ถ้าซาวเสียงว่า จ ะ เ ที่ ย ว ไ ป ไ ห น ดีที่ยุโรป หลายหลายคนอาจคิดไปถึงเยอรมัน ฝรั่งเศส หรือสวิตเซอร์แลนด์ คิดถึงเมืองหรูหรู แบรนด์เนมอู้ฟู่ หรือหิมะหนาหนา ทว่าทริปนี้เราจะพาพวกแกรไปชมอีกมุมที่โคตะระคูลดูมีอารยะในทวีปยุโรป ดินแดนที่เป็นหนึ่งในต้นกำเนิดอารยธรรมของโลก และที่แห่งนั้นคือ กรีซ นั่นเอ๊ง!!

กรีซตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรปฮะ นางอยู่ติดกับบัลแกเรีย ตุรกีอะไรแถวแถวนั้น และที่สำคัญคือโลเคชั่นนางติดกับทะเลทั้งทางทิศตะวันออก ตะวันตกและใต้เลย พวกแกรส่วนใหญ่มักจะคิดว่าค่าตั๋วเครื่องบินไปยุโรปมักจะแพง เราเลยจะเม้าท์ให้ฟังว่า Scoot สายการบิน low cost นางเปิด Route ใหม่ไปถึงกรีซแล้วนะ

อ่ะอ่ะตามเราไปกรีซด้วยกันเล้ย!!

สำหรับเราแล้วการเที่ยวกรีซเนี่ยจะแบ่งออกเป็น 2 สไตล์

สไตล์แรก เป็นการเที่ยวแบบฟินฟินอินประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ ฟีลลิ่งเหมือนอยุธยาบ้านเราที่คลุกเคล้ากลิ่นอายความขลังฝังอยู่ในสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังอลังแบบเดินผ่านไปขนลุกไปไรงี้

สไตล์สอง เป็นการเที่ยวแบบกรีนกรีนคลีนไปกับธรรมชาติ กรีซนางเจ๋งเรื่องความงดงามของแหล่งธรรมชาติทั้งภูเขา ทะเล และโดยเฉพาะเกาะ ที่ประเทศนี้มีเกาะเยอะมากมากจนได้รับการขนานนามว่าเมืองพันเกาะเลยแกร๊!

ทริปนี้เราขอทำตัวโก้หรู อู๊วหูวดูแพงด้วยการนอนโรงแรมห้าดาวที่เมืองเอเธนส์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของกรีซด้วยนะ เราจะพาตะลอนนครกรีซ 3 วันเต็มโดย 2 วันแรกจะเป็น City Tour รัวเก็บรูปเมืองประวัติศาสตร์ ณ หนึ่งในแลนด์มาร์คที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ชิมไวน์และเข้าคอร์สเรียนทำอาหารแบบกรีซสไตล์ ส่วนวันสุดท้ายจะเป็น 1 Day Trip วันเดียวเที่ยว 3 เกาะจ้า

  • Fight

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เราบินฟินฟินด้วยสายการบิน Scoot ฮะ ไฟลท์นี้เป็นไฟลท์แรกที่ Scoot เปิดเส้นทางบินไปยังกรีซและแผ่นดินยุโรป เพราะฉะนั้นเราเลยเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้ไปกับนางนะแกร๊!!

ขอบอกเลยว่าบินกับ Scoot นี่ดี๊ดี แอร์เย็นฉ่ำสดชื่น จะนั่งจะยืนก็สะดวก เบาะหลังปรับเอนสบาย ผ่อนคลายตลอดการเดินทางด้วยบริการทุกระดับประทับใจจากน้องน้องพนักงานต้อนรับและพี่พี่กัปตันจ้า

ระยะเวลาเดินทางคือ 12 ชั่วโมงแต่เราก็ไม่ห่วงเรื่องปากท้องเพราะ Scoot เขามีเมนูอาหารบนไฟลท์ให้เลือกเยอะแยะ แต่เราแนะนำให้สั่งล่วงหน้าเพื่อความหลากหลายและได้โปรโมชั่นเด็ดเด็ดที่ สกู๊ตคาเฟ่ ใน www.flyscoot.com ฮะ

อ้อ! ใครสายโซเชียลก็ไม่ต้องกลัวเพราะ Scoot เขามีแพ็คเกจไวไฟให้เล่นกันรัวรัวไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน!!

