ถ้าพูดถึง “ฝรั่งเศส” เชื่อว่าปารีสจะต้องเป็นดินแดนสุดแสนโรแมนติกที่คู่รักหลายคู่อยากจูงมือกันไปอิงแอบแนบชิดสวีทหวาน รวมถึงเหล่าบรรดาผู้บ่าวผู้สาวขาช้อปก็คงอยากพากันไปฟาดของแบรนด์เนม หรือเสพอรรถรสแห่งดินแดนแฟชั่น แต่วันนี้เราขอบ่องชู้แล้วพาเพื่อนเพื่อนบินลงใต้ของแดนดินถิ่นน้ำหอมไปชมรูทปังปัง นีซ-อาวียองซ์-มาร์กเซย-ตูลูส รูทที่ยังไม่ค่อยโด่งดังมากในไทย แต่รับลองว่าไปแล้วจะต้องติดตาตรึงใจแบบเราแน่นอน

ในทุก ๆ การเดินทางมีการเรียนรู้
ทุก ๆ การเรียนรู้มีความเปลี่ยนแปลง

Flight

จะบินไปยังฝรั่งเศสทั้งทีก็ใช่ว่าจะหลับตานอนกรนสองนาทีแล้วถึง เราจึงควรคำนึงถึงสายการบินที่ปลอดภัย เบาะต้องใหญ่ บริการต้องได้ อาหารต้องเลิศ ดังนั้น “การบินไทย” สายการบินประจำชาติไทยแลนด์ดินแดน 4.0 จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของเราทริปนี้

การบินไทยนางเหมาะสมกับสโลแกน “การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า” เพราะเราจะคอนเฟิร์มว่า พี่ป้าน้าอาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดูแลเราได้ฟินสุดสุด คอยถามไถ่ว่าต้องการอะไรไหม สบตาเมื่อไรก็ส่งยิ้มให้ช่างดีต่อใจจริงจริง ส่วนเรื่องอาหารการกินบนเครื่องก็ไม่ต้องห่วง เพราะรูทนี้พ่วงมาสองมื้อกินจนง่วงตาปรือหลับนอนได้สบายใจ สมคุณค่าสายการบิน Full Service จริงจริง

จะบินกับการบินไทยก็ง้ายง่าย เพียงคลิ๊กที่เว็บไซต์ www.thaiairways.com เลือกไฟลท์ ใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง และเมื่อเสร็จการจองก็ทำหน้าสวยสวยรอรับ email confirm ซึ่งสามารถนำไปใช้ขอวีซ่าได้เลย และเมื่อก่อนเวลาเดินทาง 24 ชั่วโมง เรายังสามารถ check-in online ได้ที่เว็บไซต์ www.thaiairways.com เช่นกัน หรือใครสะดวกทำผ่าน application ของการบินไทยบนหน้าจอมือถือก็ได้เออ

Day 1 : Milan – Nice

ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าเรามาถึงเมือง Milan ประเทศ Italy กันแต่หัววัน ทว่าตามแผนการเดินทางนั้นเราจะนั่งรถไฟข้ามประเทศไปที่เมือง Nice ประเทศ France ในตอนเย็น จึงทำให้เรามีเวลาเดินเล่นที่มิลานนิดนึง สำหรับมิลานนั้นเป็นเมืองสำคัญทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี่ซึ่งที่แห่งนี้ก็มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะและแฟชั่นไม่ต่างไปจาก ปารีส นิวยอร์ก ลอนดอน หรือโรมเลยฮะ ส่วนแลนด์มาร์คที่เราอยากฝากไว้ที่แรกก็คือ Duomo di Milano หรือที่เรียกว่ามหาวิหารแห่งมิลานฮะ

มหาวิหารดูโอโม่เป็นวิหารหินอ่อนแบบโกธิกที่โดดเด่นที่สุดในเมืองแห่งนี้ ใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 500 ปี ซึ่งลานกว้างด้านหน้าของมหาวิหารจะใช้เป็นลานจัดงานสำคัญต่างต่าง และบริเวณด้านข้างโดยรอบก็จะเป็นแหล่งช็อปปิ้งปังปังให้ Shopahplic ไปฝังตัวรัวเปย์ตังกันรัว ๆ

เดินทอดน่องมาอีกนิด ก็จะพบกับสถาปัตยกรรมที่วิจิตรพิศดารพาลให้ขนลุกกับโบสถ์ Santa Maria della Concezione dei Cappuccini โบสถ์ที่ดูภายนอกก็ไม่มีอะไรพิเศษ แต่พอเดินเข้าไปก็จะพบกับโครงกระดูกมากมายที่นำมาตกแต่งประดับประดามากกว่า 4,000 ชิ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่าเราไม่ควรมองกระดูกเป็นเรื่องเลวร้าย แต่เป็นสิ่งเตือนใจในความตายของทุกคนนั้นเอง ( ลึกซึ้ง )

เมื่อหมดเวลาชะโงกทัวร์มิลานพวกเราก็ออกเดินทางด้วยรถไฟข้ามประเทศเพื่อไปฝากกายที่เมือง Nice เมืองที่ตั้งอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส ตามแพลนที่วางไว้เราจะนอนกันที่นีซเป็นระยะเวลาทั้งหมด 3 วันโดยระหว่างนั้นก็จะตระเวนเก็บเมืองอื่นรอบข้างไปด้วย

Day 2 : Eze – Monaco

การตื่นนอนขึ้นมาในต่างถิ่นถือเป็นความพิเศษและความตื่นเต็นอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยว หลังจากเมื่อวานนั่งรถไฟยาวยาวข้ามประเทศมาถึงนีซตอนค่ำ รีบทานข้าว อาบน้ำ เข้านอน เช้านี้ก็เลยรู้สึกสดใสซาบซ่ามีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมเที่ยว

  • Eze

เรานั่งบนรสบัสที่ค่อยค่อยเคลื่อนตัวผ่านบ้านเมืองที่ดูแปลกตาแต่สวยงามอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาพบกับเมือง Eze ซึ่งเป็นเมืองที่เกิดจากการรวมเมืองสองเมืองคือหมู่บ้านเก่าแก่ Eze ซึ่งตั้งอยู่ส่วนบนเขาเข้ากับ Eze-sur-Mer ซึ่งจะตั้งอยู่ติดกับริมชายฝั่งริเวียร่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะของเมืองนี้มีจุดเด่นที่การรักษาสภาพอาคารแบบเก่าที่เอาหินฉาบแบบหยาบหยาบมาทาสีประดับตกแต่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสไตล์เก๋ไก๋

