รีวิวเนเธอร์แลนด์ :: Summer Postcards from the Netherlands 2026 — 4 Cities (Amsterdam, Utrecht, Giethoorn & Zaandam), 4 Stories 🇳🇱

4 เมือง 4 สไตล์ กับซัมเมอร์เนเธอร์แลนด์ จาก Amsterdam เมืองแห่งคลองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา พาไปเดินเล่นตามรอยเจ้ากระต่ายน้อยใน Utrecht เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยดีเทลน่ารัก ๆ ก่อนเปลี่ยนมู้ดไปล่องเรือชิล ๆ ที่ Giethoorn หมู่บ้านไร้ถนนสุดสโลว์ไลฟ์ แล้วปิดท้ายที่ Zaandam เมืองที่พาเราเปลี่ยนฟีลไปสัมผัสบรรยากาศชนบท พร้อมภาพจำสุดคลาสสิกอย่างบ้านไม้และกังหันลมในหมู่บ้าน Zaanse Schans ทั้งหมดนี้คือทริปที่ได้เห็น อีกหลายมุมของที่นี่ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม คาเฟ่ วัฒนธรรม ไปจนถึงธรรมชาติและวิถีชีวิตริมคลอง ใครกำลังแพลนเที่ยวยุโรปช่วงซัมเมอร์ บอกเลยว่าเซฟรูทนี้ไว้ด่วน เพราะที่นี่ในหน้าร้อนไม่ได้มีดีแค่ทางผ่าน แต่คือความสุขระดับสิบที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

ถ้าการบินไทยบินตรงเมืองไหน เราก็ไม่เคยลังเลที่จะไป ยิ่งกับเส้นทางใหม่ล่าสุดอย่างกรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บินด้วยเครื่อง Airbus A350-900 ลำใหญ่ กว้างขวาง นั่งสบาย ไม่ว่าจะเลือก Economy Class หรือ Business Class ก็พร้อมเสิร์ฟความสะดวกสบายแบบครบครัน ยิ่งใครบินชั้นธุรกิจหรือเป็นสมาชิกบัตรทอง ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่เพราะแวะเข้าไปนั่งรีแลกซ์ที่เลาจ์การบินไทยก่อนบินได้แบบชิล ๆ

รายละเอียดเที่ยวบิน ไป-กลับ ::
BKK – AMS / TG936 / 05:35 – 12:40
AMS – BKK / TG937 / 14:15 – 06:35(+1)

ส่วนตัวเราชอบเวลาบินไฟลท์นี้มาก เพราะไปถึงช่วงบ่าย ๆ ได้เช็กอินเข้าโรงแรมพักผ่อนสักนิดก่อนออกไปเดินเล่น เป็นการรีเฟรชร่างกายหลังนั่งเครื่องยาว ๆ ได้ดีงามมาก ตามไปดูตั๋วกันได้เลย https://tinyurl.com/3ppxszm2

ทริปนี้เรานั่ง Business Class ที่นั่งเป็นแบบ 1-2-1 มีความไพรเวท ขึ้นเครื่องมาปุ๊ป ก็มีเวลคัมดริ้งก์มาเสิร์ฟให้สดชื่นก่อนหนึ่งกรุบ ส่วนการเสิร์ฟอาหารเค้าจัดชุดใหญ่ให้ถึง 2 มื้อด้วยกัน ขณะเดินทางเราก็สามารถเพลิดเพลินกับหนัง เพลย์ลิสต์ ที่เขามีมาให้มากมาย แถมรีเควสอาหารว่าง ขนม เครื่องดื่ม ได้ตลอดเที่ยวบิน ด้าน Amenity Kit และชุด Comfort Wear เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชอบมาก เพราะรอบนี้เขามาในคอลเลกชันพิเศษจาก Jim Thompson ดีไซน์ลวดลายช้างสุดน่ารักที่ผลิตจากวัสดุย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องการดูแลไม่ต้องพูดถึง เหล่าพี่แอร์ใส่ใจดีมาก สร้างความประทับใจให้ตั้งแต่เริ่มทริปสมมาตรฐานระดับการบินไทย แฮปปี้!!!!

Amsterdam

หากพูดชื่อ อัมสเตอร์ดัม ก็เหมือนมีพิกัดถ่ายรูปสวย ๆ ลอยมาในหัวทันที เมืองอะไรมีคลองกว่า 160 สาย ยาวทะลุ 100 กิโลเมตร แถมเชื่อมเกาะน้อยใหญ่ราว 90 แห่งเข้าหากันด้วยสะพานนับพัน จนไม่แปลกที่จะได้ฉายาว่าเป็น “Venice of the North” แต่เสน่ห์ที่เราชอบคือที่นี่ไม่ต้องวิ่งเช็กอินตามลิสต์ เพราะหากสโคปแค่ใจกลางเมือง แล้วปล่อยเวลาชิล ๆ เดินเรื่อย ๆ เลียบคลอง ข้ามสะพานนั้นที สะพานนี้ที ก็เพลินได้แล้ว โดยเฉพาะการได้มองบ้านริมคลองทีละหลัง ซึ่งมีการออกแบบผสมผสานระหว่างสเปนกับเรอเนอซองส์ ตกแต่งตามกรอบเสาด้วยปูนปั้นแบบกรีก ตัวตึกเป็นหน้าจั่วทรงต่าง ๆ หน้าต่างใหญ่ มีคานยกของเล็ก ๆ โผล่ออกมา ซึ่งเป็นของใช้งานจริงในอดีต เพราะบันไดในบ้านแคบจนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ต้องใช้คานช่วยยกเข้าทางหน้าต่าง ทุกอย่างเลยดูมีดีเทลให้มองไปหมด บวกกับไวป์ที่ดูมีชีวิตชีวาในช่วงซัมเมอร์ มันเลยมีแต่คำว่าเริ่ด

✿ Oudezijdz Voorburgwal

จากบรรดาคลองน้อยใหญ่ในเมือง Oudezijds Voorburgwal เป็นหนึ่งในคลองที่เดินแล้วเพลินมาก ส่วนตัวคือชอบและอยากบอกต่อ เพราะสองฝั่งเต็มไปด้วยบ้านเก่าและอาคารประวัติศาสตร์เรียงตัวกันแน่น ชนิดที่มองไปทางไหนก็มีดีเทลให้เก็บตลอด ความสตอรี่จึ้ง ๆ คือคลองสายนี้อยู่คู่เมืองมาตั้งแต่ยุคกลาง สมัยที่อัมสเตอร์ดัมเริ่มขยายแนวป้องกันเมือง จนค่อย ๆ พัฒนามาเป็นคลองสายสำคัญและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของย่าน De Wallen ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมืองในปัจจุบัน ส่วนจุดที่ถ่ายรูปสวยจะอยู่ตรงสะพาน Korte Niezel เพราะถ้าเรายืนตรงกลางจะได้ซีนภาพที่สวยมาก มีโบสถ์ St. Nicholas Basilica โดดเด่นเป็นฉากหลัง มีผืนน้ำในคลองเป็นเส้นทางให้เรือแล่นเข้าหา พอบวกกับแสงแดดในช่วงซัมเมอร์ ดอกไม้ตามหน้าบ้านกำลังบานสะพรั่ง ต้นไม้ใบหญ้าเขียว ๆ ทุกอย่างคือถูกต้อง เป็นอัมสเตอร์ดัมในแบบที่ควรจะเป็น โรแมนติกนิด ๆ มีชีวิตชีวาหน่อย ๆ เดินถ่ายรูปได้ฟิน ๆ เลย

✿ Damrak Waterfront

เราเชื่อว่าภาพจำอัมสเตอร์ดัมของใครหลาย ๆ คน น่าจะเป็นกลุ่มตึกหน้าจั่วทรงเอกลักษณ์ที่เรียงตัวอวดสีสันสะท้อนผืนน้ำ ซึ่งในเมืองมีมุมฟีลนี้ให้ถ่ายรูปเยอะมาก แต่ถ้าเอาแบบยืนหนึ่งในตำนานต้องยกให้ Damrak Waterfront ตรงนี้เลย เกร็ดความปังคือ พื้นที่ตรงนี้ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในท่าเรือหลักที่คึกคักที่สุด เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนถ่ายสินค้าที่เชื่อมแม่น้ำ Amstel ออกสู่อ่าว IJ เพื่อให้เรือสำเภาเข้ามาเทียบท่าใจกลางเมืองได้ พอยืนอยู่ตรงนี้แล้วมองไปยังกลุ่มอาคารเก่าแก่ที่เรียงราย ในช่วงบ่ายที่แสงแดดส่องกระทบตัวตึกพอดี สีสันของแต่ละหลังคือโดดเด่นขึ้นมาแบบตะโกน ถ่ายมุมไหนก็ได้ฟีลอัมสเตอร์ดัมคลาสสิกไปหมด ยิ่งมีเรือนำเที่ยวแล่นผ่านเป็นระยะ ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นไปอีก ใครมาเที่ยวแล้วอยากได้ช็อตแลนด์มาร์คแบบที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าถึงอัมสเตอร์ดัมแล้ว บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด

✿ Van Gogh Museum

จะเรียกเราว่าเป็นแฟนตัวยงแวนโก๊ะหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกครั้งที่บินมาอัมสเตอร์ดัม ก็ยังต้องตีตั๋วกลับมาที่ Van Gogh Museum อยู่เสมอ เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของศิลปินในดวงใจไว้มากที่สุด แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวตนของ Vincent van Gogh ผ่านทั้งภาพวาด ภาพร่าง และจดหมายที่เขาเขียนถึงคนรอบตัว ตัวพิพิธภัณฑ์เปิดมาตั้งแต่ปี 1973 และปัจจุบันเก็บรักษาคอลเลกชันของแวนโก๊ะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งภาพวาดกว่า 200 ชิ้น ภาพร่างราว 500 ชิ้น และจดหมายอีกกว่า 800 ฉบับ ซึ่งความพิเศษคือคอลเลกชันเหล่านี้ไม่ได้ถูกรวบรวมมาแบบบังเอิญ แต่เป็นมรดกทางใจที่ส่งต่อกันในครอบครัว โดยเฉพาะ Theo น้องชายของเขา และ Jo van Gogh-Bonger ภรรยาของ Theo ผู้มีคุณูปการสำคัญในการรักษาและผลักดันผลงานของแวนโก๊ะให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก

ตัวสถาปัตยกรรมของพิพิธภัณฑ์เองก็มีความน่าสนใจตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าห้องจัดแสดง อาคารหลักหลังเดิมออกแบบโดย Gerrit Rietveld สถาปนิกชาวดัตช์ชื่อดัง ก่อนจะเพิ่มความเก๋ด้วยอาคารทรงโค้งด้านหลังสำหรับจัดนิทรรศการพิเศษ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Kisho Kurokawa สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาเติมเต็มในปี 1999 แต่สิ่งที่ทำให้เราหลงรักทุกครั้งที่มา คือวิธีจัดเรียงคอลเลกชันที่พาเราเดินตามรอยช่วงชีวิตและพัฒนาการทางศิลปะของแวนโก๊ะทีละสเต็ป ตั้งแต่งานยุคแรกอย่าง The Potato Eaters ไปจนถึงช่วงที่สีสันและฝีแปรงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังย้ายไปปารีสและอาร์ล ยิ่งเดินดูก็ยิ่งอิน เพราะทำให้เห็นว่าแวนโก๊ะไม่ได้มีสไตล์แบบที่เราคุ้นตามาตั้งแต่แรก แต่เขาผ่านการทดลอง เรียนรู้ และพยายามค้นหาตัวตนตลอดชีวิตการเป็นศิลปิน

ส่วนไฮไลต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ก็มีตั้งแต่ The Potato Eaters, Sunflowers, Almond Blossom ไปจนถึง Wheatfield with Crows รวมไปถึงภาพ Self-Portraits ที่สะท้อนตัวตนและการเปลี่ยนแปลงผ่านกาลเวลา แต่บอกเลยว่าการได้มายืนมอง Sunflowers หรือ Almond Blossom ของจริงด้วยตาตัวเอง มันให้ความรู้สึกทรงพลังกว่าการดูผ่านหน้าจอลิบลับ รายละเอียดของเนื้อสีและร่องรอยฝีแปรงที่นูนเด่นอยู่ตรงหน้า ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมผลงานของเขาถึงยังสะกดสายตาและดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกได้จนถึงทุกวันนี้ ใครที่เป็นแฟนคลับตัวจริง แนะนำให้เผื่อเวลาดี ๆ มีโอกาสว่าจะยืนดูเพลินจนใช้เวลาไปมากกว่าที่คิด

✿ Rijksmuseum

ใครที่ชอบชมผลงานศิลปะแบบรวมความเด็ด ความดัง และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัยไว้ในที่เดียว แนะนำให้ปักหมุดมาที่ Rijksmuseum หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอัมสเตอร์ดัมแห่งนี้เลย ตัวอาคารอิฐแดงหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นผลงานการออกแบบของ Pierre Cuypers สถาปนิกคนสำคัญของเนเธอร์แลนด์ ที่นำกลิ่นอายแบบ Gothic และ Renaissance มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1885 และอีกโซนที่เราชอบมากคือ Rijksmuseum Gardens สวนรอบตึกที่ Cuypers ตั้งใจออกแบบให้เป็น “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” มีทั้งประติมากรรม ซุ้มประตู และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเก่าให้เดินชม ยิ่งช่วงซัมเมอร์คือไวป์สดใสสุด ๆ เพราะจะมีผู้คนมานั่งอ่านหนังสือรับแดด หรือเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นแถวน้ำพุ บรรยากาศคือดีต่อใจมาก

เดินเข้ามาข้างในบอกเลยว่าตาแตก เพราะบนพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น เขาได้รวบรวมงานศิลปะและวัตถุทางประวัติศาสตร์จัดแสดงไว้กว่า 8,000 ชิ้น เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเนเธอร์แลนด์ยาวนานราว 800 ปี ตั้งแต่ยุคกลาง ไล่ยาวมาถึงยุคทองของดัตช์ในศตวรรษที่ 17 จนถึงศตวรรษที่ 20 วิธีเดินชมก็เหมือนเราได้ค่อย ๆ เปิดหน้าประวัติศาสตร์และไทม์ไลน์ของประเทศไปทีละยุค มีทั้งผลงานของ Rembrandt, Vermeer, Frans Hals, Van Gogh และศิลปินชื่อดังอีกเพียบ สายอาร์ตบอกเลยว่ามาที่นี่ที่เดียวเหมือนได้เปิดโลกยาว ๆ แต่ถ้าใครเวลาจำกัด ทางพิพิธภัณฑ์เขาก็มีโซนไฮไลต์ที่สามารถเดินเก็บผลงานเด่น ๆ ให้จบได้ภายในประมาณหนึ่งชั่วโมงเช่นกันนะ

แน่นอนว่ามาถึงที่นี่แล้วจะไม่พูดถึง The Night Watch ของ Rembrandt คงไม่ได้ ภาพวาดขนาดยักษ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 1642 นี้ เป็นภาพกองกำลังพลเมืองอัมสเตอร์ดัม แต่ความอัจฉริยะของ Rembrandt คือแทนที่จะให้ทุกคนยืนเรียงหน้ากระดานเหมือนภาพถ่ายหมู่ทั่วไป เขากลับเลือกจับจังหวะให้ตัวละครกำลังเคลื่อนไหว ทั้งกัปตันที่กำลังส่งสัญญาณ หรือคนที่กำลังจัดแถว พร้อมดึงรายละเอียดด้วยการเล่นแสงเงาจนภาพดูมีชีวิตชีวาเหมือนเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นตำนานและเป็นหัวใจของ Rijksmuseum ถึงขั้นที่พิพิธภัณฑ์สร้าง Night Watch Gallery ขึ้นมาเพื่อจัดแสดงภาพนี้โดยเฉพาะ

อีกหนึ่งมุมลับแต่ไม่ลับที่ห้ามพลาดคือ Cuypers Library ห้องสมุดประวัติศาสตร์ศิลปะที่สวยอลังการเหมือนหลุดเข้าไปในฉากหนังแฟนตาซี ตัวห้องออกแบบโดย Cuypers ตั้งแต่แรก ปัจจุบันที่นี่ถือเป็นห้องสมุดประวัติศาสตร์ศิลปะที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์ โดยเก็บสะสมหนังสือและเอกสารไว้ราว 450,000 รายการ ความดีงามคือเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินมาชมบรรยากาศและมองลงมาจากชั้นระเบียงได้โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า ใครที่เดินชมพิพิธภัณฑ์จนเหนื่อย แวะมามุมนี้รับรองว่าจะต้องประทับใจแถมได้รูปฟีลขลัง ๆ กลับไปเพียบ

✿ Vondelpark

ถ้าอยากตัดเลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องและความจอแจในเมือง แล้วมองหาพื้นที่สีเขียวไว้เดินเล่นพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ Vondelpark คือคำตอบที่ถูกต้อง ที่นี่คือสวนสาธารณะขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากสุดของอัมสเตอร์ดัม กินพื้นที่กว้างกว่า 300 ไร่ และตั้งอยู่ใจกลางเมืองแบบเดินเท้ามาจากโซนพิพิธภัณฑ์มาได้สบาย ๆ เรื่องราวความเป็นมาต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1865 เมื่อกลุ่มชาวเมืองรวมตัวกันเนรมิตพื้นที่นี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้มาพักผ่อนหย่อนใจและขี่ม้า ก่อนจะได้รับการออกแบบขยายพื้นที่โดยสองพ่อลูกตระกูล Zocher ในสไตล์ English Landscape ที่เน้นความพริ้วไหวเป็นธรรมชาติ มีทั้งสนามหญ้ากว้าง แนวต้นไม้ใหญ่ บ่อน้ำ และทางเดินคดเคี้ยวไปมา จนแทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังยืนอยู่ใจกลางเมืองใหญ่

