เราเชื่อว่า 90% ของคนที่เคยไปเที่ยวไต้หวันนั้นอยากกลับไปเที่ยวอีก เพราะถึงแม้จะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทยถึง 14 เท่า แต่สถานที่ท่องเที่ยวของไต้หวันนั้นเยอะและแน่นมาก เรียกได้ว่าหลากหลายตอบโจทย์ทุกสไตล์เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะธรรมชาติคูลๆ ค่าเฟ่เก๋ๆ สตรีทฟู๊ดเลิศๆ ฯลฯ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ยังไงก็ไม่สามารถเก็บให้ครบจบในครั้งเดียวได้แน่นอน สำหรับไต้หวันรอบนี้ขอเที่ยวเบาๆ ชิลๆ กรุปกริปกันที่แถบโซนทางเหนือ ซึ่งเป็นรูทที่เหมาะกับคนวันลาเหลือน้อยแต่อยากใช้สอยให้หมดก่อนสิ้นปี และด้วยความที่ไต้หวันฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย จะไปเที่ยวกี่รอบก็ได้…

และนี่ก็คือครั้งที่สามของ  จ ะ เ ที่ ย ว ไ ป ไ ห น กับทริปกินอิ่มนอนอุ่นหุ่นไม่เกี่ยว

DAY 1

Flight : ครั้งนี้เรามีโอกาสได้บินไปกับสายการบิน Low cost ราคาจับต้องได้อย่าง Thai Lion Air ที่เพิ่งเปิดเส้นทางบินตรง ดอนเมือง-ไทเป แบบสดๆ ร้อนๆ แถมฟรีน้ำหนักกระเป๋าอีก 20 กก. หึหึ สำหรับเรื่องน้ำหนักบอกเลยว่าขาไปไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่เพราะกระเป๋ายังโล่ง แต่สายช้อปแบบเราไปไหนก็จัดหนักจัดเต็มขากลับนี่คือแบบคุ้มชัวร์

เนื่องด้วยเราบินมาในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ มันก็เลยมีความสเปเชียลหน่อยๆ เริ่มตั้งแต่เครื่องแลนดิ้ง ก็มีการฉีดอุโมงค์น้ำต้อนรับเครื่องบิน มีพนังงานสนามบินยืนโบกมือ ฉีกยิ้มสวยสวย กล่าวทักทาย พอผ่านตมกันมาเรียบร้อยก็มีการจัดงานแถลงข่าวใหญ่โต เรามีโอกาสเข้าไปแจมถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆ ด้วยนิดหนึ่ง

นอกจากการต้อนรับจากสนามบินอย่างอบอุ่มสมเกียรติแล้ว ฝนก็โปรยปรายต้อนรับพวกเราด้วยจ้า แต่เราดูพยากรณ์อากาศมาแล้วเลยทำใจไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้วแหละแกร๊ ยังไง มาเที่ยวเมืองฝนมันต้องเจอฝนเป็นเรื่องธรรมดา เสื้อกันฝนพร้อม ร่มพร้อม ที่เหลือก็อธิษฐานในใจเอาว่าจะเจอฝนหนักเบาขนาดไหน จากสนามบินนานาชาติเถาหยวน (Taiwan Taoyuan International Airport)  เรามุ่งหน้าไปเมืองจีหลง (Keelung) เมืองทางเหนือสุดของไต้หวัน

จีหลง เมืองเล็กๆ ริมทะเล อยู่ไม่ไกลจากไทเปมากนัก เดินทาง 45 นาทีโดยประมาณก็ถึง การท่องเที่ยวเมืองนี้จะเน้นหนักไปแนวธรรมชาติหน่อย ใครรักภูเขา สายลม แสงแดด ทะเล รับลองว่าฟิน โดยตามแพลนเราจะเที่ยวอยู่ที่เมืองจีหลง 2 วัน ส่วนเราจะพาไปกิน เที่ยว ชิลที่ไหนยังไงบ้าง มาเริ่มเลย

