รีวิวญี่ปุ่น :: Road trip from Sendai to Tokyo in 4 Days

อิรัชชัยมาเสะ….. พูดปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าจะไปไหน ญี่ปุ่นรอบนี้เราจะขอพาทัวร์ให้ทั่วแบบชิล ๆ ฟีลโร้ดทริป โดยเริ่มตั้งแต่ตั้งแต่เซนได จังหวัดมิยางิ (Miyagi) ของภูมิภาคโทโฮกุ เมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสุดอลังการ อาหารสุดฟิน รวมถึงวัฒนธรรมชวนว้าว แล้วลัดเลาะเก็บที่เที่ยวลงมาเรื่อย ๆ จนมาจบแบบฟิน ๆ ว้าว ๆ ที่โตเกียว มาตามดูกันสิว่า ล้อทั้ง 4 เส้นจะหมุนพาไปชมความงามของแดนอาทิตย์อุทัยได้เฮฮาขนาดไหน คาดเข็มขัดไว้ให้ดี เพราะงานนี้บอกบอกได้คำเดียวว่าเปรี้ยวเที่ยวทั่วภาคกลางตลอดระยะเวลา 4 วัน ได้ครบรสทั้งเรื่องกินเที่ยวแบบเกินเบอร์มากเวอร์

เดินทางเที่ยวในญี่ปุ่นแต่ละที เราใช้แต่ รถไฟ-รถบัส เพราะเชื่อว่าสะดวกที่สุด แต่ความจริง … มันมีอีกตัวเลือกหนึ่งที่กำลังนิยมกันคือ การเช่ารถขับ ตัวเลือกชิล ๆ เที่ยวแบบไม่ต้องเครียดเรื่องเวลา ด้วยถนนที่ดีทั่วประเทศทั้งตัวเมืองและชนบท ทำให้มีหลายเส้นทางในญี่ปุ่นเหมาะสำหรับเช่ารถขับเที่ยว อย่างเส้นทางเซนไดสู่โตเกียวที่เราหยิบยกมาเล่าในครั้งนี้ก็สามารถเที่ยวแบบยิงยาวไม่มีสะดุด แค่โยนกระเป๋าขึ้นรถแล้วเลาะเที่ยวไปเรื่อย บอกเลยว่าภาพทิวเขาระหว่างเมืองบนทางด่วนเนี่ย มันสวยมาก บางจุดพักรถก็มีจุดชมวิวแกรนด์ ๆ ให้เราดูด้วย ที่สำคัญในต่างจังหวัด สถานที่ท่องเที่ยวและที่พักบางที่ต้องใช้รถส่วนตัว หรือแท็กซี่ถึงจะเข้าถึง เพราะฉะนั้น วิธีนี้แหละสะดวกที่สุดสำหรับทริปนี้  อ่อ.. อย่าลืมเลือกบริษัทรถเช่าที่มีหลายสาขา สามารถคืนรถต่างเมืองได้ด้วยนะ

ถ้าใครกลัวว่าจะต้องขับรถไป-กลับยาว ๆ จะเหนื่อยก็ไม่ต้องกลัว เพราะเดือนตุลาคมนี้การบินไทยเขากำลังจะเปิดเส้นทางใหม่ จากไทยบินตรงสู่เซนได ซึ่งเป็นเส้นทางที่ส่งเสริมการขับรถเที่ยวไปเรื่อยของเรามาก ไม่ต้องไปตั้งต้นที่โตเกียวอีกต่อไปโดยเส้นทางกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-เซนได จะบินเฉพาะวันอังคาร, พฤหัสบดี และอาทิตย์ ซึ่งช่วงเวลาดีงามมากคือบินดึกถึงตอนเช้า เที่ยวต่อได้เลย ส่วนเที่ยวบินขากลับเซนได-กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) ก็จะกลับถึงไทยตอนเย็น ๆ มีบินเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ โดยเราเลือกบินลงเซนไดตั้งแต่เช้า ส่วนขากลับบินจากโตเกียวเลยก็ประหยัดเวลาดี หรือจะบินลงโตเกียว แล้วกลับจากเซนไดก็ย่อมได้เช่นกัน เส้นทางนี้จะเริ่มบินปีนี้ปีแรกในนช่วงฤดูใบไม้ร่วงพอดี บอกเลยว่าถ้าจองทันต้องฟินแน่นอน เพราะที่เซนไดมีธรรมชาติว้าว ๆ วัดในป่างาม ๆ เพียบ!! ส่วนใครจองไม่ทันก็รอโปรโมชั่นดี ๆ เผื่อฤดูหนาวไว้ได้เลย เพราะกิจกรรมสกีมันส์ ๆ และออนเซ็นกลางหิมะก็รอคุณอยู่เช่นกัน

