ซาลามัต ดาตัง วันนี้เราจะพาไปเที่ยว โคตาคินาบาลู เมืองแห่งภูเขาที่ได้ชื่อว่าสูงเสียดฟ้าอันดับต้นๆ ของอาเซียน กันแบบเบา ๆ ชิว ๆ เพราะนอกจากยอดเขาเสียดฟ้าชวนขาสั่นแล้ว ที่นี่ก็ยังมีธรรมชาติแนวอื่น ๆ อีกมายมายให้สายชิวได้ไปสัมผัสแบบเหนื่อยเราไม่เหนื่อย เมื่อยเราไม่เมื่อย พวกเราเที่ยวไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นทะเลสวยฟ้าใสชวนแหวกว่าย ภูเขาหญ้าที่เขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ วัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชนพื้นเมือง มัสยิดงาม ๆ ที่ชวนให้เข้าไปถ่ายรูปเช็คอิน รวมถึงคาเฟ่ฟิน ๆ อีกมากมาย เพื่อจะได้รู้ว่าเมืองแห่งยอดเขาแต่ไม่ไปขึ้นเขาก็ยังมีอะไรให้ทำอีกหลายอย่าง รีบอ่าน รีบแชร์ แล้วเปย์ค่าตั๋ว ตามรอยให้รู้ไปเลย … ว่าที่นี่มีดีอย่างที่เราบอกรึเปล่า

ก่อนจะเริ่มเที่ยวเรามาเริ่มทำความรู้จักเมืองเล็กๆ แห่งนี้กันก่อน โคตาคินาบาลู (Kota Kinabalu) หรือ KK เป็นเมืองหลวงของรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซียที่อยู่ห่างไกลกับกัวลาลัมเปอร์แบบคนละโยชน์ แต่ดันใกล้กับบรูไนและอินโดนีเซียแบบเกาะเดียวกัน!!! คนที่นี่เรียกตัวเองว่าชาวซาบาร์ จะพูดภาษามาเลเซียเป็นหลัก แต่ก็พูดอังกฤษกันได้ดียกเมือง แถมบางคนยังพูดภาษาจีนได้อี๊ก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ที่นี่มีความหลากหลายทางภาษาได้ขนาดนี้ก็เพราะเกาะบอร์เนียวเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์มาอาศัยอยู่รวมกันนั่นเอง ดังนั้นการไปเที่ยวที่นี่ก็แบบหมดห่วงเรื่องการสื่อสารไปได้เลย ความเป็นมิตรของผู้คนก็เป็นอีกเรื่องที่แกวางใจสบายใจได้ เพราะไม่ว่าแกจะเดินไปทางไหนแกก็จะได้ยินคำกล่าวทักทาย ซาลามัต ดาตัง ที่แปลว่าสวัสดี พร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ อย่างเป็นมิตรตลอดเส้นทาง ที่นี่เค้าใช้สกุลเงินริงกิตมาเลเซีย หรือ RM (1 RM = 8.5 บาทไทย) การเดินทางเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะรถบัสประจำทาง, Grab แต่ถ้าไปหลายคนจะเช่ารถขับเองหรือเช่ารถพร้อมคนขับเลยก็สะดวกมากๆ ส่วนอินเตอร์เน็ตเราเปิดจากไทยไปใช้งานได้ดีเลย

และต่อแต่นี้เราก็สามารถบินตรงลงโคตาคินาบาลู แบบไม่ต้องบินอ้อมข้ามวันข้ามน้ำข้ามทะเลซ้ำๆ ซ้อนๆ ให้เปลืองวันลาและพลังชีวิตกันอีกต่อไป เพราะล่าสุดสายการบินแอร์เอเชียสายการบินราคาน่ารักขวัญใจชาวงบประมาณปานกลางแบบเราเค้าได้เปิดรูทใหม่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปลงโคตาคินาบาลูถึงสัปดาห์ละ 3 วัน (อังคาร,พฤหัส,เสาร์) โอ้โหบอกเลยว่าดีใจมากเฟร่อเพราะต่อแต่นี้ไม่ว่าจะอยากไปเดินป่า ปีนเขา ดำน้ำดูประการัง เล่นน้ำตก ชมทุ่งหญ้า หาอะไรใหม่ๆ กิน หาที่เช็คอินถ่ายรูปเปลี่ยนโปรไฟล์ ไปสร้างแลนด์มาร์คใหม่ก็ง๊ายง่าย แค่เตรียมใจเตรียมตังค์เตรียมเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อมก็เป็นอันจบปิ๊งรู้ตัวอีกทีก็ไปยืนงงในดงที่เที่ยวใหม่ๆ แล้วจ้า