Lunch At Boutix Resort Hotel Yehliu : นักเดินทางสายกินที่แท้ทรูมักจะมีคำคมสวยสวยมาพูดเสมอ “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” เราออกเดินทางจากสนามบินเข้ามาเมืองจีหลงโดยมุ่งหน้าต่อไปยังเขต เย่หลิว (Yehliu) ซึ่งเป็นเขตชายฝั่งริมทะเล เรามาถึงก็เกือบๆ เที่ยงแล้ว แน่นอนทริปนี้ของเราก็เลยเริ่มต้นที่การกิน ขอจัดบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลเอาฤกษ์เอาชัยกันหน่อย ที่นี่อาหารทะเลแบบบุฟเฟ่ต์จะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาก แถมมีร้านให้เลือกเยอะไปหมด แต่เรามาจบกันที่ร้าน Boutix Resort Hotel Yehliu  มีความหรูหราหน่อยๆ

ไม่ต้องบอกว่าร้านเป็นที่นิยมสำหรับคนไทยแค่ไหนเพราะขนาดไลน์บุฟเฟ่ต์นางยังมีเมนูเป็นภาษาไทยเลยแกร๊ ทีเด็ดต้องยกให้ปูที่มีความสดมากสดชนิดดำลงไปใต้ทะเลไต้หวันแล้วจับกินตรงนั้นแบบสดสด ฮ่าฮ่า ที่นี่นางมีน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติไทยแท้แบบที่เราคุ้นเคยไว้บริการด้วยนะเออ

Yehliu Geopark : ถ้าให้จัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในไต้หวัน ต้องมีชื่อ Yehliu Geopark ติดอันดับเป็นอีกสถานที่ๆ Must Go ( ต้องไปให้ได้ ) แน่นอน เย่หลิว หรือ อุทยานธรณีเย่หลิว คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก และหินที่โดนการกัดเซาะของคลื่นและลม จนมีรูปร่าง ต่างๆคล้ายกับสิ่งที่ผู้คนจินตนาการไว้ มีทั้งหินช้าง หินคิงคอง หินเห็ด หินเทียน หินเต้าหู้ เยอะแยะตาแป๊ะไก่ แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่สุด หรือเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของที่แห่งนี้เลยก็คือ “หินเศียรราชินิ”

ความสนุกอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวที่อุทยานเย่หลิวนั่นก็คือ การตามหาหินรูปร่างต่างๆ เราอยากให้เพื่อนๆลองหยิบโบร์ชัวที่ Visitor Center แล้วจินตนาการมองหาหินแต่ละก้อนที่ดังๆ ด้วยตัวเองรับลองว่าเพลินมาก

วันที่เรามาฝนตก ลมแรงมาก ทางอุทยานก็ได้มีการกั้นเขต เพื่อป้องกันอันตราย  ทำให้บางจุดเราไม่สามารถเดินเข้าไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครตั้งใจจะมาที่นี่แล้วเก็บให้ครบ ลองเช็คพยากรณ์อากาศให้ดีดีก่อนะ มาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสคงจะพีคและถ่ายรูปสวยมาก แถมยังเดินได้ทั่วทุกมุม ส่องหินได้ครบทุกก้อนอีกด้วย

แถวข้างๆอุทยานจะมีตลาดเล็กๆ ส่วนใหญ่จะขายพวกอาหารทะเลแห้ง ถ้านึกไม่ออกให้ลองจินตนาการตลาดหนองมนเป็นเวอชั่นจีนดู แอบคล้ายเบาเบา และนอกจากอาหารทะเลแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยของกินเล่นอีกเยอะแยะมากมายให้เราเดินไป กินไป ถ่ายรูปไป เพลินเพลินไม่เบื่อหน่ายแน่นอน

Dancewoods Hotel : หลังจากเยี่ยมชมอุทยานเย่หลิวกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มาเช็คอินที่ที่พักกันต่อเลย โดยที่ คืนแรกเราพักกันที่ Dancewoods Hotel ยกมาเป็นธีมปาร์คเลยจร้า แถมไม่ใช่ธีมปาร์คธรรมดา แต่มาในแนวญี่ปุ่น ใช่แล้วฟังไม่ผิด อะไรกันอยู่ไต้หวันมาญี่ปงญี่ปุ่นได้ไง ถ้าลองศึกษาประวัติศาสตร์ไต้หวัน จะมีช่วงหนึ่งที่ไต้หวันถูกปกครองโดยญี่ปุ่น ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้อ๋อ ในความเชื่อมโยงได้บ้าง