และอย่างที่เกริ่นไว้แล้วว่าเราบินกับไฟลท์เปิดเส้นทางบินกรุงเทพ – กรีซ มันก็จะต้องมีพิธีเฉลิมฉลองเปิดตัวกันนิดนิด เราเลยลั้คกี้ติดโผเข้าไปร่วมแจม แถมได้ทานอาหารอร่อยอร่อยติดสอยห้อยพุงพยุงกันไป

  •  Hotel Wyndham Grand Athens, Greece

ทริปนี้เรานอนหรูอยู่โรงแรมห้าดาวที่ Wyndham Grand Athens, Greece โรงแรมทันสมัยที่ตั้งอยู่ใกล้ใกล้กับสถานี Metaxourgeio Metro Station

ที่ดาดฟ้าของโรงแรมนี้มี Pub & Restaurant และสระว่ายน้ำวิวพาโนราม่าที่เห็นเนินเขา Lycabettus Hill และอ่าว Saronic Gulf ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกก็สมฐานะโรงแรมห้าดาว ทั้งไวไฟฟรีในทุกพื้นที่ สปาและฟิตเนสเบ็ดเสร็จครบวงจร และในบางมุมของโรงแรมนั้นเราสามารถเห็นป้อมปราการอาโครโปลิสแห่งกรุงเอเธนส์ที่เป็นที่ตั้งของวิหาร Parthenon (พาร์เธนอน) ด้วยนะแกร๊!

ชิลไปชิลมาก็นึกขึ้นได้ว่าเรามาถึงก่อนเวลาเช็คอิน ก็เลยพากันไปนั่งโง่โง่โชว์ผู้คนบนดาดฟ้ากันหน่อยดีกว่า

บนดาดฟ้าจะมีบาร์ขายอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนและเครื่องดื่มหลากหลายเมนูรวมถึงค็อกเทลสูตรพิเศษของโรงแรมฮะ

โซนที่นั่งก็มีทั้ง Indoor และ Outdoor ชอบพอสีผิวระดับไหนก็สุดแท้แล้วแต่ใจแกรเลย

เปรี้ยวปากหน่อยก็ออเดอร์อาหารมานั่งทานแซ่บแซ่บ แกล้มด้วยซิคแพคหนุ่มกรีซสำหรับสาวสาว หรือผิวขาวขาวตัดด้วยบิกินี่ของสาวกรีซสำหรับหนุ่มหนุ่ม อ่ะอ่ะ ชุ่มอกชุ่มใจสไตล์ใครสไตล์มันพอเป็นพิธีเนอะ

ส่วนวัยรุ่นใสใสหัวใจว้าวุ่นอย่างเราเลยจัดน้ำผลไม้กับเบอร์เกอร์นั่งกินฟินกันไป

พอหนังท้องตึง..หนังตาจึงหย่อน…

เราเลยลงมาเช็คอินกัน ห้องที่เราพักคือ Standard Double City View ห้องพักเกร๋เกร๋กับวิวกว้างกว้างของเมือง Athens เข้าห้องปุ๊บเราก็ทิ้งตัวลงบนฟูกนุ่มนุ่มปั๊บ นอกจากวิวและเตียงที่ดี๊ดีแล้ว ยังมีเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ โต๊ะทำงาน ตู้นิรภัยสำหรับโนตบุค และอื่นอื่นอีกแบบครบครัน ห้องพักดีขนาดนี้ ก็ทำตัวเลซี่กันยันเวลาอาหารดินเนอร์เลยจ้า

  • 4 Brothers Restaurant

มื้อเย็นวันนี้เราไปจัดกันที่ร้านอาหาร 4 Brothers Restaurant ร้านอาหารทะเลเกร๋เกร๋ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Mikrolimano Port (ท่าเทียบเรือมิโครลิมาโน) ที่แห่งนี้เป็นเมืองท่าเก่าแก่ที่เคยต้อนรับอาคันตุกะมากมายในอดีตกาลฮะ นอกจากนั้นยังขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพที่สวยงามยามพระอาทิตย์ตกด้วยจร้า

Appetizers ที่เสิร์ฟเหมือนกันแทบทุกร้านคือ Greek Salad ซึ่งทำจากมะเขือเทศ พริกหยวก เฟต้าชีส แล้วก็โอลีฟออยจ้า (รู้หรือไม่ว่าโอลีฟออยที่กรีซนี่มีชื่อเสียงนะ) อย่างไรก็ตามเมนูที่สายเพิ่มแคลอย่างเราชอบมากคือ Fried Calamari (ปลาหมึกชุบแป้งทอด) และปลาตัวเล็กเล็กทอดกรอบจ้า

ส่วนเมนูหลักของเราก็คือสเต็กปลาย่าง ส่วนเหตุผลหลักที่ห้ามพลาดเมนูปลาอย่างเด็ดขาดเพราะว่าเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องปลาที่สดที่สุดในประเทศกรีซเลยนะแกร๊!!

เรากินยันอิ่มท้อง อิ่มวิวพระอาทิตย์ตกดิน ฟินฟินกับทัศนียภาพสวยสวย ณ ช่วงเวลาสุดท้ายของวันก่อนจะกลับเข้าไปทิ้งกายลงบนเตียงนุ่มนุ่มในห้องพักและหลับไป

ΚΑΛΗΝΥΧΤΑ (kalinychta) แปลว่า ราตรีสวัสดิ์ภาษากรีซจ้า

  • Acropolis of Athens

เช้าวันต่อมาเราออกเดินทางไป Acropolis of Athens หรือป้อมปราการบนยอดเขาแห่งกรุงเอเธนส์ซึ่งตั้งอยู่บนผาหินปูนที่สูง 156 เมตรเหนือตัวเมือง บ้างก็เรียกที่แห่งนี้ว่ามงกุฎของเอเธนส์ ที่นี่เป็นที่ตั้งของวิหารและสถานที่สำคัญมากมายรวมถึงวิหาร Parthenon (พาร์เธนอน) ศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีอาธีนา สถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกด้วยนะแกร๊ !!