สิ่งหนึ่งที่ควรเตรียมตัวก่อนมาที่นี่คือการเดินขึ้นเขา เพราะรถโดยสารไม่สามารถพาเราเข้าเมืองมาโต้งโต้งได้ ( มันก็จะวัดกำลังขาหน่อยหน่อย ) แถมสถานที่สวยสวยก็ต้องเดินซอกแซกแทรกเข้าไปในเมืองอีกต่างหากยกตัวอย่างเช่นภาพด้านล่างที่เป็นลานกว้างบนจุดชมวิวที่ชิลที่สูงที่สุดของเมืองนี้

ทัศนียภาพท้องฟ้ากว้างแทบจะเป็นสีเดียวกับผืนน้ำทะเล ตัดกับสีเขียวของธรรมชาติที่แซมด้วยสีส้มส้มจากหลังคาอาคารบ้านเรือนเป็น Mood and Tone ที่โดนใจให้ยืนเฉยเฉยรับอากาศบริสุทธิ์จากที่สูงมากมากเลยนะ

เปลี่ยนซีนจากทะเลเซมาซบภูเขาบ้าง ตามที่เล่าไว้ว่าด้านบนเขานั้นเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมของเมือง Eze ก่อนจะมารวมตัวกับฝั่งทะเลนั่นเอง อ่อ เมื่อก่อนเมืองนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนป่า ซึ่งต่อมาถูกยึดโดยชาวโรมันเพื่อสร้างเป็นป้อมปราการไว้ส่องศัตรูดูได้แต่ไกลจร้า

  • Monaco

หลังจากเก็บภาพรอบเมือง Eze จนปวดขา ก็ได้เวลาหย่อนก้นลงบนรถบัสเพื่อไปต่อกันที่ประเทศ Monaco หรือราชรัฐโมนาโก เป็นประเทศที่เล็กมาก ( เล็กกว่ากรุงเทพมหานคร ) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ความดีงามคือประเทศแห่งนี้จะอากาศดีทั้งปีเพราะมีแค่ ฤดูใบไมม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง และหนาว ด้วยความสวยงามนี่เอง บรรดามหาเศรษฐีของโลกจึงมักมาตั้งหลักกันอยู่ที่โมนาโกจร้า ( ประเทศนี้ไม่มีการจัดเก็บภาษีรายได้และภาษีมรดกใดๆ ทั้งสิ้น )

รสบัสเบอร์ 82 ท่องทะยานผ่านวิวทิวทัศน์ที่จัดว่าแหล่มเป็นระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 50 นาทีก่อนที่จะถึงประเทศโมนาโก ถึงปุ๊บเราก็เดินดุ่ยไปเก็บภาพบ่อนที่ใหญ่และดังที่สุดในเมืองนี้ที่มีชื่อว่า Monte Carlo ( มอนติ คาร์โล เอ…ชื่อคุ้นคุ้น ) ทว่าเราสามารถเก็บภาพได้จากภายนอกเท่านั้น เพราะถ้าแต่งตัวไม่โก้ไม่ไฮโซดูไม่ภูมิฐานก็จะผ่านเข้าไปด้านในไม่ได้ด้วยนะแกร๊!

เอารูปบ่อนมาฝากพวกแกรเสร็จ เราคนจนก็ได้เวลาระเห็จไปที่ชายหาดสาธารณะ Plage du Larvotto Beach ( หาดลาร์วอตโต้ ) ซึ่งระหว่างการเดินทางเราจะอยู่ท่ามกลางรถ Super Car ที่เริงร่าอยู่บนท้องถนนสมกับเป็นเมืองมหาเศรษฐี สองข้างทางก็มีแต่รีสอร์ทหรูหรูให้ดูแล้วก็มโนว่าเราจะรวยมากมากกันไป

เดินไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงที่หาดลาร์วอตโต้ชายหาดที่สวยเป็นอันดับห้าของโลก!!! ซึ่งคงไม่ต้องบรรยายอะไรให้ยืดยาวในความสวยงามระดับโลกของหาดประเทศโมนาโก น้ำสีฟ้าใส หาดทรายสีขาวและสภาพภูมิอากาศที่ดีตลอดทั้งปีจึงเป็นจุดเด่นที่เราจะพลาดแลนด์มาร์คแห่งนี้ไม่ได้เลยนะฮะ

หลังจากเดินชิลหลิ่วตาชมฝรั่งนอนอาบแดดเป็นพิธี ก็ถึงเวลาลี้ภัยไปสถานที่ต่อไปกับ Rock of Monaco ที่ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 10 นาที สำหรับการเดินทางในโมนาโก เราแนะนำให้ซื้อตั๋ว one – day unlimited pass สนนราคาที่ 5.5 ยูโรที่จะพาเรานั่งบัสโก้ชมรอบเมืองแบบสบายกระเป๋า และจากจุดจอดรสบัสเราจะต้องเดินผ่านตึกสูงสีสันสวยงาม ลุยซอกแซกซอกซอยที่ด้านล่างถูกเปิดเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝากมากมายหลายสิ่งอัน ส่วนด้านบนจะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

เดินน้านนานก็สงสัยว่าทำไมไม่เย็นย่ำค่ำมืดสักที ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าฤดูร้อนของยุโรปนั้นช่วงกลางวันจะยาวนานฝุดฝุด และที่นี่พระอาทิตย์จะหยุดทำงานพาลตกดินประมาณสามทุ่มทีเดียว เราเลยตัดสินใจหาอะไรลงท้องกันก่อน แต่มื้อนี้ไม่มีดินเนอร์ในร้านเพราะเราเลือกที่จะทานไปเดินชมเมืองกันต่อไปนั่นเอง

และหลังจากเสร็จจากการเติมพลังยุทธ์ เราก็มาหยุดอยู่ที่จุดเป้าหมายกับ Rock of Monaco หรือ Rocher de Monaco ซึ่งตำแหน่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเก่าแก่ แต่ปัจจุบันนั้นเป็นจุดชมวิวต้องห้ามพลาดและที่สำคัญอีกอย่างก็คือพระราชวังโมนาโกก็ตั้งโก้ตระหง่านอยู่ที่นี่ด้วยฮะ