ขึ้นชื่อว่าการบินไทย สายการบินประจำชาติที่บินทีก็ Feel like home สิ่งอำนวยความสะดวกครบ เช็คอินออนไลน์ได้ ที่นั่งกว้างเอนนอนสบาย อาหารอร่อย แล้วยังมีคนดูแลเราอย่างดีจนได้เป็น 1 ใน 10 สายการบินดีที่สุดในโลก …ในขณะที่โลกดิจิตอลก้าวไกล สายการบินนี้ก็ไม่เคยหยุดพัฒนาอย่าง live on board ในบางเส้นทางให้เราได้ดูรายการสดกันยาว ๆ ไม่พลาดสักแมทช์การแข่งขัน พร้อมจอทัชสกรีนที่ไม่ต้องใช้รีโมท ถ้าใช้แล้วเมื่อยต้องยกแขนไปจิ้มก็เปลี่ยนมาจิ้มมือถือได้ แค่เพียงโหลด TG Xperience Application ที่สามารถทำหน้าที่เป็นรีโมท บังคับทิศทางหน้าจอ เปลี่ยนรายการได้เพียงแค่ปลายนิ้ว

Day 1

ศาลเจ้าโกโคขุ (Gokoku shrine)

เพื่อการเริ่มต้นที่ดีในการขับรถท่องเที่ยว เพื่อความโชคดีไปไหนไม่พัง ไม่ผิด ไม่หลงก็ต้องเล่นของกันหน่อย เราต้ังใจมาไหว้ขอพรที่ ศาลเจ้าโกโคขุ ศาลเจ้าสีแดงสดใสที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Karahafu หน้าจั่วที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชินโต อยู่คู่เมืองเซนไดมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ตามชื่อ Gokoku ที่แปลว่า “ปกป้องประเทศ” ที่นี่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่ผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมือง แสดงเจตจำนงให้มีความสุขสงบตลอดไป ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ยังดูใหม่เอี่ยมอยู่ เป็นเพราะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเซนไดถูกระเบิดจากอเมริกาจนทุกอย่างถูกทำลายไปจนหมด และเพื่อเก็บรักษาประวัติศาตร์ของประเทศเอาไว้ ทางการญี่ปุ่นจึงสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นใหม่ให้คล้ายเดิมมากที่สุด

ปราสาทเซนได (Sendai Castle)

ใกล้ ๆ กัน เราจะพบ ปราสาทเซนได หรือ ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) ปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันเมืองเมื่อปี 1600 โดยขุนนางศักดินาดาเตะ มาสะมุเนะ (Date Masamune) ผู้ปกครองเมืองเซนไดคนแรก ขณะที่เวลาล่วงเลยมา มีการต่อต้านมากมายทำให้บางส่วนของปราสาทถูกเผาไป แต่ตัวปราสาทก็ยังอยู่ได้อย่างมั่นคง จนมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบถูกระเบิดพังทำลายอย่างย่อยยับ เหลือเพียงซากหินของกำแพงเมืองที่เราเห็นนี่แหละ และทางการญี่ปุ่นได้สร้างอนุสาวรีย์ของท่านดาเตะ ในท่วงท่าขี่ม้า ชูดาบ งามสง่าดั่งนับรบเอาไว้ที่บริเวณนี้

ปราสาทเซนไดแห่งนี้สร้างบนภูเขาอาโอบะ สูงจากเมือง 100 เมตร สร้างบนหน้าผาเพื่อใช้เป็นปราการธรรมชาติ บวกกับมีแม่น้ำฮิโรเสะเป็นอุปสรรคสำหรับศัตรูที่จะมาบุกรุก ด้วยจุดยุทธศาสตร์ที่สร้างเพื่อสู้รบในวันนั้น กลายเป็นจุดชมวิวสุดแกรนด์ในทุกวันนี้ เราสามารถมองเห็นเซนไดได้แบบพาโนราม่า เห็นทั้งตึกน้อยใหญ่สมัยใหม่ และธรรมชาติเขียวชอุ่มแทรกร่วมกันอย่างลงตัว แกเห็นเจ้าแม่กวนอิมองค์โตตรงนั้นมั้ย? นั่นเป็นเจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น และเป็นอีกจุดหมายของเราในทริปนี้เหมือนกันนะ