ทริปนี้เราบินไฟลท์ FD470 ซึ่งออกจากดอนเมือง 9:30 น. เวลาถือว่าดีงามตามท้องเรื่องไม่เช้ามากเว่อร์ กำลังสวยๆ พอให้ได้ตื่นมาอาบน้ำปะแป้งแต่งหน้าก่อนออกเดินทางกันพอกรุบกริบ ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง 5 นาที เครื่องก็จะลงจอดอย่างปลอยภัยที่สนามบินโคตาคินาบาลู (BKI) ตอนเวลา 13:30 ระหว่างทางใครใคร่นอนพักสักงีบก็ตามสบาย แต่พวกเราจอง Value Pack แพ็กเกจสุดคุ้มที่ซื้อเพิ่มได้ตอนจองตั๋วเท่านั้น เราเลยนั่งทางอาหารบนความสูงเหนือยอดเขาทั้งปวง กินไปชมวิวสวยๆ ไป หนังท้องตึงหนึ่งอิ่มแบบสบายๆ ค่อยนอนเอาแรงไว้เดินทางต่อ และนอกอาหารอร่อยๆ Value Pack ก็ยังให้แกได้โหลดกระเป๋าหอบชุดแซ่บๆ ไปใส่ได้ถึง 20 กิโลกรัม ได้นั่งในองศาที่เลือกเอง แถมได้ประกันการเดินไปอี๊ก เที่ยวอุ่นใจ อิ่มกาย หายห่วงขนาดนี้มันคุ๊มคุ้มนะแก ช่วงนี้เราบินแอร์เอเชียบ่อยขอพื้นที่ให้เราได้บอกย้ำสิ่งดีๆ หน่อยล่ะกัน อิอิ

Day 1 — UMS Mosque, Kotakinabalu City Mosque, Dewan Street and Night Market

มาถึงเวลาบ่ายอ่อนๆ ท้องก็อิ่มมาจากบนเครื่องแล้ว ที่เหลือก็แค่เดินเข้าห้องน้ำเติมปากเติมแป้งปัดขนตาให้หน้าดูฟรุ้งฟริ้ง แล้วเดินผ่น ตม. แบบสวยๆ ไปรอรับกระเป๋าก็เป็นอันได้ฤกษ์งามยามดีเริ่มต้นสับขาออกจากสนามบินแบบกายพร้อมใจพร้อมหน้าพร้อมเราทำได้ … และเพื่อไม่ให้เสียเวลาเที่ยวแม้แต่วินาทีเดียว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังโลเคชั่นแรกที่สวยงามเหมาะกับคนชิคหน้าแน่นแบบพวกเรานั่นก็คือ UMS Mosque มัสยิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน Kota Kinabalu สร้างขึ้นในปี 2545 โดยได้รับแรงบันไดในการสร้างมาจากมัสยิดในตะวันออกกลาง จึงมีโดมขนาดใหญ่ 1 โดมล้อมรอบด้วยโดมขนาดเล็ก 4 โดม ตั้งอยู่บนเนินเขาภายในบริเวณของ Universiti Malaysia Sabah (UMS) และสามารถมองเห็นได้จากทางหลวง Sulaman ด้วยสีส้มอมชมพูที่ดูโดดเด่น

ด้วยความใหญ่โตและสวยงามนี้จึงทำให้มัสยิดสีส้มอมชมพูดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวที่มีความศรัทธาและหลงไหลในความสวยงามหลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ส่วนตัวเรานักท่องเที่ยวสายๆ งามๆ เที่ยวแบบต้องได้ภาพลงโซเชียลมีเดียทุกช่องทางแบบไม่ซ้ำกันเลยขอจำแลงแปลงกายสวมวิญญาณเจ้าหญิงแห่งโมร็อกโกมายืนทำโก้ๆ สวมแว่นเท่ห์ๆ และหมวกใบเก๋หมุนตัวเป็นวงกลมอยู่สองสามร้อยรอบจนได้ภาพสวยๆ ลงไอจีแบบใสๆ ให้เพื่อนๆ งงว่าเมื่อไหร่จะถึงยอดเขาโนตาคินาบาลูสักที

จากมัสยิดสีชมพูอันแสนหวานเรามาชมความสวยงามกันต่อที่มัสยิดสีฟ้าสดใสที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาปที่ Kota Kinabalu City Mosque มัสยิดยิ่งใหญ่ประจำเมืองโคตาคินาบาลู อยู่ใกล้กับอ่าว Tanjung Lipat ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1989 และแล้วเสร็จในปี 2000 ด้วยงบประมาณอันน่าขนลุก 34 ล้านริงกิชมาเลเซีย ตามแบบสถาปัตยกรรมของมัสยิด Nabawi มัสยิดที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดเป็นอันดับที่สองของศาสนาอิสลามซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ดังนั้นแค่เรามามาเลเซียก็ได้ชมมัสยิดสวย ๆ เหมือนไปยืนอยู่กลางตะวันออกกลางเช่นกัน ยิ่งถ้ามาช่วงเช้าและเย็นก็จะได้เห็นแสงตะวันอ่อนๆ ทอแสงสะท้อนกับยอดมัสยิด แต่ไม่ว่าจะมาเวลาไหนก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของมัสยิดสุดอลังการนี้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ส่วนการแต่งกายในการเข้าชมที่นี่ก็ต้องแต่งกายให้สุภาพเสื้อแขนยาวขาวยาวเท่านั้น เพราะนอกจานักท่องเที่ยวแล้วที่นี่ก็ยังคงมีผู้นับถือศษสนาอิสลามมาทำละหมาดด้วย