และนอกเหนือจากวิหารพาร์เธนอนแล้ว เดินเลยทางเข้าไปหน่อยก็จะเจอกับ Odeon of Herodes Atticus  (โรงมหรสพแห่งเฮโรเดส อัตติกัส) ซึ่งเป็นโรงละครที่สร้างขึ้นจากหินเพื่อระลึกถึงภรรยาผู้เป็นที่รักของเขาโดยสามารถบรรจุผู้ชมได้ถึง 5,000 คนเลยจ้า

ตรงนี้เหมือนเป็นซุ้มประตูเข้าไปด้านใน ช่างยิ่งใหญ่อลังการมากมากจนเราดูตัวเล็กจิ๋วเลยฮะ

ภาพด้านล่างคือวิหาร Erechtheion (อิเลกเทียน) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเนินป้อมปราการแห่งนี้ วิหารโบราณนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีเอเธนาและเทพโพไซดอนจ้า ดีเนอะมาที่เดียวได้ไหว้เทพสององค์เลย เกร๋เกร๋

นี่คือทัศนียภาพจากป้อมปราการอาโครโปลิสเมื่อมองย้อนไปยังเมืองเอเธนส์นะ ดูวิว 360 องศากับภาพมุมกว้างกว้างสีฟ้าฟ้าที่ตัดกับหลังคาบ้านเรือนนับหมื่นพันสิ เก๋ไก๋สไตล์กรีซสุดสุด

วิหาร Parthenon (พาร์เธนอน)

พาร์เธนอน แปลว่าห้องแห่งเทพีพรหมจารี (Hall of the virgin goddess) วิหารศักดิ์สิทธิ์นี้ก่อสร้างเมื่อ 2,600 ปีที่แล้วเพื่อสรรเสริญเทพีอาธีนาที่เนรมิตลูกมะกอก พืชที่สร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับชาวกรีก ประชาชนเลยตั้งชื่อเมืองว่าเอเธนส์ตามชื่อของเทพีอาธีนา และสร้างวิหารนี้เพื่อถวายแด่พระนางนั่นเองนอกจากนั้นวิหารพาร์เธนอนยังเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมตะวันตกและประชาธิปไตยด้วยนะฮะ

แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังเป็นส่วนใหญ่ แต่เราก็พอเดาได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตกาลเนอะ

นอกจากสถาปัตยกรรมเท่เท่และวิหารมากมายแล้ว ยังมี Acropolis Museum (พิพิธภัณฑ์อาโครโปลิส) ด้วยนะฮะ ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีทั้งหมด 9 ห้องที่จัดแสดงสิ่งของที่พบเจอใน Acropolis แห่งนี้แต่เนื่องทางเจ้าหน้าที่เขาห้ามถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์ เราจึงไม่ค่อยมีรูปมาอวดให้พวกแกรอิจฉาเลย

อยากได้รูปชิคชิคคูลคูล ก็พอมีมุมให้ดูให้ถ่ายอวดโซเชียลกันบ้าง

  • BAIRAKTARIS

เที่ยงนี้เป็นเวลาของเคบับสไตล์กรีกในร้านอาหารชื่อดังที่เปิดบริการตั้งแต่ปี 1879 ภายในร้านยังรักษาบรรยากาศของโรงเหล้าในสมัยก่อนได้อย่างดีงามตามฟีลลิ่งแบบร้านอาหารบ้านเรามักจะแข่งกันตกแต่งร้านให้ดูมีที่มาที่ไป ที่นี่ก็เช่นกันแฮะ ทุกทุกร้านในเมืองนอกจากจะจัดร้านอย่างจริงจัง ยังงัดประวัติศาสตร์ของร้านพวกนางมาโชว์อยย่างยิ่งใหญ่แบบมั่นอกมั่นใจว่าเราเจ๋งไรงี้เลยแกร

ที่นั่งเลือกเต็มที่เลยทั้งอินดอเอ้าดอ

จะนั่ง indoor หรือ outdoor ก็ฟินพอพอกันกับทั้งอาหารปาก อาหารตาเลยฮะ สังเกตดูสิ ไม่ดีจริงคนจะเยอะขนาดนี้เหรอ?