นอกจากศาลเจ้า อนุสาวรีย์ และจุดชมวิวแล้ว บนนี้ยังมีร้านค้า ร้านขายของฝาก และร้านอาหารเช่นกัน เหยื่อการตลาดอย่างเรา เวลาเจอซิกเนเจอร์ของเมืองก็ต้องกำเงินแล้วเดินเข้าไปทันที จุดขายของฝากด้านหน้าจะมีร้านชื่อ “ซุนตะโมจิ” (Zunda Mochi) อยู่ สังเกตง่าย ๆ คือมีแก้วน้ำสีขาวแก้วโตอยู่ด้านหน้าแบบนี้แหละ.. ซุนดะ คือขนมพื้นเมืองของเซนได ประกอบด้วยถั่วแระบดละเอียดผสมด้วยเกลือ-น้ำตาลเล็กน้อย ที่สามารถเอามาทำขนมรูปแบบต่าง ๆ ได้ทั้งแบบ Moji, Ohagi, rollcake ฯลฯ แต่ถ้าใครไม่ชอบความหนึบของโมจิ ก็มีอีกเมนูที่เราแนะนำคือ “สมูทตี้ซุนดะ” (Zunda Saryo Shake) ซุนดะปั่นที่ได้ มีความนมและเท็กเจอร์ของถั่วให้เคี้ยวเล่นสนุก ๆ หวานเย็นชื่นใจ แถมอิ่มท้องด้วย

Masatora Restaurant

ขนมพื้นเมืองไปแล้ว.. มาที่อาหารกันบ้าง ถ้าพูดถึงเซนได คนญี่ปุ่นต้องร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “ลิ้นวัว!!” ที่นี่มีลิ้นวัว (Gyutan) ที่ดีที่สุด เป็นของขึ้นชื่อเลยทีเดียว ในเซนไดมีให้เลือกหลายร้าน หรือจะซื้อเป็นเบนโตะตามสถานีรถไฟก็ยังได้ แต่มากับเราก็ต้องแกรนด์หน่อย ขอพามาเช็คอินกินอิ่มที่ “ร้าน Masatora” ซึ่งบรรยากาศไม่เหมือนร้านปิ้งย่างทั่วไป มันมีความหรูหรากึ่งตะวันตกด้วยแชนเดอเลียร์แสงส้ม ไม้โทนเข้ม และเบาะหนังบุสีไวน์แดง ที่สามารถมากับเพื่อนหรือจะมาเดทกับแฟนก็ได้ทุกฟีล ส่วนเมนูร้านนี้คัดสรรวัตถุดิบอย่างดี เนื้อวัวก็ต้องเป็นเนื้อ Hidakami ที่ผลิตในท้องถิ่นเท่านั้น คุณภาพคับแน่นจานจนจุกอกแน่นอน.. กระซิบบอกก่อนว่าใครจะมาต้องจองก่อนนะจ๊ะ เพราะร้านนี้เป็นร้านท๊อป ๆ สำหรับ Beef lover ทั้งคนญี่ปุ่นและต่างชาติเลยแก

และแน่นอนสิ่งที่เราสั่งมาก็ต้องเป็นเนื้อวัวกับลิ้นวัวนี่แหละ มันทั้งนุ่มทั้งหอม ไร้กลิ่นสาบจนเรารู้เลยว่า นี่เป็นเนื้อจากวัวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างพิถีพิถัน ชั้นไขมันบนชิ้นเนื้อเป็นลายสวยงามจนแทบละสายตาไม่ได้ และลิ้นวัวที่หั่นเป็นชิ้น ๆ คำโต ๆ นี่ก็ทำให้เราพริ้มจนไม่อยากหยุดเคี้ยว ด้วยเท็กเจอร์ความหนึบ ๆ กรึบ ๆ ไร้ซึ่งความเหนียวนี้คือความดีงาม แต่ถ้าใครไม่ทานเนื้อ ก็สั่งหมู ไก่ และทะเลมาลองให้ก่อน ปรากฏว่า.. อุไมมมมมมมม!! อร่อยจนอุทานเป็นภาษาญี่ปุ่นเลย อาหารทะเลสด เนื้อหมู เนื้อไก่ก็มันเด้งกำลังดี ทานกับผักสลัดตัดเลี่ยน แกล้มเบียร์เพลินไปจนถึงเที่ยงคืน ร้านเกือบปิด สรุปคือมื้อนี้ให้คะแนนล้านเต็มร้อยไปเลยจ้า

Day 2

เกาะมัตสึชิมะ (Matsushima)

จากเมืองสู่ทะเล นี่แหละเสน่ห์เมืองเซนได จากตัวเมืองไม่ถึงชั่วโมง เราสามารถไปเที่ยวเกาะได้แล้วที่ “เกาะมัตสึชิมะ” (Matsushima) 1 ใน 3 สถานที่ท่องเที่ยวที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น การันตีความสวยด้วยรางวัล “อ่าวงดงามที่สุดในโลก” เมื่อปี 2013 รองจากอ่าวของ