หลบมุมจากวัฒนธรรมและความเชื่อเราก็ขอมุ่งหน้าเข้าสู่ย่าน Dewan Street ย่านชิคคูลที่เต็มไปด้วย Hostel คาเฟ่ ให้อารมณ์แบบเดินอยู่บนถนนนิมมานเชียงใหม่บ้านเรา สำหรับสายชิคสายคูลที่แท้ทรูไม่ควรพลาดกับการมาหาที่อ่านหนังสือ จิบชามาเล ชิมกาแฟขมๆ ขนมหวานๆ และเดินย่อยเดินวนไปมาหน้าตึกนั้นเข้าตึกนี้เพื่อนถ่ายรูปแนวสตรีทแบบเท่ห์ๆ เลือกช้อปปิ้งเครื่องเขียนในร้านน่ารักๆ หรือจะหาของฝากเก๋ๆ ที่นี่ก็มีครบในซอยเดียว แต่ร้านแรกที่เราเลือกนั่งชิวให้ได้ฟิวสายสโลไลฟ์คือร้านเก๋ที่มีชื่อแปลกไม่คุ้นหูว่า Sharikat Biru Biru ร้านคาเฟ่สีฟ้าสุดเท่ห์ที่เก๋แบบคลาสิคไปทุกอย่าง ตั้งแต่ผนังไปยันโต๊ะเก้าอี้หรือรูปภาพต่างๆ เพราะมันถูกสร้างตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในเขตของกองกำลังฝ่ายพันธมิตร เพื่อเป็นโรงพิมพ์และเป็นตึกคอนกรีตแห่งแรกในยุคหลังสงคราม ก่อนจะพัฒนาเปลี่ยนผันสู่การเป็นคาเฟ่ขวัญใจเหล่านักเดินทาง หลังจากหย่อนก้นลงพักผ่อนและเลือกเมนูมาดื่มเพื่อความสดชื่น เราก็ใช้เวลาที่นี่อีกนิดหน่อยเพื่อถ่ายรูปบรรยากาศเก๋ๆ ของร้าน และนั่งเม้าท์มอยทั้งกับเพื่อนที่อยู่ตรงหน้าและเพื่อนๆ ที่ทักทายทางไกลมาจากในเฟสแบบเพลินๆ

จากร้านสุดคลาสิคอันสดใสเราย้ายมาต่อกันที่ร้านสีเทาครึมๆ แบบมินิมอล อีกหนึ่งร้านคาเฟ่ที่น่าสนใจในย่านนี้ที่มีชื่อว่า Kalamell Almondo ร้านสีเหลี่ยมเล็กๆ แต่ดูกว้างขวางที่มีคำโปรยน่ารักๆ ว่า always a good day to eat icecream เราเลยต้องเปิดประตูเข้าไปรับแอร์เย็นๆ เพื่อสั่งไฮศกรีมโคนชาเขียวโฮมเมคมาช่วยลดอุณหภูมิระหว่างการเดินทางกันสักคนละโคนเพื่อเพิ่มความหวานและความสดชื่นให้กับการเดินในตอนนี้กันสักหน่อย

ส่วนถ้าใครกระเพาะยังเหลืออยากจะเลือกหาร้านกาแฟดีๆ น่ารักๆ เพื่อดื่มด่ำกับคาเฟอีน และของหวานก็ยังมีร้านคาเฟ่ในย่านนี้ให้เลือกกันอีกเป็นสิบๆ ร้าน เรียกได้ว่าใครสาย cafe’ hopping ก็สามารถหมกตัวอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน ยิ่งถ้ามีเนตลื่นๆ มือถือดีๆ และหนังสือโดนๆ สักเล่มก็สามารถใช้เวลาย่านนี้ได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ แถมมีเรื่องราว และรูปดีดีไว้ลงได้อีกหลายวันเลยล่ะ

กินแต่อาหารเบาๆ จากถนนสายคาเฟ่มาทั้งวันก็ได้เวลาหาอะไรหนักๆ ซัดกันให้เต็มอิ่มที่ย่าน Gaya Street และ Sinsuran Night Market ย่านตลาดกลางคืนที่แสนจะคึกครื้นและคึกคักไปด้วยอาหารกายอันโอชะและอาหารตาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะแนวขาว ตี๋ หมวย คมเข้มแบบชาวแขก หรือสูงยาวเข่าดีแบบฝรั่งก็แน่นๆ เน้นๆ ไปทั้งเส้นจริงๆ กลับมาที่อาหารปากย่านนี้ตลอดทางจะเจอกับอาหารสตรีทฟู้ดข้างทางยาวไปตลอดสายในแบบฉบับคินาบาลู ที่มีตั้งแต่ของทอด ผลไม้ อาหารแปลกๆ ของกินเล่น หรืออาหารแบบจัดเต็ม รวมทั้งเมนูที่ใกล้เคียงกับบ้านเรา แถมรสชาติยังถูกปากราคาถูกใจชิมไปบ่นไปก็ไม่มีสะเทือนขนหน้าแข้งเลย เพลิดเพลินกับอาหารที่ย่าน Gaya Street ยังไม่ทันได้เดินทะลุถึง Sinsuran Night Market ก็เป็นอันยกธงขาวแล้วม้วนตัวกลับไปนอนลูบพุงที่โรงแรม