แต่ความพิเศษที่ทำให้เราชอบที่นี่ คือการได้มาเห็น Vondelpark ในเวอร์ชันที่เต็มไปด้วย “ชีวิตชีวา” ของคนอัมสเตอร์ดัมจริง ๆ ยิ่งในช่วงซัมเมอร์ สวนแห่งนี้จะคึกคักและมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เพราะผู้คนจะพากันออกมาวิ่ง ปั่นจักรยาน ปิกนิกบนสนามหญ้า หรือนั่งอ่านหนังสือรับแดดอุ่น ๆ ใต้ร่มไม้ บางวันยังมีอีเวนต์สนุก ๆ อย่างการแสดงดนตรี ละคร หรือเต้นรำกลางแจ้งที่ Vondelpark Open Air Theatre ให้เราไปนั่งจอยได้ฟรี ๆ เรียกว่าเป็นมุมที่ทำให้ได้เห็นอีกด้านของอัมสเตอร์ดัม เมืองที่ไม่ได้มีแค่คลองหรือตึกสวย ๆ แต่เป็นเมืองที่ผู้คนรู้จักวิธีใช้ชีวิตและมีความสุขกับพื้นที่สีเขียวร่วมกันได้อย่างลงตัวสุด ๆ

✿ The Pancake Bakery

สัมผัสอัมสเตอร์ดัมผ่านบรรยากาศ แล้วค่อยดำดิ่งเข้าสู่รสชาติของเมืองนี้ที่ The Pancake Bakery ร้านแพนเค้กในตำนานที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1973 จนกลายเป็นหนึ่งในสถาบันความอร่อยคู่เมืองอัมสเตอร์ดัม ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคาร ‘Hoop’ (Hope) โกดังสินค้าเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเคยเป็นทรัพย์สินของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ หรือ VOC โดยตัวอาคารอยู่ติดกับตึก ‘Geloof’ (Faith) และ ‘Liefde’ (Love) ซึ่งชื่อเหล่านี้ล้วนสะท้อนกลิ่นอายของยุค Dutch Golden Age ที่ความศรัทธาและการค้าขายดำเนินควบคู่กันไป การได้มานั่งกินแพนเค้กท่ามกลางบรรยากาศดั้งเดิมภายในตึกเก่าริมคลอง Prinsengracht แห่งนี้ จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต เพราะแพนเค้กถือเป็นเมนูโฮมมี่สไตล์ดัตช์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนที่นี่มาอย่างยาวนาน

ส่วนเมนูแพนเค้กของที่นี่บอกเลยว่าเลือกกันจนตาลาย เพราะมีให้ฟินมากกว่า 100 แบบ ใครชอบหวานก็ไปทางกล้วย ช็อกโกแลต ไอศกรีม หรือถ้าเป็นสายคาวก็เบคอน ชีส แฮม หรือเห็ดได้หมด แถมยังมีเมนูที่ดึงแรงบันดาลใจจากอาหารทั่วโลก ทั้งสไตล์ฝรั่งเศส กรีซ อินโดนีเซีย เม็กซิกัน ไทย ฮาวาย ไปจนถึงเวอร์ชันดัตช์แท้ ๆ อย่างการใส่ stroopwafel ลงไป ตัวแป้งแพนเค้กของที่นี่จะเป็นแผ่นใหญ่บาง ไม่หนานุ่มแบบสไตล์อเมริกัน แต่จะให้สัมผัสคล้ายเครปที่มีความนุ่มละมุนลิ้น ยิ่งตอนนี้ทางร้านมีโซน open kitchen ให้ยืนดูเชฟละเลงแป้งทำแพนเค้กกันสด ๆ ตรงหน้าด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความอยากอาหารขึ้นไปอีกร้อยเท่า ใครมาเที่ยวอัมสเตอร์ดัมปักหมุดร้านนี้ไว้รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

✿ Frens Haringhandel

ถ้าพูดถึงของกินที่เป็นเหมือนตัวแทนของเนเธอร์แลนด์ อีกหนึ่งเมนูที่อยากให้ทุกคนลองสักครั้งก็คือ Dutch Herring หรือ Haring ปลาที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์และอยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของชาวดัตช์มานาน โดยทุกปีจะมีช่วงเปิดฤดูกาล Herring ใหม่ในเดือนมิถุนายน ถือเป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมที่คนดัตช์รอคอยกัน ถึงแม้จะหากินได้ทั่วไปในเนเธอร์แลนด์ แต่เราขอแนะนำให้มาเริ่มลองที่ Frens Haringhandel ก่อน เพราะร้านนี้ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1976 และอยู่ที่ Koningsplein มาตั้งแต่ปี 1986 โดยเสิร์ฟ Haring ตามธรรมเนียมอัมสเตอร์ดัม หั่นสดจากมีด กินคู่กับหัวหอมและแตงกวาดอง ซึ่งช่วยตัดรสเค็มและเพิ่มความสดชื่นได้ดี ส่วนใครยังไม่กล้าเปิดใจให้ปลาดิบ ทางร้านก็พร้อมรองรับด้วยเมนู Kibbeling หรือเนื้อปลาค็อดชุบแป้งทอดร้อน ๆ กรอบนอกนุ่มใน คือเริ่ดเลย กินง่าย อร่อยฟิน

✿ Hans Egstorf

สายขนมหวานที่อินกับเรื่องราวคลาสสิกต้องปักหมุดที่ Hans Egstorf ร้านเก่าแก่บนถนน Spuistraat ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ตัวตึกเขายังเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์ Art Nouveau สุดเก๋ ที่มีดีไซน์โค้งมนอ่อนช้อยเป็นเอกลักษณ์ เปิดเป็นร้านเบเกอรี่สืบต่อกันมาตั้งแต่ปี 1898 จนถึงตอนนี้ตัวตึกและรายละเอียดดั้งเดิมในอดีตก็ยังหลงเหลือให้เราได้ยืนชมความขลังขณะต่อคิวอยู่เลย ส่วนเรื่องความอร่อยคือยืนหนึ่งเพราะเขาอบสโตรปวาฟเฟิลกันสด ๆ จากเตา แผ่นแป้งบางกรอบนอกนุ่มในสอดไส้คาราเมลหอมหวาน ใครชอบแบบละมุน ๆ จะสั่งแบบออริจินัล หรือเลือกท็อปปิ้งอย่างช็อกโกแลตโรยถั่วหรือสตรอว์เบอร์รีสดก็เริ่ด ใด ๆ คือการได้ยืนกินสโตรปวาฟเฟิลอุ่น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศตึกเก่าที่มีสตอรี่แน่น ๆ บอกเลยว่าฟินและได้ฟีลลิ่งดัตช์แท้ ๆ แบบเต็มสิบไม่หัก

✿ van Wonderen Stroopwafels

ถ้าเดินช้อปปิ้งอยู่แถว Kalverstraat แล้วเจอคนถือสโตรปวาฟเฟิลชิ้นใหญ่ ๆ หน้าตาอลังการเดินสวนกันไปมา มีโอกาสสูงว่าจะเป็นของ van Wonderen Stroopwafels ร้านเจนใหม่ที่เอาขนมดัตช์สุดคลาสสิกมาทำให้กลายเป็นของหวานสายโซเชียลตั้งแต่ปี 2017 ด้วยการอบวาฟเฟิลสดแล้วจุ่มช็อกโกแลต ก่อนจัดท็อปปิ้งแบบแน่น ๆ ทั้งคุกกี้ ถั่ว มาร์ชเมลโลว์ หรือผลไม้ จนกลายเป็นชิ้นที่ทั้งกินสนุกและถ่ายรูปขึ้น คอนเซปต์นี้ก็เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในพิกัดขนมที่นักท่องเที่ยวตามหากันในอัมสเตอร์ดัม ความปังคือร้านเขาบอกว่าปัจจุบันขายสโตรปวาฟเฟิลได้มากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อปี ส่วนตัวเราลองทั้งแบบ Original และ Chocolate Salted Caramel ที่จุ่มช็อกโกแลตแล้วท็อปด้วยเม็ด Salted Caramel เล็ก ๆ มา หวานสุดใจแบบไม่บันยะบันยัง แต่มีรสเค็มนิด ๆ เข้ามาช่วยตัด ทำให้กินเพลินขึ้น ใครอยากได้ของกินเล่นระหว่างเดินช้อปในเมือง พิกัดนี้คือเข้าทางมาก

✿ Vlaams Friteshuis Vleminckx

สายสตรีทฟู้ดตัวยงบอกเลยว่าห้ามพลาด Vlaams Friteshuis Vleminckx ร้านเฟรนช์ฟรายส์ (Friet) ในตำนานขนาดจิ๋วแต่แจ๋วบนถนน Voetboogstraat ที่เปิดขายความอร่อยมายาวนานกว่า 69 ปี จนยืนหนึ่งกลายเป็นสถาบันความฟินคู่เมืองอัมสเตอร์ดัม ไฮไลต์คือเขาใช้สไตล์เฟลมิชแท้ ๆ คือหั่นมันฝรั่งสด ๆ แล้วทอดถึงสองรอบจนผิวข้างนอกกรอบสนิทแต่เนื้อข้างในยังนุ่มฉ่ำ เสิร์ฟมาร้อน ๆ ในกรวยกระดาษเอกลักษณ์ของร้าน แต่ความพีคที่ทำให้คนยอมต่อคิวแถวยาวเหยียดคือ “กำแพงซอส” กว่า 20 แบบที่มีให้เลือกละลานตา ตั้งแต่มายองเนสทั่วไป ซอสสะเต๊ะ ไปจนถึงซอสสไตล์เบลเยียมอย่าง Samurai และ Andalouse ส่วนซิกเนเจอร์ที่อยากชวนให้ลองคือ Oorlog (War) เมนูสุดคลาสสิกที่ราดทั้งมายองเนส ซอสสะเต๊ะอุ่น ๆ และหัวหอมสับลงบนฟรายส์ร้อน ๆ ฟังดูเหมือนมันจะไปคนละทางแต่พอกินรวมกันแล้วเข้ากันสุด ใครอยากรู้ว่าเฟรนช์ฟรายส์เวอร์ชันคนท้องถิ่นกินกันจริง ๆ มันฟินแค่ไหน เซฟพิกัดนี้เก็บไว้ได้เลย

