เชียงใหม่ใหม่เสมอ นี่คือประโยคสั้น ๆ ที่ไม่เกินจริง … ทริป 2 วัน 1 คืน กับ 12 พิกัด ครั้งล่าสุดของเราเลยยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้นชัดขึ้นไปอีก เชียงใหม่มีจังหวะของตัวเอง เป็นความสโลว์ไลฟ์ที่ไม่ได้เนิบช้า คาเฟ่แต่ละพิกัดไม่ได้มีไว้แค่นั่งดื่มกาแฟ ชาเขียว หรือกินขนม แต่คือพื้นที่ที่เล่าไอเดีย ความคิด และตัวตนของคนทำออกมาอย่างตั้งใจ แม้แต่การพักก็ไม่ได้เป็นแค่การนอน แต่เหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกเลเยอร์ของเมืองที่มีทั้งสตอรี่และความรู้สึกแฝงอยู่ พออยากพักสายตาจากความครีเอทในเมือง เชียงใหม่ก็พร้อมเสิร์ฟพื้นที่สีเขียวให้ได้หายใจ หรือขับออกไปไม่ไกลก็เจอธรรมชาติ ทุ่งดอกไม้ และวิวที่เปลี่ยนอารมณ์ได้ทันที สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยว” แต่คือการค่อย ๆ ซึมซับทุกอย่างผ่านรสชาติ แสง และบรรยากาศรอบตัว จนกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมาเชียงใหม่ซ้ำ ๆ โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยจริง ๆ






นอกจากเชียงใหม่จะใหม่ตลอดแล้ว ‘ดัชชี่ไบโอ นมเปรี้ยว Lactose free ที่มีโพรไบโอติกดีๆ กว่า 20,000 ล้านตัว’ หนึ่งในไอเท็มโดนใจคนรักสุขภาพให้ร่างกายขับถ่ายดีทุกเช้า ที่เราดื่มประจำเขาก็ออกรสใหม่มาให้สายดูแลสุขภาพไม่จำเจเสมอ อย่างล่าสุดกับ รสบลูเบอร์รีและแอปเปิ้ล! ที่ยังคงช่วยดูแลลำไส้ได้ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความอร่อยที่เอาใจไส้ขั้นสุด ในขวดอัดแน่นด้วยโพรไบโอติกที่ดีหลัก 2 ชนิด โดยมี LGG (แอลจีจี) ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ BB-12 (บีบีสิบสอง) ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ทำให้ขับถ่ายดีขึ้น แถมน้ำตาลน้อย ดื่มได้ทุกวัน แค่เขย่าขวด เปิดฝา ยกดื่ม ก็เป็นการดูแลร่างกายจากภายในสู่ภายนอกที่เริ่ดม๊าก


DAY 1
01 Sip Matcha
ทักทายเช้าวันแรกในเชียงใหม่ด้วยพิกัดเล็ก ๆ บนถนนสามล้านที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านโลคอล “Sip Matcha” โฮมคาเฟ่ขนาดกะทัดรัดที่แทบจะกลืนไปกับบริบทของบ้านรอบ ๆ แต่กลับสะดุดตาขึ้นมาทันทีด้วยต้นเฟื่องฟ้าขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคลุมหน้าร้านไว้แน่น ดอกสีชมพูที่บานเต็มช่วงฤดูกลายเป็นเหมือนเลเยอร์ธรรมชาติที่ช่วยเฟรมพื้นที่ตรงนี้ให้ดูน่ารักสดใสยิ่งขึ้น ตัวร้านออกแบบอย่างเรียบง่าย ใช้โครงไม้และเคาน์เตอร์เปิดโล่งเป็นหลัก เชื่อมต่อกับถนนด้านหน้าแบบไม่มีขอบเขตชัดเจน ทำให้บรรยากาศยังคงความเป็น neighbourhood อยู่เต็มที่ คนแวะไปมา นั่งจิบเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ยืนคุยหน้าบาร์ ก็กลายเป็นภาพที่ดูเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ไปโดยไม่ปริยาย




อีกอย่างที่เราชอบคือวิธีคิดของร้านที่เลือกตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือแค่สิ่งที่ตั้งใจทำจริง ๆ อย่างมัทฉะที่คัดมาและชงอย่างตรงไปตรงมา มีตั้งแต่เพียวมัทฉะไปจนถึงเมนูที่เพิ่มลูกเล่นขึ้นมาอย่าง Matcha Latte หรือ Matcha Caramel ที่เราลองสั่ง รสชาติออกมาบาลานซ์ ดื่มง่าย และไม่หนักจนเกินไป ถือว่าโอเคสมราคา ส่วนใครที่ไม่ใช่สายชา เขาก็มีเมนูโซดาและเครื่องดื่มอื่น ๆ ให้เลือกเล็กน้อย ทำให้แวะมานั่งพักได้โดยไม่จำกัดแค่คนรักมัทฉะเท่านั้น และไม่แปลกใจเลยที่มุมนี้จะค่อย ๆ กลายเป็นอีกจุดเช็กอินของทั้งสายคาเฟ่ฮอปปิงและสายถ่ายรูป