เมนูเคบับที่นี่คือแบบอร่อยจริงจริงไม่อิงค่าโฆษณา ทั้งทั้งที่ปกติเราไม่กินเคบับเลย แต่พอได้ลองแล้วเราก็ประทับใจมากมาก อย่างไรก็ตามรางวัลอาหารยอดเยี่ยมมื้อนี้มีมงไปลงกับเนื้อแกะล่ะแก ทุกคนที่ได้ชิมนี่ถึงกับตาโตร้องโอ้โหอร้อยอร่อยอย่างพร้อมเพรียงกัน

  • Athens Flea Market

หลังอัดแคลอรี่ไปเต็มร่าง ก็ได้เวลาสะสางความอ้วนด้วยการเดินช็อปปิ้งฮะ พอพูดถึง Flea Market พวกแกรอาจคิดว่าที่นี่ขายแต่ของมือสองเรอะ? (Flea Market แปลตรงตัวได้ว่าตลาดนัดมือสองค่ะ) จริงจริงแล้วที่นี่ก็จะคล้ายคล้ายสัมเพ็งบ้านนิดนิดที่มีทุกอย่างตั้งแต่ของฝาก ผลหมากรากไม้ เสื้อผ้า งานอาร์ต งานคราฟท์ จะช็อป จะชิม จะชิล ก็เดินตัวปลิวเข้าไปเลย

อ้อ! แต่ถ้าอยากได้ฟีลร้านขายของมือสองก็ให้มาที่ตลาดแห่งนี้วันอาทิตย์นะฮะ เนื่องจากชาวบ้านจะมาเปิดท้ายขายของมือสองกันในวันนั้นนั่นเอง

สำหรับใครที่ชอบรูปหล่อ รูปปั้น คลั่งเทพเจ้ากรีกโบราณแล้วละก็ แกรจะชอบพอตลาดแห่งนี้มากมากเลยล่ะ เพราะว่าที่นี่มีรูปปั้นเทพเจ้ากรีกไซส์ทั้งเล็กทั้งใหญ่ให้เลือกเพียบ!

สำหรับเรา หนึ่งในเสน่ห์ที่เท่ที่สุดของการท่องเที่ยวคือการหาของกินฟินฟินหรือแปลกแปลกของดินแดนนั้นซึ่งที่ตลาด Athens Flea Market ก็มีของกินน่ารักน่ารักให้เลือกให้ชิมจนอิ่มพุงแตกลายเลยแกร๊ แต่ที่ดีไปอีกคือเจ้าเชอรี่ที่ราคาถูกมากมาก

ผู้บ่าว ผู้สาวขาเลาะ ที่เดินเสาะเดินส่ายหาที่ถ่ายรูปก็จะไม่ผิดหวังกับมุมคูลคูลดูกันไม่เบื่อแน่นอน สายไม่เน้นช็อป ไม่เน้นกิน ก็อินกับการถ่ายรูปแทนได้จ้า

จากศูนย์กลางตลาด เราก็เดินนวยนาดสะพายกล้องมาส่องผู้คนในเมือง Monastiraki กัน ท้องฟ้าสีใสใสนี่สวยได้ใจเวลาถ่ายคู่กับเมืองที่คราครั่งไปด้วยผู้คนมากมากเลยนะ นอกจากนั้นใครสาย ฝ. (ฝอ) ขอบอกเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับหนุ่มหนุ่มสาวสาวที่เดินขวักไขว่ในเมืองนี้แน่นอนจ้า (คนที่นี่เขาหน้าตาดีกันจริงจริงนะ)

  •  Greek Parliament

เดินฉุยฉายมาอีกสัก 10 นาทีก็จะพบกับ Syntagma Square (จัตุรัสซินตักมา) และใกล้ใกล้นั้นเราจะเห็นอาคารสี่เหลี่ยมสีส้มส้มซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐสภาของกรีซ (Greek Parliament) เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ควรมาเก็บภาพโดยเฉพาะเวลาทหารยามเปลี่ยนกะจ้า (เรามาไม่ทัน ฮืออออ)

ส่วนรถสีเหลืองเหลืองในภาพนั่นคือพี่พี่แท็กซี่ของเมืองนี้จ้า แท็กซี่ในกรุงเอเธนส์มีประมาณ 14,000 คันและล้วนแล้วแต่เป็นสีเหลืองฮะ ส่วนวิธีการเรียกก็จะคล้ายคล้ายบ้านเราเลยแกร๊ หนึ่งโบก สองตะโกนบอกว่าจะไปไหน ถ้าพี่เขาไม่สนใจ พี่เขาก็จะขับผ่านไปเล้ย!!

หลังจากนั้นเราก็มาเรียนประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการพัฒนาของเมืองนี้เพื่อเพิ่มรอยหยักปักมันสมองกันนิดนึงก่อนจะถึงเวลาดินเนอร์ที่เรารอค้อยรอคอย

และที่สำคัญนี่ไม่ใช่ดินเนอร์ธรรมดานะ นี่มันคือ Candle Light Dinner เลยนะแกร๊!!