✿ Toki

ถ้าเพื่อน ๆ กำลังมองหากาแฟดีในบรรยากาศชิล ๆ ของย่าน Haarlemmerbuurt เราแนะนำให้ปักหมุดมาที่ Toki คาเฟ่เล็ก ๆ ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2015 โดย Jeff Flink อดีตคนทำโฆษณาที่ตัดสินใจลาออก แล้วนำเฟอร์นิเจอร์กับของแต่งบ้านที่สะสมจากการเดินทางมาตกแต่งร้านด้วยตัวเอง ตัวร้านเลยอบอวลด้วยโทนสีขาว เคาน์เตอร์ไม้ และมุมริมหน้าต่างรับแสงธรรมชาติ ส่วนชื่อ Toki มาจากภาษาญี่ปุ่นที่สื่อถึง “Time of opportunity” ร้านเลยตั้งใจให้เป็นพื้นที่แนว “Go Slow” ชวนให้เราได้พักผ่อน ใช้เวลา และปล่อยใจสบาย ๆ มากกว่าแค่แวะซื้อกาแฟแล้วรีบเดินออกไป

เรื่องเมนูก็มีครบทั้งกาแฟ มัทฉะ และขนมอบโฮมเมดอย่างเลมอนเค้กเนื้อฉ่ำที่วางก้อนใหญ่ไว้บนเคาน์เตอร์แล้วค่อยตัดเสิร์ฟกันสด ๆ บรรยากาศในร้านเลยเต็มไปด้วยวิถีชีวิตจริง ๆ ของคนแถบนี้ ทั้งแวะมานั่งอ่านหนังสือ คุยงาน หรือพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น เพราะที่นี่เป็น dog-friendly café ที่มีน้องหมาแวะเวียนมาทักทายตลอด ใครชอบคาเฟ่ฟีลดีอบอุ่น นั่งแช่ได้ยาว ๆ แวะมาที่นี่ได้เลย

✿ SAINT-JEAN Bakery

สายเบเกอรี่ตัวยงถ้าได้มาเยือนย่านจอร์แดน (Jordaan) ต้องแวะเช็กอินที่ Saint-Jean Bakery เบเกอรี่และร้านกาแฟสเปเชียลตี้แบบ plant-based เต็มตัว ฝีมือการออกแบบร้านโดย IJarchitecture ที่ตั้งใจผสมผสานโครงสร้างตึกดั้งเดิมเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊ก ผนังฉาบดินปูนโทนละมุน และคอนกรีตขาว กลายเป็นพื้นที่สงบ ๆ ที่ปล่อยให้หน้าตาและสีสันของขนมอบโดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางบรรยากาศหน้าร้านตึกอิฐแดงที่อบอุ่นและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตริมถนนของย่านนี้

ความปังของที่นี่คือเป็นร้านดังในโซเชียลที่คนตามรอยกันถล่มทลาย การันตีความอร่อยด้วยเมนูฮิตอย่าง Pistachio Cruffin และ Pistachio Croissant ครัวซองต์และครัฟฟินแป้งกรอบฟูสอดไส้ครีมพิตาชิโอฉ่ำ ๆ ทะลัก รวมถึง Cinnamon Bun หอม ๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์กระจกแบบละลานตา ทานคู่กับกาแฟดริปหรือลาเต้อาร์ตอุ่น ๆ สักแก้ว นั่งอ่านหนังสือรับแสงธรรมชาติริมหน้าต่าง บอกเลยว่าฟินมาก ใครจะคิดว่าขนมแบบวีเกนจะทำออกมาได้อร่อยละมุนและหน้าตาน่ากินเบอร์นี้ บอกเลยว่าหมุดนี้คุ้มค่าแก่การตามรอยสุด ๆ

✿ Winkel 43

ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิกของย่าน Jordaan บริเวณ Noordermarkt คือที่ตั้งของ Winkel 43 คาเฟ่และร้านอาหารเก่าแก่ในอาคารหัวมุมสไตล์อัมสเตอร์ดัมดั้งเดิม ที่แค่มองจากด้านนอกก็สะดุดตากับกันสาดลายทางสีเขียว-ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนบรรยากาศภายในยังคงความอบอุ่นเป็นกันเอง ให้ฟีลเหมือนร้านประจำของคนในย่านมากกว่าร้านที่ทำมาเพื่อนักท่องเที่ยว ที่นี่เปิดต้อนรับตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงดื่มสังสรรค์ยามเย็น แต่ช่วงที่เราชอบที่สุดคือการได้ไปนั่งรับแดดอุ่น ๆ บนเทอเรซด้านหน้า ในบรรยากาศเงียบสงบยามเช้าที่เข้ากับความรีแลกซ์และคลาสสิกของ Jordaan ได้แบบพอดีเป๊ะ

ส่วนเมนูที่ยืนหนึ่งและขึ้นชื่อที่สุดของร้าน จนใครมาก็ต้องสั่งคือ Amsterdam Apple Pie พายแอปเปิ้ลโฮมเมดที่อบสดใหม่และเสิร์ฟคู่กับวิปครีมเนื้อเนียน จุดเด่นคือตัวพายมีความหนาและแน่น ไส้แอปเปิ้ลหวานหอมกำลังดีแถมยังมีเท็กซ์เจอร์ให้เคี้ยวเพลิน พอกินคู่กับครีมสดด้านบนแล้วตัดกับกาแฟดำร้อน ๆ คือความเรียบง่ายที่ลงตัวจนอยากกลับไปกินซ้ำอีก นอกจากพายแล้วที่นี่ยังมีทั้งอาหารเช้า แซนด์วิช ซุป สลัด และเมนูอิ่มท้องอื่น ๆ สลับสับเปลี่ยนกันไป แต่ถ้ามาเยือนครั้งแรก บอกเลยว่าพายแอปเปิ้ลคือไอเทมที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง โคตรเลิฟฟฟฟฟ!!!!

Utrecht

เปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองใหญ่มาเช็กอินกันต่อที่ Utrecht เมืองเก่าใจกลางเนเธอร์แลนด์ที่ให้ฟีลแตกต่างจากอัมสเตอร์ดัมค่อนข้างชัดเจน ทั้งเล็กกว่า สงบกว่า และมีจังหวะชีวิตที่ดูชิลชวนให้ใช้เวลาเที่ยวแบบไม่รีบร้อน จนหลายคนขนานนามให้ที่นี่ว่า Domstad หรือ “เมืองแห่ง Dom” ตามความยิ่งใหญ่ของ Dom Tower หอคอยประจำเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง เสน่ห์ของอูเทรคต์ซ่อนอยู่ตามตรอกซอกซอยอิฐแดง คาเฟ่บรรยากาศอบอุ่น และระบบคลองโบราณอย่าง Oudegracht คลองสายหลักผ่ากลางเมืองที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ตรงที่ระดับริมน้ำต่ำกว่าถนนปกติและมีท่าเรือเก่าเชื่อมกับห้องใต้ดิน กลายเป็นชั้นถนนสองระดับที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและบาร์ริมน้ำ เดินเที่ยวไปมองเห็นวิถีชีวิตทั้งฝั่งริมน้ำและด้านบนไปพร้อมกัน

นอกจากความเก่าแก่ที่มีเสน่ห์แล้ว Utrecht ยังเป็นบ้านเกิดของ Miffy (Nijntje) กระต่ายน้อยสีขาวขวัญใจคนทั่วโลกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย Dick Bruna ศิลปินและนักออกแบบท้องถิ่นผู้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ความน่ารักคือคาแรกเตอร์นี้ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือหรือพิพิธภัณฑ์ แต่แทรกซึมอยู่ตามมุมเมืองจริง ๆ ทั้งรูปปั้น ลวดลายโมเสก ไปจนถึงไฟจราจร จนมีเส้นทาง Miffy Route เดินตามรอยความน่ารักทั่วเมือง สำหรับวันเดย์ในเมืองนี้ เราเลยตั้งใจชวนทุกคนออกเดิน City Walk ตามเก็บพิกัดไฮไลต์ของ Miffy ควบคู่ไปกับการแวะเช็กอินแลนด์มาร์ก คาเฟ่ และมุมเมืองน่ารัก ๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างทาง ค่อย ๆ เดินเก็บบรรยากาศแล้วปล่อยให้อูเทรคต์เล่าเรื่องผ่านแต่ละก้าวไปด้วยกัน

