บนผืนทะเลทรายสีแดงในภูมิประเทศที่แสนแปลกตา เราอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะเก็บภาพความทรงจำ จดบันทึกเรื่องราวดี ๆ ณ โมเมนท์โดน ๆ ในแดนดินถิ่นอาหรับที่ดูภายนอกเหมือนน่ากลัว แต่พอได้เข้าไปสัมผัสกับทำให้เราใจสั่นรัวกับทุกความประทับใจตลอดระยะเวลา 5 วันในประเทศที่ชื่อว่า จอร์แดน โดยทริปนี้เราจะตื่นตาตื่นใจไปกับเมืองหลวงอัมมาน  มหานครสีกุหลาบเพตรา ทะเลเดดซี เมืองพันเสาแห่งนครเจอราช และทะเลทรายวาดิรัม ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตสำคัญที่เราจดจำและอยากนำมาเล่าให้ฟังโคตร ๆ

เอาล่ะ!! เปิดสมุดจดวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต แล้วตามไปเที่ยวกันเลย

หนึ่งสิ่งที่แปลกใหม่และประทับใจที่ไม่เอ่ยไว้คงไม่ได้ ทริปนี้เราไม่ได้ไปกันเองแบบทุกครั้งเว้ยแกร๊ แต่มันเป็นทริปเที่ยวกับทัวร์อย่างจริงจังครั้งแรกที่เราได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดี AIS Serenade ให้ร่วมออกเดินทางไปกับ Serenade Exclusive Trip พร้อมผู้โชคดีที่ทาง AIS Serenade จัดให้ลูกค้าทั้ง Emerald, Gold และ Platinum มาร่วมตอบคำถามเพื่อลุ้นรางวัลไปเปิดประสบการณ์ดีดีที่จอร์แดน โดยกิจกรรมดีดีแบบนี้สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ ที่นี่ นะแกร๊

:: DAY 1 ::

  • Amman Citadel

เริ่มต้นทริปนี้ด้วยการบินหรู นอนดูฟ้าสบายกับสายการบินประจำชาติอย่าง Royal Jordan มาที่เมือง Amman เมืองหลวงของประเทศ Jordan ดินแดนที่มีทะเลชื่อดังอย่างเดดซี ซึ่งเวลาลงเครื่องก็ดี๊ดีย์ที่ตอนเช้ามืด แล้วก็ผ่าน ตม. อย่างไม่ฝืดขัด ก็นั่งรถบัสกันไปยังแลนด์มาร์คแรกที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Amman Citadel หรือ ป้อมปราการอัมมาน สถานที่ที่เป็นจุดกำเนิดเกิดของเมืองอัมมาน โบราณสถานที่แสดงซากวิหารและซากปรักหักพังด้วยความปังที่เป็นเมืองที่เก่าแก่อายุอานามราว 6,000 ปี

คล้ายๆ เดินสู่ประตูแห่งกาลเวลาที่พาเรามาชมความยิ่งใหญ่ในเมืองที่ไม่คุ้นตา กับถนนที่เต็มไปด้วยเสาระเบียงทอดเรียงสู่ห้องโถงรูปโดมอันมีนามว่า Umayyad Palace ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 8 โดยยอดโดมของอาคารได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวอาคารได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก และพอเดินเข้ามาด้านในจะพบว่าพื้นที่นั้นโอ่โถงกว้างขวางผิดจากการคาดเดายามเรามองจากด้านนอก และด้านในนี้เองจะมีบัลลังก์ใหญ่อลังการเนื่องจากอดีตนั้นเป็นอาคารที่อยู่อาศัยของเจ้าเมือง ซึ่งพอเดินทะลุพระราชวังมาตรงทางออก ก็จะพบพื้นที่ด้านนอกที่เขาเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่สำนักงานในอดีตกาลจร้า

บริเวณพื้นที่ด้านบนเนิน Citadel แห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์เก็บสะสมวัตถุโบราณที่พบในละแวกนี้ ทั้งม้วนหนังสือสมัยโบราณ ( Dead Sea Scrolls ) ประติมากรรมรูปปั้นที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น รวมถึงหัวกะโหลก และโลงศพของมนุษย์ที่คล้ายๆ เครื่องปั้นดินเผาที่เราว่ามันเหมือนพวกรังไหม หรือดักแด้อะไรทำนองนั้น

ถ้าเดินไปทางใต้ของพิพิธภัณฑ์ก็จะพบกับซากปรักหักพังของ Byzantine Basilica โบสถ์นิกายโรมันคาทอริค ซึ่งส่วนใหญ่โดนทำลายไปและผุพังไปหลงเหลือแค่ร่องรอยความงามเพียงแค่เสาโรมันต้นใหญ่ ๆ เอาไว้ให้เราได้ดูจร้า นอกจากนั้นบริเวณนี้ยังมีซากของวิหารเฮอร์คิวลีสซึ่งถ้าสังเกตดูจะรู้ได้จากเสาโรมันที่สูงเกือบแตะขอบฟ้า ก็ได้เวลาเดินต่อไปเก็บภาพจากจุดชมวิว ชิลกับบรรยากาศดีๆ ลมเย็นๆ และด้วยกฏหมายของประเทศนี้เขาให้สร้างตึกสีเดียวกัน ภาพที่ออกมานั้นเลยคุมโทนเหลือง ๆ ครีม ๆ สวยสุด ๆ ไปเลยคุณผู้ชม!!