และสาเหตุที่ต้องยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่ย่านแรกก็เพราะความน่ารักคึกคักเวลาลงเล่นของพ่อค้าแม่ขายที่ทั้งทักทายและเชิญชวนเราแบบถี่ๆ จนเรามองไปทางไหนไอ้นั่นก็ดูถูกปาก ไอ้นี่ก็อยากจะกินไปซะทุกอย่าง เอาเป็นว่าที่เราลองมาก็จะมี Jus Mangga น้ำมะม่วง น้ำอะโวคาโดที่ราคาถูกกว่าน้ำเปล่า แต่รสชาติเบาบาง จืดๆ จางในจาง เสมือนหนึ่งได้กินน้ำเปล่าผสมผลไม้ แต่ก็นะถึงไม่อร่อยถูกปากเราแต่เราก็แนะนำว่าควรจะลองอยู่ดีนั่นล่ะ เมนูที่ไม่โดนใจเราก็ผ่านไป ต่อมาขอนำเสนอเมนูที่เรายกให้เป็นเมนูที่อร่อยที่สุดจากทุกๆ เมนูที่เราได้ลองกินบนถนนสายนี้มันคือขนมที่ลักษณะเหมือนขนมเบื้อง+ขนมถังแตก ที่มีไส้ด้านในให้เลือกทั้ง Peanut+Magerin, Peanut+Corn และ Cheese ที่อร่อยทุกไส้เอามาสิบเลยพรี่! เลยกินจนพุงแตกที่ร้านเดียวเนี่ยแหล่ะ แต่ก่อนกลับเข้าห้องก็ยังไม่วายสายตาหันไปสบตากับเจ้าของร้านน้ำเต้าหู้และลอดช่องน้ำกระทิ Yeendol พวกนางเลยส่งเสียงทักทายพร้อมโปรยยิ้มหวานแบบใจละลาย ใครจะไปทนได้เลยได้เลยเดินสั่งมาลองกันคนละถ้วย รสชาติแบบกินแล้วอร่อยเหมือนบ้านเราไม่มีผิดเพี้ยน เป็นการปิดจ้อบยามค่ำแบบหวานๆ อุ่นๆ ชวนให้หลับอย่างสบายในค่ำคืนนี้

Day 2 – One day tirp with Borneo Reef World

วันที่สองอันสดใสเราจะมุ่งหน้าไปสัมผัสประสบการ์ณใต้น้ำสุดพิเศษที่เดินทางจากเกาะหลักเพียง 15 นาที แบบที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแบบนี้ก็มีด้วยหรอกันที่ Borneo Reef World แหล่งรวมกิจกรรมบันเทิงทางน้ำที่ยิ่งใหญ่สุดๆ ของโคตาคินาบาลู ที่มีโป๊ะลอยน้ำที่ใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ตั้งอยู่ระหว่างเกาะ Pulau Gaya และเกาะ Pulau Sinjataan ที่มีกิจกรรมดีงามล้านแปดสิ่งให้เลือกทำตลอดทั้งวันไม่มีเบื่อ งานนี้รับรองว่าโดนใจสายรักธรรมชาติและสายกิจกรรมทางน้ำเป็นที่สุด ที่นี่มีแพ็คเกจ 3 แบบหลักๆ ได้แก่ Entry Package, Seawalking Package และ Diving Package ให้เลือกตามความชอบ ส่วนตัวเราขอเลือกแพคเกจวันเดย์ทริปแบบ Seawalking กิจกรรมเดินเล่นใต้ทะเลที่ในแพคเกจประกอบด้วยเรือรับส่ง เครื่องดื่มต้อนรับ อาหารเช้าแบบเล็กๆ น้อย อาหารกลางวันบุฟเฟ่ต์แบบมาเลซีย การให้ความรู้เกี่ยวกับปลาต่างๆ อุปกรณ์เดินใต้น้ำ ที่อาบน้ำสะอาด ซีดีวีดีโอและรูปถ่ายใต้น้ำ และพาเที่ยวเกาะ Sapi อีกหนึ่งชั่วโมง แค่อ่านทัวร์ยังไม่ได้เริ่มจิตใจก็เตลิดเปิดเปิงอยากไปแบบใจสั่นรัวๆ ร้าวแก๊

และแล้วก็ถึงเวลา และแล้วเธอก็ต้องไป …ใต้ทะเล ไฮไลท์หลักๆ ของแพ็คเกจนี้คือการได้ใกล้ชิดกับประการังและฝูงปลา โดยไม่ต้องว่ายน้ำเป็น ไม่ต้องลอยตัวเป็น ไม่ต้องตีขาเป็น สิ่งที่แกต้องเป็นคือเดินเป็นก็เป็นอันจบ ถึงเวลาก็เริ่มต้นด้วยการครอบหมวกคล้ายกับมนุษย์อวกาศนาซ่าประหนึ่ง NASA send me to finding nemo แล้วก็ทำตัวสบายๆ ด่ำดิ่งลงน้ำไปแบบเชิดๆ เดินเล่นเพลินๆ ย้ำ เดินเล่นเพลินๆ เหมือนเดินเล่นพารากอน โบกมือทักทายปลาและประการัง(แต่อย่าจับ!!!) ด้วยใบหน้าสวยๆ ขนตาฟรุ้งฟริ้ง ปากแดงเลือดนก ก่อนจะได้กลับขึ้นมาถอดหมวกมนุษย์ดำน้ำ สะบัดผมสองทีแล้วเก๊กท่าถ่ายรูปที่หัวเรือได้แบบหน้าเป๊ะปังต่อในทันทีทันใด โอ้โหบอกเลยว่ามันเป็นประสบการ์ณที่ใหม่มากเว่อร์ ควรลองสักครั้งในชีวิตมากเว่อร์อ่ะแก