02 North Gate Spirit
อัพเดทคาเฟ่มู้ดดีกันต่อกับ “North Gate Spirit” อีกหนึ่งพิกัดใหม่ในย่านเมืองเก่าที่มาในบรรยากาศเรียบเท่คาแรกเตอร์ชัด ซ่อนอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่ยังคงฟีลชุมชนเดิมไว้ชัดเจน ด้านหน้าร้านเปิดโล่งติดถนน มองทะลุเข้าไปเห็นด้านในที่ถูกจัดเป็นสวนเล็ก ๆ เหมือนโอเอซิส พร้อมมุมให้นั่งล้อมวงคุยกันเพลิน ๆ ดีเทลหลายอย่างสะท้อนวิธีคิดของคนทำที่มีพื้นฐานสถาปัตยกรรมและสนใจเรื่องชุมชน ทั้งงานไม้ที่ยังคงผิวเดิมไว้ งานคราฟต์ที่หยิบมาใช้ รวมถึงงานศิลปะเซรามิกขนาดใหญ่บริเวณหน้าร้าน ที่เล่าเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แม่น้ำปิง และรวงข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของต้นกำเนิดของเมือง ผนวกกับคาแรกเตอร์บนแก้วที่เราแอบมองว่าเป็น “โต” สัตว์มงคลในความเชื่อของชาวไทใหญ่และล้านนา (หัวเป็นกวาง ตัวเป็นสิงโต) ที่ถูกตีความออกมาในแบบกราฟิกสมัยใหม่ ยิ่งทำให้ภาพรวมของร้านแตกต่างไปจากคาเฟ่เชียงใหม่อื่น ๆ ที่เราเคยแวะไปอย่างชัดเจน





ในส่วนของกาแฟ ร้านเลือกใช้เมล็ดจากทางภาคเหนือ อย่างเชียงราย เราลองทั้ง Hot Latte และ Iced Americano ตัวรสออกมาบาลานซ์ดีเลย มีความนุ่ม และไม่เข้มเกินไป โทนรสจะออกไปทางคลีน ๆ ไม่หนัก ดื่มได้เรื่อย ๆ เหมาะกับการแวะมานั่งจิบชิล ๆ ตามมู้ดของร้าน ส่วนใครที่อยากลองเมนูกาแฟที่มีลูกเล่นเพิ่มขึ้น อย่าง Cold Brew Yuzu หรือ Coconut Coffee Foam ก็จะได้รสที่สดชื่น หรือมีความนุ่มละมุนมากขึ้นเล็กน้อย รวมถึงเมนูแนวผสมระหว่างคาเฟ่กับบาร์อย่าง Shochu Affogato ที่หยิบเอาเอกลักษณ์ของร้านมาใส่ไว้ในแก้วเดียว โดยรวมเมนูเขาคือ เริ่ด ไม่ได้เรียบแบบคาเฟ่ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีมิติให้ลองมากขึ้น




03 Matcha Cabinet
ป้ายยากันต่อกับพิกัดที่สายมัทฉะเลิฟเวอร์ต้องกรี๊ด “Matcha Cabinet” โฮมคาเฟ่โทนอบอุ่นที่มาในมู้ดมินิมอลขั้นสุด ร้านใช้โทนไม้ เบจ และน้ำตาลเป็นหลัก พื้นที่ด้านในให้ฟีลเรียบ โล่ง สบายตา เน้นมุมบาร์ชงชาที่เปิดให้เห็นขั้นตอนแบบใกล้ ๆ ส่วนด้านนอกถูกแต่งแต้มด้วยต้นไม้ฟอร์มสวยรอบร้าน เพิ่มความสดชื่นและทำให้บรรยากาศโดยรวมดูนุ่มขึ้น เราสามารถเลือกนั่งได้ตามฟีลของตัวเอง จุดเด่นคือความจริงจังเรื่องมัทฉะที่เลือกใช้ ceremonial grade ทั้งหมด ซึ่งเป็นมัทฉะเกรดสำหรับดื่มเพียว ให้รสนุ่มและไม่ขมจัด พร้อมมีการ์ดบอก taste note ให้เลือกตามสไตล์ที่ชอบ ทำให้การดื่มแต่ละแก้วมีมิติและสนุกขึ้นมากกว่าร้านทั่วไป