  • Amman’s Roman Theatre

ว๊าวจากโบราณสถานแรกเราก็นั่งบนรถบัสสบายๆ มุ่งหน้าเข้าไปยังใจกลางเมืองอัมมานบนถนน Al-Hashemi ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Roman Amphitheatre แลนด์มาร์คขนาดใหญ่ยักษ์ที่สามารถจุคนได้ถึง 6,000 ที่นั่ง และทันทีที่ก้าวขาเข้าไปเหยียบเราก็เหมือนหลุดเข้าไปในหนัง Gladiator เลยแกร๊ ทึ่งอึ้งทั้งทึ่งกับความยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าที่พอได้เดินชมก็ยิ่งประทับใจจนอดปรบมือให้ไม่ได้กับความสามารถของคนในยุคที่ไม่มีอุปกรณ์ทันสมัย ไม่มีเครื่องทุ่นแรง ไม่มีเทคโนโลยีใดใด แต่พวกเขาสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาได้

  • Downtown Amman

จาก Amman’s Roman Theatre เดินออกมาก็จะเจอ Downtown ของเมืองอัมมาน เมืองที่มีมีประชากรประมาณสี่ล้านชีวิต และเป็นเมืองฮอตฮิตในการมาเยือนแถบประเทศอาหรับเนื่องจากผู้คนที่นี่จะมีสไตล์คล้ายๆ ตะวันตก ใจกว้างและเป็นเสรีชน ทำให้ไม่น่ากังวลและไม่น่ากลัวสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งแม้ในเมืองนั้นจะดูไม่หวือหวาอะไร แต่อาจเพราะว่าเราพึ่งเคยเที่ยวประเทศอาหรับครั้งแรก ทุกอย่างเลยดูแปลกและตื่นตาไปหมด

หากมองภายนอกผู้คนที่นี่อาจจะดูดุไม่เป็นมิตรเท่าไร แบบพอเราไปใกล้ ๆ เพื่อจะแอบลั่นชัตเตอร์ เขาจะทำหน้าโกรธจนเราเหวอ แล้วนางก็จะหัวเราะชอบใจเรียกเราไปถ่ายรูปใหม่อีกครั้งอย่างเฟรนลี่ พอได้เดินไปเดินมาก็พบว่าคนส่วนมากที่นี่มีความจิกและเก๊กใส่กล้องฟีลเหมือนตอนเราไปท่องอินเดียเลยแกร

ณ ย่าน Downtown แห่งนี้จะมีโซนตลาดที่มีชื่อว่า Fruit and Vegetable market in Amman ตลาดที่เราจะพบกับวัถุดิบประกอบอาหารมากมายทั้งพืชผัก ผลไม้ นานาชนิด อีกทั้งยังมีร้านเนื้อแกะ เนื้อแพะ และสารพัดเมนูถั่ว

  • Nood Asia Restaurant

เดินศึกษาท้องถิ่นจนเริ่มหิว ทีมงาน AIS Serenade ก็พาพวกเราและคณะขับรถลิ่วไปทานมื้อเที่ยงแซ่บๆ กันที่ Nood Asia Restaurant ร้านอาหารแนว Asia Multi Cuisine กล่าวคือมีทั้งจีน ญี่ปุ่น ไทย ขายทั้งแบบ A La Carte และ Buffet Menu ขึ้นอยู่กับวันที่มากิน เช่น Sushi Bar มีทุกวันอาทิตย์ม และAsian Buffet มีทุกวันอังคาร เป็นต้น

เนื่องด้วยเชฟส่วนใหญ่ที่ร้านเป็นคนไทย มื้อนี้เลยได้กินอะไรที่คุ้นลิ้น ทั้งต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้น แต่ที่โดดเด่นจนมงต้องลงขอยกให้สองเมนูที่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร แต่รสชาติแอบคล้ายปลาและเนื้อผัดน้ำมันหอย ที่อร่อยโดนใจมากแกร๊!! ปลาก็ส๊ดสด น้ำซอสก็ห๊อมหอม เนื้อก็นุ้มนุ่ม ไม่เหม็น ไม่คาวกินกันยาวๆ จนพุงกางเลยฮะ

อิ่มมื้อเที่ยงก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ซึ่งทันทีที่ตัวรถขับเคลื่อนออกจาก Downtown ทิวทัศน์ตรงหน้าก็เริ่มกลายเป็นความว่างเปล่าที่เข้ามาแทนตึกรามบ้านช่อง ให้ได้จ้องกับวิวภูเขา ผืนดินสีน้ำตาลกว้างใหญ่ไร้ความเขียวจากต้นไม้ใบหญ้า เสมือนเราคือกลุ่มสิ่งชีวิตกลุ่มเดียวบนดวงดาวใบนี้ เป็นภาพที่สวยแปลกตาน่าประทับใจที่ดูแล้วหลายคนมโนว่าคงร้อนสุดๆ แต่ป่าวเลยอุณหภูมิช่วงที่เราไปจะอยู่ที่ประมาณ 6-20 องศา เนื่องจากมาตรงกับช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวของที่นี่