ส่วนวิวทิวทัศน์ก็ไม่รู้จะเล่าจะพูดยังไงให้เหมือนที่ตาเห็น เพราะขนาดเราไปช่วงฟ้าหม่นหม่นยังสวยจนแทบลืมหายใจ เพราะ ณ จุดชมวิวบน Rock of Monaco นี้แกรจะได้ชื่นชมทัศนียภาพแบบ 360 องศาทั่วฟ้าโมนาโกกันเลย

กินลมชมวิวชิลจริงจริงจนหยุดยิงกล้องส่องชัตเตอร์ไม่ได้สักที โดยเฉพาะช่วงที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ความมืดมิดเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วเมือง แต่แล้วแสงไฟฟ้าส้มส้มเหลืองเหลืองจากบ้านเรือนก็สว่างเรืองรองต้องใจให้เต็มสิบสำหรับฉากสุดท้ายก่อนกลับเข้าที่พักของเรามาก ( ความผีคืออยู่ดีดีฝนก็ตกเฉย จนเราต้องหนีฝนกันอุตหลุด เฮ้ย! ไหนบอกโมนาโกไม่มีฤดูฝนงายยยยย )

Day 3 : Cannes – Nice

  • Cannes

ผ่านมาสองคืนก็ยังคงประทับใจก็เซย์ฮัลโหลกันใหม่กับวันที่ 3 ณ เมือง Cannes เมืองที่หลายหลายคนคงคุ้นเคยเมื่อเอ่ยถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหรืองานปูพรมแดงเกร๋เกร๋ที่เหล่าซุปเปอร์สตาร์มาเดินเท่ห์เท่ห์หน้าแสงแฟลช ซึ่งในส่วนของความสำคัญทางประวัติศาสตร์นั้นนักบวชในสมัยก่อนก็ได้สร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันการโจมตีทางทะเลจากศัตรู

การเดินทางก็สะดวกสบายนั่งง่ายง่ายด้วยรถไฟจากเมืองนีซเพียงสามสิบนาทีเท่านั้น และใกล้ใกล้กันกับสถานีรถไฟเมืองคานส์ก็จะมีร้านอาหารบริการมากมาย ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายทั้งอาหารหนัก ขนมปัง และคาเฟ่ที่แนนอนว่าเราก็เฮไปจัดกันคนละชุดก่อนจะเริ่มตะลุยล่าท้าเมืองคานส์กัน

เดินซอกแซกชมเมืองก็ช่างประเทืองจิตสะกิดใจไปกับความสวยงามของสถาปัตยกรรมของร้านค้าและบรรดาบ้านเรือนที่แสนจะสะอาดสะอ้านช่างต่างจากบ้านเราไปไกลลิบบบบ จะเก็บภาพมุมไหนก็ชิค จะลงโพสต์ไหนก็ว๊าวจนเราตกหลุมรักเมืองนี้อย่างจริงจัง

เตร็ดเตร่ไปสักพักก็จะได้ทายทักกับหนึ่งแลนด์มาร์คในเมืองคานส์ที่เขาเอาไว้จัดงาน Cannes Film Festival และ the Cannes Lions International Festival of Creativity ซึ่งมีชื่อว่า Palais des Festivals et des Congrès พอเดินไปอีกหน่อยก็จะพบพรมแดงยาวที่พี่สาวชมพูเคยมาประกาศศักดาให้โลกรู้ว่าเมืองไทยมีดีเหมือนกันนะแกร๊!!

เนื่องจากเวลามีน้อยก็ใช้สอยอย่างประหยัด จัดกันพอให้ได้ภาพปังปังให้คนขี้อิจฉาคลั่งกับบนโลกออนไลน์ ก่อนจะไปแลนด์มาร์คอีกแห่งกับโบสถ์ Notre Dame d’Espérance ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญพระนางมารีย์ อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมแบบโกธิคอันสง่างามที่ต้องมาตามรอยกันให้ได้ และที่จุดที่ตังของโบสถ์ยังอยู่ใกล้กับจุดชมวิวอีกด้วยนะฮะ

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่เราขอรีคอนเฟิร์มว่าวิวที่นี่มันดีมากมากสมกับเป็นเมืองหาดทราย สายลม แสงแดด เพราะทุกองค์ประกอบที่อยู่ในรูปถ่ายอาทิ เรือที่จอดเรียงรายอยู่ที่ท่า และหลังคาตึกรามบ้านช่องนี่เหมือนต้องผ่านการถกเถียงเรื่องการคุมโทนสีมาอย่างดีเพราะไม่มีหลุดจริงจริง

ไหนไหนก็อวยว่าที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องหาดทราย สายลม แสงแดด มาทั้งทีก็ขอไปเยี่ยม ไปชม ไปดม ไปสัมผัส ไปจัดภาพมาฝากกันสักหน่อย ซึ่งชายหาดของเมืองคานส์สามารถแบ่งออกเป็น 5 โซนใหญ่ใหญ่ซึ่งไม่ว่าจะไปโซนไหนก็สวยได้ใจอยู่ดี สิ่งที่พีคที่สุดก็คือถึงแม้บางหาดซึ่งเป็นหาดสาธารณะจะเล่นน้ำไม่ได้เนื่องจากอาจเกิดอุบัตติภัยจากคลื่นที่ค่อนข้างแรง รัฐบาลเขาก็เลยเอาหินมาถมกั้นเพื่อลดและป้องกันคลื่นน้ำที่รุนแรงมากเกินไปจนประชาชนสามารถมาพักผ่อนหย่อนใจ หรือทำกิจกรรมทางน้ำกันได้สบายเลย

เดินลากยาวสาวเอาพลังงานพาลจะเกลี้ยง เราเลยต้องหาเสบียงเลี้ยงปากท้องกันอีกครั้งก่อนจะกลับไปยังเมือง Nice ซึ่งครั้งนี้เราก็ลอง Street Food ที่เป็นเมนูเบอร์เกอร์มาเทสต์ซึ่งรสชาติก็ไม่ได้วิเศษณ์วิโสอะไร ( หันหลังกลับไปสั่งชิ้นที่สอง ) และหลังจากอิ่มหมีพลีมันก็พากันนั่งรถไฟกลับนีซ