ถึงจะดูเหมือนร้านเฉพาะทาง แต่จริง ๆ แล้วเขามีเมนูค่อนข้างหลากหลาย เราลอง Coco Cabinet Signature ที่เป็นมัทฉะผสมน้ำมะพร้าว รสออกมาสดชื่น หอมมะพร้าวชัด ตัดกับมัทฉะได้ลงตัว ส่วนอีกแก้วคือ Matcha Cream Maple Sea Salt ที่ให้ฟีลละมุน นุ่ม ๆ มีความหวานเค็มเบา ๆ ดื่มง่ายกว่าที่คิด ส่วนขนมเราลอง Shiratama Matcha Ice Cream ตัวดังโงะหนึบกำลังดี เสิร์ฟคู่ไอศกรีมมัทฉะรสเข้มข้น กินด้วยกันแล้วถูกต้อง ภาพรวมถือว่าร้านทำออกมาได้เริ่ดทั้งเครื่องดื่มและขนม ใครเป็นสายมัทฉะร้านนี้ควรเซฟไว้ในลิสต์เลย คอนเฟิร์มว่าเด็ดจริง


04 Flips & Flips Home Made Donuts
เปลี่ยนโหมดมาแนะนำร้านขนมหวานที่มาเชียงใหม่ไม่ว่ากี่ครั้งก็ต้องแวะ “Flips & Flips Home Made Donuts” ร้านโดนัทโฮมเมดที่เริ่มเสิร์ฟความอร่อยมาตั้งแต่ปี 2015 โดยหยิบเอาบ้านไม้เดิมมาปรับใหม่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น เน้นโทนสีไม้ น้ำตาล เขียวหม่น ๆ ตัดกับความขาวสะอาดตา มีทั้งมุมหน้าร้านเล็ก ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แสงตกกำลังสวย และโซนด้านในที่จัดวางแบบเรียบง่ายแต่ดูตั้งใจ บรรยากาศอบอุ่น ทุกอย่างให้ความรู้สึกสบาย ๆ แต่ยังแอบมีดีเทลเล็ก ๆ ที่ทำให้ร้านดูมีเสน่ห์มากขึ้น


อีกสิ่งที่ทำให้ร้านนี้ยังคงเป็นร้านโปรดเสมอคือความใส่ใจในตัวโดนัทที่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนทำแป้ง หมักโดว์นานหลายชั่วโมงในทุกเช้า เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม เบา และสดใหม่จริง ๆ รสชาติจะไม่หวานจัด กินแล้วไม่เลี่ยน แถมมีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายทั้งตัวคลาสสิกและซีซันนอลที่หมุนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ รอบนี้เรากินแบบซิกเนเจอร์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือลองรสมัทฉะหน้าถั่วแดง ตัวแป้งยังคงยืนหนึ่ง นุ่มฟูแต่ยังมีน้ำหนักเล็กน้อย กัดแล้วละลายในปากโคตรเริ่ด ไม่ผิดหวังที่แวะมาเช่นเคย ทางร้านยังคงทำสดใหม่ทุกวันตามคอนเซ็ปต์ ไม่แปลกใจที่เห็นสายโดนัทแวะเวียนมาไม่ขาดสาย


05 Kumbo Matcha
อีกหนึ่งร้านมัทฉะที่บรรยากาศดีเกินคาด “Kumbo Matcha” ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของอาคาร Anusarn ตึกเก่าที่ถูกรีโนเวตใหม่ พอเดินขึ้นมาถึงจะรู้สึกเหมือนตัดขาดจากความวุ่นวายด้านล่างทันที พื้นที่มีความโปร่ง โล่ง รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ โทนร้านมาในฟีลมินิมอลที่แทรกความเป็นวาบิซาบิ ผนังปูนเปลือยตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้และโคมไฟกระดาษ มันสวยลงตัวแบบยกกล้องส่องไปตรงไหนก็ปัง แถมร้านยังมีพวกงานคราฟต์ที่จัดวางราวกับของตกแต่งให้เลือกช้อปกันด้วย




ด้านเมนูเลือกทำแบบคัดมาแล้วมากกว่าจะเน้นจำนวน มัทฉะมีหลายเกรดให้เลือก รวมถึงตัวซิกเนเจอร์ของร้านที่ให้รสอูมามิชัด ดื่มแล้วรู้สึกถึงความเข้มและคุณภาพตั้งแต่ดื่มแรก ถ้าอยากได้โทนเบาขึ้น hojicha ก็เป็นอีกตัวที่น่าสนใจ กลิ่นคั่วหอม ๆ ผสมกับความนุ่มทำให้ดื่มง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีขนมอย่าง tiramisu และ cheesecake ให้สั่งมาทานคู่อีกด้วย นั่งไปจิบชาไป สลับกับลุกขึ้นไปเดินดูของในร้านบ้าง ถ่ายรูปบ้าง เพลินสุด ๆ