✿ Utrecht Centraal

เพียง 30 นาทีจากอัมสเตอร์ดัม เราก็มาถึงพิกัดแรกของ City Walk ที่ Utrecht Centraal สถานีรถไฟหลักของเมืองที่กลายเป็น first impression ที่เราชอบมาก เพราะทันทีที่เดินออกมาด้านหน้า สิ่งแรกที่สะดุดตาไม่ใช่แค่ความคึกคักของสถานี แต่คือดีไซน์โมเดิร์นของอาคารและหลังคาสีขาวขนาดใหญ่ที่ทอดยาวเหนือพื้นที่ด้านหน้า เป็นหลังคารูปคลื่นที่มีช่องวงกลมเปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้พื้นที่ตรงนี้ดูโปร่ง สว่าง และมีจังหวะของสถาปัตยกรรมที่ชวนหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายมากกว่าสถานีรถไฟทั่วไป ตัวสถานีออกแบบโดย Benthem Crouwel Architects และเปิดใช้งานในปี 2016 โดยรวมรถไฟ รถบัส และรถรางไว้ในอาคารเดียวกัน ขณะที่โถงกลางขนาดใหญ่ตั้งใจออกแบบให้มีบรรยากาศคล้าย “จัตุรัสกลางเมืองที่มีหลังคาคลุม” เชื่อมพื้นที่สองฝั่งของเมืองเข้าหากัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการออกแบบสถานีที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นจุดเปลี่ยนการเดินทาง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไปด้วย

✿ Miffy’s Traffic Light · Nijntje stoplicht

เดินต่อจากสถานีมาอีกไม่ไกล เราก็เจอกับพิกัดทักทายเจ้ากระต่ายน้อยสุดคิ้วท์ บริเวณสี่แยก Lange Viestraat หน้าห้าง Bijenkorf มี Miffy Traffic Light ไฟจราจรคนข้ามถนนที่เปลี่ยนสัญลักษณ์รูปคนเดินธรรมดา ให้กลายเป็นเงาเจ้ากระต่าย Miffy ทั้งตอนยืนหยุดรอและตอนเดินข้าม บนทางม้าลายสีรุ้งสดใส พอได้เห็นเจ้าตัวเล็กมาคอยส่งสัญญาณให้คนข้ามถนนอยู่กลางเมือง ก็ยิ่งทำให้เห็นเลยว่า Miffy ไม่ได้เป็นเพียงคาแรกเตอร์ที่เกิดในยูเทรคต์ แต่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและภูมิทัศน์ของเมืองจริง ๆ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แสนมีเสน่ห์ที่ทำให้การเดิน City Walk เต็มไปด้วยรอยยิ้มทุกย่างก้าว

✿ Nijntje Pleintje

จากความคึกคักของถนนใหญ่ ลองเลี้ยวลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยบรรยากาศร่มรื่น เราจะเจอกับ Nijntje Pleintje จัตุรัสเล็ก ๆ แสนน่ารักที่มีทั้งบ้านเรือนริมน้ำ ม้านั่ง และต้นไม้ล้อมรอบ โดยชื่อของที่นี่ตั้งตาม Nijntje โดยตรงกลางก็มีประติมากรรมบรอนซ์รูปกระต่ายน้อยแบบเรียบง่าย ที่ออกแบบโดย Marc Bruna ลูกชายของ Dick Bruna ตัวสตอรี่เบื้องหลังรูปปั้นนี้น่ารักกว่าที่คิด เพราะเดิมทีพื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงลานเล็ก ๆ ที่ค่อนข้างทรุดโทรม ก่อนที่ Soroptimistclub Utrecht จะตั้งใจมอบของขวัญทางวัฒนธรรมให้กับชาวเมือง และเลือก Nijntje มาเป็นตัวแทน จึงมอบหมายให้ Marc ออกแบบรูปปั้นโดยตั้งใจให้เป็นงานสองมิติแบน ๆ เช่นเดียวกับภาพวาด Nijntje ในหนังสือ ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1994 พอมาเห็นของจริงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีและบ้านเก่า ๆ รอบตัว ก็กลายเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ทั้งสงบและถ่ายรูปน่ารักมาก โดยเฉพาะการยืนโพสคู่กับ Nijntje ที่เหมือนมาเยือนบ้านเกิดของเจ้ากระต่ายน้อยด้วยตัวเองเลย

✿ Utrecht Library · Bibliotheek Neude

แวะเปลี่ยนบรรยากาศมาเติมความว้าวกันต่อที่ Bibliotheek Neude ห้องสมุดกลางเมืองที่บอกเลยว่าแค่เห็นตัวตึกภายนอกก็ต้องสะดุดตา ที่นี่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1924 โดยสถาปนิก Joseph Crouwel ในสไตล์ Amsterdam School โดดเด่นด้วยงานอิฐสีเหลืองทองและดีเทลการตกแต่งที่ประณีตสุด ๆ ใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์หลักของเมือง ก่อนที่ตึกนี้จะถูกรีโนเวทครั้งใหญ่แล้วเปิดเป็นห้องสมุดสุดล้ำในปี 2020 โดยเขายังคงโครงสร้างและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ดั้งเดิมไว้ครบถ้วน พอยกเท้าก้าวผ่านประตูเข้าไปข้างใน จะเจอกับโถงกลางขนาดใหญ่ เพดานโค้งซี่โครงสูงโปร่ง และช่องกระจกยาวที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและกว้างขวางมาก กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมเก่าแก่กับไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าหากันได้อย่างลงตัว

เพราะวันนี้ตั้งใจมาเดินตามรอย Miffy Route แน่นอนว่าเราไม่พลาดแวะไปที่โซนหนังสือเด็กชั้นสอง ด้านในจะมีน้อง Miffy ตัวโตยืนต้อนรับอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือ โดยเจ้าตัวที่เราเห็นนี้เป็นผลงานจากโปรเจกต์ Nijntje Art Parade ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ Miffy ออกแบบโดยศิลปิน Charlotte Dematons มาในลวดลายเสื้อผ้าสีสันสดใสแปลกตาจากเวอร์ชันดั้งเดิมของ Dick Bruna แต่ยังคงความมินิมอลเรียบง่ายไว้อย่างน่ารัก ใครแวะมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศก็อย่าลืมเบาเสียงกันด้วยนะ อย่าลืมว่าที่นี่เป็นห้องสมุดจริง ๆ ไม่ใช่แค่จุดถ่ายรูป

✿ Dapp Frietwinkel Utrecht

แวะเติมพลังกันที่ร้านฟรายส์สีเขียวมิ้นต์สุดโดดเด่นบนถนน Vinkenburgstraat ที่แค่เห็นหน้าร้านกับโลโก้ Dapp สีขาวก็จำได้ทันที ด้านในคุมโทนน่ารักด้วยผนังสีส้มพีชหม่น ๆ ตัดกับเคาน์เตอร์และโครงสร้างสีเขียวมิ้นต์ กลายเป็นร้านเล็ก ๆ ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนมาก ที่นี่คือ Dapp Frietwinkel สาขาแรกที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2014 โดยเริ่มต้นจากการเป็นรถจักรยานขายฟรายส์ในตลาดออร์แกนิกของเมือง ก่อนจะขยับขยายมาเปิดหน้าร้านจริงจังด้วยความตั้งใจอยากยกระดับฟรายส์ธรรมดาให้เป็นงานฝีมือ ถึงขั้นมีทั้ง Dapp Academie สำหรับฝึกทีมงาน และการแข่งขันภายในร้านเพื่อเฟ้นหาคนทอดฟรายส์เก่งที่สุด ความจริงจังนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะ Dapp เพิ่งคว้าแชมป์โลก World Champion Authentic Fries 2025 ที่เมือง Arras ประเทศฝรั่งเศสมาหมาด ๆ แถมยังมีรางวัลในประเทศอย่าง Lekkerste Friet van Nederland การันตีความอร่อย ซึ่งของจริงเขามีถ้วยรางวัลวางโชว์อยู่ข้างเคาน์เตอร์ให้เห็นกันจะ ๆ เลย

ส่วนความต่างของฟรายส์ที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่มันฝรั่งออร์แกนิกพันธุ์ Agria จากดินซีเคลย์ของเนเธอร์แลนด์ ที่นำมาหั่นสดใหม่ที่ร้านทุกวัน ผ่านกรรมวิธีทอดแบบ triple-fried และแต่งกลิ่นหอมด้วยโรสแมรี่เล็กน้อยในน้ำมันดอกทานตะวันออร์แกนิกแบบ plant-based ผลลัพธ์ที่ได้คือฟรายส์ที่ผิวด้านนอกกรอบสนิท แต่เนื้อด้านในยังนุ่มและได้รสมันฝรั่งแบบเต็ม ๆ ยิ่งพอกินคู่กับซอสโฮมเมดที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง mayo, ketchup, curry, mustard และ pindasaus ยิ่งเพลินเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะซอส ketchup ของที่นี่คืออร่อยจนเราติดใจถึงขั้นซื้อกระปุกกลับบ้าน