  • Nice

ถ้าอุปมาให้เมืองเป็นผู้คนเราว่านีซก็คงกำลังนั่งงอนเพราะว่าตั้งแต่มาถึงเราก็ตะลอนเที่ยวแต่เมืองใกล้ใกล้ไม่ใส่ใจแยแสนางเลย เพราะฉะนั้นตั้งแต่ยามบ่ายของวันนี้เป็นต้นไปเราจะใช้เวลาที่เมืองนี้กัน นีซเป็นเมืองท่าสำคัญตั้งแต่อดีตและเป็นเมืองตากอากาศไฮไซที่โก้จริงจริง ที่แห่งนี้จะรวบรวมสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และโบราณสถานชั้นเยี่ยม รวมทั้งร้านค้าหรูหรูที่ดูแล้วกระเป๋าตังสั่นสั่นอีกเพียบเลย

เจิมนีชกันที่ St Nicholas Russian Orthodox Cathedral โบสถ์สวยสวยที่ดูไปก็มีลักษณะคล้ายกับ St. Basil’s Cathedral ที่มอสโกเนื่องจากเป็นโบสถ์ของคริสศาสนานิกาย Orthodox เหมือนกันฮะ นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามอร่ามแท้แลตะลึงแล้วโบสถ์แห่งนี้ยังเป็นถึงอนุเสาวรีย์แห่งชาติฝรั่งเศสอีกด้วย ทว่าเค้าไม่อนุญาตให้เก็บภาพภายในโบสถ์มาได้ ดังนั้นพวกแกก็มาชมมาแลกันด้วยตัวเองแล้วกันเนอะ ฮ่าา

เยี่ยมชมความสวยงามของโบสถ์จนฟินและอิ่มใจ ก็จะใช้เวลานั่งรถประมาณ 10 นาที หรือใครอารมณ์ดีจะเดินสักครึ่งชั่วโมงก็จะมาพบกับจตุรัส Place Masséna จตุรัสเกร๋เกร๋ที่โอบล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่มีสภาปัตยกรรมแบบอิตาลี ความสำคัญของที่แห่งนี้คือเป็นจตุรัสที่มีสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของผู้คนในเมืองซึ่งก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1843-1844 ส่วนปัจจุนั้น ทางรัฐจะใช้เป็นสถานที่จัดแสงนิทรรศการงานสำคัญและคอนเสิร์ต ถ้าใครใคร่อยากจะส่องทั้งนักท่องเที่ยวและชายหญิงงามงามก็ควรตามเรามาที่นี่ด้วยนะเพราะคนเยอะมาก

ด้วยความที่อากาศเขาค่อนข้างเย็น เราก็เดินเล่นเรียบหาดมาเรื่อยเรื่อย ประมาณสักสิบนาทีก็จะเจอ Ascenseur du Chateau อีกหนึ่งจุดชมวิวพาใจปลิวลอยล่องท่องไปกับทัศนียภาพมุมสูงของเมืองนีซซึ่งก็ยังต้องให้คะแนนเรื่องการคุม mood and tone สีของเมือง แต่หนึ่งเรื่องที่เราชอบมากที่นี่ คือสีของน้ำทะเลที่จะดูแปลกแปลกแบบเทอควอยซ์นิดนิดฮะ

และก็เป็นอีกครั้งที่คนบาปอย่างเราก็เจอเข้ากับฝนทั้งที่ไม่น่ามี แถมนังคู่ฝรั่งตรงหน้าก็มาจู๋จี๋ honey baby กันสะงั้น เราเลยตัดสินใจจบทริปของวันนี้ รีบปรี่เข้าโรงแรม พักผ่อน หลับนอนก่อนจะลุยกันวันใหม่ในเมืองอื่นจร้า

Day 4 : Marseille

อรุณเบิกฟ้านกกาโบยบิน อรุณสวัสดิ์วันที่ 4 เราตื่นกันแต่เช้าล้างหน้าแปรงฟันแล้วออกเดินทางโดยรถไฟเคลื่อนย้ายกายหยาบจากเมืองนีซไปปักหลักกันต่อที่ Marseille (มาซายน์) เมืองที่อยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส ที่นี่เคยเป็นชุมทางของผู้อพยพมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ รวมถึงอีกหนึ่งในเมืองค้าขายที่สำคัญที่คนสมัยก่อนนั้นจะตั้งแผงเรือขายสินค้าประมงกันเลย หลังจากเก็บของเข้าที่พักเสร็จก้มหน้าดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาเที่ยง เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าเมืองนี้มีอะไรชิคชิคแบบเปรี้ยงเปรี้ยงกันบ้าง

เริ่มกันที่แลนด์มาร์คแรกกับ Église Saint-Vincent-de-Paul โบสถ์แบบโรมันคาโธลิกที่ยังคงเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิก ซึ่งตั้งอยู่ส่วนบนบนของเขตถนนประวัติศาสตร์ Canebière ถ้าใครอยากจะเข้าชมก็ทำได้เพราะที่นี่เปิดบริการวันจันถึงเสาร์จร้า

หลังเสพศรัทธาจนสาแก่ใจเราก็เดินเล่นเรื่อยเรื่อยไปสักพัก ( น่าจะประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ) ก็มาพบร้านไอศครีมหนึ่งเจ้าที่คนจำนวนมากเข้าไปต่อแถวซื้อกินกัน Glacier Vanille Noire เป็นร้านไอศครีมที่มีจุดเป็น black vanilla ice cream ไอศครีมวนิลาสีดำรสชาติมันก็จะอร่อยหน่อยหน่อย แต่ว่าทำไมวนิลาถึงมีสีดำนั้นเขาก็ไม่ได้บอกเรานะ

เลียไอติมแผล่บแผล่บ แล้วก็เดินแฉล่บกันมาอีกแป๊บก็ถึง Museum of European and Mediterranean Civilisations หรือ MuCEM พิพิธภัณธ์แห่งนี้จะเก็บรวมรวบและจัดแสดงวัฒนธรรมที่หลากหลายในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งแบบจัดแสดงถาวรและชั่วคราว บอกเลยว่าถ้าสายประวัติศาสตร์ไม่อยากพลาดข้อมูลดีดีละก็ไปต่อกันที่ mucem.org ได้เลย

