชิ้นงานที่ยังไม่เสร็จวางอยู่ตามมุมต่าง ๆ ก็ยิ่งรู้สึกถึงความตั้งใจและคุณค่าของงานคราฟต์สุด ๆ






อีกมุมหนึ่งในพื้นที่เดียวกันคือ “Gallery Mutan” แกลเลอรีร่วมสมัยที่ออกแบบโดยสถาปนิกจาก Apollo Architects & Associates ตัวอาคารมีความมินิมอล เรียบ และใช้แสงธรรมชาติได้สวยมาก ช่วยขับให้งานเซรามิกดูโดดเด่นขึ้นมาแบบเงียบ ๆ ที่นี่ไม่ได้มีแค่ให้ชมผลงาน แต่ยังมีเวิร์กชอปให้ลองสร้างหรือแต่งชิ้นงานด้วยตัวเอง ทำให้เราไม่ได้เป็นแค่คนดู แต่ได้มีส่วนร่วมกับกระบวนการของงานคราฟต์จริง ๆ เป็นอีกพิกัดที่ได้เห็นทั้งมรดกจากรุ่นก่อนและมุมมองร่วมสมัยอยู่ในที่เดียวกันอย่างลงตัว




✿ Barrier
เราเข้ามาถึงตัวเมืองคานาซาวะช่วงเที่ยง ๆ ก็ไม่พลาดแวะฝากท้องที่ “Barrier” ร้านที่มีแนวคิดน่าสนใจในการตีความอาหารญี่ปุ่นใหม่ โดยไม่ได้ทิ้งรากเดิม แต่เลือกนำเสนอผ่านมุมมองที่ร่วมสมัยมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ถูกเล่าออกมาตรง ๆ แต่สะท้อนผ่านบรรยากาศและวิธีการเสิร์ฟที่ต่างจากร้านทั่วไป ภายในร้านถูกออกแบบให้เรียบ มืด และนิ่ง ที่นั่งจัดเป็นแถวบนพื้นพร้อมถาดสีแดงตรงหน้าแต่ละคน ทุกอย่างถูกลดทอนให้เหลือแค่สิ่งจำเป็น ทำให้เราจดจ่อกับอาหารตรงหน้าได้มากขึ้น และรู้สึกเหมือนกำลังค่อย ๆ เข้าไปสัมผัสประสบการณ์บางอย่าง มากกว่าการมาทานข้าวเฉย ๆ


ตัวคอร์สจะเสิร์ฟมาเป็นลำดับบนถาดอย่างเป็นระเบียบ เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างผักตามฤดูกาล บูริต้มกับหัวไชเท้า และเป็ดอบที่เพิ่มความเข้มขึ้นมาอีกนิด ก่อนจะไปต่อที่โอชิซูชิ 3 ชนิด และราเมงไก่นึ่งกับผักหอม ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของมื้อนี้คือ “น้ำซุปใสดาชิ” ที่เสิร์ฟมาพร้อมกันตั้งแต่ต้น เป็นซุปเบสปลาแห้งและสาหร่ายคอมบุที่ให้รสเบาแต่ลึก และเขาจะให้เราค่อย ๆ เติมลงไปในแต่ละจานมากน้อยตามความชอบ ทำให้รสชาติของอาหารในแต่ละคำค่อย ๆ เปลี่ยนไป บางจานจะชัดขึ้น บางจานจะนุ่มลง เป็นดีเทลเล็ก ๆ ที่ทำให้มื้อนี้มีความ interactive มากขึ้น และรู้สึกว่าเราได้มีส่วนร่วมกับการปรับรสชาติของอาหารเอง ปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียวและชาคานาซาวะโบฉะที่ช่วยบาลานซ์มื้อได้ดี เป็นคอร์สที่ไม่ได้หวือหวา แต่มีจังหวะและแนวคิดที่ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดดูมีมิติมากขึ้น




✿ Higashi Chaya District
แวะไปเดินย่อยหลังมื้อเที่ยงกันที่ “Higashi Chaya District” ย่านโรงน้ำชาเก่าแก่ริมแม่น้ำอาซาโนะ หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของคานาซาวะที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านนี้มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี ตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยอาคารไม้สองชั้นที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบถูกอนุรักษ์ไว้แทบทั้งหมด ทำให้ทั้งถนนยังคงโทนเดียวกันแบบสวยมาก จนคานาซาวะเองก็มักถูกเรียกว่าเป็น “Little Kyoto” เพราะยังรักษาเสน่ห์แบบเมืองเก่าเอาไว้ได้ดี และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ย่านที่ยังมีวัฒนธรรมเกอิชาหลงเหลืออยู่จริง ๆ ถ้าโชคดีก็อาจได้เห็นเดินผ่านแบบแวบ ๆ




อีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือการเป็นแหล่งผลิตทองคำเปลวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ซึ่งคานาซาวะผลิตทองคำเปลวมากกว่า 90% ของทั้งประเทศ ทำให้ในย่านนี้เต็มไปด้วยร้านงานคราฟต์ ของฝาก ไปจนถึงคาเฟ่และร้านอาหารที่นำทองคำเปลวมาใช้เป็นส่วนประกอบ ตั้งแต่ของหวานไปจนถึงเครื่องดื่ม เดินไปทางไหนก็จะเห็นความระยิบระยับของทองแทรกอยู่ตามร้านต่าง ๆ ตลอดทาง บวกกับแสงช่วงบ่ายที่ตกกระทบกับอาคารไม้และแม่น้ำด้านข้าง ยิ่งทำให้บรรยากาศของย่านนี้ดูมีเสน่ห์และเดินเพลินมาก






✿ Kenrokuen
ถัดจากย่านเมืองเก่า เราเปลี่ยนฟีลมาเดินชิลต่อกันที่ “Kenrokuen” สวนญี่ปุ่นระดับตำนานที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสามสวนที่สวยที่สุดของประเทศ โดยสวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะโดยตระกูลมาเอดะ และค่อย ๆ พัฒนาต่อเนื่องยาวนานหลายรุ่น จนกลายเป็นสวนแบบ “strolling garden” ที่ออกแบบให้เราเดินชมไปเรื่อย ๆ ผ่านทั้งสระน้ำ เนินเขา ศาลา และมุมมองต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปตลอดทาง ชื่อ Kenrokuen เองก็มีความหมายโคตรจะลึกซึ้ง “สวนแห่ง 6 คุณสมบัติ” ซึ่งรวมเอาความกว้างใหญ่ ความสงบ ความเก่าแก่ ความประณีต น้ำ และวิว เข้าไว้ด้วยกันในที่เดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ยากมากในสวนเดียว ถือว่าเป็นความเริ่ดที่ทุกคนควรมาเห็นด้วยตาเนื้อจริง ๆ



อย่างที่บอกว่าช่วงเราไปตรงกับปลายฤดูหนาว บางมุมหิมะก็ยังละลายไม่หมด แล้วพอเริ่มมีแสงอุ่น ๆ ของฤดูใหม่เข้ามาผสานคือดีมาก เดินไปจะเห็นทั้งต้นสนที่ถูกผูกเชือก “yukitsuri” ไว้เพื่อป้องกันหิมะ โคมไฟหิน iconic อย่าง Kotoji-tōrō และบ้านไม้ริมสระที่ให้ฟีลสงบแบบญี่ปุ่นคลาสสิกมาก จุดเด่นของที่นี่เลยไม่ใช่แค่ความสวยในมุมใดมุมหนึ่ง แต่คือการ “ค่อย ๆ เดินแล้วซึม” ไปกับวิวที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกก้าว ทำให้สวนนี้ไม่ได้แค่สวย แต่มีจังหวะของตัวเองที่ทำให้เราเผลอใช้เวลานานกว่าที่คิด



✿ 21st Century Museum of Contemporary Art
ส่งท้ายวันนี้ด้วย “21st Century Museum of Contemporary Art” อาร์ตมิวเซียมชื่อดังที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2004 ตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นทรงวงกลมด้วยโครงสร้างกระจกและสีขาวแบบโปร่งโล่ง ไม่มีด้านหน้า–หลังชัดเจน ทำให้สามารถเดินเข้าได้จากหลายทิศทาง และยังล้อมรอบด้วยพื้นที่เปิดกว้างเหมือนสวนสาธารณะ ที่นี่เลยให้ฟีลเหมือนเป็น “public space” มากกว่ามิวเซียมแบบทางการ ไฮไลต์อย่าง The Swimming Pool ของ Leandro Erlich ที่ให้เราลงไปอยู่ใต้สระน้ำแบบไม่เปียก หรือ Colour Activity House ของ Olafur Eliasson ที่เล่นกับแสงและสี รวมถึงงานประติมากรรมอย่าง “Cloud” ของ Tomás Saraceno โครงสร้างทรงกลมเงาสะท้อนที่เรียงตัวกันเหมือนก้อนเมฆ ให้เราเข้าไปใกล้ ๆ แล้วเห็นภาพตัวเองและพื้นที่รอบ ๆ ในมุมที่บิดเบี้ยวเล็กน้อย



ภายในแบ่งเป็นห้องจัดแสดงหลายขนาดรองรับงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินทั่วโลก ส่วนใหญ่จะเป็นแบบหมุนเวียน ทำให้แต่ละครั้งที่มาได้ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน โดยตัวมิวเซียมจะเน้นงานศิลปะร่วมสมัยที่ “ให้เราเข้าไปมีส่วนร่วม” มากกว่าการยืนดูเฉย ๆ ไม่ว่าจะเป็น installation ขนาดใหญ่ งานที่เล่นกับแสง เสียง หรือพื้นที่ ไปจนถึงผลงานที่สามารถเดินเข้าไป สำรวจ หรือมี interaction กับตัวงานได้จริง ทำให้การดูงานที่นี่รู้สึกสนุกและเข้าถึงง่ายกว่ามิวเซียมทั่วไปมาก และด้วยความที่หลายโซนเปิดให้เข้าชมฟรี บวกกับดีไซน์ของพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับภายนอกแบบไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน เลยทำให้เราสามารถเดินเล่น ถ่ายรูป หรือใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้เรื่อย ๆ แบบไม่รู้สึกว่าต้อง “ตั้งใจดูอาร์ต” ตลอดเวลา ส่วนตัวคือชอบมาก มาคานาซาว่าต้องแวะมาทุกครั้ง