เห็นบรรยากาศในภาพไหม มันใช่มากมากถ้าเธอจะแต่งเดรสที่ขาวราวเจ้าหญิงทำท่าส่งสายตาปิ๊งปิ๊งให้ฉันในชุดเจ้าชายกรีกโบราณ ไม่รู้จะบรรยายออกมายังไง แต่มันสวยได้ใจเราไปแล้วอ่ะแกร๊

อาหารเย็นของเราเป็นบุฟเฟต์มีเมนูให้เลือกทานเยอะมากมากเช่นเคย แต่เมนูปลามื้อนี้ก็ยังครองแชมป์อร่อยสุดนะฮะ

สำหรับใครที่พอทราบประวัติศาสตร์ชาติกรีซมาบ้างจะพอรู้ว่าประเทศนี้เขามีวัฒนธรรมการดื่มเหล้าองุ่นหรือไวน์มาตั้งแต่โบราณสมัยนิทานเทพปกรณัม ดังนั้นมาถึงที่นี่พี่ก็จะไม่พลาดจ้า จัดไปให้หน้าแดงแดง

ครึ้มอกครึ้มใจพอหอมปากหอมคอ เราก็ขอตัวไปนอนก่อนน้า

เช้าวันที่สาม หลังจากทำกิจวัตรส่วนตัวและอร่อยนัวกับอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์กันอย่างต่อเนื่องแบบยาวยาว

บนรถตู้ เราเสียบหูฟังพลางส่องวิวสองข้างทางที่ไม่คุ้นชินผ่านกระจกรถที่กำลังไต่ไหล่เขาไปเรื่อยเรื่อย เราเริ่มฮัมเพลงโปรดของเราและไม่ได้คิดอะไรเลย แล้วเราก็พบว่าเห้ย!! เรามีความสุขจัง

  • Temple of Poseidon

วิหารโพไซดอนสร้างขึ้นเพื่อบูชาโพไซดอนซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่หลายหลายคนน่าจะรู้จักกันดี (ในหนังในการ์ตูนนำมาอ้างอิงเต็มไปหมดเลย) ความพีคอยู่ที่โลเคชั่นของวิหารนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาหินที่ที่มีวิวฟินฟินของทะเลอีเจียนจ้า ยิ่งในวันที่ฟ้าใสนั้นทัศนวิสัยสายตาของเราจะมองไปได้ไกลมากมาก

ปล.  แดดแรงมากมาก อย่าลืมพกหมวกหรือร่มมาด้วยนะฮะ

ทางด้านบนก็จะมีร้านขายของฝาก ร้านคาเฟ่ให้นั่งเท่เท่เก็บภาพถ่ายมาฝากคนที่บ้าน

ยุโรปหน้าร้อนแดดก็หลอนไม่แพ้ภูเก็ตเมืองไทย อุปกรณ์สำคัญที่ควรพกมาด้วยคือกันแดดนะพวกแกร๊!

และหลังจากที่เราเก็บภาพเต็มเม็มโมรีแล้วก็นั่งทำตัวฟรีฟรีจิบน้ำเย็นเย็นเอ็นจอยวิวที่นี่จ้า

ภาพด้านล่างคือทะเลกว้างที่เราเอามาฝากทุกคน ภาพใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวไล่ตามลมลงสู่ผืนทะเลสีฟ้าคราม ทุกสายตาต่างจับจ้องกับความสวยงามเบื้องหน้าแม้ว่าจะเก็บกล้องถ่ายรูปไปแล้ว เสียงสูดหายใจลึกลึกดังขึ้นเป็นระยะระยะราวกับทุกคนพยายามเก็บช่วงเวลาที่สงบ สบายใจกับธรรมชาติตรงหน้าไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราเองก็เช่นกัน…

  • Moypoyzhe

Moypoyzhe เป็นร้านอาหารเล็กเล็กที่รสชาติอาหารไม่เล็กเลยนะแกร๊ ตัวร้านจะตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินเอเธนส์ฮะ

เมนูของที่นี่จะเป็นกรีกสไตล์แท้แท้เลย เลยอาจจะเลี่ยนหน่อยหน่อย แต่รสชาติของเนื้อแกะที่นี่นั้นไม่เป็นสองรองใครเหมือนกันจ้า

  •  Zãfiro Cafe Bar 

ร้านคาเฟ่ที่วิวดีต่อใจมากมาก อาหารอาจจะราคาหลักร้อยแต่วิวนี่ลอยไปที่ราคาหลักล้าน ดวงอาทิตย์กลมโตโชว์รัศมีสีทองบนหลังคาบ้านนับล้านหลัง ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพาคนสำคัญ คนรู้ใจมาใช้เวลาสุดท้ายของวันด้วยจริงจริงฮะ

กลับมาที่กิจกรรมหลักที่เราจะลุยกันก็คือ Cooking Class ในช่วงทำอาหารกรีซจร้า!!