หลังจากเดินใต้น้ำเพลินๆ ไม่ต้องใช้สกิลใดๆ ใช้แค่เงินก็พอ เราก็มาถึงอีกหนึ่งกิจกรรมที่เพลิดเพลินไม่แพ้กันนั่นคือ Snorkeling ที่คราวนี้แกอาจจะต้องมีสกิลในการใส่หน้ากากและชูชีพอีกนิดหน่อยเพื่อลงไปชมฝูงปลาที่มาแบบล้อมรอบตัวแกในน้ำที่ใสกริ้บๆ จนบางทีก็คิดว่าไม่ต้องลงก็ได้เปล่าว้า มองจากบนเรือก็เห็นไปถึงพื้นทรายหมดแล้วอ่า แต่คิดอีกทีข้างบนสวยขนาดนี้ข้างล่างจะสวยขนาดไหน สายว่ายน้ำแข็งแกร่งแบบเราเลยสะบัดชูชีพ สวมหน้ากาก ใส่ฟินส์แล้วบินลงน้ำตามปลาตัวข้างหน้าที่สององศาลิบดาเหนือไปแบบติดๆ ก่อนจะพบว่า อร้ายยยยยยย!!!!!!! มันสวยมากมายอ่ะแก

หมดวันกันไปแบบหมดพลังหมดแรงไปกับกระแสน้ำที่โคตรใส จนไม่สามารถก้าวขาไปเที่ยวไหนต่อ ขอมุ่งหน้ากลับที่พัก หาไรง่ายๆ กินพอกรุบกริบแล้วหลับตานอนเอาแรง เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปนอกเมือง หาสถานที่เที่ยวใหม่ๆ ที่จะพัดพากระแสลมแบบไหนก็ยังไม่รู้ และสำหรับใครที่ยังหลงความใสอยากเที่ยวต่อในผืนน้ำของมาเลที่นี่เค้าก็ยังมีโปรแกรมทัวร์ดำน้ำอีกมากมายให้แกเลือกเพื่อไปยังเกาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Gaya Sapi, Manukan, Sulug หรือ Mamutik ส่วนใครอยากลองกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการดำน้ำที่นี่ก็มี Parasailing, Scuba Diving, Observatory Deck รวมถึง Jetski ให้เลือกตามความชอบ แต่จะเป็นยังไงเราก็ตอบไม่ได้ทางเดียวคือแกลองไปดูเองนะ

Day 3 — Xtreme Paddlers Kadamaian White Water Rafting and Desa Cattle Dairy Farm

เหนือน้ำยังมีฟ้า ข้างๆ นภามีมหาสมุทร ถัดจากมหาสมุทรก็ยังมีแม่น้ำ คืนที่ 3 และ 4 เราจึงจะย้ายไปนอนกันที่เมือง Kundasang ซึ่งระหว่างไปเราก็จะแวะไปทำอีกหนึ่งกิจกรรมที่เค้าว่ามาซาบาร์แล้วต้องห้ามพลาดนั่นก็คือ Xtreme Paddlers Kadamaian White Water Rafting กิจกรรมมันส์ๆ ที่สายแอดเวนเจอร์ต้องห้ามพลาดกับการล่องแก่งในแม่น้ำที่ใสแจ๊วกว่า 2 ชั่วโมงในระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรที่สองข้างทางเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำคาดามายัน สุดร่มรื่น ที่แกจะต้องต่อสู้ฟาดฟันกับเรือลำข้างๆ ที่ไม่ได้รู้จักมักจี่ด้วยการสาดน้ำใส่กัน รวมถึงป้องกันตัวเองจากเพื่อนบนเรือลำเดียวกันที่จ้องจะถีบแกให้ตกเรือเพื่อทำคะแนน มันเลยเป็นการเดินทางสุดฟินส์บนเส้นทางสวยงามที่สุดมันส์

ตลอดเส้นทาง 10 กิโลนอกจากการฟาดฟันกับคนรอบข้างแล้ว แกก็ยังต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างเพื่อชมบรรยากาศ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ตลอดข้างทางในช่วงที่เรือกำลังลอยไปอย่างช้าๆ ชิวๆ และเปิดปากให้กว้างในช่วงที่เรือต้องลัดเลาะเข้ากระทบกระแทกกับแก่งหิน ให้อะดรีนาลีนได้สูบฉีด ก่อนจะกลับขึ้นบกด้วยร่างกายที่เปียกโชกและเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ร่วมทางที่ดังก้องแบบครบ 32 ปลอดภัยหายห่วงกันทุกคน เพราะบนเรือแต่ละลำจะมีเจ้าหน้าที่นั่งไปกับเราด้วย เพื่อความปลอดภัย และก่อนลงเรือเค้าก็มีมีการอบรมสั้นๆ ให้กับเราว่าใช้พายยังไง หรือตกน้ำไปจะทำยังไง ส่วนอุปกรณ์เค้าก็มีการตรวจเชคสม่ำเสมอ ขอแค่พวกแกทำตามข้อกำหนดของเค้าก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย

ขยับร่างกายจนเป็นที่พอใจก็มาพักหายใจหายคอกันที่ Desa Cattle Dairy Farm ซึ่งนางมีอีกสมญานามว่า Little New Zealand of Sabah ฟาร์มโคนมที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาคินาบาลู สถานที่ผลิตนมของเมืองซาบาร์ บนเนื้อที่พันกว่าไร่ แกจึงจะได้เห็นยอดเขาคินาบาลูที่สูงทะลุเมฆ โดยมีเหล่าแม่วัวสีขาวดำเหมือนหลุดมาจากฉลากนมหนองโพแท้ 100% กำลังเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งอย่างเอร็ดอร่อย และเหล่าต้นสนที่กำลังเอนลู่รับลม จุดนี้คือแกสามารถสมมุติตัวเองว่าเป็นเอลซ่าเวอร์ชั่นทุ่งหญ้าในนิวซีแลนด์ได้เลย เพราะว่ามันกว้างขวางมาก จะวิ่งเล่นกางมือ กางแขนขาแบบ 360 เพื่อให้ได้ภาพออกมาเหมือนกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้านก็ย่อมได้ หรือจะจับมือคนข้างกายมาถ่ายรูปคู่เสมือนชวนกันมาดูที่ทำเรือนหอก็ไม่ผิดกติกา โอ๊ย!! อิบ้า เขิลลลลลล