✿ ANA Crowne Plaza Kanazawa
คืนนี้เราพักกันที่ “ANA Crowne Plaza Kanazawa” โรงแรมสไตล์บิสเนสที่โดดเด่นเรื่องโลเคชัน เพราะอยู่ใกล้ทั้งร้านอาหาร สถานีรถไฟ และแหล่งชอปปิง บรรยากาศด้านในเรียบ สบาย ห้องพักตกแต่งโทนมินิมอล อบอุ่นแบบเรียบ ๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น เน้นความ functional แต่ครบทุกอย่างที่ต้องใช้ เตียงนุ่ม หลับสบาย ห้องที่เราได้อยู่เป็นชั้นสูง มองเห็นวิวเมืองแบบกว้าง ๆ รวมถึงตัวสถานีที่เป็นแลนด์มาร์กของคานาซาวะจากมุมมองด้านบน เหมาะกับการชาร์จพลังหลังจากเที่ยวมาทั้งวันมาก ๆ



DAY 3 :: Markets, Samurai Streets & Noto Coast
✿ Iki-Iki Fish Market
ถ้าพูดถึงตลาดปลาคานาซาวะ หลายคนอาจนึกถึง Omicho Market ที่คึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ถ้าอยากลองบรรยากาศที่โลคอลมากขึ้น เราแนะนำให้แวะมาที่ “Iki-Iki Fish Market” ตลาดปลาขนาดไม่ใหญ่มากในโซนท่าเรือ ที่ให้ฟีลต่างออกไปชัดเจน คนไม่แน่น เดินสบาย และส่วนใหญ่จะเป็นคนท้องถิ่นที่มาจับจ่ายกันจริง ๆ ด้วยความที่ที่นี่อยู่ใกล้แหล่งประมงโดยตรง อาหารทะเลเลยสดแบบไม่ต้องผ่านอะไรซับซ้อน โดยเฉพาะปู (kani) และปลาทะเลจากฝั่งทะเลญี่ปุ่น รวมถึงของทะเลแปรรูปต่าง ๆ ภายในมีทั้งของสดอย่างซาชิมิที่แล่กันให้เห็นตรงหน้า ไปจนถึงของกินง่าย ๆ อย่างซูชิ หรืออาหารทะเลทั้งแบบนึ่งและย่างที่ซื้อแล้วนั่งกินได้เลย บรรยากาศโดยรวมเรียบง่าย ไม่วุ่นวาย มีทั้งกลิ่นทะเลอ่อน ๆ และเสียงคนคุยกันแบบสบาย ๆ เป็นอีกโลที่ให้ฟีล “ชีวิตจริง” ของคานาซาวะในอีกมุมหนึ่งได้ดีมา




✿ Yamato Koji Park
ไม่ห่างจากตลาดปลามากนัก เราแวะมาที่ “Yamato Koji Park” พื้นที่ที่ถูกชุบชีวิตจากโรงงานผลิตโชยุเก่าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่ยังคงกลิ่นอายความดั้งเดิมไว้ แต่เติมความร่วมสมัยเข้าไปได้เก๋มากเว่อร์ ที่นี่เป็นของแบรนด์ Yamato Soy Sauce & Miso ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการหมักแบบญี่ปุ่น (koji) ทำให้ภายในไม่ได้มีแค่ร้านอาหารหรือของฝากทั่วไป แต่เต็มไปด้วยโปรดักต์ที่เกี่ยวกับการหมักอย่างโชยุ มิโสะ และโคจิให้เลือกดูเยอะมาก หนึ่งในของกินเล่นที่สะดุดตาเรามากสุดขอยกให้ “ซอฟต์ครีมรสโชยุ” ที่เขาดึงเอาความเค็มนิด ๆ ของโชยุมาผสมกับความหวานนุ่มของไอศกรีมได้ลงตัวกว่าที่คิด เป็นรสชาติที่แปลกแต่กินง่าย ใครสายเก็บซอฟต์ครีมญี่ปุ่นน่าจะชอบเลยล่ะ






ส่วนอีกมุมที่ได้ใจสายคาเฟ่ฮอปอย่างเราแบบจัง ๆ ก็ต้องยกให้นี่เลย “Kome to Hana” ร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ที่บรรยากาศอบอุ่นจากเฟอร์นิเจอร์ไม้และการตกแต่งที่เน้นแสงธรรมชาติให้สาดเข้ามาอย่างสวยงาม เมนูเด่นของที่นี่แน่นอนว่าคือชีสเค้กที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี รสชาติละมุน ไม่หวานจัด มีทั้งแบบคลาสสิกและแบบ brûlée หน้าไหม้นิด ๆ ที่หอมมาก แต่ที่เซอร์ไพรส์ไม่แพ้กันคือพุดดิ้ง เนื้อเนียนเด้ง หอมคาราเมลสุด ๆ พอได้ลองทั้งสองอย่างคู่กับกาแฟบอกเลยว่าน้ำตาไหล อร่อยจนอยากเบิ้ลสอง ใด ๆ คือเป็นอีกพิกัดที่สาย slow life ควรค่าแก่การแวะมาพักชิลระหว่างวันสุด




✿ Tsuzumimon Gate ( Kanazawa Station )
หากไม่ได้แวะเช็คอิน “Tsuzumimon Gate” ซุ้มประตูไม้ขนาดใหญ่หน้าสถานีคานาซาวะ ก็คงเหมือนมาไม่ถึงจริง ๆ เพราะที่นี่ถือเป็นทั้งแลนด์มาร์กที่ต้อนรับและส่งท้ายของเมืองได้อย่างยิ่งใหญ่ ตัวโครงสร้างไม้ได้ไอเดียมาจาก “กลองสึซึมิ” เครื่องดนตรีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งถูกนำมาออกแบบเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่สูงถึงประมาณ 13.7 เมตร สื่อถึงวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของคานาซาวะ ตัดกับฉากหลังเป็นโดมกระจกใสขนาดใหญ่ที่ดูโมเดิร์นแบบสุด ๆ ฟีลตอนยืนอยู่ตรงนี้มันให้ความรู้สึกว่า “เรามาถึงคานาซาวะแล้วจริง ๆ” แอบบอกนิดว่าถ้ามาช่วงเย็นหรือกลางคืนจะมีไฟเปิดเบา ๆ บรรยากาศดีมาก ถ่ายรูปจึ้งมาก


✿ Go! Go! Curry Runesu Kanazawa
เติมที่เที่ยวคานาซาวะแบบฟิน ๆ แล้ว ของกินเด็ดประจำเมืองก็ต้องไม่พร่อง แน่นอนว่าใครที่หลงใหลแกงกะหรี่เราขอผายมือให้มาที่ “Go! Go! Curry” ร้าน curry สไตล์ Kanazawa ระดับตำนานที่เริ่มต้นจากที่นี่ก่อนจะขยายไปมีสาขาทั่วญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดดเด่นด้วยซอสแกงกะหรี่เข้มข้นสีเข้มที่เคี่ยวนานหลายชั่วโมง เสิร์ฟบนจานสเตนเลส กินคู่กับกะหล่ำปลีซอยและทงคัตสึชิ้นใหญ่ พร้อมส้อมแทนช้อนตามสไตล์เฉพาะตัวของที่นี่ รอบนี้เรามาลองที่สาขา Runesu Kanazawa ตัวร้านสีเหลืองสดสะดุดตาพร้อมโลโก้ “กอริลลา” สุดไอคอนิกที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของแบรนด์ เมนูแนะนำก็ต้องเป็น Katsu Curry หรือใครอยากจัดเต็มหน่อยก็มีแบบรวมมิตรทั้งกุ้งทอด ไส้กรอก ไข่ ตักกินพร้อมซอสเข้ม ๆ คือฟินมาก เป็นอีกมื้อที่ทั้งอิ่มและได้ฟีล local comfort food แบบญี่ปุ่นแท้ ๆ เลย




✿ Nagamachi Bukeyashiki District
ทิ้งท้ายเมืองนี้ไว้ที่ “Nagamachi Bukeyashiki District” ย่านบ้านซามูไรเก่าที่ยังคงบรรยากาศสมัยเอโดะไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยกำแพงดินสีอบอุ่น รั้วฟางที่ใช้คลุมกันความหนาวในฤดูหนาว ถนนหินแคบ ๆ และลำคลองเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านทั้งย่าน ทำให้ก้าวแรกที่เดินเข้ามาก็เหมือนหลุดไปในยุคอดีตที่นี่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของซามูไรระดับกลางถึงสูง ในช่วงที่คานาซาวะรุ่งเรืองในฐานะเมืองปราสาทของแคว้นคากะ ทุกอย่างดูเรียบง่ายแต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจเต็มไปหมด ยิ่งรู้ว่าย่านนี้รอดพ้นทั้งไฟไหม้ครั้งใหญ่และความเสียหายในช่วงสงครามโลกมาได้ ยิ่งทำให้บรรยากาศที่เห็นตรงหน้าดูมีคุณค่าขึ้นไปอีก ฟีลของที่นี่จึงไม่ใช่ความคึกคักหรือสีสันจัดจ้าน แต่เป็นความนิ่ง สงบ และมีเสน่ห์แบบเรียบง่าย เดินไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกเหมือนได้ซึมซับชีวิตอีกจังหวะหนึ่งของคานาซาวะ โคตรชอบเลย ถ่ายรูปเพลินมากกก