✿ Jacques

แวะเติมคาเฟ่ยามบ่ายกันที่ Jacques สเปเชียลตี้คาเฟ่สุดคูลบนถนน Choorstraat ที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยกรอบอิฐแดงตัดกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เผยให้เห็นการตกแต่งภายในที่คุมโทนสุด ๆ ด้วยสีขาว เทา และงานไม้ ให้บรรยากาศสงบ คลีน และมินิมอลมาก แถมข้างในยังมีชั้นวางจัดเรียงแพ็กเกจจิ้ง เมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์ชงต่าง ๆ ให้ฟีล Coffee Boutique ที่สายจริงจังน่าจะเพลินกับการเลือกช้อปกลับบ้าน ตัวร้านเปิดมาตั้งแต่ปี 2023 และเน้นคอนเซปต์แบบ Grab-and-go เอาใจสายคาเฟ่ที่ต้องการความคล่องตัว แต่หน้าร้านก็ยังมีมุมริมกระจกเก๋ ๆ ให้เราได้สั่งกาแฟเย็นมานั่งจิบคู่กับ pastry พร้อมรับแสงธรรมชาติได้ฟีลเรียบเท่ไม่ซ้ำใคร แล้วบอกเลยว่าเป็นพิกัดเล็ก ๆ ที่ทั้งเครื่องดื่ม บรรยากาศ และดีไซน์ลงตัว

✿ Domkerk

มาถึงใจกลาง Utrecht แล้วก็ต้องแวะชม Domkerk มหาวิหารโกธิกเก่าแก่ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 1254 เมื่อเริ่มสร้างขึ้นแทนโบสถ์หลังเก่าที่เสียหายจากไฟไหม้ และใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 260 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ตัวอาคารจึงอบอวลด้วยรายละเอียดสถาปัตยกรรมโกธิกขั้นสุด ทั้งซุ้มโค้งแหลม เสาสูงชะลูด และงานหินแกะสลักอันยิ่งใหญ่ สมกับที่เคยเป็นมหาวิหารศูนย์กลางทางศาสนาของอูเทรคต์ แต่ภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่กลับเกิดขึ้นจาก พายุใหญ่ในปี 1674 ที่พัดถล่มตัวเมืองจนโถงกลาง (Nave) พังครืนลงมา กลายเป็นพื้นที่โล่งคั่นกลางระหว่างตัวโบสถ์กับหอคอยสูง (Dom Tower) และส่วนที่พังไปก็ไม่เคยถูกสร้างขึ้นใหม่ กลายเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้โบสถ์กับหอคอยถูกแยกออกจากกัน โดยมีลาน Domplein คั่นกลางอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

อีกจุดที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนคือ Pandhof van de Dom สวนสไตล์คลอยสเตอร์ (Cloister garden) ยุคกลางที่ซ่อนตัวอยู่ข้างโบสถ์ สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14–15 โดยระเบียงทางเดินโกธิกในอดีตเคยใช้เชื่อมตัวมหาวิหารเข้ากับหอประชุมของคณะสงฆ์ ภายในรายล้อมด้วยสวนดอกไม้และพืชสมุนไพรนานาพรรณ ตรงกลางมีน้ำพุประดับรูปปั้นของ Hugo Wstinc นักบวชในศตวรรษที่ 14 กำลังนั่งก้มหน้าเขียนหนังสือ และเมื่อเงยหน้ามองผ่านซุ้มโค้งทางเดินออกไป จะเป็นมุมมองของ Dom Tower และตัวโบสถ์ที่สวยงามแปลกตา บรรยากาศข้างในนี้ร่มรื่น เงียบสงบ และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสวนลับหลังโบสถ์ที่ตัดขาดจากความวุ่นวายของลานกว้างด้านนอกอย่างสิ้นเชิง เป็นอีกหนึ่งจุดแวะพักที่ช่วยเติมเต็มความละมุนให้กับการเดินเที่ยวชมประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

✿ Plaatboef Utrecht

ชวนแวะมาพลิกแผ่นหาเสียงเพลงโปรดกันที่ Plaatboef Utrecht ร้านแผ่นเสียงระดับตำนานที่อยู่คู่เมืองมายาวนานตั้งแต่ปี 1984 ก่อนจะปัดฝุ่นรีสตาร์ตเปิดโฉมด้วยพลังสดใหม่ไปเมื่อปี 2024 ภายในร้านอบอวลไปด้วยแผ่นเสียงและ CD ทั้งมือหนึ่งและมือสองที่เรียงแน่นเต็มชั้น ให้สายไวนิลและเหล่าดีเจได้ค่อย ๆ พลิกหาเพลงที่ถูกใจท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของร้านแผ่นเสียงแบบคลาสสิก ที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของคอมมูนิตี้ดนตรีใน Utrecht ด้วยการจัด in-store sessions ร่วมกับดีเจและ local selectors รวมถึงการร่วมงานกับ Stranded FM และ Birdcage Radio สองแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมดนตรีและเหล่า DJ ในเมือง ทำให้ไม่ใช่แค่ร้านขายแผ่นธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ที่ดนตรีและผู้คนมาเจอกันได้อย่างลงตัว

✿ Nijntje Museum

ถ้าเปรียบ City Walk วันนี้เป็นหนึ่งบทเพลง ตอนนี้เนื้อก็คงเดินมาถึงท่อนฮุค เพราะเราได้มาถึงบ้านหลังสำคัญของเจ้ากระต่ายน้อยกันแล้วกับ Nijntje Museum พิกัดที่คนตามรอย Miffy ใน Utrecht ไม่ควรพลาด ตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในย่าน Museum Quarter บนถนน Agnietenstraat มีรูปปั้น Nijntje ตัวใหญ่ยืนต้อนรับอยู่ด้านหน้าตึก ที่นี่เดิมทีรู้จักกันในชื่อ Dick Bruna House ก่อนจะถูกรีโนเวตและเปิดใหม่อย่างเป็นทางการในปี 2016 ในชื่อ Nijntje Museum บนพื้นที่ราว 1,500 ตารางเมตร ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กเล็กวัย 2–6 ปีโดยเฉพาะ (แต่ผู้ใหญ่ที่รัก Miffy ก็เข้าไปได้นะ) ภายใต้แนวคิดที่ไม่อยากให้เด็ก ๆ มาเดินดูของจัดแสดงเฉย ๆ แต่ต้องการยกเอาโลกจากหนังสือของ Dick Bruna มาขยายร่างให้กลายเป็นพื้นที่สามมิติ ให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปเล่น สัมผัส สำรวจ และเรียนรู้โลกผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของ Bruna ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ขึ้นมา

พอเข้ามาด้านในก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของกระต่ายน้อยแบบฉบับย่อส่วน เพราะแต่ละห้องหยิบเรื่องราวจากหนังสือมาเนรมิตเป็นพื้นที่เรียนรู้ ทั้งบ้านของ Nijntje, ร้านของ Betje, ฟาร์มของ Jan ไปจนถึงโซนเมืองที่จำลองให้เด็กลองเรียนรู้เรื่องกฎจราจร ข้ามทางม้าลาย เล่นรถไฟ หรือสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไฮไลต์คือทุกโซนเน้นระบบ interactive ที่ให้เด็ก ๆ ได้ใช้มือสัมผัสจริงผ่านกลไก ของเล่น และกิจกรรม sensory โดยไม่พึ่งพาหน้าจอ นอกจากนี้ยังมี Art Room สำหรับสร้างสรรค์ผลงาน ส่วนใครที่เป็นแฟนตัวยงแล้วอยากเจาะลึกเบื้องหลัง แนะนำให้ข้ามฝั่งไปที่ Centraal Museum เพื่อชมคอลเลกชันและสตูดิโอจำลองของเขาได้เลย เรียกได้ว่ามาที่นี่คือการได้เข้ามา “เล่นอยู่ในโลกของ Miffy” ส่วนฝั่งตรงข้ามคือการได้ย้อนดูโลกของคนที่ให้กำเนิดนั่นเอง

✿ Mariaplaats

เติมความน่ารักสดใสกันต่อที่ Mariaplaats จัตุรัสเล็ก ๆ ในย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และบรรยากาศคึกคักของคนเมือง แต่ไฮไลต์ที่ดึงดูดให้เราแวะมาก็คือรูปปั้น Miffy สูง 1.80 เมตร ยืนเด่นอยู่กลางลาน โดยเบื้องหลังรูปปั้นนี้มีสตอรี่น่าประทับใจเริ่มต้นจากงาน Nijntje Art Parade เมื่อปี 2015 เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ Miffy ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้เชิญศิลปิน 60 คนมาสร้างสรรค์รูปปั้นคนละ 1 ตัว ก่อนนำไปประมูลหารายได้ให้ UNICEF และตัวที่ตั้งอยู่ตรงนี้คือผลงานของศิลปิน Jacques Tange ในชื่อ “Dick Pluis, een ijzeren formule” ที่กลุ่มผู้ประกอบการรอบจัตุรัสร่วมกันประมูลซื้อกลับมาในราคา 4,500 ยูโร เพื่อให้มาปักหลักอยู่ที่นี่อย่างถาวรตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2016 ความพิเศษยังทวีคูณขึ้นไปอีกเมื่อตัวรูปปั้นซ่อนเรื่องราวไว้ถึงสองด้าน ด้านหนึ่งคือภาพใบหน้าของ Dick Bruna ผู้ให้กำเนิด Miffy ส่วนอีกด้านคือเจ้ากระต่ายน้อยตัวต้นเรื่อง กลายเป็นการคอมบิเนชันระหว่างผู้สร้างกับผลงานที่ลงตัวสุด ๆ