ภายในโรงแรมมีแอคทิวิตี้ให้ทำเยอะมาก ไม่ว่าจะใส่ชุดยูกะตะเดินเล่นถ่ายรูปเอย เรียนรู้การชงชาแบบญี่ปุ่นเอย แช่ออนเซนแบบเปลือยหมด นี่ถ้าถ่ายรูปอัพสตอรี่ อัพไอจี บอกเพื่อนว่าอยู่ญี่ปุ่น เพื่อนก็เชื่อนะแกร๊  ส่วนราคาต่อคืนก็มีความแพงเอาเรื่องอยู่ประมาณคืนละ NDT 6500

Night Market Loutong : ค่ำคืนในไต้หวันที่แท้ทรูต้องมาคู่กับ Night Market และไม่ว่าจะอยู่มุมไหนเมืองไหน ไต้หวันก็คือไต้หวัน มี street food เกร๋ๆให้เราได้เดินหาของทานเล่นทุกเมือง และเพื่อให้เข้าถึงความเป็นไต้หวันมากขึ้นเราต้องไปลิ้มลองรสชาติอาหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้นคืนนี้ขอปิดท้ายวันแรกสวยสวยกันที่ ตลาดกลางคืนหลัวตง (Loutong Night Market) หนึ่งในตลาดกลางคืนชื่อดังและมีขนาดใหญ่ที่สุดอีกหนึ่งของไต้หวัน อยู่ข้างสวนหลูตง (Luodong Park)

ที่นี่เป็นแหล่งกินและช้อปที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองอี่หลาน (Yilan) มีอาหาร ขนม ของกินเล่น และเครื่องดื่มต่างๆให้บริการมากมาย ทั้งของท้องถิ่นที่บางทีหากินจากตลาดอื่นไม่ได้ ไปจนถึงแบบนานาชาติที่เป็นสไตล์ Street Food นอกจากของกินแล้วก็ยังมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆอีกมากมาย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ของเล่น และของสะสมต่างๆ

เวลานี้สายกินจะค่อนข้างเอ็นจอยเดินไปยิ้มไป เพราะตลอดสองข้างทางมีอาหาร ของกินเล่น ให้เลือกทานจัดหนักจัดเบาละลานตาเต็มไปหมด ทำเอาเลือกไม่ถูกเลยว่าจะเริ่มต้นร้านไหนดี ในขณะที่มองอันนั้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่าลอง กลิ่นเต้าหู้เหม็นก็ลอยตามลมมาแตะจมูกเข้าอย่างจัง สรุปก็เดินตามกลิ่นไปจบลงที่ร้านเต้าฮู้เหม็น จัดไปชุดใหญ่ไม่ว่าจะเต้าหู้เหม็น , หอยนางรมทอด (จะเหนียวๆ คล้ายออส่วน) ,ข้าวราดหมูพะโล้ และบะหมี่เนื้อ ฟินฟินกันไป แล้วค่อยเดินหาเครื่องดื่มประจำชาติอย่างเจ้า “ชานมไข่มุก” ปิดท้าย

DAY2

YM Oceanic Culture and Art Museum : เช้าวันใหม่สดใสซาบซ่าวันนี้ยังคงเที่ยวอยู่ที่เมืองจีหลง โดยมาเริ่มกันที่  YM Oceanic Culture and Art Museum (OCAM) พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับมหาสมุทรและการเดินเรือของไต้หวัน ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือจีหลง ข้างสถานีรถไฟจีหลง เดิมอาคารนี้เป็นอาคารเก่าแก่ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1915  และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีบางส่วนของอาคารที่ถูกทำลายไป ภายหลังในปี ค.ศ. 2003 ทางไต้หวันเห็นว่าอาคารนี้ควรได้รับการบูรณะ จึงได้ฟื้นฟูและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมา มีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการเดินเรือและประวัติศาสตร์เมืองท่าอย่าเมืองจีหลง

