ถ้าการศึกษาดาวอังคารยังมีเรื่องน่าตื่นเต้นต่อมนุษยชาติฉันใด การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้เราได้ฉันนั้น  ดินแดนอาทิตย์อุทัยรอบที่เท่าไหร่นั้น เราเลิกนับไปนานแล้ว แต่ที่ยังมาซ้ำมาบ่อย บ่อยกว่าเดินเข้าครัวที่บ้านก็ด้วยเหตุผลที่คงเดาได้ไม่ยากเพราะที่นี่คือมันมีดี มันดี๊ และมันมาง่าย ง่ายพอ ๆ กับเดินเข้าครัวที่บ้านเช่นกัน แถมปัจจุบันเที่ยวบินตรงก็มีแทบทุกเวลา ทุกวันให้เลือก ทุกความดีงามอันแสนเป็นใจเหล่านี้ทำให้เราได้มีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นแบบนับนิ้วไม่พอ แถมไปทุกครั้งก็ยังมีเรื่องราวใหม่ ๆ ให้มาเขียนได้ไม่ซ้ำอยู่ทุก ๆ ครั้ง รวมถึงครั้งนี้ด้วย และรอบนี้เราจะพาพวกแกตะลุยโตเกียวแบบที่เต็มไปด้วยความฝัน ความหวัง และความฟินส์

ในทุกรีวิวมักจะเริ่มต้นกันที่สนามบิน ก็เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง จริง ๆ มันเริ่มตั้งแต่บ้านแต่ถ้าให้บอกก็คือแกต้องอยู่บ้านเดียวกับเราไง และเมื่อพูดถึงการเดินทางไปโตเกียวในราคาจับต้องได้ มีไฟต์บินตรงสู่นาริตะวันละ 2 รอบ จะเป็นสายการบินไหนไปได้นอกจากไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สายการบินที่ขยันปล่อยโปรโมชั่น (เราก็ขยันตอบสนองโปรโมชั่น)ให้การเที่ยวญี่ปุ่นเป็นไปได้สำหรับทุกคน และด้วยราคาที่ใคร ๆ ก็ไปได้บวกกับการได้รับความไว้วางใจจากคนไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จึงเพิ่มไฟลต์ที่ 3 เพื่อให้ลูกค้าอย่างเรา ๆ ได้มีตัวเลือกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนการเพิ่มเป็นสามไฟลต์ต่อวันนางจะต้องไม่เพิ่มแบบธรรมดาเพราะนางมาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดฮอตในราคาเริ่มต้นที่ 3,333 บาท/เที่ยว ถูกแบบขนลุกแบบนี้จัดกระเป๋า ยื่นวันลา นัดใครได้นัด ใครไม่ไปก็เทแล้วมาเฝ้าจอเตรียมกดจองได้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. – 4 ก.พ. 2561 เดินทาง 25 มี.ค. – 27 ต.ค. 2561 คลิกจองที่นี่

รายละเอียดไฟลต์ใหม่ :
XJ 602 : DMK – NRT : 05:05 – 13:10 : 6:05 Hours : Daily
XJ 603 : NRT – DMK : 14:25 – 19:10 : 6:45 Hours : Daily

เมื่อมีเวลาแปลกแหวกแนวคือไฟลต์บินเพิ่มขึ้นมา การไปกับเพื่อนก็จะมีการงง คิด คิด คิด และเถียงกันอีกว่าเออตกลงบินรอบไหนดีกว่ากัน หรือบินบ่ายมันดียังไง หยุด!! ไม่ต้องไปคิดมากเพราะเนี่ยกำลังจะบอกให้ ก็คือการบินไฟลต์บ่ายมันดีตรงที่มีรถไฟเข้าสู่เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ชัวร์  ไม่ต้องเสียตังฝากกระเป๋า หรือเอาเสื้อขนเป็ดมาหนุนหัวนอนที่สนามบิน แถมเป็นเวลาดีที่สามารถเข้าไปเช็คอินโรงแรม อาบน้ำ ทาแป้งหอม ๆ นอนให้หน้าผ่องใสสักงีบ แล้วตอนบ่ายแก่ ๆ ก็ตื่นมาบิดขี้เกียจลุกขึ้นไปตะลอนกรุงโตเกียวราวกับมีบ้านอยู่นี่ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่งอะไร ส่วนจะสามารถไปทำอะไรในช่วงบ่ายได้บ้างก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้สมองซีกซ้ายต้องทำงานหนักจนเกินไป เพียงแค่ตามมาแล้วเราจะพาไปหาที่ช้อปปิ้งละลายทรัพย์ที่เหลือมาจากค่าตั๋ว ที่กินให้สมกับมาญี่ปุ่น และที่เข้าวัดไหว้พระให้ผิวพรรณผ่องใส จิตใจไม่ขุ่นมัว