✿ Wakura Onsen
มุ่งหน้าสู่หนึ่งในเมืองออนเซ็นที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดอิชิคาวะ “Wakura Onsen” ที่ตั้งอยู่ติดกับอ่าว Nanao และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักออนเซ็น ด้วยประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี แถมยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ เหมาะกับการมาพักผ่อน แช่น้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุช่วยเรื่องผิวพรรณ ระบบไหลเวียนเลือด และคลายความเมื่อยล้าได้ดีมาก นอกจากการแช่ออนเซ็นแล้ว รอบ ๆ เมืองยังมีมุมให้เดินเล่นเพลิน ๆ อีกเยอะเลย


เราเริ่มต้นที่ “Yumoto no Hiroba” ลานกลางเมืองที่เล่าเรื่องจุดกำเนิดของออนเซ็นแห่งนี้ ตามตำนานเล่าว่าชาวประมงพบเห็นนกกระยางที่บาดเจ็บมาแช่น้ำพุร้อนเพื่อรักษาตัว จึงกลายเป็นที่มาของการค้นพบน้ำแร่แห่งนี้ ปัจจุบันเลยมีทั้งโขดหินและรูปปั้นนกกระยางตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์ พร้อมกิมมิกน่ารัก ๆ อย่างการซื้อไข่มาต้มในบ่อน้ำพุร้อน ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาทีก็ได้ไข่ออนเซ็นร้อน ๆ กินเลย แถมแถวนี้ยังมีมาสคอตประจำเมือง “Wakutama-kun” น้องไข่ออนเซ็นหน้าตาน่ารักที่โผล่มาให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย




ฟังเรื่องเล่าไปแล้วก็ได้เวลามาชมออนเซ็นระดับประเทศให้เป็นบุญกายสักหน่อย ‘Wakura Onsen Public Bath’ โรงอาบน้ำสาธารณะสำหรับคนที่ไม่ได้มาพักโรงแรมแต่อยากสัมผัสน้ำเปี่ยมสรรพคุณของเมืองนี้ โดยโรงอาบน้ำแห่งนี้มีอายุยาวนานกว่า 380 ปี ทำหน้าที่ปกป้องรักษาคุณภาพให้คงเดิมเหมือนอดีต เราชอบตั้งแต่โครงสร้างอาคาร ที่เป็นแนวยาวมีชั้นเดียว ภายในโอ่โถงไปด้วยเพดานสูง หอมกลิ่นไม้อันเป็นวัสดุหลักภายใน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์จะเน้นเปิดพื้นที่ให้โล่งกว้าง เป็นระเบียบ สะอาดเอี่ยมน่าอยู่เป็นที่สุด ซึ่งราคาค่าเข้าอยู่ที่ 490 เยนเท่านั้น มีทั้งบ่อแช่อินดอร์และเอาท์ดอร์ ลานสำหรับนอนพัก แถมยังมีบ่อแช่เท้าฟรีด้านหน้าอีก คุ้มไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้ว




✿ Notoraku
สำหรับทริปนี้เรายกให้ “Notoraku” เป็นที่พักที่เราชอบที่สุดแบบไม่ต้องลังเลเลย ตัวโรงแรมเป็นเรียวกังขนาดใหญ่ในย่าน Wakura Onsen ที่ผสมความโมเดิร์นเข้ากับความออริจินอลแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมได้ลงตัวมาก ตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึงโซนส่วนกลางคือดีไซน์ดีทุกมุม โทนอุ่น ใช้ไม้เป็นหลัก แทรกด้วยแสงไฟสีทองที่ให้ฟีลพรีเมียมแบบอบอุ่น เดินเข้ามาคือรู้สึกสงบทันทีเหมือนได้สโลว์ชีวิตลงแบบอัตโนมัติ ที่นี่มีประวัติกว่า 100 ปี และเป็นหนึ่งในเรียวกังขนาดใหญ่ที่ครบทั้งห้องพักวิวอ่าว Nanao แบบพาโนรามา ห้องอาหาร และเลานจ์ต่าง ๆ ที่สำคัญคือออนเซ็นของเขาดีมาก มีทั้งบ่อในร่ม กลางแจ้ง และบางห้องยังมีอ่างส่วนตัวให้แช่พร้อมวิวทะเลแบบฟิน ๆ อีกด้วย






ส่วน MVP ของที่นี่ต้องยกให้มื้อค่ำแบบบุฟเฟ่ที่จัดเต็มแบบเกินเรื่องไปมาก ตัวไลน์อาหารถูกจัดวางอย่างสวยในสเปซที่ยังคงโทนไม้และแสงไฟนวล ๆ ให้ฟีลอบอุ่นแต่ดูพรีเมียม เดินตักได้แบบเพลิน ๆ โดยเฉพาะซีฟู้ด ทั้งซาชิมิ ไข่ปลาแบบล้น ๆ กุ้ง ปู รวมถึงของทะเลจากภูมิภาค Noto ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสดอยู่แล้ว เสิร์ฟแบบไม่มีกั๊กจริง ๆ นอกจากนั้นยังมีเมนูญี่ปุ่นหลากหลาย ไม่ว่าจะของทอด ของย่าง ซุป และเมนูโฮมเมดที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล หยิบอะไรก็อร่อยไปหมด ฟีลคือค่อย ๆ เดินเลือก ค่อย ๆ กิน แล้วยิ่งได้กินไปพร้อมบรรยากาศเงียบ ๆ ของเรียวกังคือสิบเต็มสิบ เป็นมื้อที่ทั้งอิ่ม ทั้งฟิน แล้วก็รู้สึกว่า เออ ที่นี่มันใช่จริง ๆ




DAY 4 :: From Noto Sea to Hakuba Snow
✿ Notojima Aquarium
เราเริ่มต้นครึ่งเช้าวันนี้กับพิกัดชวนใจฟู “Notojima Aquarium” พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบนเกาะ Noto Island ที่รวบรวมสัตว์ทะเลกว่า 500 สายพันธุ์ รวมมากกว่า 40,000 ชีวิต โดยเน้นสายพันธุ์ที่พบในคาบสมุทรโนโตะ ตั้งแต่ปลาตัวเล็กน่ารักไปจนถึงสัตว์น้ำหายากในท้องถิ่น ทำให้ที่นี่มีความโลคอลและแตกต่างจากอะควาเรียมอื่น ๆ อยู่พอสมควร ภายในแบ่งเป็นหลายโซน ทั้งโซนจัดแสดง โซนสัมผัส และกิจกรรมสำหรับทุกวัย เดินเพลินมาก แถมโลเคชันที่ติดทะเลก็ยิ่งช่วยให้บรรยากาศดูโปร่ง สดชื่น และผ่อนคลายไปอีก จุดเด่นหลักของที่นี่คือ “ตู้ปลาขนาดใหญ่ตรงกลาง” ที่รวมสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดไว้ด้วยกันแบบอลังการ ทั้งฝูงปลาและสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่ว่ายวนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ให้ฟีลเหมือนยืนมองโลกใต้ทะเล ซึ่งแม้ช่วงหลังจะไม่มีฉลามวาฬแล้ว แต่ภาพรวมของตู้หลักก็ยังคงเป็นไฮไลต์ที่ดึงสายตาได้ดีมาก




โซนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจคือการใช้ Projection Mapping ที่ฉายกราฟิกแสงสีสุดอลังการลงบนเพดานและตู้ปลา ลวดลายที่ปรากฏชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกใต้น้ำอันน่าพิศวง ส่วนความน่ารักต้องยกให้โซนเพนกวิน โดยเฉพาะ Penguin Walk การแสดงสุดน่ารักที่พาเหล่าเพนกวินออกมาเดินอวดโฉม น้อง ๆ เดินกวัดแกว่งปีกพลางหันซ้ายขวา ราวกับกำลังทักทายผู้ชมอย่างรู้หน้าที่ การได้ชมเพนกวินอย่างใกล้ชิดแบบนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและพิเศษกว่าการมองผ่านกระจกมาก ๆ






✿ Kimura Isao Shoten
ด้วยความที่แถบคาบสมุทร Noto ขึ้นชื่อเรื่อง “หอยนางรม” มานาน เพราะเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลผสมกับน้ำจืดจากภูเขา ทำให้ได้แร่ธาตุที่เหมาะกับการเพาะเลี้ยง หอยที่นี่เลยตัวอวบ เนื้อแน่น และมีรสหวานตามธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวจะเป็นซีซันที่ดีที่สุด ฟาร์มท้องถิ่นต่างเลี้ยงกันแบบจริงจังและส่งต่อกันมาหลายรุ่น “Kimura Isao Shoten” ที่เราแวะมื้อเที่ยงในวันนี้ ก็เป็นหนึ่งในร้านที่ต่อยอดมาจากการทำประมงและเพาะเลี้ยงหอยโดยตรง ก่อนจะเปิดเป็นกระท่อมเล็ก ๆ ริมน้ำให้คนได้เข้ามานั่งกินแบบใกล้ชิด ฟีลจะคล้าย ama hut ที่มิเอะ คือเรียบง่าย อบอุ่น นั่งย่างไป มองทะเลไป ได้บรรยากาศโลคอลแบบเต็ม ๆ