เมนูจานหลักวันนี้ก็คือสลัดจานที่เราบอกไว้ตอนต้นว่าเจอนางทุกร้านนั่นแหล่ะ และเราก็ได้ลองทำอาหารประจำชาติของกรีซที่มีนามว่า Moussaka (มูซาก้า) เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยเนื้อและชีส เทียบง่ายง่ายก็คล้ายคล้ายลาซานญ่าของทางอิตาลีนั่นเอง

หลังจากภารกิจพ่อครัวจำเป็นจบลง เราก็แขวนผ้ากันเปื้อนแล้วเคลื่อนตัวมานั่งชิลชิลต่อ พอสักประมาณหกโมงเย็นทุกคนก็เริ่มรวมตัวกันที่โต๊ะอาหารและดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงท้องถิ่นฮะ

ความพีคของวันนี้คือต้องทานเมนูสลัดที่เราจัดทำกันเองเมื่อครู่นี้ด้วยแกร๊ แต่โชคดีที่เขาจัดเมนูอื่นมาด้วยไม่อย่างนั้นแล้ว…..(ไม่อยากจะคิดเลย)

ระหว่างที่เรากำลังดินเนอร์ไป จิบไวน์ไป เขาก็มีการแสดงท้องถิ่นให้เราได้ชม เราชอบคอสตูมเขานะ น่ารักเกร๋เกร๋มีสเน่ห์ในแบบของตนเอง

สองทุ่มครึ่งแล้ว กระเพาะอาหารของเราเต็มแล้ว เราจึงบอกลาโต๊ะอาหารและมาสานต่อค่ำคืนดีดีที่โซนคาเฟ่กันสักหน่อย นี่ขนาดสองทุ่มแล้วนะ แต่แสงบนขอบฟ้ายังสวยอยู่เลย คู่รักทั้งหลายเขาก็อิงแอบแนบชิดกันแกร๊ ส่วนเรานะเหรอ เรารักการถ่ายรูปไง ก็ถ่ายรูปต่อไปรัวรัวสิฮะ

One day in 3 Islands

หลังจากเสพวิวขั้นเทพของเมื่อวานไปแล้ว นอนหลับเต็มอิ่มไปแล้ว วันนี้เราต้องตื่นเช้ากันหน่อยเพราะมีนัดล่องเรือทัวร์เกาะภายใต้ concept ว่า 1 วัน 3 เกาะ 1,000 ความทรงจำ ซึ่งพี่ไกด์เขาการันตีเลยว่าทุกคนในทริปนี้ต้องพูดกับคนที่ยังไม่ได้ไปว่า “You should be here” หรือ “แกรต้องมานะเฟร้ย!!”

พร้อมแล้วเราก็ออกเดินทางไปที่ท่าเรือ Marina Kallitheas โดยเขาจะมารับเราถึงโรงแรมเลยนะแกร๊ และด้วยราคาแพ็คเกจเพียง 109 ยูโรต่อคนมันก็จะโคตะระคุ้มมากกับการล่องเรือเกร๋เกร๋บนทะเลสวยสวยเพื่อไปเยือน เกาะ Hydra – Poros – Aegina ซึ่งทัวร์ก็มีอยู่ 3 เจ้าได้แก่ Platinumcruises.com |  Evermorecruises.com | Onedaycruise.gr  เลือกเอาสักเจ้านะ แต่วันนี้เราไปของ Evermorecruise กันนะฮะ

8 นาฬิกาเป๊ะ เรือของเราก็ออกเดินทางไปเกาะแรกซึ่งก็คือเกาะ Hydra ฮะ คือฟ้าก็ใส น้ำก็สวย ในเรือก็ติดแอร์ด้วย ประทับใจมากมากเลยแกร๊!

บนเรือนี้มีดาดฟ้าและจะมีมินิบาร์บริการ Drinks และ Snack ให้กับผู้โดยสารซึ่งพี่พี่ฝรั่งก็นั่งกันเต็มไปหมดเลย

บรรยากาศบนเรือช่างดี๊ดี น้ำทะเลใสใสกระเพื่อมไปกับแรงยนต์ของเรือ ลมเย็นเย็นก็พัดชิลชิล ใจเราก็ปลิวปลิวคิดอะไรโรแมนติคโรแมนติคเต็มหัวไปหมด

มุมเกร๋เกร๋ให้โพสต์ท่าเท่เท่ก็มีอย่างเยอะ การเลือกแพนโทนสีเสื้อผ้าให้เข้ากับบรรยากาศของกรีซถือว่าเป็นภาระกิจที่สำคัญมากมากนะแกร๊ ส่วนตัวเราคิดว่า ฟ้า ขาวนี่ละ เกิดสุด ปังสุด!!