มาฟาร์มโคนมที่มีแต่แม่วัวสายพันธุ์ดี แล้วจะไม่ชิมผลิตภัณฑ์จากนมของที่นี่ ถ้าแม่รู้แม่ก็คงจะตี ถ้าเพื่อนรู้เพื่อนก็คงจะด่า เราเลยเดินดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต พุดดิ้ง ไอศครีม เนย และชีส ก่อนจะตัดสินใจในสองวินาทีสั่งไอศกรีม soft-serve รสนมหนึ่งรสช็อคโกแลตหนึ่ง มาชิมซักหน่อย ก่อนตัดสินใจยกให้เป็นเมนูแนะนำว่าถ้าแกมาแกต้องลอง เพราะมันหอมนม หวานมัน เข้มข้น ชื่นใจสมเป็นฟาร์มโคนมจริงๆ แต่ถ้าใครเฮลทรี้หน่อยโยเกิร์ตขาวๆ นุ่มๆ ก็ดูน่าทานไม่แพ้กัน และหากใครอยากได้ภาพสวยๆ ดูเป็นคนอ่อนโยนรักสัตว์โพสลงโซเชียลทุกช่องทางที่นี่เค้าก็มีกิจกรรมป้อนนมให้น้องแพะ ป้อนหญ้าให้น้องวัว ด้วยนาจา …

จบไปอีกหนึ่งวันกับสองกิจกรรมที่ต๊างต่างแต่สร้างประสบการ์ณที่ดี๊ดีทั้งสองกิจกรรมไปแบบปังปังให้เรามานั่งนึกว่าเฮ้ยวันนี้เช้ากับบ่ายของเรานี่มันต่างกันสุดขั้วเลยนะ แล้วกิจกรรมของวันที่ผ่านๆ มามันก็ต๊างต่างกันคนละทิศคนละทางจริงๆ แต่สิ่งที่เรารับรู้ได้เลยคือธรรมชาติของที่นี่มันสมบูรณ์มากทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอาหารกาย อาหารตา ผู้คนที่เป็นมิตร สภาพแวดล้อมที่สดใส และค่าครองชีพที่เหมาะสม หลายๆ อย่างรวมกันจนแค่สามวันเนี่ยเรามีเรื่องไว้เล่าสนุกๆ ได้อีกหลายเรื่องหลายมุม ที่พอรู้ตัวอีกทีเราก็หลงรักที่นี่และอยากจะกลับมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เพื่อนๆ ได้ฟังแบบไวๆ และตอนนี้ก็เริ่มอดใจไม่ไหวกับกิจกรรมวันที่สี่ของเรามันจะหน้าตาประมาณไหนเนี่ย …

Day 4 — Sabah Tea Garden, Poring Hot Springs and Tree Top Canopy Walk

หลับไปอย่างชวนฝัน พอฟ้าสรางพระอาทิตย์ทอแสงเสียงจากธรรมชาติก็ปลุกให้เราตื่นเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายหลักของวันที่ Sabah Tea Garden ไร่ชาที่ตั้งอยู่กลางป่าฝนมาตั้งแต่ปี 1984 นี้อยู่ไม่ไกลจากภูเขาคินาบาลู บนความสูง 2272 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แหล่งปลูกชาชั้นดีของซาบาห์ ไร่สีเขียวอันชุ่มฉ่ำสดชื่นพร้อมไอหมอกที่ลอยละล่องคละคลุ้งไปกับวิวภูเขาตลอดทั้งวัน ช่างเย็นสบายสายตาและกายหยาบจนเหมือนกับมีมนต์สะกดที่ทำให้เหล่านักเดินทางหลงไหลและออกห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองมาปลดเปลื้องความทุกข์และพบกับภาพแห่งความสุขที่อยู่ตรงหน้า ที่นี่ยังมีพร้อมทั้งที่พักที่แกสามารถนอนเหยียดกายอาบแสงดาวและรับน้ำค้างของรุ่งอรุณแห่งวันใหม่ได้ด้วย ส่วนใครที่มีที่พักแล้วหรืออยากแค่เข้ามาเดินเล่นจิบชาของที่นี่ก็สามารถเข้ามาชมและเก็บภาพความสวยงามสุดลูกหูลูกตา ถ่ายมุมไหนท่าไหนก็ออกมาเป๊ะปังทุกมุมของที่นี่ได้เช่นกัน