พอมาถึงเรากก็จะได้ถังหอยนางรมสดคนละประมาณ 20 ตัว ยกมาแบบจุก ๆ แล้วไปนั่งย่างเองบนเตาถ่านร้อน ๆ ในกระท่อมไม้ที่ทั้งควัน ทั้งกลิ่นทะเลลอยคลุ้งไปหมด ฟีลคือค่อย ๆ ย่าง ค่อย ๆ แกะ กินตอนร้อน ๆ คือโคตรฟิน นอกจากนั้นยังมีเมนูหอยอีกหลายแบบทั้งนึ่ง ซุป หรือเมนูโฮมเมดที่ทำออกมาเรียบง่ายแต่โคตรอร่อย และที่เซอร์ไพรส์สุดคือ ไอศกรีมหอยนางรม รสเค็มหวานนิด ๆ แปลกแต่ลงตัวแบบงง ๆ แถมแพ็กเกจก็น่ารักมาก เพราะเอาคาแรกเตอร์คุณลุงเจ้าของร้านมาทำเป็นการ์ตูนบนฝา เป็นอีกพิกัดที่ทั้งอร่อย สนุก และได้สัมผัสความเป็นโนโตะแบบใกล้ชิดจริง ๆ




✿ Naoe Dougu Ten (Tool Shop)
ก่อนจะออกจากอิชิกาวะ เรามาส่งท้ายกันที่ “Naoe Dougu Ten” ร้านของเก่าคัดสรรเล็ก ๆ ในบรรยากาศชนบทของเมือง Nanao ที่เจ้าของเลือกของแต่ละชิ้นมาจากทั่วญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า ไปจนถึงงานคราฟต์และของจากศิลปินท้องถิ่น ทุกอย่างมีร่องรอยของเวลาและคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ให้ฟีลเหมือนเดินอยู่ใน space กึ่งร้าน กึ่งแกลเลอรี ที่สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เลือกของที่ชอบ แล้วใช้มันไปนาน ๆ




จากร้านของเก่าที่เน้นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายนี้ เจ้าของเลยค่อย ๆ ต่อเติมพื้นที่ให้กลายเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ อยู่ด้านใน เพื่อให้คนได้ใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศตรงนี้นานขึ้น เราเลยได้นั่งพัก จิบกาแฟ และลองเมนูโฮมเมดอย่างพุดดิ้งเนื้อเนียน หอมคาราเมลกำลังดี กับเค้กโรลสตรอว์เบอร์รีที่นุ่มละมุน กินคู่กันแล้วลงตัวมาก ตัวร้านไม่ได้หวือหวา แต่เป็นความดีแบบเงียบ ๆ ที่ยิ่งนั่งยิ่งรู้สึกว่ามันโดนใจ เป็นมื้อเบา ๆ ที่ช่วยเติมพลังช่วงบ่ายก่อนออกเดินทางต่อได้ดีมาก



✿ Courtyard by Marriott Hakuba
จากทะเลโนโตะสู่ภูเขาหิมะของฮาคุบะ เราใช้เวลา 2 คืนที่นี่กับที่พักดี ๆ อย่าง “Courtyard by Marriott Hakuba” โรงแรมในเครือ Marriott ที่ดีไซน์โดยรวมมาในโทนอบอุ่นเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นผสมโมเดิร์น ให้ฟีลรีสอร์ตภูเขาที่สงบและผ่อนคลาย ห้องพักกว้างขวาง เตียงนุ่มนอนสบาย มีหลายรูมไทป์ให้เลือก ทีเด็ดต้องยกให้ ห้องพักที่มีออนเซ็นส่วนตัว (แบบที่เราพัก) ไว้แช่น้ำร้อนคลายความหนาวหลังกลับจากเล่นสกีหรือเที่ยวทั้งวัน นอกจากนี้ยังมีออนเซ็นส่วนกลาง ฟิตเนส และพื้นที่พักผ่อนต่าง ๆ ครบ ทำให้ที่นี่เป็นอีกโรงแรมที่ตอบโจทย์ทั้งสายสกีและสายเที่ยวที่อยากพักผ่อนแบบสบาย ๆ ท่ามกลางภูเขาของฮาคุบะ



อีกหนึ่งอย่างที่ประทับใจคือห้องอาหารของโรงแรมอย่าง LAVAROCK Dining & Bar ที่เสิร์ฟอาหารในบรรยากาศอบอุ่น มองเห็นวิวหิมะด้านนอกผ่านกระจกบานใหญ่ เมนูที่เราได้ลองเป็นดินเนอร์คอร์สที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นจากแถบนากาโนะ เริ่มตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยอย่างแซลมอนชินชูหมัก เสิร์ฟคู่สลัดผักรากหลากสี ต่อด้วยซุปแอปเปิลนากาโนะกับเซเลอรีแอครสละมุน จานปลาค็อดย่างห่อเบคอนซอสไวน์แดง และจานหลักอย่างหมูฮาคุบะตุ๋นเสิร์ฟกับพาสต้าโซบะบัควีต ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานบลูเบอร์รีพาร์เฟต์จากฟาร์มในฮาคุบะพร้อมไอศกรีมวานิลลา เป็นมื้อที่ทั้งหน้าตาสวยและรสชาติกลมกล่อม เหมาะกับการนั่งกินช้า ๆ ปิดจบวันแบบฟินนาเล่






DAY 5 :: Hakuba Snow & Ski Day
✿ Oide Park
ทักทายจากฮาคุบะเช้านี้ด้วยโลเคชั่นแรกที่ “Oide Park” สวนเล็ก ๆ ริมลำธารที่บรรยากาศดีเกินคาด แค่ก้าวขาเข้ามาก็ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ ตัดกับอากาศหนาวที่เย็นชื่นใจ รอบ ๆ เป็นวิวบ้านญี่ปุ่นเรียบง่าย ลำธาร Himekawa และฉากหลังของเทือกเขา Northern Alps ที่เรียงตัวกันเป็นเลเยอร์สวย ให้ฟีลเหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในโปสการ์ดเลยล่ะ จริง ๆ แล้วสวนแห่งนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของชุมชนในหมู่บ้าน เพื่อรักษาภูมิทัศน์ชนบทดั้งเดิมเอาไว้ เลยทำให้มุมมองของธรรมชาติทุกอย่างดูพอดีแบบตั้งใจ ช่วงหน้าหนาวหิมะจะปกคลุมสองฝั่งลำธาร แต่ตรงกลางยังเห็นสายน้ำไหลผ่าน ทำให้บรรยากาศดูสงบ นุ่ม ๆ และโรแมนติกเว่อร์ พิกัดนี้คือเงียบ สบาย และฮีลใจมาก ใครชอบเดินเล่นช้า ๆ สูดอากาศดี ๆ รับรองว่าปักหมุดตามไม่ผิดหวังแน่นอน




ไฮไลท์ของที่นี่คือจุดชมวิวที่มีต้นไม้สูงเรียงกันสามต้นเหมือนเป็นกรอบธรรมชาติ พอมองทะลุไปจะเห็นลำธาร หมู่บ้านเล็ก ๆ และภูเขาหิมะด้านหลังเรียงเป็นเลเยอร์สวยมาก ด้านหน้ามีม้านั่งไม้เล็ก ๆ ให้นั่งดูวิวหรือถ่ายรูป มุมนี้คือซิกเนเจอร์ที่ใคร ๆ ก็มาตามรอย เพราะถ่ายออกมาแล้วเหมือนเฟรมภาพวาดเลย ยิ่งวันที่ฟ้าเปิดแบบนี้ ท้องฟ้าสีฟ้าตัดกับภูเขาหิมะขาว ๆ คือปังสุด แค่ยืนมองวิวเฉย ๆ ก็รู้สึกว่าทริปนี้เริ่ดแล้ว



✿ Sakulala Sweets & Bakery
ระหว่างเดินเล่นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของฮาคุบะ บางทีก็จะเจอร้านเบเกอรี่น่ารัก ๆ ซ่อนตัวอยู่แบบไม่ทันตั้งตัว และที่นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น “Sakulala Sweets & Bakery” ร้านขนมโฮมเมดบรรยากาศอบอุ่นที่มองแวบแรกดูเหมือนบ้านของคนในหมู่บ้านมากกว่าคาเฟ่สำหรับนักท่องเที่ยว ภายในตกแต่งด้วยไม้และของกระจุกกระจิกน่ารัก แสงธรรมชาติส่องเข้ามาเบา ๆ ทำให้ทั้งร้านดูสบายตาและเหมาะกับการนั่งพักยาว ๆ ที่นี่เป็นเบเกอรี่โฮมเมดที่เลือกใช้วัตถุดิบจากแถบชินชูมาทำขนม เลยทำให้ทุกอย่างดูตั้งใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางวันยังมีเจ้าฮัสกี้ประจำร้านชื่อ “Sara” มาคอยต้อนรับทักทายหน้าร้าน เพิ่มความน่ารักจนหลายคนเผลอยิ้มตั้งแต่ยังไม่ทันสั่งขนม





เมนูของร้านจะเน้นเบเกอรี่และของหวานที่ทำสดใหม่ในแต่ละวัน ไฮไลต์ที่หลายคนตั้งใจมาลองคือ Milk Donuts โดนัทเนื้อนุ่มหอม กินตอนอุ่น ๆ ยิ่งอร่อย นอกจากนี้ยังมีขนมอีกหลายแบบทั้ง cinnamon roll, ชีสเค้กซากุระ, มัฟฟิน และขนมปังไส้ต่าง ๆ อย่าง teriyaki hamburger bun หรือ focaccia ผลไม้ ส่วนเครื่องดื่มก็มีตั้งแต่มัทฉะลาเต้ ช็อกโกแลตร้อน ไปจนถึงกาแฟหอม ๆ ให้เลือกจิบคู่กับขนม หลายคนบอกว่าถ้ามาช่วงสายเมนูฮิตบางอย่างจะเริ่มหมดเร็ว เพราะทั้งนักท่องเที่ยวและลูกค้าประจำแวะมาซื้อกันตั้งแต่เช้า ใครอยากได้ตัวดังครบ ๆ แนะนำให้มาไวหน่อย แล้วค่อยนั่งกินขนมช้า ๆ ซึมซับบรรยากาศคาเฟ่เล็ก ๆ แห่งนี้แบบเพลิน ๆ