06 Chiang Mai P.A.O. Public Park
ใครกำลังมองหาพื้นที่พักผ่อนยามเย็นในตัวเมืองเชียงใหม่ ‘สวน อบจ.’ ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกเริ่ดเสมอ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ถูกปรับปรุงให้กลับมาสดชื่นและเขียวขจีอีกครั้ง เดิมที่นี่มีชื่อว่าสวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน จุดเด่นคือสนามหญ้ากว้างแบบมองสุดสายตา บนพื้นที่กว่า 120 ไร่ มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านกลางสวน พร้อมรั้วสีขาวที่พาเส้นสายตาไปไกลจนถึงแนวภูเขาของดอยสุเทพ ให้ฟีลเหมือนหลุดออกจากเมืองไปพักใจสักครู่ อีกมุมยังมีอ่างเก็บน้ำหนองเขียวที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้บรรยากาศ โดยเฉพาะช่วงแดดอ่อนปลายวัน





บรรยากาศของสวนจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและฤดูกาล นอกจากพื้นที่สีเขียวกว้าง ๆ ยังมีแปลงดอกไม้ที่ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เมื่อแสงเย็นตกกระทบผิวน้ำและทุ่งดอกไม้ สีสันที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งพื้นที่ดูนุ่มลงแบบไม่ต้องแต่งเพิ่มอะไร เย็น ๆ จะเริ่มเห็นคนออกมาวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือปูเสื่อนั่งเล่นกันมากขึ้น บางคนพาน้องหมาน้องแมวมาเดินเล่น บางกลุ่มก็นั่งคุยกันยาว ๆ เป็นภาพรวมที่ดูเรียบง่าย แต่ทำให้รู้สึกสบายใจได้ทุกครั้งที่แวะมา






07 Riion
ด้วยความที่เล็ง “Riion” ไว้นานแล้ว จนทริปเชียงใหม่รอบนี้จังหวะพอดีมีห้องว่าง เลยไม่พลาดที่จะมาลองพักดู ตัวที่พักเป็นการรีโนเวตอาคารพาณิชย์ 1 คูหาในย่านเมืองเก่า ทุบโครงสร้างภายในทั้งหมด แล้วจัดฟังก์ชันขึ้นมาใหม่ให้กลายเป็นทั้งคาเฟ่และที่พักในที่เดียว โดยหยิบเอาเอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่มาเล่าใหม่ผ่านงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพจำของโครงสร้างเมือง คูเมือง ธรรมชาติ หรือสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของเชียงใหม่ ทุกอย่างถูกหยิบมาใช้อย่างแยบยล ทำให้ทั้งตึกมีเลเยอร์ของความหมายมากกว่าที่เห็นในครั้งแรก ตัวอาคารแบ่งเป็น 4 ชั้น โดยชั้น 2 จะเป็น common area สำหรับผู้เข้าพักสามารถใช้งานพื้นที่ส่วนนี้ได้




ชั้น 3–4 เป็นในส่วนของห้องพัก ที่นี่มีห้องอยู่ไม่กี่ยูนิต โดยแบ่งชื่อออกเป็น Raming, Intha, Ongtong และ Namping ซึ่งแต่ละห้องจะมีคาแรกเตอร์ต่างกันทั้งในแง่ของสไตล์และความหมาย อย่างห้องที่เราพักเป็น Raming / Intha ซึ่งเป็นห้องเดียวกันที่ถูกออกแบบเป็นสองระดับ โดยด้านล่างคือ Raming ที่ได้แรงบันดาลใจจากแม่น้ำปิง ส่วนด้านบนคือ Intha ที่สื่อถึงภูเขา และเชื่อมต่อไปยังดาดฟ้าส่วนตัวที่เปิดออกไปเห็นวิวดอยสุเทพและคูเมืองเชียงใหม่ได้แบบเต็ม ๆ นอกจากเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ที่เลือกมาตกแต่งอย่างดีแล้ว เราชอบตรงที่เขามีงานศิลปะภาพสเก็ตช์ที่เจ้าของลงมือวาดเองแทรกอยู่ในหลายจุด ทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่พัก แต่เหมือนเป็น space ที่เล่าเรื่องของเมืองผ่านมุมมองส่วนตัวของเจ้าของไปโดยปริยาย โคตรเริ่ดดดดดด