✿ Pandhof Sinte Marie

ปิดท้ายเมืองอูเทรคต์กันที่ Pandhof Sinte Marie มุมไวป์ดีที่เราเจอโดยบังเอิญ ทันทีที่เดินเข้าไปก็เหมือนหลุดจากความวุ่นวายของเมืองมาเจอสวนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้และพืชพรรณนานาชนิด โดยมีซุ้มทางเดินโบราณโอบล้อมอยู่รอบ ๆ ที่นี่คือส่วนที่หลงเหลืออยู่ของ Mariakerk หรือโบสถ์ St. Mary หนึ่งในห้าโบสถ์คณะสงฆ์สำคัญของ Utrecht ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 และเคยเป็นหนึ่งในอาคารโรมาเนสก์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะค่อย ๆ ถูกทำลายและรื้อถอนหลังการยุบคณะสงฆ์ในปี 1811 จนปัจจุบันเหลือเพียงระเบียงทางเดินเก่าเป็นฉากหลังให้สวนแห่งนี้ ความน่ารักคือสวนไม่ได้มีแค่ไม้ประดับ แต่เต็มไปด้วยพืชที่เกี่ยวข้องกับพระแม่มารี สมุนไพร พืชเมดิเตอร์เรเนียน และดอกไม้หลากชนิดที่ช่วยดึงดูดผีเสื้อและแมลงผสมเกสร ยิ่งเดินผ่านซุ้มอิฐสีแดง มองดอกไม้ไหวตามลม แล้วเห็นอาคารเก่าอยู่ด้านหลัง ก็ยิ่งรู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองที่ประวัติศาสตร์กับชีวิตประจำวันอยู่ร่วมกันได้อย่างละมุนจริง ๆ และเป็นภาพปิดท้าย City Walk ที่เราชอบมากที่สุดอีกหนึ่งมุมเลย

Giethoorn

หากมาเที่ยวอัมสเตอร์ดัมแล้วอยากเปลี่ยนมู้ดไปสัมผัสชนบทของเนเธอร์แลนด์ เราเชียร์ให้มาที่นี่ Giethoorn หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางพื้นที่ชุ่มน้ำที่กลายเป็นภาพจำของ “หมู่บ้านไร้ถนน” สำหรับใครหลาย ๆ คน ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคลองสายเล็ก ๆ บ้านหลังคามุงจาก และสะพานไม้ ทำให้ได้ฉายา “Venice of the Netherlands” เล่ากันว่าจุดกำเนิดย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกเข้ามาตั้งชุมชน เลยช่วยกันขุดเจาะชั้นซากพืชทับถมใต้ดินหรือที่เรียกว่า ‘ชั้นพีท’ ขึ้นมาทำเป็นเชื้อเพลิง ขุดไปขุดมาจนกลายเป็นบ่อน้ำและทะเลสาบย่อม ๆ ก่อนที่สายน้ำทั้งหมดจะค่อย ๆ เชื่อมต่อกันกลายเป็นเครือข่ายคลองที่กลายมาเป็นโครงสร้างหลักของหมู่บ้าน บอกเลยว่าที่นี่ไม่ได้แค่ขุดคลองเล่น ๆ แต่โครงสร้างหมู่บ้านสร้างขึ้นโดยมี “น้ำ” เป็นเส้นเลือดใหญ่และเป็นถนนหลักในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนเลยนะ

ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง จังหวะชีวิตจะสโลว์ลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะที่นี่ไม่มีถนนให้รถวิ่ง คลองเลยทำหน้าที่แทนถนนทุกสาย บ้านแต่ละหลังตั้งเรียงรายตามแนวผืนน้ำและเชื่อมหากันด้วยสะพานไม้กว่า 170 แห่ง ส่วนทางเดินเท้ากับเลนจักรยานจะทอดตัวขนาบสองฝั่งคลอง และภาพการใช้ชีวิตที่ผูกกับสายน้ำแบบนี้ก็มีที่มาจากวิถีของชุมชนในอดีต ที่สายน้ำเคยเป็นเส้นทางทำมาหากิน ทั้งการเดินทาง ขนส่งพืชผักผลไม้ ไปจนถึงส่งพัสดุ โดยใช้เรือไม้ท้องแบนหน้าตาเฉพาะตัวที่เรียกว่า punter เป็นพาหนะคู่ใจ โครงสร้างแบบนี้เลยทำให้ Giethoorn ผูกพันกับสายน้ำแบบแกะไม่ออก และกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำแบบเรียล ๆ

แน่นอนว่ามาถึงถิ่นที่ถนนกลายเป็นคลองทั้งที กิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือการลงเรือลัดเลาะไปตามสายน้ำ ล่องลอดใต้สะพานไม้ ผ่านหน้าบ้านหลังคามุงจากและสวนดอกไม้สวย ๆ ที่ถ้ามองจากบนฝั่งอาจจะมองไม่เห็น เรือดั้งเดิมของที่นี่คือ punter เรือไม้ท้องแบนที่ใช้ไม้ยาวค้ำถ่อเอา แต่ยุคนี้เขามีเรือไฟฟ้าแบบ whisper boat ให้เช่าขับชิล ๆ เพราะเครื่องเงียบกริบ ไม่รบกวนใคร ภาพเรือลำเล็กค่อย ๆ แล่นผ่านบ้านริมน้ำกับสะพานไม้โค้ง ๆ ท่ามกลางความเงียบสงบและธรรมชาติรอบตัว มันคือช่วงเวลาที่ช่วยฮีลใจและทำให้เราเข้าใจเลยว่าทำไมหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ถึงครองใจคนเดินทางจากทั่วโลกได้แบบอยู่หมัด

ล่องเรือเสร็จแล้วชวนขึ้นฝั่งมาเดินเล่นรับลมกันต่อตามแนวถนน Binnenpad คราวนี้จะได้ค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศของหมู่บ้านจากบนฝั่ง บ้านฟาร์มโบราณหลังคามุงจากยังคงตั้งเรียงรายริมคลอง แต่ละหลังแต่งสวนหน้าบ้านได้น่ารักน่าเอ็นดู แถมเชื่อมต่อกับสะพานไม้พอดี ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าร้อนนะ ดอกไม้จะบานสะพรั่ง โดยเฉพาะไฮเดรนเยียสีหวาน ๆ ทั้งชมพู ม่วง ฟ้า ขาว ที่แท็กทีมกันแต่งแต้มริมคลองให้สดใสขึ้นไปอีก เดินชิลไปเรื่อย ๆ มีคาเฟ่ ร้านอาหารน่ารัก ๆ โบสถ์ รวมถึงมิวเซียมและร้านขายของฝากให้แวะหย่อนขาเพียบ ไม่ต้องรีบเร่งเดิน แค่ปล่อยใจจอย ๆ ดูวิถีชีวิตริมคลอง แวะมองบ้านสวย ๆ แล้วค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศของหมู่บ้านไปทีละมุม ก็เข้าใจเลยว่าทำไมใคร ๆ ก็ยกให้ที่นี่เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่น่ารักที่สุด

สำหรับใครที่อยากแพลนตามรอย One Day Trip แบบเรา จาก Amsterdam สามารถนั่งรถไฟยาว ๆ ไปลงที่สถานี Steenwijk แล้วต่อรถบัสเข้าหมู่บ้านได้เลย ใช้เวลาเดินทางรวม ๆ ราว ๆ สองชั่วโมงกว่าต่อเที่ยว แม้ทางจะแอบไกลกว่าพิกัดอื่นในทริป แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าทุกนาทีที่นั่งรถมา เพราะบรรยากาศของ Giethoorn ฉีกขาดจากความวุ่นวายของอัมสเตอร์ดัมและอูเทรคต์แบบคนละโลก ได้เวลาเปลี่ยนมู้ดจากการเดินเมืองมาชิลกับการล่องเรือ เดินรับลมริมคลอง และปล่อยเวลาให้ไหลไปช้า ๆ แบบที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่แน่นอน

Zaandam

✿ Zaanse Schans

และเมืองสุดท้ายใกล้อัมสเตอร์ดัมที่อยากชวนมาสัมผัสภาพจำแบบดัตช์ ๆ ก็คือ Zaanse Schans หมู่บ้านมรดกริมแม่น้ำ Zaan ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้สีเขียว กังหันลม และสิ่งปลูกสร้างสไตล์ดั้งเดิมจนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเนเธอร์แลนด์ จุดที่น่าสนใจคือสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าไม่ใช่หมู่บ้านเก่าแก่ที่หยุดเวลาไว้ตั้งแต่โบราณ แต่เป็นโครงการอนุรักษ์ที่เริ่มต้นจากความพยายามช่วยชีวิตสถาปัตยกรรมไม้แบบ Zaan ซึ่งกำลังถูกรื้อทิ้งช่วงหลังสงคราม โดยสถาปนิก Jaap Schipper ได้ออกแบบให้เป็นชุมชนจำลองบรรยากาศการอยู่อาศัยและทำงานของ Zaanstreek ในช่วงศตวรรษที่ 18–19 แล้วทยอยย้ายบ้าน โรงงาน และกังหันลมเก่าเข้ามาตั้งแต่ปี 1959 เป็นต้นมา ส่วนเรื่องกังหันลมก็มีสตอรี่ไม่ธรรมดา เพราะในอดีตย่านนี้เคยเป็นหนึ่งในเขตอุตสาหกรรมสำคัญของยุโรปตะวันตก ช่วงยุครุ่งเรืองราวปี 1700 เคยมีกังหันลมทำงานพร้อมกันถึงราว 600 แห่ง ใช้พลังลมผลิตทั้งไม้แปรรูป น้ำมัน กระดาษ เครื่องเทศ และสี จนเป็นรากฐานอุตสาหกรรมยุคแรกของประเทศ