มาที่นี่นอกจากความรู้จะเต็มหัว มือก็ยังต้องรัวชัตเตอร์เพราะบนดาดฟ้ามีวิวสวยเว่อร์วังอลังการอีกแล้ว ทัศนียภาพแห่งท่าเรือของเมืองมาร์กเซยที่คราคร่ำไปเรือยอร์ชหรูหรูที่มาดูก็ทำให้เข้าใจว่าที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตติดใจผู้มีอันจะกินแบบจริงจัง

การมาพิพิธภัณฑ์ก็ไม่จำเป็นต้องคร่ำเคร่งเกร็งตาหาความรู้ดูแต่งานจัดแสดงเสมอไป เพราะที่ MuCEM เขาเต็มไปด้วยจุดนั่งชิว จุดเดินเล่น ที่เราสามารถเอ็นจอยอากาศดี๊ดีย์กับ Coffee แก้วโปรด หรือจะแวะร้านหนังสือจัดกันมาสักเล่มและนั่งอ่านเพลินเพลินเจริญใจก็ได้ตามอัธยาศัยฮะ

เสร็จจากพิพิธภัณฑ์ก็ก้าวกันไปต่อที่ Les petits trains de Marseille สถานที่ที่มีรถไฟไว้บริการชมสถานที่สำคัญต่างต่างของเมืองพร้อมกับวิทยากรให้ความรู้ และเรานั้นก็กำลังจะนั่งไปสู่วิหารบนเขา Basilique Notre-Dame de la Garde ในราคา 14 ยูโร ถ้าแกรอยากจะโชว์เดินขึ้นกันก็ตามสบาย ( แต่เหนื่อยหน่อยนะ ) เช็คข้อมูลรอบรถไฟกันได้ที่ คลิกที่นี่

Basilique Notre-Dame de la Garde เป็นพระวิหารนิกายคาโธลิกซึ่งตั่งตระหง่านอยู่บนเขาที่สูงที่สุดของเมือง Marseille แน่นอนไม่ว่าเราจะอยู่จุดไหนของเมืองก็จะแอบชำเลืองตามาหานางได้ ดังนั้นพระวิหารแห่งนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของที่นี่และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาเยี่ยมเยือนกันมากที่สุดอีกด้วย

ภายในโบสถ์ก็สวยงามอลังการตามท้องเรื่องกับการตกแต่งประดับดาด้วยหินอ่อนและงานโมเสกที่เล่าเรื่องร้อยเรียงสะท้อนความเชื่อความศรัทธาของผู้คนที่นั่น คือถ้าให้เล่าให้ฟังแบบละเอียดรีวิวนี้อาจกลายเป็นเรียงความเรื่องสถาปัตยกรรมที่ทำจากความเชื่ออันยิ่งใหญ่ได้เลยแกร๊

มาถึงจุดสูงสุดของเมืองทั้งที่ ถ้าไม่มีรูปสวยสวยมาฝากก็แย่แล้วเพราะถ้ามาที่นี่แกรจะได้พบกับวิวเมืองดีดีแบบ 360 องศาที่เราท้าว่าถ้าไม่ว้าวให้มาด่าเราได้เลย นี่ขนาดชมวิวมุมสูงมาเกือบทั้งทริปก็ยังรู้สึกประทับใจ คิดยังไงก็ยังอยากกลับไปอีกครั้งอ่ะ ฮืออ

นั่งรถไฟบริการนักท่องเที่ยงลงจากโบสถ์มาต่อที่ Marseille Port หรือท่าเรือมาซายน์ ความสำคัญของท่าเรือที่นี่คือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนทำมาค้าขายสินค้าทะเลขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งใน 15 ท่าเรือครูซที่ใหญ่ที่สุดในโลกและอันดับ 5 ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฮะ

นอกจากจะเป็นแหล่งทำมาค้าขาย ก็ยังเป็นเหมือนลาน Life Style ที่คนในชุมชนได้มาทำกิจกรรมต่างต่างบนลานกิจกรรมที่เตรียมไว้ให้ทั้งเปิดหมวกร้องเพลง โชว์โน่นนี่นั่น เดินจับมือกันในยามเย็นของวันจร้า ปล. ยิ่งเย็นก็จะยิ่งครึกครื่นมากกกก

 

ไหนไหนก็ตะลุยมาทั้งวันจนล้า เราก็ขอใช้เวลาของแสงสุดท้ายของวันกับตะวันยามเย็น นั่งชิลชมแสงสีส้มอ่อนที่ทอทาบผ่านไปทั่วอาณาบริเวณ อากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อยเรื่อย ฟังเพลงเพลย์ลิสต์โปรด เลือกเพลงช้าช้าฟังเนือยเนือย ไม่ทำอะไร ไม่คิดอะไร แค่ปล่อยใจไปกับความสวยงามตรงหน้าซึมซับบรรยากาศให้มากที่สุดก็พอ ( คิดถึงแฟนที่ยังไม่มีตัวตนจังเลย ) และหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินก็กินเวลาไปเกือบสามสี่ทุ่ม กลับที่พักราตรีสวัสดิ์จร้า

Day 5 : Aix en provence

เช้าวันใหม่สดใสซาบซ่า วันนี้เราจะนั่งรถไฟไปชมเมือง Aix en provence (เอกซอง-โปรวองซ์) เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสที่อยู่ด้านบนมาร์กเซย ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็จะมีความทรงจำเศร้าเศร้าเกี่ยวกับสงครามและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์มากมาย และอีกหนึ่งจุดเด่นที่สังเกตได้คือเมืองนี้จะมีน้ำพุเยอะมากมาก และที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองได้แก่ La Rotonde ( ลาโคตง ) วงเวียนน้ำพุที่ด้านบนเป็นหญิงงาม 3 นางหันหลังให้กันและหันหน้าออกไปใน 3 ทิศทางคือ นางแรก หันหน้าไปทางเมืองมาร์กเซย แสดงถึง การเกษตร นางที่สอง หันหน้าไปทางเมืองอาวิญญง แสดงถึง ศิลปะ นางสุดท้าย หันหน้าเข้า Aix-en-Provence แสดงถึง ความยุติธรรมจร้า

พอถึงปุ๋บ ก็ขอเติมพลังมื้อเช้าปั๊บกับพิซซ่าร้าน Bella Vita ที่มีหน้าให้เลือกหลากหลายมากมายตามความชอบ ซึ่งถ้าใครเป็นสาวกพิซซ่าน่าจะฟินมากเนื่องจากที่นี่มีให้กินเกือบทุกที่ หาทานง่ายและได้ราคาถูกด้วยนะเอออ