  •  Petra Marriott Hotel

หลังจากชมพระอาทิตย์ตกฟินๆ บนรถ ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงเมือง Petra เมืองทางใต้ของ Jordan ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องงานหินตัดและระบบท่อน้ำส่ง นอกจากนี้เมือง Petra ยังได้ได้รับฉายาว่า นครหินสีกุหลาบ เนื่องจากสีของหินในสิ่งปลูกสร้างจะออกเป็นสีเหมือนดอกกุหลาบ และยังเป็นสถานที่มรดกโลกด้วย โดยสองคืนที่เพตราเราพักกันที่ Petra Marriott Hotel โรงแรมบนเขาระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ที่ถนน Queen Rania Al Abdallah เขต Wadi Mousa เป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการบริการระดับโลก ที่สำคัญคืออยู่ไม่ไกลจาก The Ancient Nabataean City Of Petra

สำหรับมื้อค่ำวันนี้เราทานกันที่ Hala Hala ห้องอาหารภายในโรงแรมกับเมนูอาหาร Arabian โดย main course จะมีให้เลือกสามอย่างด้วยกันคือ Chicken Breast ที่ยัดไส้ด้วยกระเทียม แครอท ซูกินี่เสิร์ฟพร้อมกับผักสด Grilled Beef  Tenderloin เนื้อนุ่มๆ ชุ่มน้ำซอส และ Shrimps Sautéed หรือกุ้งสะเต๊ะนั่นเอง ถ้าถามว่าทำไมกินแค่กุ้งแล้วถึงอิ่ม สาเหตุเพราะเราชิมออเดิร์ฟมารัว ๆ อย่างลืมตัว แถมยังไปนัวกับของหวานอร่อยๆ สมกับเป็นบริการจากการเป็นสมาชิก AIS Serenade เขาจริงๆ

:: DAY 2 ::

  • Petra

ค่ำคืนแรกผ่านพ้นไปแสงวันใหม่ก็ส่องมาแยงตา สำหรับแพลนวันนี้เราจะเที่ยวกันที่เมืองเภตราทั้งวันทั้งคืน ซึ่งพอทาน Buffet อาหารเช้าเรียบร้อยพวกเราก็เดินทางย้อนเวลามุ่งหน้าเข้าสู่สถานที่ประวัติศาสตร์เมืองโบราณแห่งมหานครสีดอกกุหลาบ โดยจากโรงแรมไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใช้เวลาประมาณ 10 นาที ส่วนการเข้าชมก็จะมีตั๋วที่ขายแบบ 1 day pass ราคาประมาณ 127 USD เข้าออกกี่ครั้งก็ได้ตั้งเปิดยันปิด

Petra นครศิลาสีกุหลาบ สถานที่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่สูงชันดังป้อมปราการใหญ่นับพันปี ก่อนจะเผยโฉมมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ด้วยความที่ที่ตั้งของเมืองอยู่ที่กึ่งกลางของเส้นทางการค้าคาบสมุทรอาระเบีย-ลุ่มแม่น้ำไนล์ และปาเลสไตน์-ลุ่มแม่น้ำไทกริสยูเฟรติสเลยไปจนถึงอินเดีย เพตราจึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางเส้นทางการค้าทางบก และด้วยเหตุผลดังกล่าวที่นี่จึงมีเรื่องราวทางประวัติศาตร์มากมายรอให้เราเข้าไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยกันไงแกร๊!!

จากจุดบริการนักท่องเที่ยวเราสามารถเลือกเดิน หรือนั่งรถม้าเข้าไปยังเมืองโบราณได้ แต่เท่าที่เราสังเกตุคนส่วนมากจะเลือกเดินเพราะราคารถม้าค่อนข้าง 20 JOD ต่อ 2 คน โดยราคานี้รถม้าจะพาวิ่งจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเข้าไปส่งถึงมหาวิหารศักสิทธิ์ เอล-คาซเนท์ (El- Khazneh/Treasury) และด้วยความที่มากับ AIS Serenade เลยได้สิทธิพิเศษที่เขาจัดหามาให้ นั่งกระดิกเท้าบนรถม้า ถ่ายรูปสวย ชมวิวฟินฟิน ที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของม้าจ้า

สำหรับใครที่เลือกนั่งรถม้า เราแนะนำให้พอพ้นถนนทรายเห็นจุดเริ่มเดินเข้าสู่ซอกเขา SIQ ให้ลงเดินเข้าไปที่วิหารเอา เพราะระหว่างทางจะเป็นหุบเขาสูง 250 ฟุต ที่เกิดจากการถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนเกิดเป็นช่องทางเดินเล็กๆ ระหว่างหุบเขาทอดยาวคดเคี้ยวไปบนเส้นทางที่พาดผ่านเข้าไปยังใจกลางเมือง ความสวยงามของหุบเขาทั้งสองด้านเกิดจากสีสันของหินสีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ซึ่งระหว่างเดินเราก็จะได้ชมร่องรอยซากปรักหักพังที่ยังมีร่องรอยให้เห็นเกี่ยวกับการจัดการเรื่องการชลประทานในการลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำบนภูเขาเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างน่าทึ่ง แถมระหว่างทางเรายังได้เก็บภาพงานแกะสลักหิวบนภูเขาด้วย