พอพูดถึงพิพิธภัณฑ์หลายคนอาจเบ้ปากมองบนจินตนาการล่วงหน้าไปก่อนถึงความน่าเบื่อ แต่เราจะบอกว่าที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แบบเดิมเดิมที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตพวกแกแน่นอน ที่นี่เค้ามีชุดกัปตันให้ใส่ให้มโนว่าเป็นกัปตันที่กำลังเดินสำรวจนี่นั่นบนเรือของตัวเอง เมืองได้ลองสวมชุดเท่เท่เดินเข้าไปถ่ายรูปในห้องควบคุมบนเรือ รวมรวมมันก็เลยดูสนุกและได้ภาพคูลคูลกลับมาอวดเพื่อน

2017 Keelung City Expo : ข้างๆ พิพิธภัณฑ์ OCAM จะเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันก็มีทั้งเรือส่งสินค้า เรือสำราญต่างแวะเวียนมาเทียบท่ากันเรื่อยๆ  บรรยากาศก็ดีงามเหมาะแก่การเดินเล่นชิวชิว จะว่าคนหน้าตาดีมีบุญก็คงเห็นจะจริงเพราะเรามาตรงกับช่วงที่เค้าจัดงาน City Expo พอดี โดยงานจัดขึ้นภายในโกดังเก่าแต่เก๋ข้างท่าเรือซึ่งในงานก็จะมีการโชว์นวัตกรรมและแผนการพัฒนาของเมืองจีหลง สำหรับงานนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-29 ต.ค. 2017 ที่ผ่านมา ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองจีหลงและอยากไปเดินงานแฟร์เก๋ๆ แบบนี้ ลองติดตามข้อมมูล เว็บนี้ ได้เลย เขาจะมีจัดงานอยู่เรื่อยๆ

Lunch  At 漁品軒 YU PIN HSUAN (Sea Food) : ส่งท้ายเมืองชายฝั่งริมทะเลด้วยมื้อกลางวันนี้ที่ร้าน 漁品軒 YU PIN HSUAN  ภัตตาคารอาหารทะเลสดๆ แบบเล่นใหญ่จัดเต็ม เริ่มจากออเดิร์ฟจานแรกกับปลาดิบ ไก่สับ ยำสาหร่าย ต่อด้วยข้าวผัดและกุ้งชีสทอด คือแบบเนื้อแน่นชิสฟินมากไม่เค้มไม่เลี่ยนเลย แล้วตบท้ายด้วยปูผัดผงกะหรี่ ที่ต้องกินกับขนมปัง เพราะรสชาตินางนั้นมีความหวานๆ เหมือนขนมเลยแกร๊

Houtung : หลังจากกินอิ่มแน่นท้องก็ถึงเวลาโบกมือลาจีหลง มุ่งหน้าไปเที่ยวต่อกันที่เมืองโหวต้ง (Houtong) ใช้เวลาเดินทางจากสถานี Keelung Station มา Houtung Station ประมาณ 1 ชม. โหวต้ง (Houtung) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ที่อดีตเคยเฟื้องฟูจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ แต่หลังจากที่ไต้หวันมีการพัฒนาการคมนาคมทำให้ความเจริญต่างๆ ย้ายไปอยู่ที่ไทเป ทำให้หมู่บ้านนี้เหมือนเป็นหมู่บ้านร้างที่ไม่ค่อยได้มีการพัฒนา แต่ไม่นานโหวต้งก็เหมือนได้ชุบชีวิตใหม่ โดยเจ้าแมวเหมียวเจ้าบ้านแสนน่ารักที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว จากแมวที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ธรรมดาๆ กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก และมันตอกย้ำให้เรารู้ว่าทาสแมวนั้นมีทั่วโลก ที่ไหนมีแมวที่นั่นเจริญ 555555555

ถ้าที่ญี่ปุ่นมีสถานที่รถไฟแมวที่ Wakayama ไต้หวันก็มีหมู่บ้านแมว Houtong Cat Village นี่แหล่ะที่เป็นแหล่งให้เหล่าทาสแมวทั้งหลายได้มาฟินกัน นอกจากเจ้าแมวมากมายที่คอยต้อนรับเราอย่างเป็นมิตรในทั่วทุกมุมของหมู่บ้านแล้ว อากาศที่หมู่บ้านก็เย็นสบายเพราะซ้ายขวาหน้าลงถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา แถมในหมู่บ้านยังมีร้านคาเฟ่น่ารักๆ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเกร๋ๆ ให้ได้ชมได้ชิวได้ช้อปได้กินกันแบบเน้นเน้น

ถ้าลองเสิร์ช  Houtong ใน google  ดู เชื่อว่าทุกคนจะเจอแต่รีวิวหมู่บ้านแมว แมว แมว  แล้วก็แมว แต่ความจริงที่หมู่บ้านแห่งนี้นางมีดีมากกว่านั้น ซึ่งจากหมู่บ้านแมวเดินข้ามสะพานมาอีกฝั่งก็จะเจอขบวนรถไฟสายโรแมนติก หรือจะเรียก รถไฟคุณปู่ก็น่าจะเหมาะ โดยรถไฟมีไว้บริการพาท่องเที่ยวเข้าไปชมภายในเหมืองทองคำเก่าแก่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแอคทิวิตี้ที่น่ามาลองหลังจากเซลฟี่กับเจ้าแมวเหมียวเสร็จ

จิ่วเฟิ่น  (Jiufen) : ถ้ากางลิสที่เที่ยวของคนที่กำลังจะเดินทางไปไต้หวัน เชื่อว่า 90% จะต้องมีจิ่วเฟิ่นอยู่แผนเที่ยว ซึ่งลิสเที่ยวไต้หวันรอบนี้ของเราก็เช่นกันมีไปจิ่วฟิ่นด้วยแหล่ะ จิ่วเฟินเป็นเมืองเล็กเล็กที่แทรกตัวอยู่บนภูเขา วิวทิวทัศน์จึงสวยงามมองเห็นวิวทะเลกับภูเขาได้ไกลสุดลูกหูลูกตา เดิมทีที่นี่ก็คือแลนมาร์คหลักที่ใครใครต่างอยากมาแต่พอวันนึงหนังแอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away ใช้ที่นี่เป็นเมืองต้นแบบ เลยส่งผลให้เป็นนักท่องเที่ยวทั้งจีน ญี่ปุ่น รวมถึงคนไต้หวันเองนิยมมาที่นี่ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คหลักที่คนมาไต้หวันแล้วต้องห้ามพลาด

จิ่วเฟิ่นถือเป็นสวรรค์ของคนรักการกินอย่างแท้จริง เพราะตลอดสองข้างทางของถนนเส้นหลักจะเต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่น ซึ่งมีร้านขายของกินเยอะชนิดที่ว่าหากลื่นล้มไปด้านหน้า ด้านซ้าย ด้านขวา หรือด้านหลังก็สามารถหาของกินยัดใส่ปากได้ และด้วยความที่ของกินเยอะมาก เราก็เดินลองผิดลองถูกกินกันมั่วไปเรื่อยซึ่งแน่นอนว่าร้านที่เจอก็จะมีทั้งร้านที่อร่อยแบบฟินฟิน กับร้านที่รสชาติไม่ค่อยจะโอเท่าไหร่ ยังไงลองไปเดินตามกินกันดูนะครับ

6 Star Motel : หลังจากออนซอนทัวร์กินฟินกับน้องแมวมาทั้งวันก็ถึงเวลาเข้าที่พัก ซึ่งคืนที่สองเราพักกันที่  6 Star Motel  ในเมืองเถาหยวน อย่าเพิ่งดูถูกความเป็นโมเต็ลเด้อ เพราะที่นี่คือดี สวยมาก แถมเตียงหมอนต่างๆ ก็ใช้ของเครือ 168inn รับประกันความนุ่มนอนสบาย  ที่สำคัญราคาไม่แพง ประมาณคืนละ  NTD 2600

DAY 3

วันนี้เป็นวันเที่ยววันสุดท้ายแล้วววว เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ เพื่อให้ทุกเวลามีคุณค่าที่สุดพอทานมื้อเช้าเติมพลังที่ 6 Star Motel  เสร็จ เราก็เริ่มออกตามหาความป๊อปในเมืองไทเป หลังจากที่สองวันแรกเที่ยวแบบธรรมชาติไปเยอะแล้ว

DIY พายสับปะรด Brand เหว่อเก๋อ ที่ย่าน New Taipei City : จุดหมายแรกในกรุงไทเปเราจะพาไปบุกกันที่โรงงาน พายสับปะรดเหว่อเก๋อ แบรนด์ชื่อดังของไต้หวัน ที่โดดเด่นตรงแป้งข้างนอกมีความกรอบเหมือนคุกกี้ ส่วนเนื้อสับปะรดข้างในก็หวานน้อยกำลังดี ด้วยเหตุนี้ใครมาไต้หวันก็ต้องหิ้วกลับเป็นของฝาก นอกจากที่นี่จะมีให้ลองชิมเจ้าพายสัปะรดสุดแซ่บแล้วเค้ายังมีกิจกรรมน่ารักให้ได้ทดลองทำพายสับปะรดของตัวเองด้วยเด้อ รับลองทั้งสนุกทั้งอร่อยแถมได้ของฝากฝีมือตัวเองกลับไปฝากที่บ้าน 10 10 10 ไปเลยจร้า

Taipei Sightseeing : เป็นรถบัสสองชั้นสำหรับบริการเที่ยวชมเมืองไทเป ตอนนี้มีให้บริการสองสาย คือสายสีน้ำเงิน และสายสีแดง โดยแต่ละสายจะวิ่งผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงไทเป ซึ่งรอบนี้เราได้ลองนั่งชิวตัวปลิวไปกับสายสีแดง ที่เริ่มวิ่งตั้งแต่ Teipei Main Station ผ่านจุดแลนด์มาร์คสำคัญๆ อย่าง Ximending, The Red House, C.K.S Memorial Hall, Taipei 101, Dinghao Market และกลับมาจบที่ Teipei Main Station  ถ้านั่งชมไปเรื่อยๆ แบบไม่ลงรถเลยก็จะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. หรือใครอยากจะแวะชมจุดไหน ก็สามารถลงได้ และค่อยกลับมาขึ้นรถรอบถัดไปได้อีก

รถบัสคันนี้ชั้นสองจะเปิดโล่งรับลมเย็นๆ ให้เราได้นั่งชิวชมความสวยงามของกรุงไทเปพร้อมกับลั่นชัตเตอร์กันรัวรัว ซึ่งถ้าแนะนำก็ต้องชั้นสองนี่แหล่ะแรร์ไอเทมสุด ในทุกทุกที่นั่งจะมีหูฟังแจก ( สามารถเก็บกลับไปได้เลย ) เพื่อฟังคำบรรยายมีทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ( พนักงานแอบกระซิบบอกว่าจะมีภาษาไทยในเร็วๆ นี้ ) หรือใครไม่อยากใส่หูฟังก็ฟังบรรยายจากพนักงานคนสวยเองเลยก็ได้ เธอจะคอยชี้นู่นนี่ให้ดูแบบตื่นเต้นตลอดสองข้างทางเลยทีเดียว สำหรับค่าบริการจะเริ่มต้นที่ แบบ 4 ชม. ราคา NTD 300, Day Tour Pass (9.00-18.00 น.) ราคา NTD 500, Night Tour Pass (18.00-22.00) ราคา NTD 400, One Day Pass ราคา NTD 700 และ Two Day Pass ราคา NTD 1200  ตั๋วสามารถซื้อบนรถได้เลย จะเลือกจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตก็ได้ดี้ดี

Chiang Kai-Shek Memorial Hall  : วัดร่องขุ่นเคียงคู่เชียงรายฉันใด อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็คก็คู่กับกรุงไทเปฉันนั้น ที่นี่ถือเป็นแลนด์มาร์คอันดับต้นต้นที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะมาเช็คอิน ส่วนไฮท์ไลท์หลักหลักที่ถ่ายรูปแล้วดูคูลก็จะเป็นซุ้มประตูตรงทางเข้า กับอาคารสีขาวขาวหลังคาน้ำเงินเข้มที่มีรูปปั่นท่าน เจียง ไคเช็ค อยู่ด้านใน นอกจากสองไฮท์ไลท์ที่เรากล่าวข้างต้นแล้ว ที่นี่ยังมี Concert Hall กับ National Theater ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมความสวยงามและความอลังการได้

ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแล้ว ยังเหมือนเป็นสวนสาธารณะของคนไต้หวันอีกด้วย ช่วงเย็นๆ จะเห็นภาพคนมาวิ่งออกกำลังกาย พาสุนัขมาเดินเล่น มีหลายครอบครัวพาเด็กน้อยมาวิ่งเล่นไปมาเต็มไปหมด ดูอบอุ่น น่ารัก

PAPA WHALE Hotel : เสร็จจากอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค เราก็มาเช็คอินที่พักคืนสุดท้าย PAPA WHALE Hotel โรงแรมที่ความเหมาะกับวัยอย่างเราเราตกแต่งออกมาได้โดนใจฮิปสเตอร์สุดสุด  ภายในโรงแรมมีห้องพักเยอะถึงสามร้อยกว่าห้องโดยที่แต่ล่ะห้องตกแต่งต่างกัน ราคาเริ่มต้น NTD 1780 เองแกร๊

สำหรับโลเคชั่นจัดว่าดีงามเพราะแค่ก้าวขาออกจากหน้าโรงแรมก็เจอ ซีเหมินติง (Ximending) แถมชั้นล่างของที่พักมีร้านชาบู “TAKAO 1972” และก่อนจะไปเดินช้อปปิ้งให้ขาลาก ขอเติมพลังกันตรงนี้ก่อนเลย TAKAO 1972 มีน้ำซุปมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา และหมาล่า แน่นอนเราเลือกหมาล่าเพราะแบบธรรมดากลับไปกินที่ไทยก็ได้มั้ง โดยราคาเซ็ตหมูหรือเนื้อจะอยู่ที่ NTD  238 แต่ถ้าเพิ่มเติมซีฟู๊ดเข้าไปก็จ่ายแค่  NTD 398  ถือว่าถูกและคุ้มมากกกกก

Ximending : ซีเหมินติง คือย่านช้อปปิ้งยอดฮิตของไทเป ประมาณสยามสแควร์บ้านเรา แต่ที่นี่ร้านเยอะกว่าเยอะ ของอะไรที่ว่าอินเทรน นำเทรน ที่นี่มีหมด นอกจากร้านค้าแฟชั่นต่างๆ แล้ว ก็ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านนั่งชิล โรงหนัง ร้านขายของฝาก เครื่องสำอาง เรียกได้ว่าเป็นแหล่งเอ็นเตอร์เทนที่ครบเครื่องที่สุดในไทเปแล้วววว ขนาดพวกเราเริ่มเดินกันตั้งแต่ทุ่มกว่า จนถึง 5 ทุ่ม ยังเดินไม่ทั่วเลย (ร้านส่วนใหญ่ประมาณ 4 ทุ่มก็เริ่มเก็บกันแล้วนะ) ต้องฟิตกล้ามขาไปให้ดีเลย ไม่งั้นกลับมานอนง่อยที่โรงแรมแน่นอน

Bye Bye Taiwam

เราใช้บริการ Thai Lion Air อีกเช่นเคย โดยเวลากลับถือว่าเป็นเวลาที่ดีงามมากไม่เช้าจนต้องแหกขี้ตาตื่นไปสนามบิน มีเวลาให้จัดของ แต่งตัวชิวๆ แล้วก็เดินทางไปที่สนามบินขึ้นเครื่อง 11:00 น. แล้ว Thai Lion Air ก็พาเราบินลัดฟ้ากลับถึงไทยอย่างปลอดภัย ถือเป็นการปิดทริปที่ดีงาพระรามเก้าอีกทริปหนึ่ง และนี่ก็คือทั้งหมดของเรื่องราวการเดินทางในไต้หวันครั้งที่สามของเรา มีความเต็มอิ่มทั้งท้องและเมมกล้อง แฮปปี้สุดๆ มั่นใจได้เลยว่าต้องได้กลับมาไต้หวันอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งชัว ส่วนรอบหน้าจะเป็นภาคไหน เมืองไหน  รอดูกันต่อไปครับคุณผู้โช้มมมมม!!

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก

บันทึก