✿ Snow Peak Land Station Hakuba + Starbucks
อีกหนึ่งพิกัดที่เราชอบมากในฮาคุบะคือ “Starbucks Coffee Snow Peak Land Station Hakuba” สตาร์บัคส์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาขาที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ผนังกระจกบานใหญ่ของร้านเปิดรับวิวเทือกเขา Northern Alps แบบเต็มตา ทำให้ไม่ว่าจะนั่งอยู่มุมไหนก็ยังเห็นภูเขาหิมะอยู่ตรงหน้า เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์แคมป์ของ Snow Peak ทั้งเก้าอี้สนาม โต๊ะพับ และของตกแต่งสไตล์เอาท์ดอร์ เลยให้ฟีลเหมือนนั่งจิบกาแฟอยู่กลางธรรมชาติมากกว่าจะเป็นร้านกาแฟในเมือง ยิ่งถ้าได้ที่นั่งติดกระจกแบบในรูปคือเพลินมาก นั่งดูวิวพร้อมจิบกาแฟอุ่น ๆ ได้แบบชิล ๆ จนลืมเวลาไปเลย




สตาร์บัคส์สาขานี้ตั้งอยู่ภายใน Snow Peak Land Station Hakuba พื้นที่ไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์แคมป์ปิ้งระดับพรีเมียมของญี่ปุ่น และ Kengo Kuma สถาปนิกชื่อดังผู้ออกแบบ Japan National Stadium สำหรับ Tokyo 2020 Olympics ตัวอาคารโดดเด่นด้วยโครงสร้างไม้ขนาดใหญ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากกิ่งไม้และผลึกหิมะ ทำให้ดีไซน์ดูอบอุ่นและกลมกลืนกับธรรมชาติรอบ ๆ ภายในยังเป็นที่ตั้งของแฟลกชิปสโตร์ของ Snow Peak ที่รวมอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง เสื้อผ้าเอาท์ดอร์ และพื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ครบ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่จุดแวะพักดื่มกาแฟ แต่เหมือนแลนด์มาร์กเล็ก ๆ ของฮาคุบะที่รวมทั้งงานดีไซน์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมเอาท์ดอร์ไว้ในที่เดียว


✿ Hakuba Goryu Snow Resort
ช่วงบ่ายนี้เราขอเอาใจสายแอดเวนเจอร์กันบ้างกับ “Hakuba Goryu Snow Resort” หนึ่งในลานหิมะชื่อดังของ Hakuba Valley ที่สายสโนว์บอร์ดจากทั่วโลกชอบมาปล่อยพลังกันทุกฤดูหนาว ส่วนตัวคือชอบมาก บรรยากาศของที่นี่ไม่ได้มีแค่ลานหิมะ แต่เหมือนคอมมูนิตี้เล็ก ๆ บนภูเขาเลย ใครที่ไม่ได้เล่นสโนว์บอร์ดหรือแค่มากับเพื่อนก็ยังใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้แบบไม่เบื่อ เพราะบริเวณฐานรีสอร์ตมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายอุปกรณ์ และพื้นที่พักผ่อนครบ จะนั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ มองดูคนไถบอร์ดผ่านไปมา เดินเล่นถ่ายรูปกับวิวภูเขาหิมะ หรือแวะหาอะไรร้อน ๆ กินแก้หนาวก็ได้ บรรยากาศรอบ ๆ ค่อนข้างคึกคักแบบหมู่บ้านฤดูหนาวเล็ก ๆ ทำให้สามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ตั้งแต่เช้าจนเย็นแบบเพลิน ๆ ต่อให้ไม่ได้ลงลานหิมะเองก็ยังรู้สึกสนุกไปกับบรรยากาศรอบตัวได้เหมือนกัน




พื้นที่เล่นของที่นี่กว้างมากและแบ่งโซนภูเขาออกเป็นหลายส่วน ทั้ง Alps-daira, Toomi และ Iimori รวมแล้วมีประมาณ 15 คอร์สให้เลือก ตั้งแต่ทางลาดกว้างสำหรับมือใหม่ ไปจนถึงเส้นที่ชันและท้าทายสำหรับสายโปร วิวด้านบนยังสามารถมองเห็นเทือกเขา Northern Alps แบบพาโนรามาได้เต็มตา ทำให้การเล่นสโนว์บอร์ดที่นี่ไม่ได้สนุกแค่เรื่องความเร็ว แต่ยังได้ดื่มด่ำวิวภูเขาหิมะสวย ๆ ไปพร้อมกัน สำหรับใครที่ไม่ได้พกอุปกรณ์มาเองก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีร้านเช่าอุปกรณ์ครบ ทั้งบอร์ด รองเท้าบูท และเสื้อผ้ากันหนาว สามารถเช่าเป็นเซ็ตแล้วออกไปเล่นได้เลย



อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้เราเลือกมาที่นี่คือ Night Ski เพราะที่ Hakuba มีไม่กี่รีสอร์ตที่เปิดให้เล่นตอนกลางคืน พอพระอาทิตย์ตก ลานหิมะจะเปิดไฟสว่างทั้งภูเขา บรรยากาศเปลี่ยนไปจากตอนกลางวันทันที การไถสโนว์บอร์ดท่ามกลางอากาศหนาวและแสงไฟบนลานหิมะให้ฟีลเหมือนอยู่ในหนังฤดูหนาวจริง ๆ แถมพื้นหิมะยังถูกเกลี่ยใหม่ก่อนเปิดรอบกลางคืน ทำให้ไถลื่นและสนุกกว่าเดิม เป็นอีกประสบการณ์ที่ต่างจากการเล่นช่วงกลางวัน และเป็นเหตุผลที่หลายคนตั้งใจมาลองที่นี่โดยเฉพาะ



DAY 6 :: Hakuba Views to Matsumoto Streets
✿ Hakuba Iwatake Mountain Resort
เช้านี้ขอเสิร์ฟวิวเทือกเขาหิมะแบบพาโนรามาของฮาคุบะสามารถมองเห็นได้ชัดแบบฟูลเอชดีจาก “Hakuba Iwatake Mountain Resort” รีสอร์ตภูเขาที่สามารถนั่งกระเช้ากอนโดลาขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบนได้แบบสบาย ๆ ระหว่างทางจะเห็นหุบเขาและแนวเทือกเขา Northern Alps ที่ทอดยาวสุดสายตา แน่นอนว่าฤดูหนาวที่หิมะขาวโพลนแบบนี้ด้านบนจึงกลายเป็นลานสกีชั้นดีที่ดึงดูดนักสกีและสโนว์บอร์ดจากทั่วโลกให้มาเยือน ความจึ้งของที่นี่คือมีเส้นทางให้เลือกเล่นกว่า 20 เส้นทาง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 125 เฮกตาร์ โดยมีระยะทางสกียาวที่สุดราว 3.3 กิโลเมตร รองรับตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงสายแอดวานซ์ที่อยากท้าทายเส้นทางมากขึ้น ส่วนใครที่ไม่ได้เน้นลุย แค่อยากขึ้นมาทำคอนเทนต์เก๋ ๆ ด้านบนมีพื้นที่ให้เดินเล่นทอดน่องชมวิว ถ่ายรูป หรือแวะนั่งพักตามคาเฟ่เพื่อมองภูเขาหิมะที่เรียงตัวสวยอยู่ตรงหน้า โดยรวมบรรยากาศค่อนข้างสงบและเป็นธรรมชาติ สำหรับเราขอยกให้ที่นี่เป็นอีกจุดชมวิวของฮาคุบะที่ประทับใจมาก 10/10 ไปเลย เริ่ด!!!





✿ Hakuba Mountain Harbor – The City Bakery
บนยอดเขา Iwatake ยังซ่อนอีกหนึ่งสปอตสุดจึ้งที่สายคาเฟ่และสายถ่ายรูปต้องหลงรัก นั่นคือ “Hakuba Mountain Harbor” จุดชมวิวบนภูเขาที่มองเห็นแนวเทือกเขา Northern Alps ได้แบบพาโนรามาเต็มสายตา พร้อมคาเฟ่ยอดฮิตอย่าง “The City Bakery” ร้านเบเกอรี่ชื่อดังจากนิวยอร์กที่ยกเตาอบขึ้นมาเปิดสาขาบนภูเขาแห่งนี้ เสิร์ฟครัวซองต์อบใหม่หอมกรุ่นคู่กับกาแฟร้อนหรือเย็นที่เข้ากับอากาศสดชื่นสุด ๆ เมนูห้ามพลาดคือ “Pretzel Croissant” ครัวซองต์ลูกผสมที่คนญี่ปุ่นยังตั้งใจขึ้นมากินถึงบนนี้ บริเวณระเบียงชมวิวด้านนอกเปิดโล่งรับภูเขาแบบเต็มตา โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่ทุกอณูตั้งแต่จุดที่เรายืนทอดสายตาออกไปจนถึงเทือกเขาสุดสายตาถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน การได้มานั่งพัก จิบเครื่องดื่ม แล้วลุกไปถ่ายรูปจึ้ง ๆ เป็นอะไรที่โคตรฟิน แถมใกล้กันยังมีกิจกรรม Yoo-Hoo! Swing ชิงช้าที่พุ่งออกไปกลางอากาศราวกับกำลังลอยตัวไปหาเทือกเขาเบื้องหน้า นั่งได้พร้อมกันสองคน ได้ทั้งความหวาดเสียวเล็ก ๆ และภาพสวยเกินบรรยายในทุกช็อต