เดินเก็บภาพโพสท่าถ่ายรูปและลองเก็บชากันจนสาแก่ใจ ก็ได้เวลาทานอาหารและขนมอร่อยๆ ในคาเฟ่ของที่นี่แล้ว ซึ่งดูจากรูปเผินๆ เพื่อนๆ อาจจะงงได้ว่านี่บินกลับมากินที่ไทยหรอมื้อนี้ก็เพราะอาหารบ้านเรากับเค้ามันมีความใกล้เคียงกันอยู่มากพอสมควร อาหารคาวมื้อนี้เลยเหมือนบินกลับมากินที่ไทยด้วยประการฉะนี้ ส่วนของหวานเราเลือกวาฟเฟิลชาเขียวตามอย่างคนหมู่มากที่เราเห็นตอนเดินผ่านหลายๆ โต๊ะเข้ามา ไม่ว่าโต๊ะก็ต้องมีเมนูนี้วางไว้จนแอบคิดว่าเอ๊ะหรือมันเป็นเครื่องประดับโต๊ะแบบเซเว่นเซ่นมีดอกกุหลาบอย่างนี้รึเปล่า แต่พอถึงโต๊ะเรากลับไม่มีวางไว้เลยเอ้าต้องขอสั่งชาเขียววาฟเฟิลมาลองกินเพลินๆ กลางทุ่งชาเขียวชสักหน่อย ส่วนรสชาติก็นับว่าหอม อร่อย ได้กลิ่นได้รสของชาเขียวแบบจริงๆ ยิ่งจิ้มกับน้ำผึ้งยิ่งเข้าล๊อคแห่งความนัวววว

ออกจากไร่ชาเราก็มาน้ำพุร้อนนนน … งงม้ะ ไหนความเข้ากัน คือแบบซาบาร์มันหลากหลายมาก ดีมาก มงลงไปเลย ที่นี่คือ Poring Hot Springs บ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติที่อยู่บนทางขึ้นไปภูเขาคินาบาลู แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวบ้านบอกว่าต้องมา ยังไงก็ต้องมา เพราะมันฮอตฮิตสำหรับคนท้องถิ่นและนักเดินเขา เพราะน้ำร้อนๆ ช่วยคลายความเหนื่อนล้าและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี มีทั้งบ่อรวมและห้องแยกเป็นส่วนตัวให้เลือกได้ตามอัธยาศัย เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น และเสียค่าเข้าคนละสิบห้าริงกิช จะแช่ตัว แช่หัว แช่เท้ายาวนานแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า แต่ก็อย่าลืมระวังเป็นลมกันได้ แนะนำให้แช่สักสิบห้านาทีแล้วขึ้นมาจิบน้ำเย็นๆ พึ่งลมเบาๆ ก่อนลงไปแช่ใหม่ อย่าแช่แบบต่อเนื่องก็พอ แค่นี้ก็ได้จะรับความสบายคลายความเมื่อยล้าแถมยังรักษาผิวพรรณกันแบบง่ายๆ

เลยจากบ่อน้ำร้อนในอาณาบริเวณเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้เที่ยวชมกันอีกด้วย เช่น สวนผีเสื้อ ป่าฝน ฟาร์มกล้วยไม้ ฯลฯ แต่เราขอเลือกไปที่ Tree Top Canopy Walk ทางเดินที่ยาวกว่า 175 ม. และสูงจากพื้นดินถึง 40 ม. เส้นทางที่เรียกเหงื่อและความเสียวจนขาสั่นได้เป็นอย่างดี เพราะแกจะต้องเดินไปบนสะพานแขวนเล็กๆ ที่เป็นเชือกสลิงดึ๊งๆ ตลอดทาง แต่แนะนำว่าทำใจให้ดีๆ แล้วก้าวขาออกไปเพื่อชมวิวธรรมชาติจากมุมสูง สัมผัสต้นไม้แปลกๆ หายาก และป่าดึกดำบรรพ์ ที่เขาว่าเก่าแก่สุดๆ ของผืนป่าคินาบาลูอย่างใกล้ชิด ใครที่ชอบธรรมชาติและมีแรงเดินเราแนะนำเป็นอย่างยิ่ง

จบไปอีกหนึ่งวันกับการสัมผัสธรรมชาติในสไตล์ใหม่ๆ ได้หายใจเอาโอโซนเข้าเต็มปอด ปล่อยกายปล่อยใจไปกับสายน้ำและยอดไม้ เป็นการเดินทางไปยังสถานที่เดียวกันในสองรสชาติได้อยู่ใต้น้ำพุร้อนๆ ได้เดินหอบหายใจเหนื่อยๆ อย่างมีความสุข ทำให้เราได้รู้ว่าธรรมชาติช่างสร้างสรรความสมบูรณ์อย่างแท้จริง ยิ่งได้มองเห็นความหลากหลายและผืนป่าที่กว้างใหญ่ด้วยตัวเอง ยิ่งรู้สึกว่าเราทุกคนต้องช่วยกันปกป้องให้ความยิ่งใหญ่นี้คงอยู่ไปนานๆ เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวความสุขและพึ่งพิงธรรมชาติไปจนรุ่นหลาน เหลน โหลนไปเล้ยยยย

ส่วนคนที่มีเวลาเหลือๆ จะเที่ยวต่อที่ อุทยานคินาบาลู อีกสักวันสองวันก่อนกลับเข้าเมืองก็ย่อมได้ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่โตกว่าสิงคโปร์ทั้งประเทศอีกก เพราะฉะนั้นจึงมีเส้นทางให้เลือกเดินเทรคกิ้งมากมาย ทั้งแบบเลเวลเบาๆ เบสิคที่ใช้เวลาสั้นๆ พอให้เหงื่อออกเลือดสูบฉีด ไปจนถึงเลเวลสูงพิชิตยอดเขาคินาบาลู โดยตลอดเส้นทางเราสามารถแวะชมวิวได้หลายจุด แถมยังเห็นต้นไม้ใบไม้แปลกๆ พืชพันธุ์หายากที่ไม่คุ้นตากว่า 5,000 ชนิด นก สัตว์ป่า ท่ามกลางอากาศที่แสนจะเย็นสบายตลอดทั้งปี

Day 5 — Mari-Mari Cultural Village

วัดสุดท้ายเราขอสลัดคราบชาวกรุงออกไปสัมผัสชนพื้นเมืองของเกาะแห่งนี้ Mari-Mari Cultural Village ตั้งอยู่ในป่าที่ Kionsom, Inanam เมืองบาซาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณเกาะบอร์เนียวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ณ หมู่บ้านมารีวิลเลจ โดยคำว่า ‘Mari Mari แปลว่า มานี่ มานี่ เราเลยไปนี่ ไปนี่ เพื่อเยี่ยมชมการจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งภาษาและการใช้ชีวิตของชนพื้นเมือง ผู้อยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายและดราม่าทั้งปวง ใต้ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ใต้ร่มไม้ที่สูงชัน ในกระท่อมหลังน้อย ด้วยชีวิตที่ติดกับธรรชาติ ของแต่ละชนเผ่าที่เหมือนจริงทั้งข้าวของเครื่องใช้ และการแต่งกาย

ที่นี่เป็นการจำลองการเยี่ยมชม 5 ชนเผ่าพื้นเมืองแบบใกล้ชิด ได้แก่เผ่า Kanazan-Dusan ที่เค้าจะคอยต้อนรับเราด้วยสาโทร้อนแรงจนได้เดินเซกันตั้งแต่หลังแรก ก่อนจะย้ายร่างอันซวนเซไปที่เผ่า Rungu ที่เราจะได้ฝึกก่อไฟ เพราะสาวๆ ทุกคนของเผ่าต้องจุดไฟได้ไม่งั้นจะไม่ได้แต่งงาน หลังจากความหวังเรื่องการแต่งงานได้ร้อนแรงขึ้นมา เราก็ไปต่อที่เผ่าล่าหัวมนุษย์ในตำนาน!!! เพื่อเดินดูหัวกะโหลกสัญลักษณ์ของนักสู้ผู้แข็งแกร่งของเผ่า Lundayah ก่อนจะไปชมเยี่ยมชมต่อกันที่เผ่า Bajau เผ่าพื้นเมืองที่สดใสจากข้าวของที่นำไปแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าชาวจีนและอินเดีย แถมที่นี่ยังมีมุมน่ารักๆ ให้เราถ่ายรูปอีกหลายมุม ก่อนจะไปปิดท้ายที่เผ่า Murut อีกหนึ่งเผ่าล่าหัวมนุษย์ พร้อมสนามซ้อมยิงลูกดอกอาบยาพิษ!!!! เรียกได้ว่ากว่าจะเดินครบก็ต้องมีอินกับบรรยากาศจนเหมือนได้ย้อนเวลาไปในยุคโบราณกันจริงๆ บ้างแหล่ะ

นอกจากจะได้เดินชมและเรียนรู้รูปแบบชีวิตของชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ แล้ว ที่นี่ก็ยังมีการแสดงพื้นเมืองให้ชมถึงวันละ 3 รอบ คือ 10.00 /15.00 และ 18.00 น. แถมมีอาหารพื้นเมืองให้รองท้อง ลองชิม มีหนุ่มๆ สาวๆ พื้นเมืองให้ถ่ายรูปด้วย ส่วนใครอยากมีของฝากติดมือติดตัวก่อนกลับเค้าก็มีบริการเพนท์เฮนน่าเป็นลายสวยๆ โดยคนพื้นเมือง ก่อนกลับก็จัดสำหรับอาหารสักหนึ่งมื้อเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมโบราณแบบใกล้ชิด เป็นอีกหนึ่งประสบการ์ณและสถานที่ถ่ายรูปเก๋ๆ ที่ควรมาลองกันสักหน่อย

เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ เผลอแป๊บเดียวก็ต้องกลับซะแล้ว และเช่นเดิมขากลับเราบินกับแอร์เอเชียไฟลท์ FD471 ซึ่งเดินทางกลับเวลา 15:00 ถึงไทย 17:05 พอมีเวลาให้ได้ทานอาหารเย็นกลับที่บ้านแล้วสะสางงาน เช็คเมล์เจ้านายกับลูกค้า ก่อนกลับไปเริ่มทำงานในวันถัดไปได้อีกนิดหน่อย เรารู้สึกว่าโคตาคินาบาลูในมุมนี้แม้ไม่ได้สูงทะลุฟ้าติดอันดับระดับโลกเหมือนที่คนอื่นๆ มาเดินป่าเดินเขากัน แต่เราก็เชื่อว่ามันจะกลายเป็นรูทที่ติดอันดับในใจของใครหลายๆ คน หลายๆ ความชอบได้ไม่ยาก ยิ่งใครที่อยากมาทริปเดียวแล้วได้ความหลากหลาย สบายแบบพอดีๆ ลำบากแบบพองาม ได้เห็นทั้งภูเขา และทะเล ได้อิ่มกับธรรมชาติ และอาหารการกิน ในราคาที่หลายๆ คนจับต้องได้ ในระยะเวลาที่บินสบายเที่ยวสะดวก ก็จงรับที่นี่ไว้พิจารณาสำหรับวันลาในครั้งต่อไปดูนะ แล้วแกจะรู้ว่าเราไม่เคยหลอกแกจริงๆ