อีกหนึ่งเลเยอร์ของที่นี่คือชั้นล่างที่เป็นคาเฟ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง lobby และพื้นที่เปิดรับคนภายนอกไปพร้อมกัน เมนูจะเน้นกาแฟ มัทฉะ และเครื่องดื่มเบา ๆ ที่ออกแบบมาให้ดื่มง่ายในบรรยากาศสบาย ๆ สำหรับแขกที่เข้าพัก ทางที่พักจะมีเสิร์ฟกาแฟให้ฟรีคนละ 1 แก้วในช่วงเช้าแทน breakfast ทำให้ตอนเช้าเราได้เริ่มวันแบบไม่เร่งรีบ ด้วยการออกแบบที่เชื่อมต่อทุกชั้นเข้าหากัน ทำให้ประสบการณ์ของที่นี่ต่อเนื่องตั้งแต่คาเฟ่ด้านล่างไปจนถึงห้องพักด้านบนอย่างเป็นธรรมชาติ ใด ๆ คือ ตอนเช็คเอาท์ที่พักเขาจะถ่ายภาพโพลารอยด์แนบในการ์ดให้เราเป็นที่ระลึกด้วย ประทับใจสุด ๆ




DAY 2
เริ่มต้นวันดี ๆ ทุกเช้า ด้วยการเปิดตู้เย็นหยิบตัวช่วยเพื่อมากระตุ้นลำไส้ก่อนเลยกับ นมเปรี้ยวดัชชี่ไบโอ รสใหม่ ที่นอกจากอร่อยฉ่ำ หอม ชื่นใจ ผสานความหอมหวานลงตัวจากรสบลูเบอร์รีและแอปเปิ้ลแล้ว ยังอัดแน่นไปด้วยโพรไบโอติกดี ๆ ถึง 2 ชนิด กว่า 20,000 ล้านตัว มีโพรไบโอติก LGG (แอลจีจี) ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และโพรไบโอติก BB-12 (บีบีสิบสอง) ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ทำให้ขับถ่ายดีขึ้น แค่เขย่าขวดเปิดฝายกดื่ม ก็เติมโพรไบโอติกดี ๆ ให้ร่างกายได้ง่าย ๆ ทุกวัน อย่างที่เราเคยแชร์ให้เพื่อน ๆ ทุกครั้งว่า 70% ของภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำไส้ ดังนั้นการดูแลสุขภาพลำไส้ให้ดีก็จะทำให้สุขภาพของเราดีไปด้วย





08 GRAPH Contemporary Art Collective
เริ่มต้นวันที่สองกับสเปซใหม่ของ GRAPH บนถนนช้างม่อย “GRAPH Contemporary Art Collective” ที่ต่อยอดจากคาเฟ่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับศิลปิน นักออกแบบ และคนทำงานสร้างสรรค์ จากแบรนด์ที่โฟกัสเรื่องกาแฟเป็นหลักมาตั้งแต่ปี 2009 ในฐานะเอสเพรสโซ่บาร์สไตล์อิตาเลียนที่จริงจังกับคุณภาพของกาแฟ ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตัวร้านสาขาใหม่นี้ยังคงโทนแบบ GRAPH ที่เราคุ้นเคย ทั้งความเรียบ เท่ และวัสดุที่เลือกใช้ การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และสเปซค่อนข้างโปร่ง ไม่อัดแน่นและไม่ได้แต่งให้เป๊ะไปซะทุกมุม มู้ดรวม ๆ เลยให้ความรู้สึกสบาย ๆ ทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน แล้วพอมีแกลเลอรีอยู่ด้านบนด้วย มันเลยกลายเป็นที่ที่เราสามารถใช้เวลาอยู่ได้นานกว่าคาเฟ่ทั่วไป




ด้วยความเป็นสเปเชียลตี้คาเฟ่ เมนูกาแฟของเขาจึงมีให้เลือกหลากหลาย ตัวเมล็ดมีทั้ง House Blend และ Single Origin 7 เมล็ดจากพื้นที่ต่าง ๆ ในเชียงใหม่และเชียงราย ให้เทสต์โน้ตแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมี Seasonal Blend ที่เปลี่ยนตามฤดูกาล รอบนี้เราสั่งเป็น “Lava” เมนูต่อยอดจาก Dirty ที่ได้รับความนิยมมาก โดยร้านใช้ Wildweekend Blend ตัวกาแฟที่คาแรกเตอเข้ม ดิบ และมีพลัง แต่พอรวมกับนมโอ๊ตแล้ว กลับสร้างสมดุลที่นุ่มนวล ละมุน มีมิติของรสชาติที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในแต่ละจิบ อีกแก้วเป็นอเมริกาโน่เย็นที่คลีนและดื่มง่ายตามสไตล์ของเขา กินคู่กับ carrot cake ที่หวานกำลังดี ไม่เลี่ยน ทุกอย่างบนโต๊ะที่เราสั่งรอบนี้คือไปด้วยกันมาก 10 เต็ม 10 เลย