✿ CHAVATY HAKUBA
คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะขาวโพลนและขุนเขาที่โอบล้อมรอบด้าน “CHAVATY Hakuba” น้องเป็นคาเฟ่ชาในเครือ CHAVATY จากโตเกียวที่ขึ้นชื่อเรื่องการนำ “ชา” มาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัย ตัวอาคารดีไซน์ทรงคอทเทจสามเหลี่ยมหลังคาสูงสไตล์มินิมอล ผนังไม้โทนอุ่นตัดกับกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้บรรยากาศภายในทั้งโปร่ง โล่ง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน เคาน์เตอร์บาร์ตั้งอยู่กลางร้านแบบเปิดให้เห็นขั้นตอนการทำเครื่องดื่ม ภายในร้านมีที่นั่งให้พักผ่อนแบบอินดอร์ ส่วนโซนเอาต์ดอร์ด้านหน้าถูกจัดวางอย่างเรียบง่ายเพื่อให้ทุกสายตาหันออกไปมองภูเขาหิมะและธรรมชาติที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน คาเฟ่แห่งนี้จึงเหมือนจุดพักใจเล็ก ๆ บนยอดเขา ที่ให้เราได้หลบหนาวเข้ามาจิบเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนออกไปตะลุยหิมะต่อ


เมนูของที่นี่เน้นขนมและเครื่องดื่มที่ใช้ “ชา” เป็นหัวใจหลัก โดยเฉพาะสโคนซิกเนเจอร์ที่อบสดใหม่ทุกวัน มีให้เลือกหลายรส เสิร์ฟคู่สเปรดอย่างฮันนีนัตกับดรายฟรุตหรือซอลต์วิปบัตเตอร์รสละมุน ส่วนตัวเราเป็นสายเก็บซอฟต์เสิร์ฟก็เลยไม่พลาดที่จะลองถึงสองรสชาติ เริ่มจาก Amaou & Sakura Tea Soft Serve Ice Cream ไอศกรีมที่ผสมความหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี่อามาโอจากฟุกุโอกะเข้ากับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาซากุระ ได้รสหวานละมุนสดชื่นมาก อีกตัวคือ Kuromoji Soft Serve ซอฟต์เสิร์ฟที่ใช้ “คุโรมอจิ” สมุนไพรพื้นถิ่นของญี่ปุ่นที่มีกลิ่นหอมคล้ายเครื่องเทศอ่อน ๆ ให้รสชาติแปลกใหม่และหอมลึกไม่เหมือนใคร บอกเลยว่าฟีลมันดีจนอยากนั่งทอดอารมณ์อยู่นานแบบไม่รีบไปไหนเลยจริง ๆ


✿ Matsumoto Castle
จากฮาคุบะ เรามุ่งหน้าต่อมาเช็คอิน ณ หนึ่งในปราสาทที่เราชอบที่สุด เพราะความเท่ไม่เหมือนใคร ถ้าให้เปรียบก็เหมือนชายหนุ่มสุดสมาร์ทในชุดโทนดำ “Matsumoto Castle” หรือที่เรียกกันว่าปราสาทอีกา แลนด์มาร์กประจำเมืองมัตสึโมโตะแห่งนากาโน่ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และยังคงสภาพได้สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ ช่วงที่สวยที่สุดคงหนีไม่พ้นฤดูใบไม้ผลิ เพราะสีดำของตัวปราสาทจะตัดกับสีชมพูของดอกซากุระ บวกกับวิวเทือกเขาแอลป์ที่ปกคลุมด้วยหิมะด้านหลัง เป็นภาพที่งดงามจนชาวญี่ปุ่นเองยังหลงใหล แต่ถ้ามาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ทุกอย่างก็จะดูโดดเด่นและคมเข้มไปอีกแบบ ภายในมีการจัดแสดงทั้งสมบัติ เครื่องใช้ ชุดเกราะ อุปกรณ์การรบโบราณ รวมถึงภาพศิลปะและประวัติศาสตร์ให้ได้เดินชมกัน สิ่งที่เราชอบที่สุดคือการออกแบบภายในที่คำนึงถึงการป้องกันและการต่อสู้ เช่น ช่องเล็ก ๆ ที่ใช้สอดส่องศัตรู หรือช่องสำหรับยิงปืน ขึ้นไปจนถึงด้านบนสุดก็จะได้ชมวิวเมืองมัตสึโมโตะแบบพาโนราม่าได้อย่างเต็มตา


✿ Yohashira Shrine
ขอเอาใจสายมูกันต่อที่ “Yohashira Shrine” ศาลเจ้าชินโตเก่าแก่ใจกลางเมืองมัตสึโมโตะที่สร้างขึ้นในสมัยเมจิ เพื่ออุทิศให้เทพเจ้าชินโต 4 องค์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “โยฮาชิระ” ที่แปลว่าเสาทั้งสี่ และด้วยความที่เป็นการรวมเทพหลายองค์ไว้ด้วยกัน ทำให้ที่นี่ถูกมองว่าเป็นศาลเจ้าที่ขอพรได้ครอบคลุมทั้งเรื่องความรัก การงาน สุขภาพ และโชคลาภ คนญี่ปุ่นเลยนิยมแวะมาสักการะกันตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่คึกคักเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงานแบบชินโตอีกด้วย ตัวศาลเจ้าแม้จะไม่ได้ใหญ่โตมาก แต่มีเสน่ห์จากความเรียบง่ายและความสงบ โอบล้อมด้วยต้นไม้ที่แปรเปลี่ยนความสวยงามตามฤดูกาลท่ามกลางเมือง ยิ่งถ้ามาในช่วงปลายฤดูหนาวที่อากาศเย็นกำลังดีและต้นไม้เริ่มผลิใบ ยิ่งช่วยเติมความละมุนให้กับที่นี่ เป็นอีกพิกัดที่เหมาะกับการแวะมาสงบใจระหว่างวันได้ดีมาก ๆ



✿ Nawate Street
โลเคชั่นต่อมาเราจะพาทุกคนไปพับกบ เอ้ย!!! พบกับถนนคนเดินเส้นคิ้วท์ “Nawate Street” ที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าถนนกบ ด้วยความที่ตั้งอยู่เลียบแม่น้ำเมะโตบะ ซึ่งในอดีตเคยเต็มไปด้วยเสียงกบร้องระงม จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้ และในภาษาญี่ปุ่นคำว่า kaeru นอกจากจะแปลว่า “กบ” แล้ว ยังมีความหมายว่า “การกลับบ้าน” อีกด้วย ทำให้กบกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยและการกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ด้านหน้าถนนจึงมีรูปปั้นกบตั้งอยู่ พร้อมกับเรื่องเล่าที่ทำให้ถนนเส้นนี้มีความหมายมากกว่าความน่ารัก นอกจากนี้ Nawate Street ยังถูกพัฒนาให้เป็นถนนย้อนยุคสไตล์เอโดะ เพื่อรักษาบรรยากาศเมืองเก่าให้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน




เดินลึกเข้ามาอีกนิดจะเริ่มเห็นบ้านเรือนเล็ก ๆ ทรงโบราณที่เรียงรายกันอย่างน่ารักเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูน เปิดขายของฝากกระจุกกระจิก โดยเฉพาะของธีมกบที่มีแทบทุกอย่าง ทั้งเครื่องแก้ว เซรามิก ของมือสอง ไปจนถึงขนมเซมเบ้ท้องถิ่น ระหว่างทางยังมีศาลเจ้ากบเล็ก ๆ ให้แวะขอพรเรื่องการเดินทางปลอดภัยและโชคดีอีกด้วย และที่พลาดไม่ได้คือแวะชิมขนมหวานโบราณจากร้านเบเกอรี่เก่าแก่ที่เปิดมานานกว่าร้อยปี เดินไปเรื่อย ๆ จะได้ฟีลเหมือนย้อนกลับไปสมัยเอโดะแบบเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความคิ้วท์ เดินเพลินจนเผลอพูดเสียงสองไม่รู้ตัวเลย






✿ Nakamachi Street
จากถนนกบเราก็มาจบที่ “Nakamachi Street” ถนนนากามาจิที่ให้ฟีลคนละแบบแต่ยังคงความคลาสสิกของมัตสึโมโตะไว้ได้อย่างชัดเจน ที่นี่เป็นอีกเส้นที่ทั้งชิคและได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นในปัจจุบัน บ้านเรือนจะคุมโทนด้วยสีขาว ดำ เทา ซึ่งเป็นโทนเดียวกับปราสาทประจำเมือง ทำให้ทั้งย่านดูมีเอกลักษณ์และกลมกลืนกันอย่างลงตัว เดิมทีอาคารเหล่านี้เคยเป็นโกดังเก็บสินค้า และด้วยความที่ย่านนี้เคยเกิดไฟไหม้บ่อย จึงเกิดการพัฒนาสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวอย่าง “กำแพงนามาโกะ” ลวดลายปูนสีขาวนูนบนผนังสีเทาที่เห็นกันทั่วทั้งถนน ซึ่งไม่ใช่แค่สวย แต่ยังมีคุณสมบัติทนไฟ ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทั้งฉลาดและมีสไตล์ไปพร้อมกัน ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ถูกปรับให้กลายเป็นร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่น่ารัก ๆ ให้เดินแวะได้ตลอดทาง เป็นอีกเส้นที่เดินได้เพลิน ๆ แถมมีรูปเริ่ด ๆ มาเติมโปรไฟล์โซเชียล


✿ Mensho Sakura
“ราเมง” อาหารประจำชาติญี่ปุ่นที่แต่ละเมืองก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองต่างกันไป และสำหรับมัตสึโมโตะ เราขอยกให้ “Mensho Sakura” เป็นอีกร้านที่อยากบอกต่อ ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารโกดังเก่าสไตล์คุระ (kura) ที่ถูกรีโนเวทใหม่ ด้านนอกยังคงกลิ่นอายความดั้งเดิม แต่พอเดินเข้าไปด้านในกลับตัดด้วยโทนแดง-ดำแบบจัดจ้าน ให้ฟีลเท่ ๆ ดิบ ๆ นิด ๆ เหมือนร้านลับที่คนท้องถิ่นมักแวะมาฝากท้องกันเรื่อย ๆ บรรยากาศคือดีเลย ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์ตรงความเรียบง่ายและความตั้งใจของร้านที่โฟกัสกับ “ราเมงมิโซะ” แบบจริงจัง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสไตล์เด่นแถบนากาโนะ

ส่วนความพิเศษของที่นี่อยู่ที่น้ำซุป “ชินชูมิโซะ” มิโซะท้องถิ่นของจังหวัดนากาโนะที่ขึ้นชื่อเรื่องความหอมและรสลึก นำมาเคี่ยวกับกระดูกหมูเป็นเวลานานจนได้ซุปที่เข้มข้นแบบกำลังดี มีความมันแต่ไม่เลี่ยน และไม่เค็มโดดจนเกินไป พอกินคู่กับเส้นราเมงเส้นหนาเหนียวนุ่มของร้านคือเข้ากันสุด ๆ แบบแทบไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย เราลองทั้งแบบคลาสสิกและแบบน้ำซุปเข้มข้นที่มีน้ำมันดำเพิ่มมิติความหอม บอกเลยว่าดีคนละแบบ แถมเกี๊ยวซ่าที่สั่งมาเสริมก็ฉ่ำเว่อร์ กินคู่กันคือจบครบในมื้อเดียว เป็นอีกมื้อเย็นที่แสนเรียบง่ายแต่เลิฟมาก


✿ Matsumoto Marunouchi Hotel
ค่ำคืนนี้เราพักกันที่ “Matsumoto Marunouchi Hotel” โรงแรมเล็ก ๆ ใจกลางเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากปราสาทมัตสึโมโตะ บรรยากาศโดยรวมจะออกไปทางนิ่ง สบายตา ใช้โทนไม้กับแสงไฟนวล ๆ เป็นหลัก ทำให้รู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ห้องพักมาในสไตล์คลาสสิกร่วมสมัย ดีไซน์เรียบ เตียงนุ่ม นอนสบาย และจัดวางทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ทำให้อยู่แล้วไม่อึดอัด อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคืออาคารห้องอาหารของโรงแรมที่เป็นตึกเก่าสไตล์ตะวันตก สร้างมาตั้งแต่ปี 1937 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ยิ่งทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ที่พักสำหรับนอน แต่ยังมีเรื่องราวของเมืองซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ




DAY 7 :: Nagoya City Highlights
✿ Coffee Bigaku Abe
ขอเติมมื้อเช้าวันนี้แบบชาวโลคอลกันที่ “Coffee Bigaku Abe” ร้านคาเฟ่เก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1957 และถือเป็นหนึ่งในร้านบุกเบิกวัฒนธรรมคาเฟ่ของเมืองมัตสึโมโตะ ตัวร้านมาในบรรยากาศวินเทจชัดมาก ทั้งผนังอิฐ โซฟาลายคลาสสิก โคมไฟแสงอุ่น และเครื่องใช้โบราณที่วางเรียงอยู่รอบร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในยุคโชวะเบา ๆ เมนูของที่นี่จะเป็นสไตล์ “morning service” แบบญี่ปุ่น คือสั่งเครื่องดื่มแล้วสามารถเพิ่มอาหารเช้าได้ในราคาน่ารัก เราลองทั้งโทสต์ ไข่ และกาแฟซิกเนเจอร์ที่เขาจะเสิร์ฟแบบโชว์เทกาแฟกับนมลงจากที่สูง กลิ่นหอมลอยขึ้นมาแบบเรียกสติทันที อีกแก้วที่พลาดไม่ได้คือเมนูครีมลอยด้านบนที่ให้ทั้งความขมและหวานในคำเดียว เป็นมื้อเช้าบอกลาเมืองนี้ที่น่าจดจำมาก





✿ Nagoya Castle
ออกจากมัตสึโมโตะยิงยาวมาปิดทริปกันที่นาโกยา โดยเริ่มจากแวะเช็คอินแลนด์มาร์กหลักอย่าง “Nagoya Castle” ปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี สร้างขึ้นในช่วงต้นยุคเอโดะโดยตระกูลโทกุงาวะ เพื่อเป็นฐานอำนาจสำคัญของภูมิภาค แม้ตัวปราสาทจะเคยถูกทำลายจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง แต่ภาพรวมยังคงความยิ่งใหญ่ไว้ได้ดี โดยเฉพาะหลังคาที่ประดับ “คินชาจิ” หรือปลาเสือชาจิโฮโกะสีทอง สัญลักษณ์ของปราสาทที่เชื่อกันว่าช่วยป้องกันอัคคีภัยได้ ช่วงที่เราไปเป็นปลายฤดูหนาวต่อใบไม้ผลิพอดี ต้นซากุระเริ่มผลิบานแซมอยู่รอบ ๆ ปราสาท ตัดกับสีเขียวของหลังคาและท้องฟ้าสีฟ้าใส ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและมีชีวิตขึ้นมาทันที ถึงแม้ภายในปราสาทหลักจะยังไม่เปิดให้เข้าชม แต่แค่เดินรอบ ๆ ก็มีทั้งสวน ลานกว้าง และโซนจัดแสดงต่าง ๆ ให้ใช้เวลาได้แบบไม่รู้สึกขาดอะไรเลย





อีกไฮไลต์ที่ห้ามพลาดก็คือ “Hommaru Palace” พระราชวังที่เคยใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและศูนย์กลางการบริหารของชนชั้นปกครองในอดีต ตัวอาคารประกอบด้วยหลายส่วนที่เชื่อมต่อกันเป็นลำดับ สะท้อนลำดับชั้นทางสังคมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่พื้นที่ต้อนรับไปจนถึงห้องของขุนนางระดับสูง ภายนอกดูเรียบตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น แต่พอเข้าไปด้านในรายละเอียดจะค่อย ๆ เปิดออก ทั้งภาพวาดบนบานเลื่อน ฉากกั้น และการประดับทองตามคาน เสา และขอบต่าง ๆ ที่ทำออกมาอย่างประณีตในสไตล์ “โชอิน-ซึกุริ” ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในหมู่ซามูไรสมัยเอโดะ ยิ่งได้เห็นของจริงยิ่งรู้สึกว่าฝีมือช่างในยุคนั้นละเอียดและมีชั้นเชิง งานแต่ละชิ้นไม่ได้แค่สวย แต่ยังสะท้อนอำนาจและวัฒนธรรมของยุคนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน



✿ Cultural Path Shumokukan
ไปกันต่อกับพิกัดกึ่ง hidden gem อย่าง “Cultural Path Shumokukan” อาคารประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นบ้านพักของพ่อค้าคนสำคัญในยุคเมจิ ก่อนจะถูกปรับให้กลายเป็นมิวเซียมขนาดเล็กที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในนาโกยา ตัวอาคารมีความน่าสนใจตรงการผสมกันระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ภายนอกดูเรียบแต่แอบมีดีเทล ส่วนภายในจะเห็นงานไม้ เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และ “กระจกสี” (stained glass) ลวดลายอ่อนหวานที่ช่วยเติมความละมุนให้แสงที่ส่องเข้ามาในแต่ละห้อง กลายเป็นบรรยากาศที่ทั้งนิ่งและอบอุ่น เดินชมไปเรื่อย ๆ จะเหมือนได้ย้อนเข้าไปในอีกยุคที่ทุกอย่างถูกออกแบบอย่างประณีต เก๋ และมีรสนิยม




อีกหนึ่งโซนที่เชื่อมต่อกับตัวอาคารหลักจะให้บรรยากาศเป็นบ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมมากขึ้น บางมุมสามารถมองออกไปเห็นสวนญี่ปุ่นด้านนอกที่จัดไว้อย่างสงบ มีทั้งแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาเบา ๆ และของตกแต่งอย่างตุ๊กตาญี่ปุ่นดั้งเดิม (ฮินะนิงเงียว) ที่ถูกจัดวางไว้ในห้องเสื่อทาทามิ เพิ่มกลิ่นอายวัฒนธรรมเข้าไปอีกระดับ หลังจากเดินชมทั้งหมดแล้ว ใครอยากพักสามารถแวะนั่งต่อในโซนคาเฟ่ด้านในได้เลย ตัวคาเฟ่จะซ่อนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งพักในบ้านเก่ามากกว่าคาเฟ่ทั่วไป เสิร์ฟเมนูของหวานและเครื่องดื่มแบบเรียบง่าย นั่งชิลต่อได้แบบไม่ต้องรีบ เป็นจังหวะปิดท้ายที่กำลังพอดี




✿ Chubu Electric Power MIRAI TOWER
อีกหนึ่งแลนด์มาร์กจึ้ง ๆ ที่ต้องแวะมาเช็คอินทุกครั้ง “Chubu Electric Power MIRAI TOWER” หรือที่หลายคนคุ้นกันในชื่อ Nagoya TV Tower ซึ่งถือเป็นหอคอยกระจายสัญญาณแห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างเสร็จในปี 1954 และยังคงยืนเด่นอยู่ใจกลางสวน Hisaya-Ōdōri Park มากว่า 70 ปี ด้วยความสูงราว 180 เมตร หอคอยแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นยุคใหม่หลังสงครามโลก และยังคงมีบทบาทเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของนาโกยาเรื่อยมา โดยเฉพาะหลังได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในปี 2020 และเปิดตัวใหม่ในชื่อ MIRAI TOWER ในปี 2021 ทำให้ภาพลักษณ์ดูร่วมสมัยขึ้น แต่ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ครบถ้วน