  • Hydra

ถึงแล้วจุดจอดจุดแรกอันมีนามว่า เกาะไฮดรา เกาะที่มีทัศนียภาพที่สวยงามราวกับภาพวาด บ้านเรือนสีขาวลดหลั่นกันลงมาตามไหล่เขาสะท้อนเป็นเงากับผืนน้ำทะเลสีฟ้าสดใส ว่ากันว่าชาวกรีซรักษาสภาพบ้านเรือนชิคชิคแบบนี้มานับพันปีเลยจ้า

เรือของเราจอดให้เก็บภาพความประทับใจประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ใครกระดูกดีดีหน่อยก็เดินเอา ส่วนใครมีปัญหาข้อเข่าก็จัดรถม้ากันไปได้เล้ย!!

บนเกาะนี้มีทั้งร้านกาแฟ ร้านของฝากหลากหลายสไตล์ให้เราเลือก แต่สิ่งที่ดีงามตามน้ำกันสุดสุดคือการที่บ้านเกือบทุกหลังนั้นทาสีขาว หรือสีออกพาสเทลกันทั้งเกาะ เกิดเป็นภาพแนวแนวที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปจากมุมไหนก็ดีต่อใจบางบางของเรา

หลังจากเดินจนขาลากบวกกับถ่ายรูปจนแบตเตอรี่กล้องแทบไม่เหลือ เราก็กลับขึ้นเรือเพื่อไปทานบุฟเฟต์อาหารกลางวันซึ่งอยู่ในแพ็คเกจทัวร์ด้วยจ้า หลักหลักก็จะชีส มีไก่ มีสลัด มีขนมปัง นั่งทานได้สบายสบายไม่ต้องห่วงรสชาติเด้อ

  • Poros Island

เกาะที่สองของทัวร์นี้คือเกาะโพรอส บ้างก็เรียกว่าเกาะที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้จากสาเหตุที่เกาะนี้มีต้นสนเยอะมากมาก สำหรับคนที่ชอบแสงสีอาจจะรู้สึกว่าเกาะนี้ไม่เป๊ะปังเหมือนดั่งเกาะไฮดรา ก็ตามนั้นเลยเธอ เกาะนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและความโรแมนติค มันก็จะเงียบหน่อยหน่อย ถ้ากลัวเบื้อก็ลองเดินไปดูพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดสาธารณะก็เก๋ดีนะ

โดยรวมแล้วเราจะอยู่เกาะนี้กัน 50 นาทีจร้า

1 ในไฮไลท์ของเกาะนี้คือวิวสูงตรงยอดหอนาฬิกาซึ่งสร้างขึ้นในปี 1927

บนหอนาฬิกาเนี่ยเป็นจุดที่สูงที่สุดบนเกาะและเป็นแลนด์มาร์คของช่างภาพทุกคนที่มาที่เกาะโพรอสจร้า….

แต่ว่า…เราไปไม่ทันเวลาอ่ะ

  • Aegina Island

ขณะนี้เวลาประมาณบ่าย 3 โมง 55 นาที เราก็เดินทางก็มาถึงเกาะสุดท้ายนามว่าเกาะไอจีนาซึ่งตั้งชื่อตามนางไม้ที่สวยมากมาก สวยจนโดนเทพซุสลักพาตัวไปจุ๊กกรู๊วจุ๊กกรู๋วด้วยนะแกร๊! เกาะนี้ไม่ได้มีดีที่ทัศนียภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีถั่ว pistachios เป็นหนึ่งในของฝากชื่อดังด้วยจร้า

เนื่องด้วยเกาะไอจีนามีพื้นที่กว้างขวางมาก เราจึงมีเวลาแชะแอนด์แชร์กัน 2 ชั่วโมงฮะ

ภาพบ้านเรือนสีขาวออกแนวพาสเทลละมุนละมุน ผืนทะเลสีครามแล้วก็ท้องฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตายังคงเป็น concept ของเกาะไอจีนาเช่นเดียวกับสองเกาะแรกที่เราไปกันมานะ

พอเรือจอดปุ๊บ เราก็ดิ่งไปชายหาดปั๊บ ที่เกาะไอจีนานี้จะมีเพียงชายหาดเดียวที่เล่นน้ำได้นะแกร ซึ่งทะเลเนี่ยก็สวยปะกิ๊งปะกั๊งวิบวับระดับอันดามัน แต่ส่วนชายหาดนั้นเหมือนบางแสนปนชะอำนิดนิด แต่เขาดูแลรักษาความสะอาดได้ดีกว่าบ้านเราหน่อยหน่อยนะฮะ

แอนี่เวย์ คือเราไม่ได้พกเสื้อผ้ามาไง เราก็เลยไปลั่นชัตเตอร์ เป๊ะเป๊ะปังปังแทนการเล่นน้ำไปจร้า

เผ็ดกว่าพริกขี้หนูทั้งสวนก็ขบวนแก๊งนี้แหล่ะแกร๊!!

บนเกาะมีร้านค้าเยอะมาก ร้านแผงรอยก็มีให้เห็นเรื่อยเรื่อย

หนึ่งในกิจกรรมไฮไลท์เด็ดของเกาะนี้ก็คือการขี่รถม้าชมเมืองฮะ อีกทั้งเรายังสามารถขี่ม้าชมเมืองเลยก็ได้นะ ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นทีเด็ดที่ฝรั่งชอบมากและเป็นการพิสูจน์ว่าที่นี่มีดีมากกว่าวิวกับถั่วอร่อยอร่อย

ตึกรามบ้านช่อง ถูกใจมุมกล้องไปหมดเลย

เดินไปด้วย แชะไปด้วยจนมาเจอโบสถ์สวยสวยที่ชื่อว่า Ekklisia Isodia Theotokou

ความบังเอิญที่หนึ่งคือแสงและเงาที่สะท้อนลงมาเป็นวงกลมมันสวยมากและความบังเอิญที่สองคือคุณน้าฝรั่งเดินเดินเข้าเงาของแสงกลมกลมพอดีเราเลยได้ภาพสตรีทชิคชิคคูลคูลมาดูเป็นของฝากเลย

ภายในโบสถ์สวยงามอลังการมากฮะ ซึ่งโบสถ์นี้เป็นของพี่น้องคริสตศาสนิกชนนิกายออโธดอกซ์จร้า

แหงนมองไปด้านบนก็จะได้ยลความงามตามภาพนี่เลยแกร๊ สมมาตรสุดสุดจนสายเพอร์เฟคชั่นนิสนี่น่าจะยืนขึ้นปรับมือรัวรัว

ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่มีวันเลิกรา เรากลับขึ้นเรือเพื่อเดินทางกลับ ระหว่างนั้นก็ชวนกันขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้า กินลม ชมวิว มองเรือ มองนกนางนวลแล้วก็ชวนกันคุยไปเรื่อยเรื่อย

เราชอบวิวนี้มาก เบื้องหลังเป็นเงาของภูเขาใหญ่สีส้มส้มที่สะท้อนจากแสงอาทิตย์ที่ติดกับผืนฟ้ากว้าง ประดับประดาไปด้วยริ้วสีขาวขาวจากนกนางนวลที่เคลื่อนตัวฉวัดเฉวียนตามเรือของเรา

จะมีอะไรดีกว่าการนั่งโง่โง่ในวันง่ายง่ายแบบนี้นะ

เพิ่มความคูลด้วยค็อกเทลชื่นใจสักหนึ่งแก้ว

จิบไปชั่วครู่ พอหันมาดูก็พบว่าสีของท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว ดนตรีบนเรือก็เริ่มบรรเลงปลุกเร้า ค็อกเทลในมือก็เริ่มทำให้เราเมาเมา ทุกสิ่งทุกอย่างดูเข้ากันดี๊ดี

ภาพของเราตัดไปตอนที่สี่คนไทยเล่นใหญ่ไปแดนซ์ท่ามกลางฝรั่งนับร้อยบนดาดฟ้าเรือ ฟีลลิ่งตอนนั้นมันใช่มาก เป็นการปิดฉากทริปที่เพอร์เฟคที่สุดเลยแกร๊!!

เช้าวันสุดท้ายแล้วฮะ เราต้องกลับแล้วเหรอเนี่ย ไวจัง

ตบหน้าตัวเองสักนาทีเพื่อยอมรับความจริงก่อนที่จะอาบน้ำอาบท่า แล้วก็มุ่งหน้าไปสนามบินเอเธนส์

สำหรับขากลับนั้นเราก็ยังคงใช้บริการสายการบิน Scoot เครื่องใหญ่ มีไวไฟบริการ นั่งนานนานได้ไม่มีเบื่อจร้า และเราก็สามารถสั่งอาหารออนไลน์เพื่ออาหารที่ถูกใจสไตล์ไทยแลนด์ 4.0 ได้เลยซึ่งขากลับนั้นพี่ Scoot ก็จะพาเราแวะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์แป๊บนึง แล้วก็บินฟิ้ววววมาถึงไทยเลยจร้า

จบแล้วจ้าาา ทริปเกาะสวย ฟ้าใส เปิดความรู้ใหม่ใหม่ไปกับประเทศกรีซ ดินแดนที่เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมสำคัญของโลก ความเชื่อความศรัทธาที่ส่งผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่านักประพันธ์สร้างสรรค์ผลงานมากมายให้เราได้ชื่นชม ที่จริงแล้วเราคิดว่ากรีซเองยังมีที่เที่ยวเจ๋งเจ๋งอยู่อีกมากที่รอให้นักเดินทางอย่างเราไปค้นหา และเราสัญญาว่าจะกลับไปอีกแน่นอน

เชื่อเราเถอะว่าการออกเดินทางมันดี๊ดี มันอาจเสียตังนิดหน่อย สอยเวลาเราไปบ้าง แต่สิ่งที่พบเจอระหว่างทางอาจเป็นคำตอบของคำถามที่แกรหามาทั้งชีวิตก็ได้นะ

จ ะ เ ที่ ย ว ไ ป ไ ห น เหรอ ตามพวกเราไปสิเธอแล้วจะรู้เอ๊งง!!