ต่อมาก็พากันไปเดินเล่นบนถนนที่ป๊อบปูลาร์และมีชีวิตชีวาที่สุดของเมือง ถนน Cours Mirabeau ( คอร์ มิราโบว ) ที่กว้างถึง 42 เมตรและยาว 440 เมตรทีเดียวโ ดยสิ่งก่อสร้างของที่นี่จะมีสีเหลืองเหลืองครีมครีมออกแนวพาสเทลให้ถ่ายรูปสวยสวยยาวยาวไปเลย

ตามตรอกซอกซอยจะเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย แต่ที่มีหลากหลายจริงจริงก็ยกให้ร้าน Cafe และด้วยความเป็นยุโรปสไตล์ ร้านอาหาร คาเฟ่ ส่วนใหญ่ก็จะมีที่นั่ง outdoor ไว้ให้ผู้คนพบปะ นั่งกิน คุยกันฟินฟินกับอากาศดีดีมีไอแดดช่วยให้อบอุ่นจร้า จนบางร้านไม่มีคนนั่งใน indoor เลยนะฮะ

พวกเราเดินเที่ยวเรื่อยเรื่อยจนไปเจอกับ L’Occitane ( ล็อกซิทาน ) ร้านผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ และสินค้าบำรุงผิวออแกนิคชื่อดังที่มีต้นตำหรับมาจากฝรั่งเศสซึ่งก็คือเมืองนี้นั่นเองฮะ เอาล่ะใครใส่ใจเรื่องสวยสวยงามงามก็อย่าลืมตามกันมานะเธอ

เสร็จคอร์สผิวสวยหน้าใสก็ไปกันต่อที่ร้าน Christophe Madeleines อีกหนึ่งร้านเพสตรี้ชื่อดังปังสำหรับคนแถวนี้จริงจริง ที่ร้านนี้จะขายขนมปังและขนมอบแบบสอดไส้แบบไฮโซฝรั่งเศสซึ่งเขาโฆษณาว่าไม่ใส่สารปรุงแต่งที่ไม่ดีต่อร่างกาย และเพื่อความไม่อยากเสียดายเราก็จัดไปหนึ่งเมนูเป็นขนมปังฟูฟูแบบขนมไข่บ้านเรา ก็อร่อยดีนะ ^^

นอกจากร้าน Cafe’ ที่มีเสน่ห์อยู่เต็มเมือง เราจะพลาดเรื่องจุดเด่นอันเป็นอัตลักษณ์ของที่นี่ไม่ได้นั่นก็คือ Ville d’Eau et Ville d’Art หรือที่แปลว่าเมืองแห่งน้ำนั่นเอง และอย่างที่เราบอกไปว่าที่นี่มีน้ำผุเยอะมากมาก และหากสังเกตดูจะรู้ว่าแต่ละที่มีดีไซน์และความหมายที่ต่างกันซึ่งสะท้อนความสร้างสรรค์ของศิลปินและผู้คนที่ต้องการสื่อความหมายจารึกไว้ให้เมืองของตัวเอง

เอาล่ะ สุดท้ายก็ได้เวลาบอกลา Aix en provence เมืองเกร๋เกร๋ที่ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์ของความดั้งเดิมของสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบเมืองเก่าผู้ดีฟรองเซ่ที่โอเคมากมากสำหรับเรา และถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีกครั้งนะเอกซอง-โปรวองซ์

นั่งรถไฟกลับมาถึงที่มาร์กเซยประมาณหกโมงเย็น เลยยังมีเวลาเดินเล่นอีกประมาณสามชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า เหตุจากความต้องการประหยัดตัง และอยากหาที่ปังปังถ่ายรูปเราก็เดินลัดเลาะเรื่อยเรื่อยจนไปถึง Aix-Marseille Université มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1409 และได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกสู่สังคมมากมายโดยเฉพาะกฎหมาย การเมือง เศรษฐศาสตร์รวมไปถึงวรรณกรรมเลยจร้า

นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย อีกเรื่องที่โดนใจมากมากก็คือสุดยอดวิวทิวทัศน์ที่จัดว่าพีคมากมาก เนื่องจากเราสามารถชมเมืองมาร์กเซยแบบกว้างกว้างได้แบบสบายตา ปล่อยเวลาไปกับตึกรามบ้านช่องที่สะท้อนส่องได้จากผิวน้ำที่มีสีเดียวกับท้องฟ้าด้านบน ภาพที่ออกมาเลยน่ายลน่าชมสุดสุดไปเลยฮะ

และที่มหาวิทยาลัยนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมพระอาทิตย์ตกที่คูลจริงจริง แต่สิ่งที่เราชอบมากกว่านั้นคือมันไม่แน่นจนเบียดเสียดเพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลัก แต่ถ้าจะนั่งพักนานนานจนค่ำมืดนี่เราก็ไม่แนะนำเพราะพอเริ่มค่ำอากาศก็จะเย็นลงเรื่อยเรื่อยจนจะพากันเปื่อยได้ ประกอบกับโรงแรมที่พักก็ต้องเดินไปไกลหน่อยหน่อย ดั้งนั้นเราจึงไม่เสี่ยงคอยชมวิวที่มหาวิทยาลัยแต่หวังใจไปเก็บภาพ ณ Vieux Port a’ Marseille กัน

จากมหาวิทยาลัย Aix-Marseille Université จะใช้เวลาเดินกลับไปยังท่าเรือประมาณ 17 นาที แต่ด้วยอากาศที่ดีสุดสุด เราเลยเดี๋ยวเดินเดี๋ยวหยุดเก็บภาพสวยสวย บ้างก็ยิ้มทักทายผู้คนเจ้าถิ่นที่เดินผ่านไป เป็นระยะทางใกล้ใกล้ แต่ดีต่อใจมากมายเลยฮะ

เดินกันเกือบจะเมื่อย แต่เมื่อได้เห็นแสงสุดท้ายที่มาร์กเซยพอร์ทนี่ก็ถึงกับหายเหนื่อยกันทีเดียวกับภาพสุดโรแมนติคยามตะวันทอดกายลงผ่านเมืองชิคชิคแห่งนี้ ทั้งดูอบอุ่น ทั้งดูเหงา และหลากความรู้สึกที่คงต้องเข้ามาพิสูจน์กันเองแต่รับรองว่าแกรจะได้ภาพดีดีที่หยิบมาดูเมื่อไรก็อยากจะกลับไปที่นั่นอีกสักครั้งแน่แน่เราคอนเฟิร์ม