— EATING

001 Kipposhi
เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นคือดินแดนแห่งจินตนาการ และทุกอย่างเป็นจริงได้ รวมถึงอะไรที่แกอาจจะไม่เคยจินตนาการถึงด้วย อย่างเช่น Blue Ramen  แปลง่าย ๆ ตรงตัวเลยก็คือ ราเมนสีฟ้า โดยในเมนูได้อธิบายว่า มันคือราเมนซุปไก่สีฟ้า โอเคสีฟ้ากับอาหารมันอาจจะดูไม่เข้ากันนัก อาจจะดูเหมือนทำยาอะไรสักอย่างหกลงในชามมากกว่า แต่ด้วยความเป็นเด็กรุ่นใหม่ไม่กลัวที่จะลองอะไรแปลกใหม่ เราก็เลยลองสั่งมาชิมดู ในชามก็จะเป็นบะหมี่นุ่ม ๆ ด้านล่าง เนื้อไก่นิ่ม ๆ ด้านบน ไข่ไก่ขาว ๆ อยู่ข้าง ๆ มีผักโรยอยู่บนเนื้อไก่ และราดด้วยน้ำซุบสีฟ้าใส ถ้าถามว่าตอนได้มามันสวยมั้ย มันก็สวย แต่ไม่ได้สวยน่ากินแบบอาหาร แต่ถ้าถามว่ากินมั้ยก็กิน สั่งมาละ รสชาติมาตราฐานราเมนญี่ปุ่น อร่อยแบบเบา ๆ สไตล์น้ำซุปใส แต่ให้สิบดาวที่ความแปลกใหม่ เสนอราคาอยู่ที่ 900 เยนต่อชาม การเดินทางก็สามารถเดินมาได้จากหอคอยโตเกียวสกายทรีเพียงสิบนาทีเท่านั้น ถ้าหาไม่เจอให้ถามกูเกิ้ลแมพเทพได้เลย

002 Mutekiya Ramen
เมื่อจบจากราเมนก็มาต่อกันที่ราเมนอีกร้านนึงในย่าน Ikebukuro ร้านราเมนที่ไม่ได้แปลกแหวกแนวเหมือนร้านแรก แต่ด้วยประสบการณ์และชื่อเสียงที่หลายสำนักทั้งในหนังสือท่องเที่ยวโตเกียวในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงสื่อออนไลน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องมา” ด้วยความที่ไม่ใช่คนเชื่อคนง่ายเราเลย “ต้องมา” เพื่อพิสูจน์ว่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างเป็นจริงแค่ไหน พอเข้ามาปุ๊บก็ไม่ต้องกลัวว่าจะงงสั่งไม่ถูก สั่งแล้วไม่อร่อย เพราะเมนูเค้ามีหลายภาษารวมถึงภาษาไทยด้วย!!! คิดเอาละกันว่าฮิตขนาดไหน

เราไม่รอช้าสั่งเมนูที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 มาลองให้รู้กันไปเลยว่าอร่อยจริงเปล่า นั่งรออ่านเมนูอื่นต่อไปได้เพลิน ๆ สักแป๊บบบบบ ราเมนชามยักษ์สีดำที่บรรจุเส้นราเมนเหนียวนุ่ม น้ำซุปมิโซะที่หอมจนเตะจมูก หมูชาชูชิ้นโตที่ละลายในปาก และไข่ยางมะตูมมัน ๆ ก็ถูกเสริฟมาพร้อมกับเกี๊ยวซ่าแป้งบาง ไส้เยอะ เกรียมนิดๆ หอมไหม้หน่อย ๆ ก็มาวางอยู่ตรงหน้า และบ้าไปแล้วเราจัดการมันหมดในเวลาไม่นาน ความอร่อยที่ทำให้เราไม่อยากยกน้ำขึ้นดื่ม ความนุ่นเหนียวของเส้นที่กระตุ้นปุ่มรับรสที่ลิ้น น้ำซุปที่เข้มข้นหอมหวาน หมูที่แทบจะละลายทันทีที่ฟันกระทบ เกี๊ยวซ่าที่ตราตรึงใจ นี่มันรสชาติที่ต่อให้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล บุกป่าฝ่าดง ก็ต้องมาลองให้ได้ในชีวิตแล้วจะไม่ผิดหวังจริง ๆ

003 Rokkasen  Yakuniku Buffet
อาหารขึ้นชื่ออีกประเภทหนึ่งที่ทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติต่างอยากลิ้มลอง เราเชื่อว่าต้องมีลิสต์ของเนื้อย่างเข้ามาด้วยแน่นอน วันนี้เราเลยจะมาแนะนำร้านเนื้อย่างอันแสนโด่งดังอีกร้านนึงนั่นคือร้าน Rokkasen ที่อยู่ใกล้สถานี Shinjuku ร้านจะอยู่บนตึก Sun Flower ที่ชั้น 6-7 การมานั้นไม่ยากเลย ที่ยากคือการจะมากินนี่แหล่ะ คือแนะนำว่าต้องจองก่อน เพราะมันฮอตฮิตสุด ๆ ไปเลย ร้านนี้จะมีทั้งเนื้อย่าง ชาบู สุกี้ มีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และ A La Carte ให้เลือก และไม่ต้องกลัวสั่งพลาดเช่นกันเมื่อมาร้านนี้เพราะเค้ามีเมนูภาษาไทยด้วยจร้าา ดังนั้นเมื่อมาคนเดียวแบบเราก็เลือกไปเลย บุฟเฟ่ต์ แน่นอน เราเลือกสั่งเนื้อมารัว ก็จะมีลิ้นวัว มีเนื้อติดมัน และมันติดเนื้อ เนื้อติดเนื้อ อะไรประมาณนี้นี่แหล่ะ เสริฟมาพร้อมข้าวสวยญี่ปุ่น เครื่องดื่ม น้ำซุป ผักย่างอีกนิดหน่อย

เตาพร้อม อาหารพร้อม คนพร้อมก็ไม่ต้องรอให้ประธานมาตัดริบบิ้นนะจ้ะ คีบเนื้อที่มีลายอันงดงามราวอัญมณีที่ถูกเจียรไนมาอย่างดีบรรจงลงจัดวางในตระแกรงร้อน ๆ กะเวลาอย่าให้นานเกินไป และบุ๊งรีบเอาขึ้นโดยพลันเพื่อไม่ให้เนื้อเสียความชุ่มฉ่ำ เป่าเบา ๆ หนึ่งที และตอนนี้เองที่ต้องตัดสินใจว่าจะจิ้มน้ำจิ้ม หรือจะกินเข้าปากเพื่อให้ได้รสเนื้อที่โรยเกลือไว้แล้วแบบพอดี ๆ เมื่อตัดสินใจแล้วไม่ว่าทางไหนย่อมดีเสมอ แล้วบุ๊งอีกครั้ง ความอร่อย ของรสเนื้อที่เข้มข้นได้ละลายผ่านจากลิ้นสู่สมอง อร่อยเหนือคำบรรยายอีกแล้วคับท่าน ทานกันเพลิน ๆ ยาว ๆ เพราะเมื่อเหลือเวลาอีกสิบนาที พนังงานเค้าจะทำการเตือนด้วยการเสริฟชาร้อนและไอศกรีมหวาน ๆ มาให้เราตบท้าย เป็นอันว่าฟินส์ถึงลิ้นปี่เลย

004 Nakamura Tea Life Store
มาสู่โหมดการดื่มกันบ้างดีกว่า เราจะพาพวกแกไปดูร้านชาออแกนิคที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ณ ย่านคุราเมะ ที่ใช้เวลาเดินจากสถานีคุราเมะเพียง 5 นาทีเท่านั้น ผนังอิฐสีส้มและผ้าม่านสีม่วงเข้มประทับชื่อ นาคามูระ ที่กำลังปลิวไสวตามแรงลมนี้โบกสะบัดเบา ๆ คล้ายกำลังกล่าวคำเชื้อเชิญเราให้ลองเข้าไปเยี่ยมชม ร้านเล็ก ๆ น่ารักในบรรยากาศแสนสบายนี้ เสริฟชาออแกนิคที่บอกสถานที่มาของชา วันที่ผลิตชา ไปจนถึงคนที่ผลิตชาตัวนี้ขึ้น มันคือความละเอียดอ่อน และความใส่ใจที่เราเห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่ง

แสงแดดอุ่น ๆ ส่องเข้ามาในร้าน พนักงานให้เราเลือกชาที่ชอบและแนะนำเราอย่างดีว่าชาแบบไหนจะได้รสชาติแบบที่เราต้องการ เราพูดคุยกันแบบง่าย ๆ ด้วยภาษาที่อาจจะตะกุกตะกักไปบ้าง แต่ทุกอย่างก็ดูธรรมชาติ เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ชาในมือของเราวันนี้หากมองเผิน ๆ คงไม่ต่างกับชาที่เราเคยดื่มในทุกครั้ง แต่เมื่อได้สัมผัสจากหัวใจ ชาในมือของเราในวันนี้ได้ทำให้หัวใจของเราอบอุ่นขึ้นกว่าทุกครั้ง

005 Onibus Coffee
อีกหนึ่งร้านกาแฟที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกาแฟยอดเยี่ยมของโตเกียว ร้านกาแฟเล็ก ๆ นี้เป็นสาขาย่อยในเมืองนากาเมะกุโระ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างดีจากสาขาออริจินอลที่โอกุซาว่า ร้านสีครีมอ่อน ๆ ที่ผสมผสานความเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อย่างลงตัวนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันทุกด้านของกำแพง ไปจนถึงแก้วกาแฟที่อยู่ในมือของเรา ที่นี่มีชื่อเสียงมาจากเมล็ดกาแฟที่คั่วเองหลากหลายแบบ ที่จะถูกชงโดยบาริต้ามืออาชีพ ที่การันตีความดีงามได้ตั้งแต่ยังไม่ทันถึงร้าน กลิ่นกาแฟก็หอมฟุ้งมาแตะจมูกตั้งแต่มุมถนนละ และไม่ต้องกลัวว่าจะสั่งพลาดเพราะที่นี่มีเมนูภาษาอังกฤษให้เราเลือกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีลูกค้าต่างชาติค่อนข้างมากทีเดียว เมื่อได้กาแฟตามต้องการแล้วแกก็สามารถเลือกได้ว่าจะนั่งชิว ๆ รับลมเย็น ๆ ที่ม้านั่งด้านข้างร้าน หรือจะเลือกดื่มกาแฟร้อน ๆ บนชั้นสองที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีครีมและไม้เป็นหลักก็เลือกได้ตามสะดวก

เมนูลาเต้ท้อปด้วยฟองนมนุ่ม ๆ ร้านนี้เป็นลาเต้ที่เราชอบมากที่สุดเท่าที่เคยกินมาบนโลกใบนี้ มันกลิ่นหอมตั้งแต่ก่อนที่จะสัมผัสลิ้นด้วยซ้ำ รสชาติที่เข้มข้น ละมุนละไมไม่ขมจนเกินไป บวกกับความเงียบสงบของร้าน ความร่มรื่นของแมกไม้ริมหน้าต่าง และหนังสือเล่มโปรดที่อยู่ในมือ ความลงตัวนี้เองที่สร้างความสมบูรณ์แบบให้กับกาแฟแก้วนี้ และทำให้เราเข้าใจท่องแท้เลยว่ากาแฟดีมันเป็นแบบไหน

006 About Life Coffee Brewers
มาหาอะไรดื่มในย่านชิบูย่าย่านแฟชั่นระดับโลกกันบ้างดีกว่า ร้านเล็ก ๆ สีขาวสะอาดตาที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนนี้มีชื่อว่า About Life Coffee Brewers ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรที่ต้องลุ้นให้เมื่อยตุ้มว่ามันจะดีมั้ย เพราะแม้จะใช้ชื่อที่แตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้วที่นี่มีเจ้าของเดียวกับร้าน Onibus Coffee นั่นล่ะ ร้านที่ตกแต่งด้วยกำแพงอิฐสีขาวเล็ก ๆ สลับกับจุดดำหน่อย ๆ มีหน้าต่างบานเล็ก ๆ ไว้รับออเดอร์ กับม้านั่งไม้ตัวยาว มันคือความเรียบง่ายที่มีเสน่ห์ เรายืนมองลูกค้าคนอื่นก่อนที่จะสั่งของตัวเอง ไม่ใช่ว่ายากอะไรเพราะที่นี่ก็มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่เราแอบมองสายตาของลูกค้าที่จับจ้องบาริสต้าสาวสวย ผู้กำลังบรรจงชงกาแฟด้วยวิธีการที่คล้ายกับกำลังทำงานศิลปะอยู่เพลิน ๆ ต่างหากล่ะ และเป็นอีกครั้งที่คาเฟอีนทำให้เราตื่นเต็มตา พร้อม ๆ กับความชิวที่พุ่งขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่ลอยเหนือกาแฟสีดำ

007 Taste AND Sense
สำหรับสายกินญี่ปุ่นก็คงเป็นเหมือนกับขุมทรัพย์ชั้นเลิศของโจรสลัดแน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะหันซ้าย หันขวา หมุนตัวเป็นวงกลมสองรอบ เดินหลงทางยังไงก็จะเจอร้านที่ดูน่าอร่อยอยู่ตลอดเวลา และเช่นกันเมื่อเราเดินหมุนตัวจากสถานีนากาเมะกุโระประมาณ 5 นาที เราก็ได้พับกบ พบกับร้านอาหารแสนน่ารักริมถนน ที่เสริฟทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเบียร์อยู่ตรงหน้าเรานี้เอง ซึ่งฟิลของร้านนี้จะประมาณญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ ปารีสก็ไม่เชิง มันดูรวม ๆ แล้วมีเสน่ห์น่าเข้าไปลอง มีเมนูตัวจิ๋ว ๆ อยู่นิดหน่อยและเราเลือกที่จะสั่ง กาแฟ…เช่นเดิม กาแฟลาเต้ในแก้วสีดำที่มีหัวใจขนาดจิ๋วเป็นฟองนมนุ่ม ๆ ช่วยเพิ่มความตาสว่างให้กับเส้นทางของเราในวันนี้ได้อีกทั้งวันเลยล่ะ

008 CANVAS TOKYO
โตเกียวเจ้าแม่แฟชั่นและสรรพสิ่ง ณ หัวมุมถนนในย่านฮิโร่ เราก็ได้พบกับตึกสีขาวที่เหมือนผ้าใบวาดภาพนามว่า แคนวาส โตเกียวแห่งนี้ ที่ทำให้เราถึงกับอุทานออกมาว่า โอ้โหหหหหหหหห จะสวยไปไหน จะชิคคูลไม่รอเพื่อนข้าง ๆ บ้างเลยหรอ แต่ที่มันชิคคูลดูปารีเซียงขนาดนี้ก็เพราะมันคือศูนย์รวมร้านค้าต่าง ๆ ทั้งร้านกาแฟ ร้านขนม ลานจัดปาร์ตี้ รวมถึงแกลอรี่ด้วยนาจา เรียกได้ว่ามันคือความชิคคูลดูเก๋ไก๋และมีสตอรี่สุดในหัวถนน ถ้าเป็นคนก็ต้องยกให้เป็นดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งไปเลยจ้า เอาละได้เวลาโยนคฑาแล้วปักหมุดจดลงวิชลิสกันไปรัว ๆ เลยนาจาาาาาา

เราก้าวขึ้นชั้นสองของร้านสีขาวสะอาดตา กระจกบานใหญ่ทำให้ที่นี่ดูเรียบแต่หรู น้อยแต่มากเรียบแต่โก้ ไฮแฟชึ่นของจริง เรานั่งมองวิวจากหน้าต่างบานเก๋ได้ไม่นาน พนักงานก็นำมะม่วงสมูทตี้เนื้อเนียน หวานเย็นชื่นใจ กับโดนัทสูตรเด็ดที่ไม่แน่ใจว่าเป็นสูตรลับของร้านด้วยรึเปล่ามาเสริฟ ความหวานและความเย็นที่ผ่านจากลิ้นสู่สมองและส่งความสุขกลับมาที่หัวใจ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกินสมูทตี้เย็น ๆกับโดนัทหวานหอมอยู่เสมอ มันสวยงามทั้งรูปลักษณ์และมีคุณค่าจากภายในด้วยจริง ๆ

009 Little Nap COFFEE STAND
สายกาแฟอาจจะมีเดินตาค้างกันบ้างล่ะถ้าได้มาโตเกียว เพราะนี่ก็คือสวรรค์ของคนรักกาแฟเช่นกัน อีกหนึ่งร้านกาแฟที่เราอยากนำเสนอในยามบ่ายแก่หลังจากลงเครื่องและช้อปปิ้งอย่างหอมปากหอมคอกันแล้วนั้น หากได้ผ่านมาแถว ๆ สวนสาธารณะโยโยหงิ ก็ขอให้เดินเล่นเลยมากันอีกหน่อย ก็จะพบร้านกาแฟแบบ Coffee Stand ที่ตกแต่งในโทนฟ้าอมเทา หรือเทาอมฟ้าให้กลิ่นอายอินดัสทรีเข้ม ๆ แมน ๆ คุยกันหน่อย ๆ ร้านเล็ก ๆ บรรยากาศสงบ ๆ ที่มีทั้งกาแฟ น้ำผลไม้ ไอศกรีม และเบเกอร์รี่เล็ก ๆ น้อย ๆ พร้อมเมนูภาษาอังกฤษ และเช่นเคย เราสั่งลาเต้ร้อนที่รสนุ่ม กลมกล่อม ท้อปด้วยฟองนมลายใบไม้สีขาว เราค่อย ๆ จิบอย่างไม่เร่งรีบ นั่งดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา เด็กน้อยที่มาวิ่งเล่น และหมาแมวที่ทำหน้าดีใจกับลานวิ่งอันไพศาลและท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก

— SHOPPING

010 Shibuya
ชิบูย่าาาาาา เอาจริงมีสักกี่คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อย่านช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดใจกลางโตเกียว เพราะที่นี่คือชิบูย่า และชิบูย่าก็คือชิบูย่า ย่านช้อปที่ถ้าถามว่ามีอะไรบ้างจะตอบได้ยากกว่าถามว่าไม่มีอะไรบ้างเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นแบร์นดังระดับโลก ไฮแอนแพงหูฉีก หรือจะเป็นดีไซเนอร์แบร์น ร้านมือสอง ร้านมือหนึ่ง ร้านกระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอางค์ ฯลฯ ก็ถูกรวบรวมไว้ ณ ที่นี้แล้ว ถ้าจะเดินให้ครบแนะนำให้มาอยู่ที่นี่สักสองสามอาทิตย์ เพราะถ้ามีเวลาแค่วันเดียวอาจจะเดินได้แค่หัวมุมถนนเท่านั้นแหล่ะ!!! สาวทั้งหลาย ๆ กรุณากำเงินและสติของท่านให้ดีที่สุด หากเผลอไผลไปเมื่อไหร่ แววล้มละลายย่อมตามมา และสัญลักษณ์ที่สำคัญก็คือเจ้าตึกชิบูย่า 109 ที่ถ้าไม่ไปยืนถ่ายคู่จะเสมือนว่ามาไม่ถึงชิบูย่าเลยล่ะ และที่สี่แยกชิบูย่าแห่งนี้จะคึกคักตลอดวัน เพราะนี่คือใจกลางย่านธุรกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นที่รถไฟทั้งขาเข้าขาออกแน่นที่สุดในโลกยังไงล่ะ!!!!

011 Harajuku
ถ้าฝรั่งเศษคือเมืองแห่งน้ำหอมโลก ฮาราจูกุก็คือเมืองแฟชั่นโลกเพราะที่นี่รวบไว้ตั้งแต่สไตล์สุดฮิต ไปจนถึงสไตล์ที่คนครึ่งโลกอาจไม่มีวันเข้าใจ หรือแหวกล้ำชนิดที่ว่าต่อให้มนุษย์ต่างดาวมาเดินเล่นแบบไม่แปลงกายก็ยังไม่ถูกมองว่าแปลก เพราะที่นี่คือย่านที่มีสีสันมากที่สุดในโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของแฟชั่นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน ไม่ว่าจะแนวสตรีท วินเทจ ไฮแฟชั่น หรือล้ำโลกแค่ไหน ทุกอย่างก็เกิดขึ้นและเป็นจริงได้จากที่นี่ นอกจากแฟชั่นแล้วที่นี่ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์เก๋ ๆ อยู่ทั่วทุกหัวถนน รวมถึงมิวเซียมอาร์ต หรือนิทรรศการสั้น ๆ ก็เกิดขึ้นที่นี่อยู่บ่อยครั้ง ถ้าวันไหนรู้สึกหมดไฟหรือรู้สึกขาดสีสันในชีวิต รับรองว่าที่นี่จะเป็นคำตอบให้แกได้แน่นอน ไม่ว่าความฝันแกจะแห้งแล้งขนาดไหน การมาที่นี่เสมือนหนึ่งการได้รดน้ำหล่อเลี้ยงทุกจินตนาการในทุกดวงใจ เพราะเราบอกแล้วว่าทุกอย่างเป็นจริงได้และไม่มีกฎเกณฑ์สำหรับที่นี่จริง ๆ

— Pray —

012 วัดเซนโซจิ (Sensoji Temple)
วัดเซนโซจิ วัดใหญ่ในย่านอาซากุสะ ทำให้บางคนนิยมเรียกว่าวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดง (Asakusa Kannon Temple) เพราะเมื่อเดินเข้าประตูมาปุ้บสิ่งที่แกจะได้เห็นปั้บคือโคมแดงยักษ์ที่แขวนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางทางเข้าวัด วัดเซนโซจิคือวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 เป็นวัดพุทธที่นับถือเจ้าแม่กวนอิม และแม้จะเคยถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภายหลังก็ได้ถูกบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่และถูกดูแลเป็นอย่างดีจนมาถึงทุกวันนี้ ด้วยความโด่งดังก็เลยทำให้วัดนี้มีผู้คนเข้ามานมัสการเจ้าแม่กวนอิมแบบไม่ขาดสายยยยย ไม่ขาดสายจริง ๆ นะแก ดูจากรูปได้เลย คือแน่นไปด้วยผู้คน เต็มไปด้วยความเชื่อ ควันธูป และความหวัง

ที่นี่นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วคนญี่ปุ่นเองก็มาขอพรกันเยอะมาก ๆ ทั้งมาเดี่ยว มาคู่ มาคี่ มาแบบครอบครัว มาแบบเพื่อน ทุกคนล้วนมีแววตาแห่งความหวัง หลังจากขอพร และปักธูปลงกระถางเราสังเกตุว่าเค้าจะเอามือพัด ๆ โกย ๆ ควันธูปเข้าหาตัวอารมณ์แบบให้มีแต่สิ่งดี ๆ สิ่งที่ไม่ดีออกไปอะไรแบบนี้นะเราว่า แล้วก็จะมีการเสี่ยงเซียมซีกัน อันนี้นิยมมากโดยเฉพาะวัยรุ่นสาว ๆ อีกจุดมีที่เอาไว้ตักน้ำล้างหน้า ก็คือน้ำมนต์ของบ้านเรานั่นล่ะ ทำให้เราเห็นได้ว่า แม้ว่าประเทศจะเจริญไปขนาดไหน แต่สิ่งสำคัญคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน อาจจะไม่ได้จำเพาะว่าต้องเป็นที่วัดเท่านั้น อาจจะเป็นตัวบุคคล หรือความเชื่อบางประการก็ได้ แต่ขอให้สิ่งที่ยึดถือนั้นเป็นเรื่องที่ถูกที่ควรและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองหรือผู้อื่นก็พอ

นอกจากการขอพรอันมีชื่อเสียงของวัดนี้แล้ว สิ่งที่โด่งดังไม่แพ้กันก็คือ ถนนนากามิเสะที่เป็นถนนยาวเข้าสู่พื้นที่ภายในวัดนั้นเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายที่ตั้งแถวเรียงกันรอต้อนรับผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ว่าแกจะจิตแข็งแค่ไหนแกก็ต้องเสียหายอย่างน้อยสามสี่ร้านแน่ ๆ เพราะบรรยากาศที่ครื้นเครง อากาศที่ชวนให้ปล่อยใจ อาหารที่ส่งกลิ่นหอม และหน้าตาที่ยั่วยวนมันก๊ดดันนนนนนให้แกเดินหลงตามกลิ่นไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวจริง ๆ มาที่นี่เนี่ยนอกจากจะอิ่มบุญแล้วยังอิ่มท้องแตก ขาขึ้นลายงาเพราะร่างขยายกระทันหันกันได้เลย แต่มันก็ยังไม่สาแก่ใจชาวบ้านแถวนี้ล่ะมั้ง เค้าเลยมีร้านของฝากมาเป็นของแถมให้แกสอยกลับไปได้ด้วย มาที่เดียวคุ้มมาก ครบทุกอย่าง ขาดสองอย่างคือเงิน และสติ !!!

เห็นมั๊ยว่ามาไฟลต์บ่ายมันคุ๊มคุ้ม ทำอะไรได้หลากหลายร้อยแปดอย่าง ครบทั้งกิน เที่ยว ช้อป ในครึ่งวัน และที่เราแนะนำมานี้ก็เป็นไกด์ไลน์ที่อยากบอกต่อจากใจดวงน้อยที่น่ารักของเราจริง ๆ พวกแกสามารถนำไปใช้กันได้ทั้งมือใหม่มือเก๊า มือเก่า ไปยันเจ้ามือ!!! เวลาดี แพลนโดน เที่ยวบินราคาประหยัด ข้อดีแน่นขนาดนี้ เอ้า ยัง ยังไม่ไปจองกันอีกกกกกกก

เป็นไงกันบ้างแพลนเที่ยวกับประเทศนี้ที่เรียกว่าญี่ปุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ความหวัง ความฟินส์ และทุกวันนี้การเดินทางก็แสนง่ายดาย ในราคาที่เก็บตังค์จากค่ากาแฟแบรน์ดังสักหน่อย บวกกับค่าบุฟเฟ่อีกสักนิด และค่าแท็กซี่อีกกรุบกริบ แกก็เดินทางได้ไกลกว่าที่คิดแล้ว อย่าปล่อยให้โลกก้าวไปข้างหน้าโดยที่เรายังไม่ทันได้เห็นอะไร และอย่าอยู่กับที่จนลืมว่าชีวิตยังมีอะไรอีกมากมาย เดินทางซะในวันที่แกยังเดินไหว