ชั้นสองของที่นี่ถูกใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งช่วงที่เราไปมีถึง 3 งานหลัก ทั้ง “UNDERFACE (2023–2026)” ของ Saksiri Meesomsueb ที่เล่าการสำรวจตัวตนผ่านภาพพอร์เทรตกว่า 50 ชิ้น และนิทรรศการของ Jumras Prommin (Sla Khin) ที่รวบรวมผลงานจากชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ ใช้เวลาหลายปีในการตามเก็บก่อนจะนำมาจัดแสดงร่วมกัน รวมถึงอีกหนึ่งงานอย่าง “Beyond the Boundaries of Southeast Asian Art History” ที่ชวนให้มองประวัติศาสตร์ศิลปะในมุมใหม่ ผ่านผลงานจากพื้นที่นอกเมืองใหญ่ สิ่งที่รู้สึกได้ชัดคือบรรยากาศด้านบนจะเงียบลงทันทีจากชั้นล่าง ทำให้เราเดินดูงานได้แบบไม่เร่งรีบ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดของแต่ละชิ้นงานได้เต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ต่างจากการนั่งคาเฟ่ข้างล่างแบบชัดเจน และเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมาอีก ไม่ใช่แค่เพราะกาแฟ แต่เพราะพื้นที่นี้มันทำให้เราได้ใช้เวลากับอะไรบางอย่างมากกว่านั้น



09 Artisan Sourdough by Apple Fahey
หนึ่งในร้านโปรดที่ต้องแวะทุกครั้งเวลาไปเชียงใหม่ “Artisan Sourdough by Apple Fahey” ร้านเริ่มต้นจากความตั้งใจของพี่ Apple Fahey ที่อยากทำขนมปังซาวร์โดว์ในแบบของตัวเอง โดยใช้ยีสต์ธรรมชาติที่เลี้ยงขึ้นเอง และให้ความสำคัญกับกระบวนการหมักที่ใช้เวลาเป็นหลักมากกว่าการเร่งขั้นตอน ทำให้ขนมปังของที่นี่มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ ตามแบบซาวร์โดว์ เนื้อสัมผัสหนึบแต่ไม่หนัก และยังสะท้อนวิธีคิดแบบโฮมเมดที่เน้นความเรียบง่ายแต่ใส่ใจในรายละเอียด แน่นอนว่าสิ่งที่เราชอบมากพอ ๆ กับขนมปังคือพื้นที่ของร้านที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ โต๊ะไม้ถูกจัดวางกระจายตัวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่มีดอกไม้พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามฤดู แสงแดดลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นจังหวะ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านตลอดเวลา บรรยากาศเลยไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแบบตั้งใจแต่ง แต่เป็นความสบายที่เกิดขึ้นเอง ทำให้ที่นี่เป็นอีกที่ที่เรานั่งนานได้เพลิน ๆ เลย





ซาวร์โดว์ของทางร้านถูกจัดเสิร์ฟในหลากหลายเมนู ครบทั้งคาวและหวาน รอบนี้เราสั่งเป็น Mango Sourdough ขนมปังซาวร์โดว์อบใหม่เสิร์ฟพร้อมครีมชีส ท็อปด้วยมะม่วงสุกและคาลามันซีที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่น ราดน้ำผึ้งบาง ๆ ยิ่งช่วยดึงรสทั้งหมดให้กลมขึ้น อีกจานเป็น Creamcheese Jam & Bread Basket เซ็ตขนมปังหลากชนิดที่ให้ทั้งความกรอบนอกนุ่มใน ทานคู่ครีมชีสและแยมมัลเบอร์รี่โฮมเมด รสชาติเรียบง่ายแต่เริ่ดโคตร กินได้เรื่อย ๆ แบบหยุดไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่น ๆ ให้เลือกอีกเยอะ ทั้งพวกแซนด์วิช ซุป สลัด ไปจนถึงขนมอบและเครื่องดื่มอย่างกาแฟหรือชา ที่เลือกจับคู่กับซาวร์โดว์ได้ตามชอบ เป็นอีกร้านที่ต่อให้มาเชียงใหม่กี่รอบก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะแวะมาอีก



10 Paper Spoon
ไม่ไกลจากพิกัดก่อนหน้า เราแวะมาที่ “Paper Spoon” คาเฟ่ในบ้านไม้ 2 ชั้นที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้เมืองเหนือ ตัวร้านให้ฟีลโฮมมี่ ตั้งแต่โครงสร้างบ้านไม้กลิ่นอายล้านนา ไปจนถึงการตกแต่งที่เน้นให้ของสะสมแต่ละชิ้นเล่าเรื่องร่วมกัน ทั้งผ้าลายดอกไม้ที่ผูกพาดอยู่ด้านบน เคาน์เตอร์บาร์ไม้เล็ก ๆ ที่ดูมินิมอลน่ารัก ไปจนถึงของใช้วินเทจที่วางแทรกอยู่ตามมุมต่าง ๆ ทำให้บรรยากาศโดยรวมเหมือนเราได้นั่งอยู่ในบ้านคุณยายตอนเด็กมากกว่าคาเฟ่ นอกจากโซนเครื่องดื่มแล้ว ภายในยังมีมุมขายงานคราฟต์ เสื้อผ้า กระเป๋า โปสการ์ด และของแฮนด์เมดจากหลายแบรนด์ที่รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่เดียว เป็นอีกที่ที่ให้ความรู้สึกเหมือน community เล็ก ๆ ของคนทำงานสร้างสรรค์




เมนูของที่นี่จะเป็นแนวเครื่องดื่มเบา ๆ และขนมโฮมเมดที่ทานง่าย โดยเมนูที่ใครมาก็ต้องสั่งคือ “สโคน” ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะกินคู่กับแยมเสาวรสหรือสตรอว์เบอร์รี รอบนี้เราขอเป็นสตรอว์เบอร์รี ตัวสโคนหอมเนย ด้านนอกมีความกรอบเล็ก ๆ แต่ข้างในยังนุ่ม ไม่แห้งและไม่ฝืดคอ กินคู่กับแยมโฮมเมดที่หวานกำลังดีได้เข้ากันสุด ๆ แล้วยิ่งมีชาร้อนจิบด้วยแล้วละก็ ฟินเลย นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่น ๆ อย่างโยเกิร์ตกราโนล่า ขนมปังปิ้ง รวมถึงเครื่องดื่มทั้งกาแฟ ชา น้ำผลไม้ และสมูทตี้ให้เลือก เป็นอีกหนึ่งร้านที่แค่มานั่งช้า ๆ ใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศรอบ ๆ ตัว ก็แฮปปี้แล้วจริง ๆ


11 Studio Horjhama
เราขอพาออกไปต่อกันที่แม่ริมกับอีกหนึ่งพิกัดสตอรี่ดี “Studio Horjhama” สตูดิโออาหารเล็ก ๆ ที่มากกว่าร้านกินข้าวธรรมดา เพราะที่นี่เริ่มต้นจากแนวคิดของเจ้าของที่ทำงานกับชุมชนและเรื่องอาหารมายาวนาน ก่อนจะต่อยอดออกมาเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งร้านอาหารและร้านชำไว้ในบ้านดินหลังเล็ก ๆ แห่งนี้ โดยตั้งใจให้คนได้ “กินและเข้าใจอาหาร” ไปพร้อมกัน ทั้งที่มาของวัตถุดิบ วิธีการปลูก ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ชื่อ “Horjhama” เองก็มีความหมายว่า “มากินข้าวด้วยกัน” ในภาษาอาข่า ซึ่งสะท้อนบรรยากาศของที่นี่ได้ดี ตัวร้านให้ฟีลเรียบง่าย อบอุ่น รายล้อมด้วยความเขียวของต้นไม้และวิวทุ่งนา การตกแต่งไม่ได้ปรุงแต่งมาก แต่เน้นความจริงของวัสดุและวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับอาหาร ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและมีความหมายในแบบของมันเอง เหมือนเราได้นั่งกินข้าวตรงนี้ แล้วค่อย ๆ ซึมซับสิ่งรอบตัวไปอย่างช้า ๆ



เมนูของที่นี่จะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบในแต่ละช่วง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการหยิบเอาของพื้นถิ่นมาทำใหม่ในแบบที่สร้างสรรค์ อย่างเมนูที่หลายคนพูดถึงก็มีตั้งแต่ “เกี๊ยววัชพืช” ที่ตั้งใจหยิบพืชที่คนมองข้ามมาใช้ ไปจนถึงเมนูฟิวชันที่ผสมกลิ่นอายอาข่า จีน และตะวันตกเข้าด้วยกัน รวมถึงเมนูเซ็ตที่จัดเสิร์ฟในรูปแบบคล้ายเบนโตะ ทำให้ลองรสชาติได้หลากหลายแม้มาคนเดียว นอกจากของคาวก็ยังมีขนมโฮมเมด เครื่องดื่มผลไม้ และเมนูหมักต่าง ๆ ที่คิดสูตรขึ้นเอง ทุกจานให้ความรู้สึกใหม่กับเรามาก แถมยังสะท้อนความตั้งใจในการเลือกใช้วัตถุดิบปลอดสารและการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นได้ดีโคตร ๆ เป็นมื้อที่รู้สึกดีกับสิ่งที่กินเข้าไปสุด ๆ เริ่ดเกินต้าน แนะนำเลย


12 จุดเริ่มต้น สวนดอกไม้ คาเฟ่
ปิดจบทริปแบบหวาน ๆ ด้วยทุ่งดอกเวอร์บีน่าเลื้อยกันที่ “จุดเริ่มต้น สวนดอกไม้ คาเฟ่” คาเฟ่เล็ก ๆ กลางหุบเขาที่ไม่ได้มีแค่ความสวย แต่มีความหมายซ่อนอยู่ในชื่อ เพราะที่นี่ถูกสร้างขึ้นจากความตั้งใจของลูกที่อยากทำพื้นที่ให้พ่อแม่ในวัย 60 ได้มีสวนดอกไม้และคาเฟ่เล็ก ๆ เป็นของตัวเอง พื้นที่ทั้งหมดเลยเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบครอบครัว ผสมกับธรรมชาติรอบตัว ทั้งวิวภูเขา อากาศดี และความเงียบของหุบเขาที่โอบล้อมอยู่รอบ ๆ รายละเอียดเล็ก ๆ ในร้านค่อย ๆ สะท้อนความตั้งใจของคนทำ ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่ แต่เป็นเหมือนพื้นที่ของความฝันที่ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง





เมนูเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในแก้วลายดอกไม้คิวท์ ๆ ถือว่าตรงมาตรฐานทั่วไป แต่ไฮไลต์จะอยู่ตรงสวนดอกไม้ อย่างช่วงที่เราไปตรงกับฤดูของดอกเวอร์บีน่า สีม่วงอ่อน ๆ ปูเต็มเนินเขาไล่ระดับไปสุดสายตา เวลาลมพัด ดอกไม้จะไหวเป็นระลอกต่อเนื่องเหมือนคลื่นเบา ๆ บนพื้นดิน แสงแดดตกกระทบสลับเงาไปตามจังหวะของภูเขา ทำให้ยิ่งดูมีชีวิตขึ้น เดินขึ้นไปแต่ละจุด ถ่ายรูปกับพร็อพอย่างเก้าอี้ กระจก ที่เขาวางไว้ ก็จะได้มุมแสนเก๋ที่ต่างกันออกไปเรื่อย ๆ เอาจริงกะมาแป๊บ ๆ แต่ก็เผลอใช้เวลาอยู่ตรงนี้นานกว่าที่คิด เป็นการปิดทริปที่ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้กับเราได้ดีที่สุดทริปหนึ่งเลย



เอาเข้าจริงไม่ว่าจะอยู่บ้าน ไปทำงาน หรือออกเดินทางท่อง หนึ่งในการให้รางวัลตัวเองที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น การดูแลร่างกายให้รู้สึกสบายอยู่เสมอ ฉะนั้นการมีตัวช่วยดี ๆ อย่าง ‘นมเปรี้ยว Lactose Free ดัชชี่ไบโอ’ มาช่วยปรับสมดุลร่างกายในทุกเช้าก็ถือว่าสำคัญมาก ๆ ฉะนั้นถ้าใครรักตัวเอง รักลำไส้ รักใคร ก็อยากให้ชวนดื่มดัชชี่ไบโอทุกวัน! ส่วนใครที่ทานประจำอยู่แล้วแบบเรา ห้ามพลาดกับรสใหม่น่าลอง รสบลูเบอร์รีและแอปเปิ้ล! หาซื้อได้ที่ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศได้เลยนะ


ทริปเชียงใหม่รอบนี้สำหรับเรา มันไม่ใช่แค่การตระเวนเช็กอินให้ครบพิกัด แต่เป็นการได้สลับฟีลไปเรื่อย ๆ แบบชิล ๆ เช้าเริ่มด้วยคาเฟ่เล็ก ๆ ที่มีความโลคอล กลางวันขยับไปเจอสเปซที่ครีเอทขึ้น มีดีเทลให้มองเพลิน ๆ แล้วก็มีช่วงที่ได้พักจริง ๆ ทั้งในสวนหรือมุมสงบ ๆ ของเมือง พอขับออกไปนิดเดียวก็เปลี่ยนเป็นอีกฟีล ได้เจอธรรมชาติ วิวโล่ง ๆ หรือแม้แต่มื้ออาหารที่มันมีสตอรี่อยู่ข้างหลัง ทุกอย่างมันไม่ได้หวือหวา แต่รวมกันแล้วโคตรกลมกล่อม แบบอยู่แล้วสบายใจ ใช้เวลาตะตอนยอนแบบไม่ต้องรีบ และนี่แหละมั้งที่ทำให้เชียงใหม่ยังเป็นที่ที่เรากลับมาได้เสมอ