Day 6 : Avigon

มอร์นิ่งเช้าวันที่หกเราจะพาทุกคนมาตกหลุมรักกับเมือง Avignon ( อาวีญง ) เมืองหลวงของจังหวัด Vaucluse ( โวกลูซ ) ซึ่งเมืองนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมมากถึง 4 ล้านคนต่อปี ส่วนมากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมบ้านเมืองซึ่งส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยหินปูน มาชมกำแพงเก่าที่สภาพสมบูรณ์ที่ยังคงเหลืออยู่ในไม่กี่เมือง และมาเสพเทศกาลรื่นเริง Festival d’Avignon ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีเมื่อเดือนกรกฎาคมเป็นระยะเวลานานถึงสามสัปดาห์ และด้วยสิ่งดีงามที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ที่จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกโลกโดย UNESCO จร้า

เมืองนี้ค่อนข้างสงบ เรียบง่าย ไม่วุ่นวายเหมือนเมืองอื่นอื่น ดังนั้นร้านค้า ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟจึงไม่ตั้งจอแจมากเท่าไรนัก ทว่าหากเดือนเหนื่อยเหนื่อยและเมื่อยขาจะหาสักที่นั่งผ่อนคลายก็ง่ายไม่ยากเลย

รู้หรือไหม อาวีญงเป็นเมืองที่พระสันตะปาปาเครมองที่ 5 ( Clement 5th ) แห่งกรุงโรม อพยพหนีความวุ่นวายทางการเมืองมาตั้งศูนย์กลางทางศาสนาขึ้นเนื่องจากช่วงนั้นกรุงโรมเขามีปัญหาวุ่นวายนิดหน่อย แต่ไปไปมามากลายเป็นว่าพระสันตะปาปาต้องอาศัยอยู่ที่นี่เกือบร้อยปีที่วัง ปาเลส์เดส์ปาปส์ ( Palais des Papes ) นั่นเอง ซึ่งวังนี้ก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกแต่มีขนาดใหญ่และมีกำแพงล้อมรอบแบบแข็งแกร่งเพื่อความปลอดภัยขององค์พระสันตะปาปา

เท่าที่สังเกต ความดีงามของเมืองนี้จะมีเขตธรรมชาติเขียวเขียวค่อนข้างเยอะ และเมื่อเดินชมเมืองขึ้นไปบนเนินเขา เราก็จะพบว่าผู้คนเค้ามานั่งเล่น นอนเล่น พักผ่อนหย่อนใจกันบนสนามหญ้ารับลมเย็นสบายสบาย แถมยังได้วิวบรรยากาศของแม่น้ำโรนอีกด้วยนะฮะ

เดินลัดเลาะตามสวนไปอีกนิดก็จะพบกับสะพาน The Saint-Bénézet Bridge ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยยุคกลางเพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมข้ามแม่น้ำโรน ในอดีตนั้นเกิดอุทกภัยขึ้นบ่อยครั้งจนทำให้สะพานพังซึ่งทางเมืองก็บูรณะซ่อมแซมขึ้นเรื่อยเรื่อยจนหมดงบประมาณตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งปัจจุบันนั้นเสาของฐานสะพานจะเหลือเพียง 4 จาก 22 ต้น (แต่เราว่าก็ยังสวยอยู่เลยนะ)

เดินสำรวจมุมถ่ายรูปเกร๋เกร๋ของสะพาน The Saint-Bénézet Bridge จนพอใจ ร่างกายก็แอบส่งสัญญาณเป็นนัยว่าเหนื่อยจังขอพักหน่อยเนื่องจากออกตะลุยเมืองอาวีญงกันตั้งแต่เช้า นอกจากนั้นพรุ่งนี้ก็ยังมีแลนด์มาร์คสำคัญรออยู่ เหตุนี้เองพวกเราจึงนั่งดูทัศนียภาพอันสบายตาของสะพานในประวัติศาสตร์แห่งนี้อีกสักหน่อยแล้วจึ่งค่อยค่อยทยอยกันกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนในเต็มที่ เตรียมตัว เตรียมใจเพื่อเช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงจร้า

Day 7 : Pont du gardArles

  • Pont du Gard

เช้าวันใหม่ในเมืองมรดกโลกอย่างอาวีญง หลังจากทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยเสร็จสรรพก็เดินจากโรงแรมไปยัง Bus Station ของเมืองเพื่อเดินทางไปมุ่งหน้าไปที่ Pont du Gard ( ปงดูว์การ์ ) และใครที่อยากตามรอยก็วิ่งขึ้นรถบัสหมายเลข A15 มาได้เลยนะฮะ ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงจร้า ( ปล.รอรถบัสนานนิดนึง)

แม้ว่ารถบัสจะพาออกจากเมืองมาค่อนข้างไกลแต่ก็ไม่ต้องหวั่น เพราะเพื่อนรวมทางนั้นจะค่อนข้างเยอะ ถึงปงดูว์การ์ปุ๊บก็ดิ่งไปที่ห้องขายตั๋วปั๊บ ซึ่งราคาค่าเข้าเขาจะคิดประมาณ 8.50 euros ต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนส่วนใครที่อยากเช็คราคาตั๋วหรือหาข้อมูลก่อนตัดสินใจไปก็แวะไปที่ www.pontdugard.fr ได้เลยจร้า ( website นี้มีภาษาอังกฤษนะฮะ กดเปลี่ยนภาษาตรงไอคอนที่เป็นรูปธงจร้า )

Pont du Gard หรือ ปงดูว์การ์ แรกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นสะพานส่งน้ำแบบโรมันซึ่งสร้างจากน้ำมือของจักรวรรดิโรมันที่สร้างพาดผ่านแม่น้ำการ์ดงและเป็นหนึ่งในมรดกโลกเนื่องจากสภาพที่ยังคงค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศสซึ่งจะมีทั้งพิพิธภัณฑ์ สถานที่จัดการสัมมนา ร้านค้าร้านกาแฟพร้อมบริการพวกเราเป็นอย่างดีฮะ