หลังจากพ้นซอกเขา SIQ เราก็มาพบกับ EL-KHAZNEH (หรือ TREASURY) วิหารที่แกะสลักโดยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูง 40 เมตร และกว้าง 28 เมตร ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลปะของหลายชาติเข้าด้วยกันเช่นอิยิปต์ กรีกฯ สันนิษฐานว่าที่นี่ถูกสร้างในราวศตวรรษที่ 1-2 โดยผู้ปกครองเมืองในเวลานั้น ตัววิหารประกอบด้วย 3 ห้อง คือ ห้องโถงใหญ่ตรงกลาง และห้องเล็กทางด้านซ้ายและขวา เดิมทีถูกเชื่อว่าเป็นที่เก็บขุมทรัพย์ของฟาโรห์อิยิปต์ แต่ภายหลังได้มีการขุดหลุมฝังศพที่หน้าวิหารแห่งนี้เลยทำให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้ลงความเห็นตรงกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับผู้ปกครองเมือง ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นสุสานฝังศพของผู้ปกครองเมืองและเครือญาติ

เนื่องจาก El- Khazneh เป็นเหมือนแลนด์มาร์คหลักของเมืองโบราณและเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างความความสนใจ ที่นี่จึงมีพ่อค้าแม่ขายมาปักหลักขายของมากมาย ทั้งโปสการ์ด ของที่ระลึก กำไล รวมถึงมีคาเฟ่ไว้บริกาผู้มาเยือนให้ได้นั่งพัก นั่งชิม นั่งชิลล์ ก่อนจะเดินเข้าไปซึมซับบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ต่อ

จากวิหารศักดิ์สิทธิ์สีชมพู เดินเข้าไปต่อเข้าไปข้างในก็จะพบกับสถานที่สำคัญอีกมากมายของเมืองโบราณแห่งนี้ นอกจากนี้ด้านในยังเป็นที่ตั้งของ Basin Restaurant By Crown Plaza Resort ร้านอาหาร Buffet พื้นเมืองที่เราจะไปฝากท้องกันเที่ยงนี้

หนึ่งในอภิสิทธิ์ของลูกค้า AIS Serenade ที่เราขออวย คือพี่ๆ ทีมงานเขาจะช่วยดูแลตลอดการเดินทางแบบคนมีอภิสิทธิ์ เช่น มาถึงร้านอาหารก็ Sit Down ทันที ไม่ต้องไปรีรอต่อคิวกับใคร ๆ และยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่ในการพกปลาสลิด น้ำพริก ทอดมันปลามาเผื่อคนที่กินยากไม่ถูกปากกับรสชาติอาหารอาหรับ หรือกินแกล้มให้คลายความคิดถึงอาหารไทย

หลังจากทานคาว ทานหวานเรียบร้อย ก็ถึงจิบชาเมาท์มอยยืดเส้นยืดสายนั่งผ่อนคลายท่ามกลางเมืองโบราณอันกว้างใหญ่ให้หายเหนื่อย ก่อนที่จะไปลุยกันต่อกับแลนด์มาร์คอื่นๆ ด้วยการขี่ลา ที่นี่เค้าแบ่งโซนสัตว์พาหนะกันอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ของชาวบ้านที่ทำฟาร์มสัตว์พาหนะ โซนแรกเป็นการนั่งรถม้า ส่วนโซนทีสองจะเป็นการนั่งลาหรืออูฐ ส่วนใครใคร่อยากเดินก็เชิญตามใจ ถ้าร่างกายไหวก็ก้าวไปแบบพี่ตูนเลยจร้า

แลนด์มาร์คสุดท้ายก่อนจะกลับไปทิ้งตัวนอนสบายที่โรงแรมคือ The Royal Tombs สิ่งก่อสร้างที่ผสานความมหัศจรรย์ของธรรมชาติเข้ากับฝีมือของมนุษย์ ที่นี่เป็นจุดสำหรับฝังพระศพพระราชาของชาวนาบาเทียนส์ ซึ่งการเดินขึ้นไปยัง The Royal Tombs นั้นเราต้องเดินผ่าน Urn Tomb ซึ่งเป็นวิหารที่ใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสมัย Byzantine Empire ที่นี่ถูกเรียกอีกชื่อว่า Silk Tomb เนื่องจากลักษณะกายภาพของหินทรายซึ่งมีลวดลายเป็นริ้วหลากสีสัน นอกจากนั้นยังมี the Palace Tomb และ the Tomb Of Sesto Fiorentino อยู่ติด ๆ กันอีกด้วย

ความดีงามที่อยากให้สังเกตและมองดู คือลวดลายที่อยู่บนผนังหิน เหล่าลวดลายศิลป์ท่ีเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติวาดเป็นริ้ว ๆ มีสีแดงสลับสีส้มผสมปนเปกับสีดำซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากเขม่าควันจากกองไฟที่ลอยไปทิ้งคราบฝังตัวไว้ หลังจากตะลอนเที่ยวโบราณมาครึ่งค่อนวัน ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะกลับห้องพักผ่อน อาบน้ำเพิ่มความเฟรซ และรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรม ก่อนจะมาเอ็นจอยอีกครั้งในเมืองโบราณตอนสองทุ่มเพื่อชมการแสดง Petra by Night

คืนนี้เราจะต้องเดินเท้าท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นบวกกับแสงไฟให้ทางอันน้อยนิดซึ่งเกิดจากปลายเทียนที่ถูกนำมาวางตามเส้นทางคดเคี้ยวจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปจนถึงมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เพื่อชม Petra by Night การแสดงที่ใช้แสงสีจากเทียนมากกว่า 1,500 เล่ม เล่าเรื่องราวความสวยงามของเมืองโบราณยามต้องแสงไฟ ประสานไปกับเสียงดนตรีพื้นเมืองที่แสนไพเราะของชาวเบดูอินที่จะร้อยเรียงเรื่องราวทางวัฒนธรรมจากอดีตกาลของสถานที่กับวิถีชีวิตผู้คน ณ ที่แห่งเข้าด้วยกัน

เรานั่งชมงานแสดง พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันก่อนจะกลับไปนอนฝันหวานถึงภาพอันงดงามที่คงจะตามติดตรึงในหัวใจเราไปอีกนาน …

:: DAY 3 ::

  • Wadi Rum (ทะเลทรายวาดิรัม)

คืนวันที่สองผ่านพ้นไปเช้าวันใหม่เข้ามาใหม่อย่างรวดเร็ว ทริปจอร์แดนถือว่าเป็นทริปที่ทำลาย Concept จะตื่นเช้าทำไม สายเมื่อไรค่อยเจอกันของ จ ะ เ ที่ ย ว ไ ป ไ ห น เนื่องจากความประทับใจในทุกทุกที่ที่ไปมาเลยทำให้เราตื่นตา ตื่นตัว และตื่นไวอยากจะออกไปผจญภัยเร็วๆ ซึ่ง Route วันนี้ช่างสมกับการที่เป็นหนึ่งในสมาชิก AIS Serenade เราจะได้ไปตะลุยทะเลทรายแบบคูล ๆ คูลแรกคือการนั่งรถ 4WD บนทะเลทรายเพื่อไปชมหุบเขา Khazali และอีกคูลที่ดี๊ดีย์คือการนั่งบนหลังอูฐเพื่อไปทานมื้อเที่ยงกันที่แคมป์กลางทะเลทรายวาดิรัมจร้า

  

มา ๆ ต่อกันที่ทะเลทรายวาดิรัม ( Wadi Rum ) ซึ่งเป็นทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศจอร์แดน มีภูมิประเทศที่แปลกตาเป็นทะเลทรายสลับกับหุบผาขนาดใหญ่ที่มีคนกล่าวไว้ว่ามีมนุษย์มาอาศัยอยู่ตั้งแต่โบราณจนปัจจุบันนี้ก็ยังมีชาวเบดูอินใช้เป็นถิ่นอาศัยและทำมาหากินเป็นไกด์นำทางให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไง และนอกจากการนั่งรถ 4WD หรือขี่อูฐเยือนวาดิรัมแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมปีนเขา หรือตั้งแคมป์ดูดาวเอาสักคืนก็มีให้บริการจากทางภาคเอกชนจร้า

พวกเรากระโจนขึ้นรถ 4WD โดยมีจุดหมายปลายทางคือหุบเขา Khazali ซึ่งสองข้างทางที่รถขับเคลื่อนไปก็ทำให้เราเพลิดเพลินกับทัศนียภาพสวยสวย ที่เหมือนมีใครจับภูเขาหินผามาตั้งตระหง่าบนผืนทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา

จากทะเลทรายอันเวิ้งวางเราก็มาถึงปลายทางที่แรกกับหุบเขา Khazali หุบเขาที่มีจารึกโบราณให้เราพบพานระหว่างเดินเป็นผู้บ่าวขาเลาะลัดเลาะซอกแซกซอกเขา จารึกในอดีตที่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณชนผ่านงานแกะสลักเป็นภาพต่างๆ ที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตย้อนไปในสมัย Thamudic โน่นนนนนน ( สมัยก่อนคริสตกาลเลยนะ )

หลังจากชมความยิ่งใหญ่ของ Khazali ก็ได้เวลาย้ายความฟินไปทานมื้อเที่ยงสวยๆ ใน Camp ทะเลทราย ซึ่งถ้าให้เราสาธยายก็ขอยกยอว่าเป็นความหรรษาที่พีคที่สุดในวันนี้เลย ด้วยความที่พี่ไทยไม่เคยได้ไปเจออูฐตัวเป็น ๆ บนทะเลทรายก็เลยออกจะวี๊ดว้ายกันไปนิด ลองนึกภาพตามที่บางคนก็อยากจะถ่าย บางคนก็อยากจะขี่ บางคนก็ขี้กลัว โอยยย มั่วซั่วหัวเราะเฮฮากันไป แต่ไม่นานเท่าไรทุกคนก็ย้ายก้นไปนั่งบนหลังน้องอูฐเรียบร้อย

จากจุดนั่งน้องอูฐ พวกเราก็นั่งเกร็งตูดไปยังปลายทางซึ่งก็คือ Sun City Camp แคมป์ระดับห้าดาวที่รับรองว่าต้องร้องว้าวเมื่อแรกพบ กับประสบการณ์ได้เข้ามาดูที่พักหรูซึ่งตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายห่างจากเมือง Amman ประมาณ 313 กิโลเมตร ที่พักของ Sun City Camp จะแบ่งเป็นสามประเภทแหล่ม ๆ แบบแรกคือ Bedouin Tents เป็นเต็นท์แบบโบราณซึ่งผู้มาพักจะได้สัมผัสงานผ้าพริ้วๆ เป็นลวดลายดูสบายตา อีกแบบคือ Family Suite และสุดท้ายคือ Martian Domes ซึ่งทุกหลังจะตั้งอยู่ท่ามกลางวิวทะเลทรายแบบ 360 องศา มีที่นั่งให้ลั้ลลาหน้าห้อง และพื้นที่ที่ส่องทั้งตะวันขึ้น ตะวันตก และหมู่ดาวที่พร่างพราวบนนภา

 

นอกจากความดีงามของประเทศจอร์แดนที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา ทริปนี้เรายังต้องคอยจับตากิจกรรมดีๆ เมนูเด็ดๆ ที่ทางทีม AIS Serenade เค้าจัดให้ทุกวัน แล้วความพีคสุดๆ ของวันนี้ก็มาถึงคือนางเตรียมข้าวเหนียว ส้มตำ มาให้ทานแกล้มกับไก่ย่างทะเลทรายมาและเมนูทะเลทรายอื่นๆ แบบ Inter – Bedouins buffet ที่ทางแคมป์จัดไว้ให้เว้ยแกร๊!!!

ของคาวจบปุ๊บ เสียงเพลง Happy Birthday ก็เฮลั่นมาจากทีมงานพร้อมกับจาน Cake ก้อนโตเพื่อ Surprise หนึ่งในผู้ร่วมทริปครั้งนี้ เราเลยได้ลาภปากกินของหวานกับกาแฟอาหรับดี ๆ ที่เขาใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองตามประเพณีของคนที่นี่นั่นเอง

หลังเสร็จสิ้นอาหารแซ่บ ๆ ก็ได้เวลาแฉลบมุดโดมกระโจมดูห้องพักกันแบบ Insight ซึ่งภายใน ห้องสุขา และห้องน้ำส่วนตัว และส่ิงอำนวยความสะดวกต่างต่างอีกครบครัน เราก็อยากให้ลองจินตนาการไปถึง moment ที่เราเป็นลูกค้ากับช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับคนรัก มือสัมผัสมือ ใจสัมผัสใจ มองไปบนท้องฟ้าที่มีแต่แสงดาวและเรื่องราวที่รู้กันแค่สองคนเท่านั้นนนน ( ฟินน )

อิ่มอก อิ่มใจ ก็ถึงเวลาโบกมือบ้ายบายทะเลทรายวาดิรัม ก่อนจะนั่งรถบัสแอร์เย็นฉ่ำคันเดิม เพื่อมุ่งหน้าสู่เดดซีกับระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร ณ จุดนี้บอกเลยว่าเราจด Sun City Camp นี้ไว้เป็น Wish List ว่าถ้ามีโอกาสต้องกลับมาเยือนอีกครั้งในฐานะแขกผู้มาพักแน่นอน

  • Kempinski Hotel Istar Dead Sea

ระหว่างเดินทางพระอาทิตย์ก็มุดหลบหายไปในทะเลทรายกลายเป็นราตรีที่หนาวเหน็บ ซึ่งราวราว 4 ชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึงโรงแรม Kempinski Hotel Istar Dead Sea โรงแรมระดับห้าดาวที่ดีที่สุดในแถบ Dead Sea นั่นเอ๊งงงง หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็ถึงเวลามื้อค่ำที่ The Codes Restaurant ห้องอาหารไทยของโรงแรมที่แต่ละเมนูสรรสร้างโดยเชฟคนไทย ( อีกแล้ว ) ทำให้มื้อนี้เราเอ็นจอยไปกับอาหารที่ใช่รสชาติชอบ ยำวุ้นเส้น ต้มยำกุ้ง ไก่สะเต๊ะ และส้มตำ ก่อนจะแยกย้ายห้องใครห้องมันพักผ่อนตามอัธยาศัย

หลังจากทานข้าวเสร็จเราก็เดินชิลล์ตัวปลิวแกว่งแขนขึ้นลิฟท์ไปยังห้องพัก ซึ่งคืนนี้เรานอนกันที่ห้อง Superior ขนาด 40 ตรม. ที่ภายในห้องตกแต่งได้สวยงาม อบอุ่น มีสิ่งของอำนวยความสะดวกครบครันตามมาตฐานโรงแรมห้าดาว ส่วนห้องก็สะอาด กว้าง มีอ่างอาบน้ำให้ลงไปแช่ แลดูเข้ากับเป็นวันพักผ่อนที่สุดแสนสบายทีเดียว

อีกเรื่องที่น่าประทับใจที่เราได้รับจากทีมงาน AIS Serenade คือไม่ว่าจะเข้าพักเมืองไหนเค้าก็จะมีของที่ระลึกจากเมืองนั้นๆ พร้อมกับการ์ดอวยพรสั้นๆ มาวางเซอร์ไพรส์ไว้บนเตียงให้ทุกคืน และของฝากเหล่านี้แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย แต่มันก็ทำให้เรามีรอยยิ้มก่อนนอนและได้ใจเราไปเต็มๆ แบบสิบเต็มสิบจ้า!! ส่วนคืนนี้ ฝันดีราตรีสวัสดิ์ฮะ

:: DAY 4 ::

เช้าวันที่สี่หลังจากตื่นจากนิทรา เราก็ลงมาทานมื้อเช้าแบบ International Buffet ก่อนจะเริ่มเดินย่อยชมความสวยงามของ Kempinski Hotel Istar Dead Sea ที่นี่มีห้องพักหลากหลายมากถึง 5 categories มี Facilities ที่พร้อมสรรพสำหรับวันหยุดของทุกคน มากล้นด้วยมุมสวยๆ ที่พร้อมอวยบน Social Network ไหนจะ Meeting, Event Function และ Service ที่มากมายอันสมฐานะโรงแรมห้าดาว แต่ที่เราว้าวสุดสะดุดใจก็คือสระว่ายน้ำที่เขามีไว้ให้ถึง 9 pools ทีเดียวจร้า

ด้วยตำแหน่งโลเคชั่นที่ดีงามของโรงแรมเลยทำให้เราเดินไม่กี่ก้าวก็เท้าก็แตะทะเล Dead Sea ทะเลที่อยู่ในจุดต่ำสุดของโลก กล่าวคือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร ซึ่งนางเป็นทะเลที่มีความเค็มที่สุดในโลกเค็มจนตกผลึกเป็นเม็ดเกลือเค็มจนไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนสามารถอาศัยอยู่ได้ และด้วยความที่นางไม่มีทางเชื่อมต่อทะเลหรือมหาสมุทรใดๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตข้างหน้านางอาจแห้งเหือดจนหมดไป เอ่าเห้ยยย รีบไปเที่ยวกันเต๊อะ ฮ่า ๆ

กิมมิคที่โด่งดังเสมอมาของทะเล Dead Sea คือการที่ไม่ว่าใครย่างลงทะเลไปก็ไม่มีวันจมเนื่องจากความเข้มข้นของเกลือในระดับที่สูงมาก ๆ เพราะฉะนั้นมาที่นี่ทั้งทีก็ต้องฝากรูปดี ๆ ที่ลอยอยู่บนทะเลพร้อมหนังสือเล่มโปรดกันสักหน่อย ส่วนอีกหนึ่งสะตอรี่ที่เขาว่าดีไม่แพ้กันคือโคลนดำเดดซีที่เชื่อกันว่ามีแร่ธาตุธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อาทิ โซเดียม โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเนียม ซึ่งนอกจากจะมีสรรพคุณที่ช่วยดูดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ต่ำทำให้เกิดการดูดซึมของแร่ธาตุได้ง่ายอีกด้วยฮะ

  • Mt. Neb0

จาก Dead Sea เราออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไปที่มีชื่อว่า Mount Nebo ลักษณะทางกายภาพของเมาท์เนโบจะเป็นเนินเขาลูกโตที่ค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้น และตามความเชื่อของชาวฮิบรู สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่โมเสสเดินมาอยู่ในดินแดนแห่งคำมั่นสัญญา ( Promised Land ) นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเป็นส่วนที่ชาวคริสเตียนเชื่อว่าร่างของโมเสสได้รับการฝังไว้บนเขาแห่งนี้เช่นกัน ดังนั้นด้านบนของภูเขา เราก็จะพบโบสถ์และอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธ์แห่งโมเสสที่ออกแบบเป็นไม้เท้าในรูปแบบไม้กางเขนฮะ

บนภูเขาเนโบถือเป็นจุดที่สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา ซึ่งสำหรับเรามันสวยงามอลังการงานแผ่นดินจริง ๆ แกร๊!! นอกจากวิวสุดปังเรายังสามารถเห็น แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เมืองเจอริโก และประเทศอิสราเอลได้อย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าประเทศอิสราเอลนั้นซึ่งดินแดนสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสส แต่อนาถใจที่เขาได้เพียงมองดูแผ่นดินแห่งนี้แค่บนภูเขาแล้วก็ตายจากไป

  • MADABA

เมืองมาดาบา (Madaba) หรือเมืองแห่งโมเสก เป็นเมืองในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็ม (The Holy Land) ที่น่าท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่สุดเมืองหนึ่งในจอร์แดน เมืองมาดาบาตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอัมมานไปราว 33 กิโลเมตร เป็นเมืองสำคัญที่อยู่บนเส้นทางโบราณที่มีชื่อเสียงและเป็นศูนย์กลางการทำโมเสก ที่ทุกวันนี้มีช่างฝีมือโมเสกทำกันอยู่

แม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนเมืองมาดาบาแห่งนี้ คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ Greek Orthodox Basilica of Saint George หรือ โบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ความสำคัญของโบสถ์นี้คือการที่เหล่านักบุญได้มาพบเศษซากซึ่งรอดจากภัยสงครามศาสนาโดยบังเอิญ และดีงามเข้าไปใหญ่ที่ข้างในของโบสถ์ยังมีงานศิลปะที่เลอค่าต่อประวัติศาสตร์ของชนชาติชาวคริสต์จริง ๆ ฮะ

ภาพด้านล่างนี้คือ Madaba Map ซึ่งได้รับการสร้างจากศิลปะหินโมเสกกว่า 2.3 ล้านชิ้นร้อยเรียงกันเป็นแผนที่ดินแดนศักดิสิทธิ์แห่งเยรูซาเลมซึ่งแสดงพื้นที่สำคัญทางศาสนาต่าง ๆในแถบอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, เยรูซาเลม จอร์แดนตลอดจนทะเลเดดซี อียิปต์ และจากงานศิลปะนี้เองที่เป็นเสมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ดึงดูดเหล่าผู้สนใจให้ไปศึกษา ไปชื่นชมจนทำให้เมืองมาดาบาขึ้นชื่อว่า “เมืองแห่งหินโมเสก”

ความสวยงามก็ตามภาพที่เห็นและขอบอกว่าเป็นของจริง โบสถ์แห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นศิลปะจากหินโมเสก จากภาพวาดจิตกรกรรมฝาผนัง หรือด้วยแสงเทียนภายในที่ทำให้โบสถ์ดูขลังและยังมีมนต์สเนห์น่าสนใจที่เมื่อเดินอยู่ภายในก็ทำให้เราเกิดความเคารพ ยำเกรง และชื่นชม

จากโบสถ์เราเดินกลับมาบนถนนเส้นหลักของเมืองที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของฝาก ของที่ระลึก ของมืองมาดาบาซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือต่างๆ ทั้งการเย็บปักลวดลายชายผ้า งานหินโมเสกเป็นรูปบุคคลสำคัญของโลก หรือทางศาสนา และพวกเข้าของเครื่องใช้ที่มีลวดลายโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

และนี่ก็คือขั้นตอนการทำศิลปะโมเสก ที่เขาจะค่อยๆ บรรจงอาหินเล็ก ๆ ลงตามภาพร่างที่วาดไว้ ก่อนจะกลายเป็นงานศิลปะที่สวยงาม โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เมืองแห่งนี้โด่งดังปังข้ามโลก

 

พอเสพงานศิลป์จนอิ่มเอม พวกเราก็ออกเดินทางจากเมือง Madaba กลับเข้าเมืองหลวงกรุง อัมมานอีกครั้ง ซึ่งก่อนเข้าที่พักเราแวะไปดินเนอร์กันที่ภัตราคาร Ren Chai อาหารจีนกว้างตุ้งและเสฉวน แต่ด้วยชนวนความหิวที่สั่งสมมานานเราเลยอวตารร่างเป็นปอบกินเรียบจนลืมถ่ายรูปมาฝากทุกคน ( คือฉันเสียใจ ที่ฉันชอบทำผิดไปทุกที T T ) พออิ่มหนำสำราญก็ถึงเวลามุ่งหน้าไปพักผ่อนกันที่โรงแรมแบรนด์คุ้นหูอย่าง Marriott Hotel Amman นั่นเองจร้า

:: DAY 5 ::

  • JERASH

และแล้วการเดินทางก็มาถึงเช้าวันสุดท้าย กับ Destination ต้องห้ามพลาดถ้ามาจอร์แดน นครเจอราช (JERASH) หรือเมืองพันเสา เมืองที่เขาคาดการไว้ว่าน่าจะสร้างขึ้นเมื่อราว 200 – 100 ปีก่อนคริสตกาลโน่นแหน่ะ ซึ่งในอดีตเมืองนี้ได้พังลงไปด้วยภัยแผ่นดินไหวหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งรัฐยาลได้เข้ามาค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1878 และทำการบูรณะใหม่ให้ไฉไลเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือกลายเป็นสถานที่ศึกษาสถาปัตยกรรมล้ำๆ ให้ชนรุ่นหลังได้เข้าไปชมไปศึกษากันยาว ๆ ฮะ ( รู้หรือไม่ ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นทั้งวิหารของ Artemis และกองทัพของแม่ทัพ Damacus เมื่อสมัยปี 1104 อีกด้วย )

และก็อย่างที่เปรยๆ ไว้ด้านบนว่าไฮไลท์ที่น่ายลในนครเจอราชก็คือสถาปัตยกรรมโรมันโบราณอันยิ่งใหญ่ที่ฝากไว้ผ่านเสาต้นโต ๆ จุดเด่นแรกคือถนนโคลอนเนด ถนนเส้นหลักที่นำนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมือง ต่อกันที่โรงละครที่จุผู้คนได้ถึงสามพันชีวิตกับกิมมิคยอดฮิตเสียง Ecco ที่เราไปยืนโชว์ตรงกลางโรงละคร เปล่งเสียงดัง ๆ แล้วรอฟังการสะท้อนที่ก้องกังวานได้เลย ไหนจะซุ้มประตูเฮเดรียน หรือวิหารเทพซีอุสที่ตั้งอยู่ในโอวัลพลาซ่า หรืออีกหลาย ๆ แลนด์มาร์คที่เรามั่นใจว่าจะต้องต้องตาและคุ้มค่ากับการเมือนแน่นอน

ก่อนจะบอกลาทริปดีดีแบบนี้ คงจะไม่มีคำไหนเหมาะไปกว่าคำว่าขอบคุณจากใจ ที่ AIS Serenade ให้ความรู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเทคแคร์อย่างดี ของฝากและการ์ดน่ารักๆ ที่มีให้ทุกวัน ยามตื่นมามีปัญหาอะไรก็แก้ให้หมด ทำให้การมาทัวร์ครั้งแรกของเราเกิดขึ้นแต่อรรถรสที่ดี

ก็จบกันไปอีกหนึ่งทริปที่สุดแสนจะประทับใจกับประเทศที่เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญ ถ่ายรูปก็เป๊ะปัง และยังเป็นการเปิดมุมโมงต่อประเทศอาหรับในมิติความคิดที่เปลี่ยนไป ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่าความแตกต่างอย่างเข้าใจนั้นมันสวยงามและไม่น่ากลัวเลย ทริปนี้เป็นอีกครั้งที่เราเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะค่อยๆ หล่อหลอมความกลัวในความไม่เหมือนให้ทุกๆ คน ทุกๆ ศาสนา และทุกๆ รอยแยกทางความคิดสามารถเป็นเพื่อนกันได้ภายใต้ความสุขจากการเดินทาง การแลกเปลี่ยน และการแบ่งปัน เพราะฉะนั้นจะรออะไรหาวันหยุดไว้ แล้วไปเที่ยวกัน