ครึ่งเช้าเราขอใช้เวลาชิล ๆ เดินชมบรรยากาศที่ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโปสการ์ด บ้านไม้ยุโรปวินเทจหลากรูปทรงสีเขียวเข้มตัดกับผืนน้ำ มองมุมไหนก็สวย แถมยังมีทุ่งหญ้าและลมเย็น ๆ จากแม่น้ำ Zaan ถ้ากลัวเดินเยอะหรือมากับเดอะแก๊งแล้วกลัวเหนื่อย แนะนำให้เช่าจักรยานปั่นจะช่วยทุ่นแรงได้ดี ระหว่างทางจะได้เห็นทั้งบ้านพักอาศัย ฟาร์ม และร้านรวงที่อยู่ร่วมกัน ทำให้ที่นี่ไม่ได้มีแค่กังหันลมไว้ถ่ายรูปสวย ๆ แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิตของภูมิภาค Zaan ในอดีตได้อย่างมีชีวิตชีวา




เรื่องกังหันลมยังมีเกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม เพราะทั่วเนเธอร์แลนด์ยังมีกังหันลมประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่มากและใช้งานได้จริง ทั้งระบบระบายน้ำและโรงสี จนมีงาน Nationale Molendag (National Mill Day) เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมกังหันลมและกังหันน้ำ ซึ่งจัดขึ้นในสุดสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคมของทุกปี (อย่างในปี 2026 นี้ตรงกับวันที่ 9–10 พฤษภาคม) ส่วนใครที่มาเยือน Zaanse Schans ก็สามารถเข้าไปชมการทำงานของกังหันแต่ละประเภทได้จริง ทั้งโรงเลื่อยไม้ Het Jonge Schaap, โรงสีน้ำมัน De Bonte Hen กับ De Zoeker หรือ De Kat โรงสีสีที่ยังคงผลิตเม็ดสีจากธรรมชาติด้วยวิธีดั้งเดิม ถือเป็นไฮไลต์ที่ทำให้ที่นี่มีความหมายมากกว่าแค่จุดถ่ายรูปทั่วไป

อีกหนึ่งพิกัดที่ควรแวะคือ Klompenmakerij โรงงานและพิพิธภัณฑ์รองเท้าไม้ดัตช์ ที่พาไปดูประวัติความเป็นมาของ klompen พร้อมชมกรรมวิธีการทำจริง ๆ จากท่อนไม้ให้กลายเป็นรองเท้าไม้ทรงเอกลักษณ์ ภายในยังมีคอลเลกชันหลากหลายแบบแถมมีรองเท้าไม้ยักษ์ให้ถ่ายรูปคู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีพิกัดเดินแวะอีกเพียบ ทั้งพิพิธภัณฑ์ ร้านเบเกอรี่ โรงงานช็อกโกแลตและโกโก้ บ้านช่างทอผ้า โรงงานทำถัง ไปจนถึงการล่องเรือในแม่น้ำ Zaan ใครมีเวลาเยอะสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันแบบเพลิน ๆ

ส่วนสายกินและคนมองหาของฝากต้องแวะที่ Cheese Farm “Catharina Hoeve” by Henri Willig ฟาร์มชีสที่จำลองบรรยากาศฟาร์มโคนมดัตช์แบบดั้งเดิม ภายในอาคารไม้เก่าแก่อันมีเอกลักษณ์ พนักงานในชุดพื้นเมืองดัตช์ขนานแท้จะมายืนต้อนรับและสาธิตกระบวนการทำชีสแบบดั้งเดิมให้เราดู พร้อมเล่าเรื่องราวของชีสดัตช์ตั้งแต่ Gouda, Edam ไปจนถึงชีสนมแพะและชีสผสมสมุนไพรนานาชนิด ดูจบแล้วสามารถเดินชิมฟรีทุกรสชาติ และเลือกชิ้นที่ถูกใจกลับบ้านได้ทันที รอบ ๆ ร้านยังมีมุมจัดแสดงเรื่องราวการทำชีส รวมถึงของกินสไตล์ดัตช์และไอศกรีมให้แวะเติมพลังกันแบบจุใจ

ปิดท้ายทริปกันที่ร้าน De Saense Lelie ที่รวบรวมงานคราฟต์และของฝากสไตล์ดัตช์ไว้ให้เดินเลือกเพลิน ๆ ตั้งแต่ของแต่งบ้าน งานฝีมือ ไปจนถึงขนมขบเคี้ยว สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ Stroopwafel ขนมแผ่นกลมประกบไส้คาราเมลหวานหนุบหนับ พอกินคู่กับกาแฟร้อน ๆ แล้วฟินจนตาวาว ก่อนจะตบท้ายด้วยไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟหอมกลิ่นนม เนื้อละมุนที่เลือกได้ทั้งวานิลลา ช็อกโกแลต หรือแบบทูโทน เป็นการปิดท้ายวันที่อิ่มเอมและเติมพลังให้ทริปนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

✿ Zaandam Station (LEGO Town)

จริง ๆ การเดินทางระหว่าง Amsterdam Centraal กับ Zaanse Schans สามารถนั่งบัสสาย 391 ตรงยาว ๆ ได้เลย แต่ถ้าขากลับใครพอมีเวลา เราแนะนำให้ลองแวะถ่ายรูปเช็คอินที่ Zaandam Station เพราะก้าวแรกที่เดินออกจากสถานีก็จะเจอกับเมืองสีสันสดใสที่เหมือนหลุดเข้าไปใน LEGO Town โดยเฉพาะ Inntel Hotels Amsterdam Zaandam ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของเมืองด้วยดีไซน์ภายนอกสุดแฟนซี ซึ่งนำบ้านแบบดั้งเดิมของภูมิภาค Zaan มาซ้อนต่อกันเกือบ 70 หลัง ไล่เฉดสีเขียวแบบ Zaans Green ตั้งแต่บ้านคนงานไปจนถึงบ้านพักของชนชั้นกลาง จนดูเหมือนกองบ้านไม้ถูกเอามาวางซ้อนกันแบบตั้งใจให้ขี้เล่นสุด ๆ แถมยังมีบ้านสีฟ้าหนึ่งหลังที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด The Blue House ของ Claude Monet ซึ่งเขาเคยวาดระหว่างพำนักที่ Zaandam ในปี 1871 อีกด้วย ยิ่งเดินออกมาบริเวณลานหน้าโรงแรมจะเห็นทั้งอาคารสีเขียวสด สะพาน ทางน้ำ และรายละเอียดเล็ก ๆ ของสถาปัตยกรรมเต็มไปหมด เป็นมุมที่ถ่ายรูปสนุกมาก โดยเฉพาะถ้าอยากเก็บภาพ Zaandam ในอีกมู้ดที่ต่างจากหมู่บ้านกังหันลมแบบชัดเจน แวะถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ต่อรถไฟกลับ Amsterdam ได้แบบสบาย ๆ

จาก Amsterdam ที่เต็มไปด้วยคลองและชีวิตชีวา ไล่ไปถึง Utrecht เมืองเก่าที่เดินแล้วเจอที่สวยแทบทุกหัวมุมถนน ต่อด้วย Giethoorn หมู่บ้านริมน้ำสุดสโลว์ไลฟ์ และปิดท้ายด้วย Zaandam กับภาพจำบ้านไม้สีเขียวแบบดัตช์ ๆ ทริปนี้เลยเหมือนได้เห็นเนเธอร์แลนด์หลายเฉด ตั้งแต่เมืองใหญ่ที่คึกคัก คาเฟ่เล็ก ๆ ย่านเมืองเก่า ไปจนถึงหมู่บ้านเงียบ ๆ ที่มีแต่สายน้ำ สะพานไม้ และดอกไฮเดรนเยียหลากสีแต่งแต้มริมทาง ยิ่งช่วงซัมเมอร์ที่แสงสวยและบรรยากาศกำลังดี ยิ่งทำให้ทุกพิกัดมีเสน่ห์ไปอีกแบบ แถมตอนนี้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ก็ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะการบินไทยกลับมาเปิดเที่ยวบินตรง Bangkok–Amsterdam ทุกวัน ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นมา ใครที่กำลังมองหาทริปยุโรปสักทริป เราอยากชวนให้ลองเปิดใจให้อัมสเตอร์ดัมและเนเธอร์แลนด์ดูสักครั้ง เพราะบางทีความทรงจำดี ๆ ของหน้าร้อนครั้งต่อไป อาจเริ่มต้นจากตั๋วเครื่องบินหนึ่งใบก็ได้