  •    Arles

เสร็จภาระกิจจาก ปงดูว์การ์ ก็นั่งรถมาต่อกันที่ Arles หรือเมืองอาร์ลส์ เพื่อตามรอยแวนโก๊ะกัน!! เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองที่ Vincent Van Gogh ( วินเซนท์ แวน โก๊ะ ) จิตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อดังมาดำรงชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งฮะ

อาร์ลส์ เป็นเมืองที่โดดเด่นด้านโบราณสถานที่มีศิลปะในแบบยุคโรมาเนสก์ ( สมัยประวัติศาสตร์ยุโรปช่วงกลาง ) โดยเราจะได้เสพกลิ่นอายความวิเศษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบโรมันโดยที่นี่นั้นยังเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกอีกหนึ่งที่ในทริปเราว่ะฮะฮ่า ( ทริปนี่เล่นใหญ่เล่นโตมาก )

ไฮไลท์จุดใหญ่ไม่ไปไม่ได้เด็ดขาดคือสนามกีฬาโรมัน ( Roman Arena ) หรือ โรมัน แอมฟิเธียเตอร์ ( Roman Ampthitheatre ) หรือจะเรียกว่า อาร์ลส์ แอมฟิเธียเตอร์ ( The Arles Amphitheatre)  ก็ได้ เป็นสิ่งก่อสร้างทรงกลมขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านให้นักเที่ยวได้ประจักษ์อยู่ใจกลางเมืองตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 1 เลยนะแกร๊

หลังจากนั้นเราก็เริ่มเก็บภาพวิถีชีวิตผู้คนชมนก ชมไม้ ร้านกาแฟ สตรีทอาร์ท เท่าที่เวลาจะหาได้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ไปชมแลนด์มาร์คอื่นอื่นเช่น โบสถ์แซงต์ โทรแปงค์ ( St.Trophime Church ) หรือซากปรักหักพังแห่ง สุสานอาลีสกอง ( necropolis of Alyscamps ) ซึ่งเป็นสุสานที่มีขนาดใหญ่ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสุสานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโลก ซึ่งสำหรับเราแล้วเมืองอาร์ลส์นี้เป็นเมืองที่มีเสนห์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่พลาดไม่ได้จริงจริงนะ

Day 8 : Toulouse

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของทริปนี้จนได้ซึ่งเราจะเดินทางออกจากอาวีญงแล้วก็ตรงไปยังเมืองตูลูซซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นสูงของฝรั่งเศส และสิ่งที่ทำให้เมืองนี่เกร๋ขึ้นไปอีกคือการรักษาสถาปัตยกรรมแบบโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองตั้งแต่ยุคอาณาจักรโรมัน ตึกรามบ้านช่องของที่นี่จะมีอิฐสีแดงแดงส้มส้มอมชมพูที่ดูแล้วมีเอกลักษณ์สุดสุดจนได้สมญานามว่า”นครสีชมพู” (La Ville Rose)

เมืองตูลูซก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสซึ่งมีเขตชายแดนติดกับสเปนแต่ไม่สามารถไปมาหากันเนื่องจากโดนพรมแดนธรรมชาตินั้นกั้นไว้ ส่วนที่เอ่ยว่าเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงเพราะแลนด์มาร์คแห่งนี้มีบริษัทผลิตเครื่องบินอย่างแอร์บัสนั่นเอง

ถึงแม้ตูลูซจะเป็นเมืองขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีผู้คนเยอะแยะจนดูอึดอัดจนเกินไป ดังนั้นการเดินชมเมืองจึงสะดวกสบาย จะสายชิล สายช็อป สายคาเฟ่ก็เฮกันมาได้เลยนะฮะ

และด้วยเรามีแค่หนึ่งวันสำหรับการสำรวจเมืองนี้ก่อนจะบินไปที่โปรตุเกส เราเลยเจาะจงเรื่องแลนด์มาร์คที่พิเศษอย่าง La Basilique Saint Sernin หรือเรียกภาษาไทยว่าโบสถ์แซงต์แซร์แนงซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่เก่าแก่และยังคงสมบูรณ์มากมากจนได้รับการบันทึกเป็นหนึ่งในมรดกโลกจากองค์การ UNESCO อีกเช่นเคยจร้า การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในก็แสนยิ่งใหญ่ไปด้วยบรรดาหินอ่อน ภาพโมเสกและเชิงเทียนสวยงามตามศักดิ์ศรีของที่นี่จริงจริง

เดินไปเรื่อยเรื่อยก็จะทะลุมายังฝั่งแม่น้ำการอน ( La Garonne ) ที่ไหลมาจากประเทศสเปน ความพีคของที่นี่คือบรรยากาศ อากาศที่ดี๊ดีย์ อีกทั้งยังมีร้านอาหารเล็กเล็กมาให้บริการเมื่อยามเย็นอีกด้วย ส่วนมุมที่ผู้คนนิยมไปกันคือช่วงสะพาน Pont Neuf ที่สร้างขึ้นจากหินช่วงปี 1544 จร้า

มาต่อกันที่อีกหนึ่งจุดเที่ยวสุดฮิตติดดาวอย่าง Capitole de Toulouse หรือจตุรัส ปลาซ ดู กาปิตอลซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารเมืองของที่นี่ ส่วนความยิ่งใหญ่นั้นก็สะท้อนถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเกือบทั้งวันก็จะมีผู้คนมานั่งเล่น พบปะ พูดคุยหรือมาเก็บภาพบรรยากาศสวยสวยเช่นเราเป็นต้น

และแล้วก็จบไปอีกหนึ่งทริปที่สุดแสนจะประทับใจในความยิ่งใหญ่ประเทศฝรั่งเศสและโมนาโกที่พอไปมาแล้วคงคุยโวได้ทั้งชีวิต ทริปนี้กลายเป็นรูทที่ติดอันดับหนึ่งในใจเราและเป็นทริปที่เตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาโบราณสถานโบราณวัตถุรวมถึงการร่วมกันดูแลบ้านเมืองที่คนฝรั่งเศสพิสูจน์ถึงความสามัคคีได้เป็นอย่างดี และจุดจุดนี้นี่แหล่ะที่เราอยากเชิญชวนให้แกรแกรได้ออกมาเที่ยว ได้ออกมาดู มารู้ถึงประสบการณ์ดีดีเพื่อบางทีจะสามารถนำกลับไปประเทศไทยให้ไปไกลกว่า 4.0 กันจร้า (ฮ่าฮ่า)

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก