Japan once again : Osaka-Kyoto-Nara

โอไฮโยโกไซมัสสส~~~โฮะ โฮะ โฮะ

แม้จะไม่มีซานต้าขี่กวางลงมาให้ของขวัญกับเราในวันคริสมาสที่ผ่านก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะวันนี้ได้เวลาที่เราจะมาแบ่งปันเรื่องดีดีอย่างที่เคยทำเสมอมา โดยทริปนี้จะเป็นทริปสุดพิเศษที่เราจะพาทุกคนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงก่อนส่งท้ายปีกับเมืองยอดฮิตที่อยู่เคียงคู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ไม่ว่าจะเป็นโอซาก้า เกียวโต หรือนารา รูทท่องเที่ยวธรรมดาในราคาที่ถูกลง…..!!!!

Krungsri JCB
อ่ะๆอย่าเพิ่งงงว่าไปที่เดิม กินที่เดิม เที่ยวที่เดิม มันจะถูกลงได้ยังไง เพราะทริปนี้เราตั้งใจบินไปญี่ปุ่นเพื่อให้สิทธิประโยชน์อันมากมายที่ได้รับจากบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum ที่ให้ส่วนลดตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวที่ไทย ไปจนถึงตลอดเวลาที่อยู่ญี่ปุ่น จนบินกลับมาลงรูปที่ไทย!!!! ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อินเตอร์เน็ต และเงินสำหรับกิน เที่ยว ช้อป ให้แกได้เริ่มใช้ตั้งแต่บัดนี้ ยาวไปถึงต้นปีหน้า ส่วนใครที่มือสั่นอยากจองตั๋วรัว ๆ แต่ก็กลัวมึนงงว่าจะวางแผนไม่ทัน เราก็มีแพลนสำหรับเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้ก๊อบไปใช้กันแบบฟรี ๆ เลยจ้าาาาาา

Getting Around
การเดินทางในญี่ปุ่นนั้นอย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าเค้าขึ้นชื่อเรื่องการคมนาคมที่มีให้เลือกหลากหลายช่องทาง แถมแต่ละช่องทางก็ยังสะดวกสบาย เพราะสามารถซื้อบัตรตามประเภทการเดินทางที่เราต้องการได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่ศึกษาให้ดีก่อนก็จะมีความมึนงงและความแพงจนกินงบ ดังนั้นถ้าแกอยากเที่ยวญี่ปุ่นแบบสบายใจ แกจะต้องวางแผนเส้นทางและวิธีการเดินทางไว้ให้ดี ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้เสียเวลาแล้วยังช่วยให้การเดินทางของเราไม่แพงอย่างที่คิดอีกด้วย แต่อย่างที่บอกไปว่าเรามาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์การเดินทางของเราในครั้งนี้จึงถูกลงไปได้อีก เพราะบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum เค้ามอบส่วนลดส่วนลด 10% สำหรับค่าตั๋ว Osaka Amazing Pass และ Kansai Rail Pass และ 20% Airport Limousine Bus ทั้งคุ้มทั้งครอบคลุมขนาดนี้รับรองได้ว่ามีเงินเหลือไว้ช้อปปิ้งขึ้นอีกเยอะแน่

OSAKA :: 大阪府
Day 1 – Day 2

• Universal Studios Japan (USJ)
ใครบ้างไม่มีความฝัน… เราทุกคนล้วนฝันและอยากมีชีวิตเหมือนอย่างที่ฝันไว้ หนึ่งในความฝันของใครหลายคนเราเชื่อว่าคือการได้มาเที่ยวที่ Universal Studios Japan และไม่ว่าแกจะอายุเท่าไหร่ เหนียมอายแค่ไหน การที่แกได้ก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ แกจะรู้สึกว่าแกมีพลัง มีความกล้า และความซู่ซ่าบ้าบิ่น ร่างกายแกจะร้องขอความตื่นเต้นขึ้นมาในทันที เพราะทุกคนในที่นี้ต่างมีสายตาจับจ้องไปในสิ่งเดียวกัน คือ ความสนุก ส่วนใครที่มีแพลนจะมาเที่ยวที่นี่ บัตรเครดิตกรุงศรี JCB เค้าก็มีสิทธิพิเศษสุด Exclusive ไว้ให้ด้วยนะแกร

เริ่มต้นที่โซนแรกโซนที่เปรียบเสมือนหัวใจของสวนสนุกแห่งนี้เลยกว่าได้ The Wizarding World of Harry Potter ขอบอกก่อนว่าตอนเรามานั้นมาด้วย JR Pass มาลง JR ที่สถานี Universal City แต่เมื่อมาถึงดินแดนแห่งพ่อมดแน่นอนเราต้องเดินผ่านชานชลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่ แม้อากาศจะสดใสแต่มือของเราเริ่มชื้นเหงื่อ ภาพใบหน้าของเด็กชายที่มีแผลเป็นรูปสายฟ้าที่หน้าผาก เด็กสาวเลือดผสมผมหยิกฟู และเด็กชายผมสีแดงปรากฏขึ้นในใจ ความประหม่าและตื่นเต้นคงพอ ๆ กับวันแรกที่แฮรี่ได้ลองเข็นรถเข็นทะลุกำแพงนั่นแหล่ะ สำหรับแฟนแฮรี่พอตเตอร์อย่างเราเราว่านี่มันคือฝันที่เป็นจริงจนน้ำตาแทบไหลเลยล่ะ

หลังจากเดินผ่านป่าสนและซากรถที่เจอเจ้าต้นวิลโลว์จอมหวดซัดกระเด็นจนตกอยู่ข้างทาง เราก็จะได้เจอกับบรรยากาศหมู่บ้าน Hogsmeade ที่มีทั้งร้านอาหาร ร้าน Honeydukes ร้านขนมหลากสีสันที่มีให้เลือกเยอะมาก แถมยังมี Bertie Bott’s ที่รวมรสแปลกๆไว้ด้วย ร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์ ร้านขายของฝากทั้งไม้กายสิท ผ้าคลุม นิมบัส2000 เหมือนในหนังสือเลยเป๊ะ มองไปทางไหนก็ตื่นเต้นละลานตารู้สึกเหมือนมักเกิลที่ทำผิดกฎลักลอบเข้ามาในดินแดนของพ่อมดยังไงยังงั้น!!!

และถ้าหากพลาดสิ่งนี้ไปคุณจะต้องเสียใจไปอีกหลายวัน นั่นคือการจิบ Butterbeer พลางยืนมองปราสาทฮอกวอต์ ความซ่าและความหวานของคาราเมลที่อวลอยู่ในปากตอกย้ำความฝันที่เป็นความจริง หรือที่นี่จะมีเวทมนต์อยู่จริงกันแน่…. Butterbeer ที่เราสั่งมาอันนี้เด็กๆก็กินได้เช่นกันเพราะไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนแก้วมีให้เลือกแบบเอากลับบ้านได้ด้วยนาจา

พิเศษยิ่งกว่าฮอกวอตเพราะที่คือ Universal Studios สวนสนุกระดับโลก ความสนุกและเวทมนต์จึงถูกผนวกเข้าหากัน ความสนุกและน่าตื่นเต้นชวนมวลท้องราวกับกินน้ำยาสรรพรสเข้าไปก่อนจะกลายร่างเป็นเราคนเดิมที่เพิ่มเติมคือพลังชีวิต เครื่องเล่นโซนนี้จะมีสองอย่างคือ Forbiden Journey 4D เครื่องเล่นที่ทำให้เราได้สัมผัสความรู้สึกของกีฬาควิดดิชโอกาสเดียวของเราที่จะได้ขี่ไม้กวาดเล่นควิดดิชในฮอกวอต และ Flight of the Hippogriff รถไฟเหาะที่มอบประสบการณ์ของการได้นั่งบนหลังเจ้า Hippogriff ทะยานผ่านป่าและทิวทัศน์ต่างๆ หลังเล่นเสร็จเราก็ลงมายืนมองไปรอบ ๆ ตัวอีกสักพัก เพื่อสัมผัสความฝันผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า พร้อมกระซิบบอกตัวเองว่าขอบคุณที่พาตัวเองมาที่นี่

เต็มอิ่มกับโลกเวทมนต์ก็ได้เวลาที่มักเกิลจะเดินทางย้อนอดีตสู่ยุคจูรัสสิคปาร์ค อดีตเมื่อ 65 ล้านปีของมวลมนุษยชาติ ยุคของนักล่าที่มีเขี้ยวเล็บอันแหลมคน และขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นักล่า โซนนี้มีเครื่องเล่นหลักด้วยกัน 2 อย่าง คือ Jurassic Park– The Ride ที่เป็นการจำลองการล่องแก่งในบรรยากาศป่าดิบชื้น เรียกได้ว่าไม่มีใครหนีความเปียกไปได้พ้น และแน่นอนว่านักล่าที่อ่อนแอที่สุดในสายนักล่าอย่างเราขอโบกมือลาก่อยให้กับล่องแก่งนี้อย่างเงียบๆ เพราะประเมินจากความเปียกและสภาพอากาศแล้วเราอาจต้องกลายเป็นเหยื่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ไดโนซอจนต้องหอบร่างอันบอบบางกลับที่พักก่อนได้ทัวร์จนหมดวันแน่

แต่สำหรับคนที่ไม่เน้นเปียกแต่เน้นเสียวเราขอแนะนำแบบนั่งยัน นอนยัน ยืนยันว่าห้ามพลาดกลับเครื่องเล่นที่หลายคนไปยืนต่อแถวจนขาแข็งกับเครื่องเล่น The Flying Dinosaur เครื่องเล่นที่จัดได้ว่าหวาดเสียวที่สุดใน USJ แห่งนี้ เพราะมันคือการจำลองลักษณะของเหยื่อที่โดนเจ้าไดโนเสาร์ยักษ์หอบหิ้วร่างจากพื้นดินตรงดิ่งสู่นภา ก่อนจะสะบัดไปมา ม้วนหน้า ม้วนหลัง เขย่าแล้วบิดจนครบ 360 องศา แล้วเอากลับมาคืนที่เดิมแต่ไม่เหมือนเดิม เพราะเราจะต้องเสียเสียงบางส่วนไปในการกรี้ด และสติบางประการไปกับการถูกเหวี่ยง เป็นเครื่องเล่นที่ได้ปลดปล่อยมาก

เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยว่าเสียงที่เราจะได้ยินตลอดเวลาที่เดินภายใน Jurassic Park คือเสียงกรี๊ดดดดดดด ส่วนภาพที่เห็นชินตาก็คือการลองเป็นนักล่าของนักท่องเที่ยวด้วยการสั่งน่องไก่ยักษ์มาลองกินเล่นให้ได้ฟิวส์ของทีเร็กซ์กำลังแทะน่องหวานๆของเหยื่ออยู่ สำหรับเมนูกินเล่นกะโหลกกะลานี้ไม่น่าเชื่อว่าจะฮอตฮิตจนทั้งวัยรุ่น เด็กน้อย หรือนักท่องเที่ยวต่างถือมีชื่อว่า Turkey Leg ขายในราคาขาล่ะ 800 เยน รสชาติเค็มเค็มมันมันไม่ได้อร่อยเว่อแต่แทะเพลินสุด

อย่างที่ได้เม้าส์ไปแล้วว่าเจ้า The Flying Dinosaur เป็นเครื่องเล่นสุดเสียวอันแสนฮอตและฮิตที่คนยอมสละเวลามากกว่า 200 นาที เพื่อไปยืนต่อแถวที่ยาวกว่าเกมส์งูในโนเกีย 3310 แต่สำหรับบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum ที่แท้ทรูแบบเราไม่ต้องเข้าคิวจ้า เพราะใช้สิทธิพิเศษ Priority Access เพื่อเข้าไปเล่น The Flying Dinosaur แบบที่กัปตันเครื่องบินมีสิทธิผ่านช่องสแกนกระเป๋าก่อนเราไปแบบเท่ห์ๆนั่นเอง โอ๊ย กรี๊ดในใจแบบดังสุด พร้อมเหลือบตามองหางแถวที่อยู่ลิบ ๆ จากสายตาไปเบา ๆ สองที

สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum เมื่อมาถึง Universal Studios Japan® ทางสวนสนุกก็ยังมีชา กาแฟ หนังสือ ไว้บริการในห้องรับรองลูกค้าให้เราได้นั่งหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ทำใจในระหว่างที่รอขึ้นเครื่องเล่น ยังไม่พอใครคิดว่าการมี express pass คือความดีงามแล้วบอกเลยว่าบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum มหัศจรรย์กว่าอีก เพราะบัตรเอกเพรสก็ยังต้องต่อแถวเดินขึ้นบันไดเพื่อไปเล่น แต่เราไม่ต้องจร้ากินเสร็จทำใจเสร็จ พนักงานก็จะเราพากดลิฟท์ขึ้นไปส่งถึงเครื่องเล่นเลย  ฟิวคือแบบชั้นเป็นเจ้าของสวนสนุกที่นี่ 555

การใช้สิทธิก็ง่ายเพียงกระดิกนิ้วโทรติดต่อที่ JCB Platinum Concierge Desk โดยระบุเวลาและวันที่ที่จะใช้บริการ จำนวนผู้ติดตาม และข้อมูลอื่นๆ แล้วเค้าจะส่งเป็นบัตรเชิญไปยังที่พักในโอซาก้าที่เราได้แจ้งไว้ และพอไปถึงก็แค่ยื่นบัตรนี้ก่อนเข้า JCB Lounge ซึ่งอยู่ในโซน Jurassic Park ใกล้กับเครื่องเล่น The Flying Dinosaur เลยจร้า

เสียวกันจนอะดีนาลีนพุ่ง ก็ถึงเวลามาเติมความน่ารักสดกันที่โซนสีสันสุดสดใสที่เพิ่งเปิดใหม่ใน USJ เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในโซนนี้จะมีเหล่าลูกสมุน Minions จากภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง “Despicable Me” ที่ยกทัพมาสร้างความสุขในโซน MINION PARK กับโทนน้ำเงินเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ คู่สีที่เห็นเมื่อไหร่ก็รู้สึกสนุกสนามขึ้นมาทันที โดยตั้งแต่ทางเข้าจะเป็นโซนเกมส์ต่างๆให้เราได้ลองเล่นกรุบกริบ เช่น เกมส์ยิงปืนที่ของรางวัลคือเจ้าตุ๊กตามินเนี่ยนสุดแสบ โดยมากเครื่องเล่นโซนนี้ก็จะแนวน่ารัก ๆ เด็ก ๆ หน่อย แต่สิ่งที่ดึงความสนใจเรามากกว่าคือตึกต่าง ๆ ที่เป็นร้านอาหารก็ได้รับการแต่งแต้มจากผองเพื่อนตัวน้อยให้ออกมาน่ารักน่าหยิกสุด ๆ ไปเลย

นี่คือโซนชี้ชะตาการเงินในกระเป๋า โดยเฉพาะสาวกมินเนี่ยนจะมีโอกาสเสียทรัพย์ได้ง่ายที่สุด เพราะที่นี่เค้าระดมของที่ระลึกที่เกี่ยวกับมินเนี่ยนไม่ว่าจะเป็น โมเดล เสื้อผ้า หมวก แก้ว ขนม และทุกสิ่งอย่างทีเกี่ยวกับมินเนี่ยนไว้ให้เราช้อบเยอะมาก แต่สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต กรุงศรี JCB ที่มีแววล้มละลายก็คลายกังวลไปได้เลย เพียงใช้จ่ายผ่านบัตรบัตรเครดิต กรุงศรี JCB ก็จะได้รับโปโมชั่นส่วนลด 500 เยน เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 6,666 เยนขึ้นไป ที่ร้านค้าต่าง ๆ ในยูนิเวอร์แซลสตูดิโอเจแปนเมื่อโชว์คูปองส่วนลด และรับเพิ่มเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบทุก 3,000 บาทขึ้นไป/สลิป (จ่ายเป็นสกุลเงินเยน) คุ้มในคุ้มมีอยู่จริง จะมีบัตรไหนใจปล้ำขนาดนี้อีกม้ายยยยถามใจดู

ถ้าเพื่อน ๆ เคยไป USJ ก็จะรู้อยู่แล้วว่าแต่ละโซนเค้าก็มีร้านอาหาร ร้านขนม ที่ทำออกมาขายให้ตรงกับคอนเซปของโซนนั้น เมื่อมาถึงโซนมินเนี่ยนจึงบอกได้คำว่าเดียวว่าจุกเกินกว่าจะกินแบบจริงจังได้อีกแล้ว เราเลยขอกินแบบกินไปย่อยไป หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเดินกินนั่นเอง และสองชิ้นที่เราเลือกมาโดยอาศัยความน่ารักเป็นตัวตัดสินก็คือฝ่ายซ้ายซาลาเปามินเนี่ยนในมาดซานต้า และฝ่ายขวาอารมณ์คล้ายมาการองข้างในเป็นไส้ทีรามิสุ ความอร่อยนั้นเรียกได้ว่าไม่ต้องกินก็ไม่เสียดาย แต่ความน่ารักนั้นถ้าไม่ได้ลองขย้ำเจ้าสองชิ้นนี้จะรู้สึกเสียทีที่ได้มาแน่ๆ

และนี่คือเศษเสี้ยวแห่งความสนุกสุดหรรษาและสิทธิพิเศษที่เราได้รับจาก USJ ในครั้งนี้ ใจจริงก็อยากจะรีวิวทุกโซนแต่เกรงว่าต้องอ่านรีวิวกันถึงสามวันสองคืน จึงอนุญาติทำตามอำเภอใจตัดจบในฉึบนี้ และถ้าหากอยากรู้ว่าที่นี่จะปลุกความสนุกในตัวคุณได้มากแค่ไหนก็แนะนำว่าให้ถือบัตรกรุงศรี JCB มาลองเองโล้ด

CUPNOODLES Museum
วันที่สองเราขอพักตับไตไส้พุงที่ได้ไหลกองมารวมกันจากกิจกรรมเมื่อวาน มาทำ My CUPNOODLES บะหมี่ถ้วยที่มีอันเดียวในโลก!!! เสน่ห์ของญี่ปุ่นอย่างนึงก็คือ การทำให้สถานที่ธรรมดาๆ ดูมีอะไรน่าสนใจได้เสมอ ที่นี่ก็เช่นกัน พิพิธภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของนิชชิน (Nissin)  ภายนอกก็โรงงานบะหมี่นิชชินนะแหละ แต่เข้าไปปุ๊บคือต้องอึ้งตะลึงงัน ก็ที่นี่หน่ะไม่ใช่โรงงานน่าเบื่อๆอย่างที่คิด เค้ามีกิจกรรมให้ทำมากมาย แถมมี Gimmick แปลก ๆ ให้เล่นอีกด้วย เคยกินบะหมี่ถ้วยแล้วจินตนาการกันบ้างมั้ยว่านอกจากรสชาติเดิม ๆ ที่เรากินกันแล้ว เราอยากสร้างสรรรสชาติของมันให้เป็นยังไงอีกบ้าง ที่นี่จะเป็นที่ ๆ มอบสิทธินั้นให้พวกแก

และแล้วเวลาอันน่าตื่นเต้นของเราก็มาถึงเราต่อแถวเพื่อฟังคำอธิบาย พร้อมกำเงิน 300 เย็นไว้แน่นๆ หยอดเงินลงตู้เพื่อรับถ้วยของตัวเอง 1 ถ้วย จากนั้นก็ได้เวลาลงมือวาดลวดลายถ้วยหนึ่งเดียวในโลกของเรา วาดเสร็จก็ไปต่อแถวเติมเส้น เติมเครื่อง เลือกรสชาติ ก่อนจะแพ็คเป็นแพคเกจที่พร้อมขายในตลาด จบปี๊งแฮปปี้กับการได้มาม่าคัพที่ออกแบบด้วยตัวเอง และนี่ก็คือการสร้างมูลค้าของคนญี่ปุ่น เก๋มั้ยล่ะ ณ จุดนี้บอกเลยว่าแฟนคลับบะหมี่ถ้วยต้องมาลองทำกันให้ได้ที่ CUPNOODLES Museum เด้อ

Wad
Wad เป็นร้านชาที่ลึกแต่ไม่ลับเพราะตั้งอยู่บนชั้นสองของตึกในย่านจอแจของแถบคันไซ ร้านถูกตกแต่งอย่างเข้ายุคเข้าสมัย ชงชาด้วยวิธีการคล้ายเดิม แต่เข้มงวดน้อยลง ผ่อนคลายมากขึ้น ของตกแต่งคือถ้วยชาเซรามิคที่จะนำมาหยิบใช้ได้ทุกใบตามที่ลูกค้าต้องการ ผนังและพื้นสีอ่อนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ทำให้เรารู้สึกสงบและสบายใจมากขึ้นในทันที กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาลอบคลุ้งในอากาศแม้ยังไม่ได้ชิมแต่รับรู้ได้ถึงความสดใหม่

ทางร้านมีของหวานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เสริฟ พร้อมกับชาหลากชนิดหลายเกรดให้เราได้เลือกตามรสนิยม ซึ่งเราเลือกทดลองดื่มชาร้อนด้วยกรรมวิธีการจิบชาแบบชาวญี่ปุ่นที่แท้ทรู โดยชาเพียงหนึ่งหยิบมือที่เราเลือกเค้าสามารถชงมาให้เราได้ทดลองดื่มได้ถึงสามแก้วเลยนะแก ทางร้านจะเสริฟน้ำร้อนสามรอบแล้วเอาเทผ่านเครื่องกรองที่มียอดชาชนิดพิเศษตามที่เราสั่ง พอจิบแก้วแรกเสร็จ แก้วที่สองก็จะมาเสริฟด้วยวิธีการที่เหมือนกันทุกรอบ แต่รสชาติที่ได้แต่ละแก้วกลับแต่งต่างกันออกไป เมื่อครบกระบวนการทางร้านจะนำใบชาไปปรุงรสเพื่อดับความฟาดมาให้กินอีกเรียกได้ว่าพระเจ้าจอร์ดมันยอดมาก นี่ล่ะคำจำกัดความของน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ที่แท้จริง

• Dotonbori
ย่านแลนด์มาร์คที่เคียงคู่กับโอซาก้ามานานประมานภูเขาไฟฟูจิเคียงคู่มากับญี่ปุ่นก็ไม่ปาน ดังนั้นใครที่มาแถวนี้แล้วไม่ได้มาถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ป้ายกูลิโกะก็สามารถกล่าวได้ว่าคน ๆ นั้นไม่เคยมาเยือนโอซาก้าเลยก็ว่าได้ ส่วนร้างรวงต่าง ๆ ในย่านนี้เมื่อเราเดินไปเดินมาอาจจะนึกว่ามีงานเทศกาลอยู่ตลอดทั้งปี เพราะเค้าแต่งร้านกันแบบจัดเต็ม ยิ่งใหญ่ อลังการ มองจากดาวอังคารก็ยังเห็น ทั้งปูยักษ์ ปลาหมึกยักษ์ หรือเกี๊ยวยักษ์ มหัศจรรย์พันดาวเป็นที่สุด

ถนนสายนี้ก็เน้นไปที่แนวสตรีทฟู๊ดเป็นหลัก มีร้านให้เลือกกันแทบตาลายชนิดที่ถ้าสะดุดล้มจังหวะที่มือเหวี่ยงไปก็สามารถได้ของกินติดมือมายัดใส่ปากได้ชัวร์ๆ และจากรอบที่แล้วเราพลาดไม่ได้ชิมต้นตำหรับปูยักษ์ที่โอซาก้ากับร้าน Kani Doraku เพราะมาถึงดึกและคิวยาวชนิดที่ทนหิวไม่ไหว รอบนี้เลยเตรียมการมาอย่างดีด้วยการมาเร็วหน่อยเพื่อให้ได้ที่นั่งแบบไม่ต้องรอ สำหรับร้านนี้เป็นร้านปูยักษ์แห่งโอซาก้าที่คนญี่ปุ่นและคนทั่วโลกต่างขวนขวายมาลอง ตัวร้านตั้งอยู่หัวมุมริมคลองโดทงโบริ (Dotonbori) บริเวณสะพานที่มีป้ายกูลิโกะ นอกจากร้านปูยักษ์ที่สาขาโอซาก้าแล้ว ยังมีสาขาอยู่ตามเมืองอื่นๆ เช่น โตเกียว, โกเบ, เกียวโต ฯลฯ แต่เมื่อมาถึงโอซาก้าก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาทานกันที่สาขาต้นตำรับนะแก

เราจัดแจงสั่งเซตชาบู อันประกอบไปด้วยขาปูสำหรับชาบู ปูชาชิมิ ก้ามปูนึ่ง ซูซิ ดูเหมือนน้อยแต่ทางร้านเคลมว่าเซทนี้ทานคนเดียวอิ่มท้องพอดีแน่นอน เมื่ออาหารพร้อมอยู่ตรงหน้า นอนรอราวกับจะท้าทายว่าชิมชั้นสิแล้วจะรู้ว่าทำไมชั้นถึงดังนักหนา เราหย่อนเครื่องเคียงจำพวก ผัก เห็ด เค้าหู และบุกลงไปก่อน เมื่อตัวประกอบพร้อมแล้วก็ถึงคิวตัวแสดงหลัก เราค่อย ๆ คีบปูอย่างทะนุทะนอมในราคา ใจเต้นตึ้บ ๆ และจินตนาการรสชาติไปต่าง ๆ นา ๆ ยิ่งจังหวะที่จุ่มลงในน้ำซุปร้อน ๆแล้วเนื้อปูค่อยเปลี่ยนสี จุดนี้แหล่ะที่น่าตื่นเต้น เพราะต้องไม่จุ่มนานเกินไปจนปูกระด้าง ก้ามปูถูกคีบให้ลอยเหนือน้ำซุปร้อนๆแต่ยังคงมีควันบาง ๆ ลอยออกมาจากก้ามปูจาง ๆ รสชาติที่แผ่ซ่านอยู่ในปากทำให้เราอยากจะกินแบบมูมมาม นั่งกิน นอนกินให้ท้องแตกตายแบบชูชกไปเลย ความอร่อยละมุนละไมของเนื้อปูที่ทั้งสด ทั้งหวาน เนื้อก็นุ่นจนละลายในปากเป็นเครื่องการันตีที่ดีที่สุดสำหรับร้านปูยักษ์แห่งนี้

อิ่มหนำสำราญจนน้ำตาเกือบไหลก็ได้เวลาเช็คบิล ทางร้านจะเสริฟไอติมวนิลาลาดน้ำชาเขียวมาให้ล้างปาก และแน่นอนกินอะไรดีดีบอกต่อแล้ว อย่างอื่นที่ดีสงท้ายปีเราก็อยากแบ่งปัน กับโปโมชั่นบัตรเครดิต กรุงศรี JCB ที่ทุกครั้งเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบทุก 4,000 บาทขึ้นไป/สลิป (จ่ายเป็นสกุลเงินเยน) ที่ประเทศญี่ปุ่น รับคะแนนสะสม 3 เท่า ทริปนี้เราเลยแทบไม่ต้องพกเงินสดให้วุ่นวาย รูดบัตรรัวๆจร้าสะดวก ปลอดภัยและคุ้มค่าสุด

ส่วนใครที่เป็นสายสรีตฟู๊ด อยากเดินไปกินไปชมบรรยากาศไปด้วย เราก็มี 4 เมนูเด็ดที่อยากแนะนำว่าต้องโดน เริ่มที่เมนูแรกทาโกะยากิของกินที่มีขายเยอะและมีชื่อเสียงมากที่โอซาก้า แต่ถ้าย่านถ้าย่านนี้เราแนะนำ Kururu Takoyaki くくるたこ焼 ร้านนี้คือร้านดังที่มีเจ้าปลาหมึกยักษ์สีแดงติดอยู่บนตึกหน้าร้าน มีสาขาหลักอยู่ที่โดทงโบริ และมีสาขากระจายตัวอยู่มากมายในโอซาก้า ภายใต้สโลแกน “ปลาหมึกต้องสดและชิ้นใหญ่”

เมนูถัดมา Lobster Roll จาก Luke’s Lobster ร้านดังจากอเมริกาและมาเปรี้ยงปร้างที่ญี่ปุ่นด้วย ร้านอยู่ด้านหลังของหลังห้างไดมารู อ่านแค่ชื่อก็รู้ไม่ยากว่าเค้าเด่นในเรื่อง Lobster แน่ ๆ เมนูที่เราแนะนำว่าควรลองคือแซนวิส Lobster เนื้อกุ้งยักษ์ล้อบเตอร์ที่ทั้งสดทั้งเด้งถูกปรุงให้สุกกำลังดีนำมาวางลงบนขนมปังแซนวิสชิ้นหนานุ่ม ราดซอสสูตรพิเศษ ไม่ว่าจะกัดไปตรงไหนก็ได้เนื้อของล้อบเตอร์แบบเน้นๆ รสชาติกุ้งก็เข้มข้นหวานหอมแบบอยากจะขอเบิ้ล แต่ก็ต้องหยุดตัวเองให้เผื่อท้องไว้อย่างต่อไปก่อน

เกี๊ยวซ่าร้านดังในโดโทโบริอร่อยมากแถมราคาไม่แพง แป้งเกี๊ยวบาง ๆ ห่อไส้หมูเนื้อแน่นแต่ชุ่มฉ่ำเอาไว้ด้านใน เมื่อกัดลงไปจะมีน้ำซุปร้อน ๆ ไหลซึมออกมาจากเนื้อหมูเป็นลักษณะของเกี๊ยวซ่าที่เราชอบมากที่สุด ไม่ว่าจะมีกี่ชิ้นถ้าให้กินคนเดียวก็จะขอสู้แม้ท้องจะแตกตายก็ตาม แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ไม่ว่าจะกี่สิบตา สิบมือ คนร้อยคนก็อาจจะชอบกันไปได้ถึงสองร้อยแบบ ดังนั้นถ้าพวกแกมีโอกาสได้ไปลองก็อาจจะชอบหรือไม่ชอบแบบเราก็ได้ เพราะงั้นไม่ต้องเชื่อเราทั้งหมด เราอยากให้แกมีไกด์ไลน์ในการไปลองดู แล้วถ้าแกคิดว่ามีอะไรที่ชอบก็อย่าลืมเอามาแบ่งเราบ้างล่ะ

จริง ๆ แล้วถนนสายนี้ยังมีอาหารและร้านให้เลือกอีกเยอะแยะมากมายที่น่าลิ้มลอง แต่นี่ก็กินมาแบบไม่หยุดและเราก็ไม่ได้อยากท้องแตกตายอย่างที่พูดไปจริงๆหรอก ขอปิดฉากด้วย PABLO ร้านชีสเค้กที่โด่งดังมากทั้งที่ไทยและญี่ปุ่นจนมีสาขามาเปิดที่ไทยแล้วในปัจจุบัน แต่เมื่อมาเยือนถึงถิ่นต้นตำหรับ ไอ่ครั้นจะเดินผ่านเลยไปแบบคนไม่รู้จักกันใจมันก็ไม่ด้านพอนะเว้ย นี่ก็เลยต้องโดนเพื่อปิดท้ายในค่ำคืนอันแสนสำราญนี้ คืนนี้ก็ต้องขอลากลับไปพักผ่อนกระเพาะแล้วเจอกันใหม่กับตารางของวันพรุ่งนี้

NARA :: 奈良
Day 3

เช้าวันใหม่สดใสซาบซ่าหลังจากเต็มอิ่มกับหลากหลายกิจกรรม ของกิน เราจะไม่ฟินกันแค่นี้แน่ สายวันนี้เราจะพาทุกคนนั่ง JR ไปเมืองนารา เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกของโอซาก้า ด้วยระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร สามารถนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองนาราแบบเช้าไป – เย็นกลับได้อย่างสบาย ๆ เมืองนาราอดีตเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นในช่วงค.ศ. 710-784 ที่นี่จึงมีวัดและศาลเจ้าเก่าแก่อยู่หลายแห่ง และสัญลักษณ์สำคัญอีกสิ่งหนึ่งของเมืองนาราคือกวาง เนื่องจากชาวนารามีความเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์รับใช้เทพเจ้า เราจึงจะเห็นได้ว่ามีกวางเดินอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ที่นี่จึงโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์วัดวาอาราม มิวเซียม แต่ด้วยความที่เราเป็นคนตื่นสายเป็นทุนบวกกับอากาศหนาว เราจึงไม่มีแรงขัดขืนให้กับหมอนและผ้าห่มกว่าจะลุกขึ้นได้ก็สายไปหน่อย ทำให้เรามีเวลาที่นาราไม่มากนัก แต่บอกเลยว่าช่วงเวลาแสนสั้นกับสองโลเคชั่นที่โคตรประทับใจ ณ นาราแห่งนี้ก็ทำให้เรามีพลังงานความสุขเพิ่มขึ้นมาแบบไม่รู้ตัวหลายสิบเลเวลเลยล่ะ

Nara Park
นาราพาร์คเป็นสวนสาธารณะริมเขาขนาดใหญ่อันเป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้าสำคัญ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2423 เปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยของเหล่าฝูงกวางในธรรมชาติ และด้วยความที่ผู้คนมักมาที่นี่กันบ่อย ๆ ทำให้กวางในสวนนี้เป็นมิตรกับผู้คน แต่หากเราอยากจะผูกมิตรกับเจ้ากวางมากยิ่งขึ้นก็สามารถซื้ออาหารที่มีขายในบริเวณสวนได้ให้กวางได้ นอกจากนั้นยังมีโรงน้ำชาแบบพื้นเมืองให้บริการในบริเวณสวน ร้านขายของฝากที่มีขนมต่าง ๆ มากมายที่ล้วนแล้วแต่พยายามทำให้เป็นรูปกวางซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่

แม้ว่าต้องซื้ออาหารแผ่น ๆ ให้น้องกวางในราคาที่สามารถกินข้าวที่ไทยอิ่มได้หนึ่งมื้อ มันก็คุ้มค่าเพราะเราจะได้รู้สึกเหมือนเป็นคนดี แม้แต่สัตว์ก็ยังรู้ได้ อยากเข้าใกล้ อยากเข้าหา อยากให้เดิมตามถ่ายรูปก็ยอมโดยง่าย ยิ่งบวกกับอากาศอันแสนดีงามเข้าไปอีก ยิ่งทำให้เราเป็นสายเปย์ให้กวางแบบไม่ทันได้รู้ตัวเลยล่ะ

 

• Todaiji Temple
เดินทะลุนาราพาร์คมาได้สองก้าวด้านหน้าของเราก็จะเป็น Todaiji Temple วัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ บริเวณทางเข้าวัดมีประตูไม้โบราณแกะสลักเป็นรูปยักษ์จำลองเฝ้าวัดขนาดใหญ่ทั้งสองด้าน และภายในบริเวณยังมีพระพุทธรูปยากูชิ เนียวไร ซึ่งเป็นพระแห่งการรักษาพยาบาลและยา นอกจากนั้นวัดแห่งนี้ยังมีตัวอุโบสถที่เป็นเรือนไม้สักขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และอาคารไม้นี้เองคืออาคารไม้ที่เราเห็นใช้ในการโปรโมทการท่องเที่ยวเมืองนารา

สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมาก ๆ ในการมาเที่ยวญี่ปุ่นคือ ไม่ว่าจะไปสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา เราจะพบเห็นกลุ่มนักเรียนญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กน้อยยันเด็กโต มาศึกษาประวัติศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ กันอย่างจริงจังแทบทุกที่ ๆ เราได้มีโอกาสไปเลยล่ะ อย่างวันที่เราไปก็ได้เจอกลุ่มนักเรียนหลายรถบัสมาทัศนศึกษากันที่นี่ มีความรู้สึกได้ว่าเค้าปลูกฝังเด็กดีจัง

ด้วยการต่อสู้อันยืดเยื้อของเราและผ้าห่มทำให้เรามีเวลาที่นาราเพีย ง4-5 ชั่วโมง แต่ก็เป็นเวลาสั้น ๆ ที่แสนพิเศษและน่าจดจำมาก ๆ เพราะที่นี่มีไลฟ์สไตล์ของความเป็นสโลว์ไลฟ์ที่แท้ทรู เมืองที่เหล่ากวางมีวิถีชีวิตอิสระและผู้คนก็ยังทำหน้าที่ของตนได้ดี วิถีชีวิตที่สอดประสานระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ได้แบบแนบเนียนและมีเสน่ห์ ถ้าให้สรุปแบบสั้นที่สุดเราก็บอกได้เพียงว่า ห้ามพลาด

Tennoji
กลับเข้าโอซาก้าอีกครั้งกับย่านเทนโนจิ ย่านที่ 2 ข้างทางมีร้านค้าดูเป็นญี่ปุ่นมากว่าที่อื่น เรียกได้ว่ามีความเป็นญี่ปุ่นแบบจ๋า ๆ เลยล่ะ ยิ่งถ้าเทียบกับย่านอื่นก็ถือได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ค่อยเยอะมาก ซึ่งเราก็เจอแต่คนญี่ปุ่นนะ จะว่าไปที่นี่ถือเป็นแหล่งของคนที่ชื่นชอบการตกแต่งเมืองสวยๆ และนักกินโดยเฉพาะ เพราะไฮไลท์ของถนนเส้นนี้คือ อาหารทอด  โดย 80% ของร้านขายพวกของทอด

อย่างที่บอกว่าที่นี่เค้าดีเด่นเรื่องของทอด ซึ่งเราก็ไม่พลาดแน่นอน หลังจากเดินพินิจพิจารณาอยู่นานสองนานเราก็ไปสะดุดตากับร้านหนึ่งที่มีคนต่อแถวกันเยอะมาก มันต้องใช่ ต้องโดน ต้องห้ามพลาดสุดเพราะแถวที่ต่อเป็นคนญี่ปุ่นหมดเลย ขนาดชื่อร้านป้ายทุกสิ่งอย่างก็เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ เท่ากับว่าตอนนี้เรากำลังต่อแถวร้านอะไรไม่รู้เผื่อกินอะไรไม่รู้ รู้แต่เป็นของทอด ขอบอกว่าการทำแบบนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้นชะมัดเลย

ภายในร้านจะเป็นที่นั่งรูปตัวยูล้อมรอบพ่อครัวตามแบบร้านญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไป ของทอดทุกสิ่งอย่างจะเสียบไม้เอาไว้อารมณ์เหมือนไม้หม่าล่าบ้านเราเลย มีหมดทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ กุ้ง ผักนานาชนิด วิธีการก็คือเค้าจะยื่นเมนูให้เราก็เลือกอันนี้โชคดีเค้าทำเมนูอังกฤษไว้ให้อ่านจึงรอดตายมาได้ เมื่อเลือกได้เค้าก็จะนำไปชุปแป้งที่ผสมไว้ทอดให้กินกันสด ๆ ใหม่ ๆ ร้อน ๆเสริฟพร้อมกับกระหล่ำปลีสด ส่วนอีกเมนูที่นอกเหนือจากของทอดที่เรายอยากแนะนำก็คือเนื้อเสียบไม้ที่ถูกต้มอยู่ในน้ำซอส อันนี้อารมคล้ายหมูสะเต๊ะแต่อร่อยกว่าโคตร 1 เซตมีสามไม้แนะนำว่าควรสั่งมาทานมันดีมาก เนื้อเปื่อยสุด

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนอร่อยระดับนางงาม แต่จะมงลงระดับจักรวาลก็ต่อเมื่อเราสั่งเบียร์แก้วใหญ่เย็นเจี๊ยบมาดื่มเคียงคู่สักแก้วสองแก้วคือฟินส์มากกกกก อร่อยเพลินจนตอนจบต้องหิ้วพุงกลม ๆ ของตัวเองที่ตอนนี้ภายในเต็มไปด้วยของทอดและเนื้อเปื่อยร่วมสิบกว่าไม้กับเบียร์สองแก้ว จุดนี้คือขอเรอแรง ๆ สองทีก่อนกลับไปพักเจ้าพุงกลม ๆ แสนน่ารักของเรา

อีกหนึ่งจุดเด่นของย่านนี้คือหอคอยซึเท็นกะกุ (Tsutenkaku Tower) หอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1912 ตามหอไอเฟลในปารีสมีความสูง 64 เมตร แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หอคอยแห่งนี้ถูกทำลายลง และถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี 1956 แต่มีความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 103 เมตร จึงเคยเป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงความเจริญของเมืองโอซาก้าสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นลานชมวิวที่นักท่องเที่ยวต่างขึ้นมาเยี่ยมเยียน อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของที่คือร้านขายขนมกูลิโกะ เพราะจะมีสินค้าของกูลิโกะเยอะแยะมากมาย และมีหลายอย่างที่จะสามารถซื้อชิมได้แค่ที่นี่เท่านั้น และย่านนี้ก็ไม่ได้ดีเด่นแค่เรื่องของกินนะจ้ะ ใครสายช้อปก็มาเสียทรัพย์ที่นี่กันได้

KYOTO :: 京都府
Day 4 – Day 5

• Sagano Romantic Train
วันที่สี่ของทริปเราย้ายเมืองมานอนกันที่เกียวโต หลังจากเดินทางเข้าที่พักช่วงบ่ายเราก็ได้เวลาออกไปนั่งรถไฟสายที่เค้าว่ากันว่าโรแมนติกเว่ออออออ Sagano Scenic Railway (嵯峨野観光鉄道) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Sagano Romantic Train นั้นเป็นรถไฟท่องเที่ยวที่วิ่งระหว่างอะราชิยาม่า (Arashiyama) และคาเมโอกะ (Kameoka) ตลอดเส้นทางนั้นรถไฟจะวิ่งเรียบแม่น้ำโฮะซึ (Hozugawa River) ลัดเลาะไปตามหุบเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ขบวนรถไฟที่นำมาให้บริการในสายนี้นั้นจะเป็นหัวรถจักรโบราณ ใช้เวลาเดินทางระหว่างสองสถานีประมาณ 25 นาที โดยตลอดเส้นทางจะมีสถานีทั้งสิ้น 4 สถานี โดยเราสามารถที่จะเลือกขึ้นหรือลงรถไฟที่สถานีใดก็ได้ เอกลักษณ์ของรถไฟสายโรแมนติกนี้คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันงดงามตลอดสองข้างทางทำให้ไม่ว่าจะฤดูไหนรถไฟคันนี้ก็วิ่งผ่านความงดงามที่แตกต่างกันตลอดทั้งปี ส่วนใครจะไปแนะนำตู้ 5 เพราะเป็นตู้เดียวที่ไม่มีกระจกยื่นหัวยื่นแขนออกไปถ่ายรูปได้ตามสบาย แต่ก็ต้องระวังไม่ยื่นออกไปจนเกิดอันตรายด้วยนะจะเพื่อน ๆ

สิ่งที่เราจะได้เห็นในฤดูนี้คือแม่น้ำสีฟ้าสายยาวสวย กำลังสะท้อนภาพของอาคารบ้านเรือนและคนล่องเรือที่กำลังพานักท่องเที่ยวล่องไปตามแม่น้ำเพื่อชมความงามของสองข้างทางที่ต่างกันไปตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นซากุระช่วงใบไม้ผลิ ต้นใบเขียวขจีช่วงฤดูร้อน ใบไม้แดงช่วงใบไม้ร่วง และหิมะขาวโพลนช่วงฤดูหนาว สนนราคารถไฟต่อเที่ยวจะอยู่ที่ 620 เยน สำหรับเรามันคือความคุ้มค่าในทุก ๆ เยนที่จ่ายไป

เราเลือกนั่งแบบเที่ยวเดียวโดยเริ่มนั่งจากสถานี Torokko Saga และไปจบที่สถานี Kameoka Torokko ส่วนขากลับสามารถมีทางเลือกหลากหลายวิธีไม่ว่าจะนั่งรถไฟสายโรแมนติกลับอีกครั้งหนึ่ง หรือจะนั่งรถม้า แจวเรือก็ตามชอบ ส่วนเราเลือกเดินกินลมชมวิวไปยังสถานี Umahori เพื่อนั่ง JR กลับเกียวโตสเตชั่น

• Drip&Drop Coffee Supply
บ่ายแก่ๆหลังจากเพลินกับรถไฟสายโรแมนติก เราจะพาทุกคนไปเก็บสองคาเฟ่ก่อนที่จะไปฝากท้องมื้อเย็นกันที่ Nishiki Market ว่าแล้วเรามาเริ่มกันที่ร้านแรก Drip&Drop Coffee Supply แบรนด์คาเฟ่ชื่อดังจากเกียวโต ที่ตอนนี้มีสาขาให้คนกรุงเทพฯได้ดื่มด่ำกันแล้วด้วยนะจ้ะ โดยสาขาในไทยจะตั้งอยู่ในชั้น B ของอาคาร G Tower Grand Rama 9 ติดกับเซนทรัลพระราม 9 เรามีโอกาสได้ลองจนติดใจในไทยมาแล้ว พอมาถึงเกียวโตมีหรือว่าเราจะพลาด สาขาที่เราเลือกมาวันนี้ คือสาขาที่เป็นร้านเล็ก ๆ เหมาะแก่การ take away หรือนั่งพักผ่อนเบา ๆ การตกแต่งอันโมเดิร์นสุดทันสมัยนี้แทรกตัวอยู่ในความเก่าและเก๋าของตึกในย่านเกียวโตเป็นภาพที่โดดเด่น สวยงาม แตกต่างแต่ไม่แปลกแยก

เมนูเด่นของทางร้านจะเป็นเมนฃนูอื่นใดไปไม่ได้นอกจากกาแฟ ซึ่งทางร้านจะมีเมล็ดให้เลือกทั้งแบบ Original Blend และ Today’s Specialty ซึ่งเป็นเมล็ด Single Origin คัดพิเศษ ที่หมุนเวียนมาให้เลือกสั่งเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาที่ต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ทางร้านชงกาแฟด้วยวิธีไหน ไม่ว่าจะเป็นการชงด้วย French Press , Paper Drip, Aero Press และแบบ Espresso Machine

• Weekenders Coffee Tominokoji
ร้านกาแฟลับๆที่ซ่อนอยู่ใกล้ๆตลาด Nishiki และเราเดินผ่านแบบไม่ตั้งใจ แต่พอได้สบตากันปร้ิงปรั้งก็ตัดสินใจในทันทีว่าพลาดไม่ได้อย่างแน่นอน เลยต้องขอแวะมาลองซะหน่อย ใครอยากหาร้านกาแฟยามเช้าเราแนะนำให้มาที่นี่ได้เลยเพราะเมื่อเทียบกับมาตรฐานร้านกาแฟทั่วไปในญี่ปุ่นที่เปิดกันสายมากกกกก ร้านตกแต่งแบบได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น เน้นเรียบง่าย แต่ละเอียดละออ การจัดวางข้าวของรวมถึงต้นไม้ต่างๆก็ดูจะได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน อย่ารอช้ารีบเข้าไปชมข้างในกันดีกว่า

กาแฟที่ใช้ในร้านนี้เค้าคั่วเมล็ดเอง และมีเมล็ดกาแฟ Single origin จากหลาย ๆ ที่มาให้เลือก แต่ความจำดันหายไปหลังดื่มกาแฟทำให้จำไม่ได้ว่าสั่งเมล็ดอะไรไป แต่ที่แน่ ๆ รสชาติดีมากกกกแบบลืมไม่ลงเลยก็ว่าได้ ความหอมของกาแฟที่ลอยขึ้นยามเมื่อเรายกแก้วขึ้นดื่มยังติดที่ปลายจมูกของเราอยู่เลย กาแฟแก้วนี้จึงเป็นเมนูลาเต้ร้อนในความทรงจำที่ฟิน นุ่ม ลงตัวแบบบอกไม่ถูก

• Nishiki Market
ตลาดสดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองเกียวโต และถนนสายช้อปปิ้งอันเพลิดเพลินสำหรับขาช้อป เพราะที่นี่มีร้านค้ากว่า 100 ร้าน ถ้าโดโทโบริคือสวรรค์ของนักกินของเมืองโอซาก้า ที่ Nishiki Market หรือตลาดนิชิกิแห่งนี้ก็นับได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักชิมประจำเกียวโตเช่นกัน เพราะที่นี่มีครบไม่ว่าจะเป็นร้านขายวัตถุดิบสดใหม่จนเหมือนยกทะเลกับฟาร์มมาไว้ที่นี่ สมฉายา ครัวแห่งเกียวโตจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีร้านข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมไปถึงร้านอาหาร และร้านขนมสไตล์สตรีทฟู๊ดที่เดินไปกินไปอีกหลายร้านด้วย

สวรรค์ที่ปากลำบากกระเป๋าตังค์โดยแท้ทรู เพราะที่นี่จะหันซ้าย หันขวา เดินไปข้างหน้า หรือถอยกลับก็ล้วนแต่รายล้อมไปด้วยอาหารหน้าตาน่ารับประทานทั้งสิ้น ความน่ากินอันมากมายก่ายกองจนแทบร้องขอชีวิตตัวเองให้หาเงินและมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น เพื่อจะได้อยู่กินอาหารเหล่านี้ไปได้นาน ๆ และอีกหลาย ๆ รอบเลยดีเดียว ยิ่งอาหารทะเลคือสดจริง สดแบบยกทะเลมาไว้หลังร้านแน่ๆ

เจ้าปลาหมึกจิ๋วหน้าตาน่ารัก สีแดงน่ากินนี่มีความลับซ่อนอยู่ในหัว แต่ไม่สมองเพราะมันซ่อนไข่นกกระทาเอาไว้นั่นเอง ความสดกรอบเด้งดึ๊งของปลาหมึกบวกกับความมันส์ของไข่นกกระทาและซอสปรุงรสที่เคลือบอยู่ทั่วอณูของเจ้าปลาหมึกจิ๋วนี้ คือรสชาติที่เราชอบเป็นพิเศษ

• Arashiyama
ถ้าเป็นทริปที่เราเบื่อเราจะเฝ้ารอให้วันสุดท้ายมาถึงโดยเร็ว แต่ถ้าเป็นทริปที่เราสนุกเราจะรู้สึกเกลียดมันมาก และตอนนี้เราก็รู้สึกเกลียดวันสุดท้ายในเกียวโตเหลือเกิน ทริปส่งท้ายปีที่ญี่ปุ่นของเราได้เดินทางมาถึงวันสุดท้ายแล้วแต่บอกเลยว่าแซ่บ ฟิน ไม่แพ้วันแรกแรกแน่นอนน พอเช็คเอ้าฝากกระเป๋าที่ Hostel เรียบร้อยเราก็มุ่งหน้าสู่โลเคชั่นหลักที่มาเกียวโตแล้วไม่ไปถือว่าผิด Arashiyama กับ 3 สิ่งที่ไม่ควรพลาด

Walk the Arashiyama Bamboo Grove : พอลงจากรถไฟบริเวณสถานี Arashiyama Torokko เราก็เดินตามทางต่อมาอีกนิดหน่อยเพื่อจะเดินทะลุไปป่าไผ่ (Sagano Bamboo Forest) ที่นี่เหมาะแก่การใช้เวลาช้า ๆ อยากเดินอยากหยุดตรงไหนก็ได้ แล้วแต่หัวใจจะสั่งการมาก ต้นไผ่สูงชะลูดเอนลู่ลมไหวไปมา เงาของพระอาทิตย์สาดส่องระหว่างช่องขอต้นไผ่กระทบหยาดน้ำค้างบนยอดใบหญ้าที่อยู่บนพื้นดิน กลิ่นไอดินและหญ้าใหม่ลอยจากพื้นดินมาตามลม แม้จะอยู่ญี่ปุ่นแต่เรากลับคิดถึงฉากที่จอมยุทธในหนังจีนวิ่งไล่กันไปมาจากยอดไผ่หนึ่งสู่อีกยอดหนึ่ง การเดินทางและความงามของธรรมชาติเป็นสองส่ิงที่นอกจากจะมอบความรู้สึกสงบแลัวยังเปิดพื้นที่ให้จินตนาการอันไร้ขีดจำกัดของเราด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องออกเดินทาง

Go on a pleasure boat cruise down Katsura River : แสงแดดอ่อน ๆ บวกลมหนาวในยามเช้าแบบนี้เราแนะนำให้นั่งเรือในแม่น้ำชมวิวสองข้างทาง ที่สวยงามสุดลูกหูลูกตา เก็บเกี่ยวประสบการ์ณแสนพิเศษไว้ในความทรงจำ น่าเสียดายที่เรามาช้าไปนิสนุงใบไม้แดงจึงร่วงโรยจนหมดไม่เหลือรอเราบ้างเล้ยยยยย

Hike up the mountain to Iwatayama Monkey Park : และสุดท้ายเรียกเหงื่อกันหน่อยกับการเดินขึ้นเขาเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิว สวนลิงอิวาตายามา สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาอาราชิยามา ทางเข้าจะอยู่ทางตอนใต้ของสะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) เราสามารถเดินขึ้นไปบนเขาประมาณ 20 นาที ก็จะพบกับสวนลิงอิวาตายามา ซึ่งมีลิงมากกว่า 100 ตัวอาศัยอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นวิวของตัวเมืองอาราชิยามาได้อีกด้วย การเดินทางขึ้นมาบนนี้อาจต้องใช้เวลาและความพยายามสักหน่อย แต่มันโคตรคุ้มค่าเลยที่จะได้เห็นวิวเมืองเกียวโตแบบโล่งโจ้งเต็มสองตาขนาดนี้

จุดเด่นก็คงเป็นเจ้าจ๋อที่ทำหน้าตาเรียกแขกให้ขึ้นมาได้ไม่น้อย เราสามารถซื้ออาหารให้ซึ่งเค้าจะมีพื้นที่เซฟตี้อย่างดี  ที่นี่มีลิงอยู่จำนวนมากก็จริง แต่ลิงที่นี่จึงค่อนข้างเป็นระเบียบเพราะได้รับการอบรมอย่างดี กล่าวคือถ้าหิวต้องไปในโซนที่เค้าจัดให้นักท่องเที่ยวให้อาหารเท่านั้น ส่วนตัวอื่นที่อยู่นอกบริเวณให้อาหารก็จะจับกันเป็นคู่ ๆ หาเห็บหาเหา น่าร๊ากกกกก

• Cheka
ช่วงเช้าเราอยู่ที่ arashiyama พอบ่ายคล้อยหลังจากทานมื้อเที่ยงและเลี้ยงดูเหล่าจ๊อน้อยเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาคาเฟ่ตามสเตป ร้านที่เราเลือกก็คือ Cheka ร้านคาเฟ่ขนมที่เป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นแวะเวียนกันมาตลอด อย่างวันที่เราไปก็แทบไม่มีต่างชาติเลย ร้านเล็ก ๆ ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปหงส์นี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับสวนสัตว์เกียวโต  ภายในร้านเน้นสีขาวและใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่อบอุ่น  มีความญี่ปุ่นมากขาวขาวคลีนๆ น้อยแต่ดูมาก มินิมิลสุดสุด

ร้านแบ่งเป็นสองโซน โซนแรกจะยู่ชั้นล่างเป็นโซนขายพวกเบเกอร์รี่ ลูกค้าในชั้นนี้จะว๊อกอินซื้อกลับซะโดยมาก เบเกอร์รี่ที่นี่ทุกอย่างไว้ใจได้เรื่องความสดใหม่เพราะชั้นล่างเค้ากั้นเป็นห้องทำขนมแบบวันต่อวัน ส่วนชั้นสองเป็นโซนคาเฟ่มีหลากหลายเมนูให้เลือกทาน ใครอยากนั่งก็สั่งขนมจากชั้นล่างเสร็จก็เดินขึ้นชั้นสองไปนั่งสวยสวยรอรับความหวานหอมได้เลย  เราชอบมากร้านนี้ถ้ารอบหน้าได้ไปเกียวโตคงต้องแวะไปอีก

ถ้ามาที่นี่ชวงฤดูร้อนเมนูยอดนิยมอย่างน้ำแข็งใสและน้ำเชื่อมจะถูกสั่งแทบทุกโต๊ะ เพราะความอร่อยสดชื่นเหมาะกับฤดูร้อนนั่นเอง ส่วนเราที่มาในช่วงฤดูหนาวที่เข้าไปถึงกระดูก เราจึงเซย์กู๊ดบาย แอนด์ ซียูว อะแกน เนกไทม์ให้กับน้ำแข็งใสไปเรียบร้อย แล้วหันมาซบไออุ่นจากลาเต้ร้อนและขนมเค้กเนื้อแน่น นุ่มนิ่ม ชวนอบอุ่นดีกว่า บางทีก็สงสัยว่าขนมที่ญี่ปุ่นนี่ทำไมต้องอร่อยทุกร้านด้วย ร้านนี้ก็เช่นกัน อร่อย ฟินส์สุดตัว ชอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง ความใจดีของเจ้าของร้าน รสชาติกาแฟ ขนม รวม ๆ แล้วโคตรมีเสน่ห์ คาเฟ่เลิฟเว่อร์อย่างเราเลยร๊ากเว่อร์อยู่แล้ว เราเลยใช้เวลาคุณภาพกับที่นี่นานมาก

• Fushimi Inari-taisha
และแล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องมาโลเคชั่นสุดท้ายของทริปอันเป็นสัญญานว่าหมดเวลาสนุกแล้วสิ้ เราขอพาไปปิดที่ Fushimi Inari-taisha ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ หรือ ศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาว เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต สร้างขึ้นเพื่อถวายให้แด่เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม รอบ ๆ จะมีรูปปั้นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอก ซึ่งในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นเชื่อว่า สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์นำสาส์นของเทพเจ้าอินาริ เพื่อให้พื้นที่บริเวณนี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าวได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ เป็นสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์อำนาจพิเศษ สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ จุดเด่นที่มองปุ้บก็รู้ปั้บว่าอยู่ที่นี่คือ เสาโทริอิสีแดงส้มนับเป็นหมื่น ๆ ต้น ที่ตั้งเรียงรายจนกลายเป็นอุโมงค์เสาโทริอิที่ยาวถึง 4 กิโลเมตร

แน่นอนว่าเราเป็นสายชิว การเร่งรีบวิ่งจนหอยหืดกำเริบนั้นไม่ใช่วิถีของเราอย่างแน่นอน การเผื่อเวลามานั่งชิวๆในเลาจ์รอเครื่องจึงเป็นทางที่เหมาะที่ควร และโชคดีตรงที่ลูกค้าบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum สามารถใช้ Airport Lounge ได้ฟรี๊ ซึ่งเลาจ์นี้ก็ดี๊ดี มีที่กว้างขวางพอให้เราวางกระเป๋า หยิบเอาโน๊ตบุ๊คขึ้นมาเชคงานที่เรารักที่รอเราอยู่ ณ กทม.ก่อนบินกลับ หรือจะหยิมสมาร์ทโฟนขึ้นไมาไถเล่นเป็นการพักตามสไตล์ 4.0 หรือจะอ่านหนังสือ นิตยสาร พลางจิบเครื่องดื่มในเลาจ์ก็แสนสบายใจ ที่กล่าวมาทั้งหมดย้ำอีกครั้งว่าฟรีนาจาสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum

อีกหนึ่งเหตุผลในการรีบมาสนามบินคือต้องเผื่อเวลาช็อปปิ้ง เพราะสายช้อปอย่างเราจะไม่หยุดช้อปให้เสียชื่อเป็นแน่ ยิ่งถือบัตรเครดิต กรุงศรี JCB Platinum ยิ่งได้ผลประโยชน์ตั้งแต่ลงเครื่องยันบินกลับประเทศ แถมช้อปที่ KIX DUTY FREE SHOPS ยังได้รับส่วนลด 5% ไปอีก

5 วัน 4 คืน กับการเที่ยวญี่ปุ่นรอบที่ห้าสิบสองล้านของเราบอกได้เลยว่าความตื่นเต้นจะลดลงเมื่อตอนก่อนมา แต่ปริมาณอดีนาลีนกลับมากขึ้นเสมอๆ เราไม่แน่ใจว่าเราหลงรักญี่ปุ่นที่ตรงไหนกันแน่ อาจเพราะความเรียบง่ายแต่ลึก อาจเพราะความตื่นเต้นเร้าใจ หรืออาจะเพราะความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสจากที่อื่น เสน่ห์ของญี่ปุ่นนั้นเกินบรรยาย สดใสเหมือนเด็กสาว เรียบง่ายเหมือนสตรี และน่าค้นหาเหมือนสาวสองพันปี การมาเที่ยวของเราในครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ความสนุกตื่นเต้นที่ปนความเวียวหัวนิดๆ ความอร่อยที่กระเพาะร้องเรียกหา ความสงบที่มาจากจิตใจ และความคุ้มค่าที่มาจากสิทธิอันแสนพิเศษของบัตรเครดิตกรุงศรี JCB ทำให้ทริปนี้เป็นทริปที่เราอยากแบ่งปันเรื่องราวดีดีอีกทริปหนึ่ง