ช่วงที่เราไปคือจังหวะที่ “ซากุระพันธุ์คาวาสุ” เริ่มบานพอดี สีชมพูสดของดอกไม้ตัดกับโครงเหล็กสีเงินของหอคอยและท้องฟ้าสีฟ้าใส ทำให้บรรยากาศของเมืองที่ปกติดูเท่ ๆ โมเดิร์น ๆ ดูละมุนขึ้นทันที เป็นฟีลที่ต่างจากเมืองอื่น ๆ ที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ด้านบนของหอคอยมีจุดชมวิวให้เลือก 2 ระดับ คือ Sky Deck ที่ระดับประมาณ 90 เมตร เป็นโซนกระจกอินดอร์ที่มองเห็นวิวเมืองได้กว้างไกล ส่วน Sky Balcony ที่ระดับ 100 เมตร จะเป็นระเบียงเปิดโล่ง ได้ฟีลใกล้ชิดกับลมและแสงมากขึ้น จะขึ้นมาตอนไหนก็สวย แต่ช่วงกลางคืนจะยิ่งพิเศษ เพราะตัวหอคอยจะเปลี่ยนเป็นแสงไฟ LED ที่ปรับตามฤดูกาลและเทศกาลต่าง ๆ ด้านล่างยังมีโรงแรมดีไซน์เก๋ THE TOWER HOTEL NAGOYA ให้ได้พักผ่อนกลางหอคอยแห่งเดียวในญี่ปุ่น พร้อมคาเฟ่และร้านเล็ก ๆ ให้เดินเล่นต่อได้ครบ เป็นอีกจุดที่ไม่ว่าจะมาเยือนนาโกยาในช่วงไหน ก็ยังคงเป็นแลนด์มาร์กที่ทั้งสวยและมีชีวิตอยู่เสมอ



✿ Nagoya Marriott Associa Hotel
ถึงแม้เราจะเป็นคนเอาใจยาก แต่ก็ชอบอะไรที่เข้าถึงง่าย คืนสุดท้ายในนาโกยาเราจึงเลือกพักที่ “Nagoya Marriott Associa Hotel” โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ที่ตั้งอยู่เหนือสถานี JR Nagoya Station แบบแนบสนิท ไม่ต้องออกกลางแดดกลางฝนให้เมื่อย เพราะแค่เดินตรงจากชานชาลาก็ถึงล็อบบี้แล้ว ห้องพักกว้างขวาง สะอาด วิวเมืองแบบพาโนรามา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้ง Wi-Fi เครื่องชงกาแฟ มินิบาร์ ไปจนถึงสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ซาวน่า และสปา ด้านล่างยังรายล้อมด้วยห้างใหญ่ทั้ง Takashimaya Gate Tower, Midland Square และห้างใต้ดิน เดินเชื่อมถึงรถไฟใต้ดินหลายสาย แถมวันกลับก็แค่ลงลิฟต์แล้วลากกระเป๋าขึ้นรถไฟไปสนามบินได้เลย เรียกว่าสะดวกสบาย ปิดทริปแบบสวย เลิศ เลยทีเดียว




✿ Akakara Meieki Nishiguchi
หลังจากชอปปิงฟิน ๆ ทิ้งท้ายวันสุดท้ายแล้ว เราก็ขอส่งท้ายมื้อเย็นด้วยหม้อไฟร้อน ๆ แบบจุก ๆ กันที่ “Akakara Meieki Nishiguchi” ร้านอิซากายะชื่อดังต้นกำเนิดจากนาโกยา ที่ขึ้นชื่อเรื่อง “Akakara Nabe” หม้อไฟรสเผ็ดเข้มข้นจากมิโซะแดงผสมพริก ซึ่งเป็นรสชาติที่สะท้อนเอกลักษณ์สายอาหารหมักของเมืองนี้ได้ดี ตัวซุปสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้หลายเลเวล ตั้งแต่เบา ๆ ไปจนถึงโหดจัดสำหรับสายท้าทาย ภายในร้านบรรยากาศสบาย ๆ นั่งล้อมหม้อไฟกันเพลิน ๆ มีทั้งของกินเล่นและเมนูย่างให้สั่งมาเติมได้เรื่อย ๆ แต่ไฮไลต์จริง ๆ คือการค่อย ๆ รอให้ทุกอย่างเดือดแล้วตักกินตอนร้อน ๆ โดยเฉพาะเครื่องอย่างกะหล่ำปลี เต้าหู้ และเครื่องในที่ซึมซับน้ำซุปเข้าไปเต็ม ๆ ยิ่งกินยิ่งติดใจ


DAY 8 :: Train to Centrair
✿ μ-SKY Limited Express
การเดินทางระหว่างตัวเมืองนาโกยาและสนามบิน Chubu Centrair มีตัวเลือกให้เลือกเยอะและสะดวกสำหรับทุกสไตล์ ทั้งสายประหยัดที่นั่งรถบัสหรือรถไฟธรรมดา ไปจนถึงสายเน้นความสบายแบบเรา เช้าวันเดินทางกลับที่ไม่อยากเร่งรีบหรือมีอะไรพลาด เราเลยเลือกใช้บริการ Meitetsu Limited Express (名鉄特急) ขบวนพิเศษ μ-SKY Limited Express หรือ “มิว” ซึ่งเป็นขบวนที่เร็วที่สุดในเส้นทางนี้ ใช้เวลาเพียง 28–35 นาที ก็ถึงสนามบินแบบไม่ต้องเปลี่ยนขบวน สำหรับชื่อ “μ” มาจากตัวอักษรกรีก สื่อถึงความพรีเมียมและความรวดเร็ว ภายในรถดูใหม่ สะอาด ที่นั่งสบาย และมีพื้นที่วางกระเป๋ากว้างขวาง เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ทำให้การปิดทริปครั้งนี้ราบรื่นแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย


✿ Chubu Centrair International Airport
ถ้าจะพูดถึงสนามบินที่ผสานเอกลักษณ์เข้ากับนวัตกรรมได้อย่างลงตัว ต้องยกให้ “Chubu Centrair International Airport” ที่กล้าหยิบโลกอดีตและอนาคตมารวมไว้ในพื้นที่เดียว ภายใต้โครงการ SAMURAI × NINJA AIRPORT ทุกมุมของเทอร์มินอลเต็มไปด้วยรายละเอียดสุดเก๋ ตั้งแต่นินจาน้อยที่แอบไต่ตามโครงเหล็กบนชั้น 3 ไปจนถึงเงาดาบซามูไรในสวนกลางอาคาร ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นหรือจุดจบของทริป แต่เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจดจำจริง ๆ ธีมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2018 ภายใต้แนวคิด Centrair meets the Sengoku Period และในวันที่ 22 ของทุกเดือน ยังมีโชว์นินจาและซามูไรให้ได้ถ่ายรูปเช็คอินกันแบบสนุก ๆ แม้บรรยากาศจะมีกลิ่นอายย้อนยุค แต่ระบบและบริการกลับทันสมัยระดับโลก รองรับนักเดินทางได้แบบลื่นไหล ปิดทริปได้อย่างสวยงามพอดี

ปกติแล้วเรามักจะเผื่อเวลามาสนามบินก่อนขึ้นเครื่องเสมอ แต่จะเผื่อให้มากกว่าเดิมนิดหน่อยทุกครั้งเวลาบินกลับจากสนามบินแห่งนี้ นั่นก็เป็นเพราะบนชั้น 4 ของอาคาร SkyTown คือโซนร้านค้าขนาดใหญ่ที่รวมของฝากจากทั่วภูมิภาค ทั้งขนมจากนาโกยา ของดังจากกิฟุ โทยามะ มัตสึโมโตะ และสินค้าลิขสิทธิ์ญี่ปุ่นน่ารัก ๆ ให้เลือกแบบจุก ๆ เดินเพลินจนเผลอลืมเวลาได้ง่าย ๆ เลย ยิ่งใครที่บินกับการบินไทยก็ยิ่งคุ้มเข้าไปอีก เพราะมีสิทธิพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการในสนามบิน ซึ่งสังเกตได้จากป้ายหรือสัญลักษณ์หน้าร้าน แค่แสดง boarding pass พร้อมพาสปอร์ตก็รับส่วนลดหรือของสมนาคุณได้ทันที มีทั้งร้านของฝาก คาเฟ่ ไปจนถึงร้านอาหาร เรียกว่าช้อปเพลินขึ้นแบบไม่รู้ตัว เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เรายอมเผื่อเวลามาสนามบินนี้ทุกครั้งแบบเต็มใจ







ทริป Winter in Another Japan ครั้งนี้คือการพาเราออกนอกเส้นทางญี่ปุ่นแบบเดิม ๆ ไปสัมผัส “ความเรียบง่ายที่มีเสน่ห์” ผ่าน 3 จังหวัดในภูมิภาคชูบุ ตลอด 8 วันเราได้เห็นตั้งแต่วิถีชีวิตเนิบช้าของเมืองเล็กริมทะเล งานคราฟต์และย่านเก่าที่ยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมดั้งเดิม ไปจนถึงความตื่นเต้นของหิมะขาวโพลน และความมีชีวิตชีวาของเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยดีเทลน่าสนใจ แต่ละจุดหมายอาจไม่ได้หวือหวา ทว่ากลับค่อย ๆ เติมเต็มความรู้สึกระหว่างทางให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการเดินทางที่ไม่ได้แค่พาไปเห็นสถานที่ใหม่ ๆ แต่ยังทำให้เราได้ใช้ชีวิตช้าลง ซึมซับบรรยากาศรอบตัว และกลับมาพร้อมความทรงจำที่ทั้งอบอุ่นและน่าคิดถึง





